แหล่งขายแผ่นซีรีย์เปาบุ้นจิ้น ในกทม.

1.ไปซื้อมาเมื่อวาน ชื่อร้าน บิ๊กโบ ศูนย์รวมเพลงไทยเก่า ตรงสะพานควาย เดินเลยวัดไผ่ตันมาทางจตุจักร
มีเปาบุ้นจิ้นมากมายหลายตอนให้เลือกซื้อ ใส่ในกล่องแบบหนาอย่างดี แค่กล่องละ 69 .-

ร้านนี้อยู่ใกล้ๆสะพานข้ามคลอง ใกล้กับร้านข้ามต้มร้านใหญ่ตรงนั้น

สรุปเนื้อเรื่องจอมโจรจอมราชันย์เล่ม 10

เล่มนี้ เริ่มเรื่องด้วยงานแต่งงานของกวานเพียวกับแพกรีโซโซ โดยที่เชกัลเรียงเริ่มจะหมดความอดทน จากนั้นเป็นการประกาศเข้าร่วมสมาพันธืฝ่ายธรรมะของกวานเพียวที่ทำให้ทุกคนแปลกใจ ทำให้ต้องจัดลำดับตำแหน่งใหม่ โดยพระเอกได้เป็นผู้อาวุโสร่วมกับคนอื่นที่ไม่ต้องฟังคำสั่งจากผู้นำสมาพันธ์แต่อย่างใด
ต่อมา แพกรีชางซอนถูกพวกป่ากงล้อมังกรคู่ฆ่าตายด้วยการแทงหัวใจจนเป็นรู เชกัลเรียงถูกนางเอกสอบสวนว่าเป็นคนทรยศที่จ้างให้พรรคโลหิตวิญญาณมรณะมาฆ่าตน ด้วยการแอบฝึกวิชามหาเวทสะกดวิญญาณเพื่อบังคับให้ลูกน้องอ่านสารแล้วฆ่าตัวตาย แต่นางเอกรู้วิชาย้อนรอยวิชานี้และโชว์ให้ทุกคนได้เห็น
ตระกูลเชกัลถูกปิดเป็นเวลา 10 ปี ปราชญ์อสูรยอปุลวีได้กลับไปพบกับผู้ภักดีที่ยังเหลือรอดและหลบอยู่ในถ้ำลับกว่า 20 คน
การประลองความเร็วระหว่างอูฐขาวกับกองม้าของพรรคสวรรค์มังกรหาญ ม้าซากศพชนะ
ตอน

สถาบันสอนภาษา ETS Prometric Test Center ในห้างแฮปปี้แลนด์ ชั้น 3

TOEFL TOEIC SAT IELTS

086-351-4469
02-731-0393-6

ร้านเน็ตที่อืดมากๆที่ห้าง Happy Land บางกะปิ

วันนี้เล่นเครื่อง 18 ที่ชั้น 2 ค้างง่ายมากๆ ห่วยสุดๆ

20 บาท เล่นได้ 2 ชม. ของ Micropay

Promp NetCafe System Version 1.63

หน้าเว็บเพจหมิ่นสถาบัน/ในหลวงในเฟซบุ๊ก ก.พ.2554

We love king thongdang

40 ล้านเสียง อยากให้ไอ้ชั่วภูมิพลกลิ้งตกรถเข็น

ผู้ก่อการร้ายและล้มล้างสถาบันตัวจริงคือภูมิพล

กูแดง เป็น แม่ของพวกสลิ่ม

King Taksin

ประเทศไร้ความยุติธรรม ตาสว่างทั้งแผ่นดิน

ประกวด MR REDSHIRT หนุ่มเสื้อแดง

แผ่นดินนี้ของกู ไม่ไช่ของพ่อใคร

ยุทธการลงทัณฑ์นักล่าแม่มด-Sanction Witch Doctors

Liberal Thai – ไอ้นี่มันมีบล็อคใน wordpress นี้ด้วย ช่วยถล่มให้บล็อคมันเจ๊งกันหน่อยเถอะ

ชมรมคนเคยรักเจ้า แห่งประเทศไทย

ไอ้บอดจอมลวงโลก รักคุณทองแดง

มั่นใจว่าทักษิณชกภูมิพลหมัดเดียวน็อคแน่

แฟนคลับ จตุพร พรหมพันธุ์ (แฟนคลับจตุพร)

จิรายุ ห่วงทรัพย์

The Great PM ever เรารักนายกทักษิณ

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

Ratchaprasong Reunion – พวกเสื้อแดงเลวระยำใช้หน้าเพจอันนี้ในการระดมพลไปชุนนุมที่ แยกราชประสงค์

ความจริงวันนี้ ความจริงประเทศไทย (เนมานย่าวิดิช แห่งแมนยู)

ว่าที่ร้อยตรี Redshirt รักพระเจ้าตากสิน

United Front for Democracy Against Dictatorship

คอกวัว ราชประสงค์

Ruang Krit (Kritred)

นินจา รักสีแดง (Ninjapink)

Weloveking Kong

ความลับราชวงศ์ไทย

ราชวงศ์จักรีสมสู่กันเองในหมู่เครือญาติเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน

Hi s Tales

หลักสูตรปริญญาโทใหม่ๆ

ม.หอการค้า – กลุ่มวิชาการบริหารความเสี่ยงและการประกันภัย เน้นคณิตศาสตร์ประกันภัย + สถิติประยุกต์
กลุ่มวิชาการบัญชี กลุ่มวิชาภาษีอากร

ม.จุฬา – การจัดการการบินรุ่นที่ 5 การจัดการโรงพยาบาลและการรักษาสุขภาพ

ม.เชียงใหม่ – การจัดการอุตสาหกรรมเกษตร

ม.เกษตร – สอนด้วย eng. คือ ASEAN Business and Management

นิด้า – โครงการฝึกอบรมการบริหารและพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ไปสู่องค์การยุดใหม่

ม.รังสิต – การแพทย์แผนตะวันออก

ม.แม่ฟ้าหลวง – เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟิ้นฟูสุขภาพ

ม.หัวเฉียว – เทคโนโลยีเภสัชกรรม วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง

แต่ละชั้นของตึก Platinum

Basement ร้านเน็ตหยอดเหรียญ 10 บาทเท่ากับ 10 นาที
ชั้น 3 Black Canyon
ชั้น 5 ขายมือถือ ของประดับผู้หญิง รองเท้าบู๊ทสูงถึงเข่า
ชั้น 6 ศูนย์อาหาร

แต่ละชั้นของอาคารอโศก ทาวเวอร์

ติดกับตึกเกียรตินาคิน K Tower
ชั้น 2 Zenza Asia
Floor 4 มูลนิธิพระสุรัสวดี
Floor 5 Global Talent Consultant
KIWITODAY International

รูปแบบข้อสอบTOEICที่เราไปสอบมา 29 ก.ค.2553

ทั้งหมด 200 ข้อ ส่วนแรก คือ การฟังเทปเสียงฝรั่งคุยกันเกี่ยวกับการนัดมาสัมภาษณ์ โฆษณาขายสินค้าด้วยเสียงผู้หญิง การคุยกันว่าออฟฟิศกำลังจะตกแต่งใหม่

ส่วน 2 คือ ตั้งแต่ข้อ 101-200 ทำเองด้วยการอ่านแล้วตอบ ต้องทำเร็วๆเพราะจะเหลือเวลาจากการฟังอีกชั่วโมงครึ่ง มีอีเมล์ธุรกิจถึง 13 ฉบับ หน้าละ 1 คู่ ถามจดหมายละ 5 ข้อ

บริษัทเอกชนต้องการคะแนนโทอิคระดับนี้….

ดูในศูนย์สอบโทอิค ที่เค้าติดบอร์ดเอาไว้เพื่อรับสมัครพนักงาน

UPS want TOEIC at least 550
Mektec 500-550
Benchmark Electronics 750
Bangkok Airways 650
Phuket Air 600
AIS Call Center 650
Siam DENSO 400
Singapore Airline – Cabin Crew:Woman only 600
Nok Airline 450
Eastwater 500
Oriental Thai 600

เบอร์ติดต่อศูนย์สอบ TOEIC ตรงอโศก

อัพเดทของใหม่ล่าสุด จดเมื่อ 29 ก.ค.2553
02-260-7061
02-260-7189
02-260-7535
02-260-7859
02-260-3990
02-259-3991
02-259-4099
02-259-8840

ดาบซามูไรญี่ปุ่นผลิตโดยคนไทย

Thai Suki & Bushi Blades www.thaisukisword.com 086-799-9977 086-312-3100

Orange Mart แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อของคนไทย

www.ormthai.com

บริษัท ออเร้นจ์ มาร์ท ประเทศไทย
49/55 ม.3 ถ.สุขาภิบาล 5 แขวงออเงิน
เขตสายไหม กทม. 10220

02-998-1740
087-692-6484
082-332-2287
083-150-8368
085-042-0394

แก้ท่อตัน+ส้วมตัน

แก้ท่อตันด้วยงูเหล็ก เปิดทุกวัน
www.mrtortan.com
กทม.+ชลบุรี+บางนา
089-181-5410
089-779-7136
087-253-4000
080-681-7000

บริษัทจำหน่ายแผ่นซีดีหนังในไทย

Catalyst Alliance ประเทศไทย จำกัด
2/4 อาคารสามัคคีประกันภัย ชั้น G ถ.วิภาวดี-รังสิต
แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม. 10210

บริษัท บิ๊ก วอร์เนอร์ จำกัด
67/69 ม.7 ถ.พหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. 10220
02-972-3440

บริษัทพรีเมี่ยม ดิจิตอล เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
41/91-92 ม.4 ถ.บางกรวย-ไทรน้อย ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง
จ.นนทบุรี 1110
02-922-7365-8

ชื่อของงานหนังสือระดับโลกในต่างประเทศ

Tokyo International Bookfair
Teipei International Bookfair
Frankfert International Bookfair

สำรวจเดอะมอลล์ บางแค

ชั้น1 มีร้านขายนวนิยายของ สนพ. ณ บ้านวรรณกรรม ซึ่งไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนว่าจะมีร้านแบบนี้ ยังมีร้าน Se-ed book มีหนังสือใหม่ๆด้วย ไวกว่าร้านในห้างอื่นเสียอีก

ชั้น 2 ไม่มีอะไรมาก

ชั้น 3 โซนขายคอมและอุปกรณืเกี่ยวข้อง เดินมาลึกสุดมีร้านเล่นเน็ต+เกมส์ ครึ่งชม. 10 บาท 1 ชม. 25 บาท

“หมอเดว” ชี้เด็กไทยเกินครึ่งไร้จุดยืน-พลังต้านสิ่งเลวร้าย หลงการพนันไม่สนผิดชอบ

22 กุมภาพันธ์ 2553

Link : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000024631

“หมอเดว” เผยเด็กไทยเกินครึ่งไร้จุดยืน ไม่มีพลังในตัวเองต้านสิ่งเลวร้าย เหตุหลงอยู่ในวังวนการพนัน ติดวัตถุนิยม หวังรวยทางลัดไม่สนผิดชอบ เตือนรัฐบาลรอบคอบเดินหน้าหวยออนไลน์ หนุนผันเงินทำกองทุนเด็กเยาวชน และครอบครัว สร้างพื้นที่สร้างสรรค์

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี หัวหน้าคลินิกเพื่อนวัยทีน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวถึงกรณีคณะทำงานด้านกฎหมายเกี่ยวกับโครงการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ผ่านเครื่องอัตโนมัติ ได้ข้อสรุปยกเลิกแล้วนั้น ว่า ขอขอบคุณที่รัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว จากการสำรวจสุขภาพเด็กและเยาวชน และต้นทุนชีวิต ร่วมกับโครงการเฝ้าระวังเด็กและเยาวชน (Child Watch) ช่วงปี 2551 –2552 ในเยาวชนจำนวน 2.8 หมื่นคน ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่าเด็กเล่นการพนันเพิ่มขึ้น 4 เท่าหลังมีหวยบนดิน แต่เมื่อวิเคราะห์ด้านต้นทุนชีวิต พบเยาวชนเกินครึ่งหรือ 60% ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพนัน ตั้งแต่การซื้อ ขาย เดินโพย จะมีต้นทุนชีวิตต่ำ 3 ด้านอย่างชัดเจน คือ 1.ขาดจุดยืนพลังตัวตน 2.ขาดวินัยในตนเองและครอบครัว 3. ขาดแบบอย่างที่ดีทั้งในครอบครัวและชุมชน ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วงเพราะเยาวชนไทยเพียง 40% เท่านั้นที่จะสามารถเอาตัวรอดได้

“เด็กที่ขาดต้นทุนชีวิตด้านจุดยืนและพลังในตัวเอง ทำให้เด็กถูกเขย่าได้ง่าย มีทัศนคติเชื่อการรวยทางลัด ทำให้ขาดความอดทน สามารถทำอะไรก็ได้ที่รวยเร็ว โดยไม่สนใจว่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้องหรือไม่ เช่น การเดินโพยบอล ขายยาเสพติด แสดงให้เห็นว่าต้นทุนชีวิตด้านจุดยืนและพลังในตัวเอง ส่งผลกระทบไปถึงศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม จึงเห็นได้ว่าเยาวชนรุ่นใหม่ติดวัตถุนิยมจำนวนมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลควรตระหนักและหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง” นพ.สุริยเดว กล่าว

นพ.สุริยเดว กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลปล่อยให้เกิดหวยออนไลน์ และไม่มีการควบคุมการซื้อ ขายให้เด็กและเยาวชน จะทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงอย่างแน่นอน เพราะการวิเคราะห์ต้นทุนชีวิตชี้ชัดว่าเยาวชนไทยมีความอ่อนแอในเรื่องนี้อย่างมาก รัฐบาลควรหาทางออกและแก้ปัญหาเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเข้าไปติดอยู่ในวงจรหวยออนไลน์ เช่น เปลี่ยนเป็นแบบสลากสะสมทรัพย์ รวมทั้งจำกัดอายุผู้ซื้อ เพื่อไม่ให้เด็กเข้าถึงได้ง่าย ล่อใจให้ซื้อ นอกจากการป้องกันเพื่อกันเด็กออกจากวงจรการพนันต้องหาทางเสริมสร้างด้วยการนำเงินที่ได้มาจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อนำไปสนับสนุนให้เกิดกิจกรรม เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ในสังคม

สัมภาษณ์ CAT Telecom ว่าด้วยเทคโนโลยี

งานกลุ่ม PO.453 วิชาสัมมนาบริหารทรัพยากรมนุษย์ เทอม 2/2552 สอนโดย รศ.ดร.สมชัย ศรีสุทธิยากร

ภาพรวมในการนำเทคโนโลยีทางด้าน IT มาใช้ในองค์การนั้นมี 5 คือ HRM, HRD … ซึ่งข้อมูลนั้นอยู่บนฐานข้อมูลเดียวกันทั้งหมดโดยโปรแกรม ..maimframe ฯลฯ แต่จะใช้คนละ Browser เพื่อเข้าสู่โปรแกรม โดยตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา CAT ได้เริ่มจัดทำแผนโครงการและกำลังดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นระบบข้อมูลสาระสนเทศแบบ ESS ; Electronic Self Service แบบเดียวกันกับ ปตท. ซึ่งทาง CAT มีงบประมาณรองรับในการจัดทำระบบนี้ซึ่งในปัจจุบันกำลังหาผู้ว่าจ้างเข้ามาทำ implement
ประโยชน์ของเทคโนโลยี ESS ใน HR (ทางหน่วยงานมีการวางแผนเน้นการใช้ IT เพื่อให้สอดคล้องกับ Master Plan)
ในด้านการสรรหา
มีการใช้ระบบ E-Recruitment เข้ามาใช้ในการสสรหาพนักงาน ซึ่งสามารถช่วยในคัดกรองพนักงานได้ในเบื้องต้นแต่ก็ยังไม่ดีเพียงพอเท่ากันการที่พนักงานเดินเข้ามาสมัครงานด้วยตนเอง
ในการทำงานและพัฒนาพนักงาน
รองรับการทำงานแบบ e-office คือสามารถรับส่งงาน บันทึกข้อมูลเอกสาร ส่งผ่านงานไปยังแผนกต่างๆ ได้และยังช่วยให้พนักงานทราบได้ว่างานที่จากปกติต้องวนไปตามสายงานต่างๆว่าตอนนี้อยู่ที่ใด ใครกำลังพิจารณา โดยผ่านทางคอมพิวเตอร์
เกิดความสะดวกสบายแก่พนักงาน
ลดการใช้ทรัพยากรกระดาษ (Paperless)
ไม่ว่าจะขออนุญาต หรือขออนุมัติ ก็จะมีการจัดทำเอกสารในระบบแล้วส่งผ่านไปตามลำดับชั้นแบบ Attachment เพื่อทราบและอนุมัติ เมื่ออนุมัติแล้วจึงจะพิมพ์ออกมาเพื่อลงลายเซนต์
สามารถเรียกดูข้อมูลต่างๆของพนักงานเช่น วุฒิการศึกษาที่ผ่านมาของตนได้โดยไม่ต้องไปรื้อค้นเอกสารที่เป็นกระดาษ เป็นแฟ้มงานได้โดยระบบมีความปลอดภัยสูงจาก one computer, one user.
ทางด้านสวัสดิการหรือแรงงานสัมพันธ์นั้นพนักงานสามารถค้นหาระเบียบ กำหนด ข้อกฎหมาย หนังสือต่างๆผ่านทางระบบได้
พนักงานสามารถเข้าไปฝึกอบรม E-learning จากระบบ intranet ซึ่งพนักงานสามารถเข้าไปเลือกอบรบหลักสูตรที่ตนต้องการตามสายงานของตนได้ นอกจากนี้ยังมีสายงานกลางที่ออกแบบหลักสูตรมาเพื่อให้พนักงานในทุกตำแหน่ง ทุกหน่วยงานสามารถเข้าฝึกอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพในตัวเองได้ ซึ่งการ Training นี้จะมีการบันทึกข้อมูลพนักงานว่าเคยฝึกอบรมหลักสูตรนี้หรือยังและจะมีการแจ้งว่าในปีนี้มีหลักสูตรใหม่ๆใดบ้างที่พนักงานสามารถเข้าอบรมได้และถึงแม้ว่าจะเป็นพนักงานรุ่นเก่าก็จะได้รับการฝึกอบรมตามข้อมูลแม่บท IT ที่ให้ว่าพนักงานหนึ่งคนกับคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง
สามารถวัด KPI และ Competency ของพนักงานได้ผ่านฐานระบบข้อมูล สามารถนำไปเป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการเลื่อนเงินเดือนเป็นเปอร์เซนต์ได้และระบบสามารถประเมินแล้วปรับเพิ่มเงินเดือนได้ในทันที ซึ่งระบบการประเมินนี้จะรวมข้อมูลจากทั้งหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สามารถช่วยรถการใช้กำลังคนและเอกสารได้เป็นจำนวนมาก
สามารถให้ข้อมูลได้ในทันทีว่าในปีนี้จะมีพนักงานที่จะเกษียรจำนวนเท่าไหร่ ใครบ้างที่จะได้รับเรื่องราชย์ฯ
Anywhere, Anytime พนักงานสามารถเรียกดูข้อหรือส่งงานด่วนไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เวลาใดได้ทันท่วงที
Tele-conference การประชุมทางโทรภาพ CAT ถือเป็นเจ้าแรกที่ได้นำระบบนี้มาใช้ เพราะ CAT เน้นการโทรศัพท์ทางไกล หรือการเน้นการประชุมระหง่างประเทศ ซึ่ง CAT เป็นเจ้าของ Gate Way เช่น การจัด Event ของ CAT ในส่วนกลาง ก็จะมีการถ่ายทอดผ่าน WAB CAT เพื่อให้ CAT ส่วนภูมิภาคได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ซักถามและโต้ตอบได้แบบ Real Time
พนักงานสามารถติดต่อจองห้องประชุมหรือสั่งของได้ผ่านทางระบบ e-office ซึ่งสามารถช่วยลดปัญหาที่ว่าไม่สามารถติดต่อพนักงานได้เมื่อพนักงานไม่อยู่ที่โต๊ะ

ส่วนของเทคโนโลยีที่นำมาใช้
ส่วนใหญ่ในเทคโนโลยีที่ใช้จะเป็น Software สำเร็จรูปที่มานำเสนอ สำหรับ CAT จะมีทีมงานโดยเฉพาะในการพัฒนา Software มารองรับจนกว่าจะมีการจัดทำระบบขึ้นมาใหม่ เช่นมีการเปิดรับสมัครงานทาง on-line ซึ่งเป็นการคัดกรองเบื้องต้นในระดับหนึ่ง ซึ่งการรับสมัครงานนี้ก็อยู่ในขั้นของการทดลองใช้ มีการเก็บข้อมูลเพื่อมาพัฒนาระบบตัวใหม่ที่จะนำมาใช้ในปี 54

ข้อเสีย คือ IT นั้นขึ้นกับฐานข้อมูล, software ที่ใช้, Electronic, tools เครื่องเครือข่าย, ความไม่เสถียรของ server แต่ส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดจะกระทบเล็กน้อย เพราะมีการ back up ข้อมูลไว้
ในด้านเทคโนโลยีนี้ ด้าน HR ไม่ได้มีการทำการประเมิน แต่จะมีฝ่ายกลยุทธ์เทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามาดูเทคโนโลยีด้าน IT ทั้งหมดให้กับองค์การ เช่น งานตรงไหนบ้างที่ควรมีระบบ IT Support บ้าง และจะมีการจ้างบริษัทที่ปรึกษาเป็นครั้งคราวเข้ามาดู ปรับ วิเคราะห์

ที่ยังขาดเหลือ
ผลการประเมินศักยภาพของพนักงานว่าพัฒนาเพิ่มขึ้นไหมหลังจากที่นำระบบนี้เข้ามาใช้
หากว่าผลการปฏิบัติงานของพนักงานไม่เป็นไปตามที่คาดไว้จะมีการแก้ปัญหาอย่างไร
ในส่วนที่ระบุไว้ในแผนแม่บทว่าจะมีการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ทุกๆ 3-5 ปีนั้นจะไม่เป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรหรอกหรือ เหตุใดจึงไม่ทำการเปลี่ยนเฉพาะตัว Hard disk
ทางหน่วยงานมีมาตรการใดไหมที่จะใช้ห้องกันระบบจาก Hacker
ไม่ทราบว่าในขั้นตอนการประเมินต่างๆนั้นเช่นการประเมิน KPI, Competency นั้นมีวิธิการอย่างไร
จุดเด่นในการนำ Technology มาใช้ใน HR ที่ CAT มั่นใจว่ามีความแตกต่างและโดดเด่นกว่าหน่วยงานอื่นคือ?

อัพเดทสถานการณ์ของบริษัทกฎหมายจากจุ้ย

21 / 1 / 2553 เจอ จุ้ย รังมด มานั่งเล่นคอมที่ท่าพระจันทร์ ได้ความรู้ว่า บริษัททนายความมันมี 2 แบบ
แบบแรก คือ จ่ายเงินให้ตามงานที่เข้ามา โดยเราจะได้เงินเต็มๆ อีก 5 % หักเข้าบริษัท แบบนี้ถ้ามีปัญหากับลูกความใดๆ เราต้องเป็นคนรับผิดชอบเองทั้งหมด

แบบที่สอง คือ จ่ายเงินให้ตลอดแม้จะไม่มีงานเข้ามา แต่ถ้ามีงานเข้ามา เราจะได้เงินส่วนแบ่งแค่ 5 พัน อีก 15000 หักเข้าบริษัท รู้สึกว่าจะเสียเปรียบกว่าแบบแรกอยู่มาก

เพื่อนจุ้ยมีทั้งทำเอกชนและเอ็นจีโอ

เจอ พุฒ ที่ไว้หนวด+ใส่แว่นด้วย เห็นว่ามาเรียน TU005 สำหรับคนที่สอบโทเฟิลไม่ผ่านแล้วต้องมาเรียน เรียนตอน 5 โมง

อำเภอกัลยาณิวัฒนา

7 ก.ค.2552 ในหลวงพระราชทานนาม อำเภอกัลยาณิวัฒนา เป็นอำเภอที่ 25 ของจ.เชียงใหม่
เป็นอำเภอที่ 878 ของไทย
เนื้อที่ 657.58 ตารางกิโลเมตร
287172.68 ไร่
มีประชากร 10541 คน
มีพื้นที่การเกษตร 30064 ไร่

จาก มติชน 3 ธ.ค.2552 หน้า 7

เรื่องเล่าสามัญสำนึก อาหารสมอง วีรกร ตรีเศศ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1523

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q4/2009october23p7.htm

เรื่องเล่าสามัญสำนึก
อาหารสมอง วีรกร ตรีเศศ Varakorn@dpu.ac.th มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1523

คําพูดสมัยใหม่ในวงการศึกษาของโลกก็คือ teach less and learn more หรือสอนเด็กให้น้อยแต่ให้เรียนรู้มากๆ เรื่องนี้นับว่ามีความสำคัญยิ่งขึ้นเป็นลำดับในโลกที่องค์ความรู้ (body of knowledge) แตกตัวอย่างรวดเร็วอันเนื่องมากจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

มีเรื่องเล่าว่า ศาสตราจารย์มีชื่อเสียงระดับโลกท่านหนึ่ง ให้การบ้านแก่นักศึกษาไปค้นคว้าเขียนเป็นคำตอบมา คำถามก็คือเหตุใดกองทัพนโปเลียนในทศวรรษต้นๆ ของ ค.ศ.1800 จึงสามารถเดินเท้าฝ่าหิมะโดยใส่รองเท้าบางธรรมดาเป็นระยะยาวพันๆ ไมล์ไปรบได้

นักศึกษาก็ไปค้นคว้ากลับมารายงานหน้าชั้น บ้างก็ใช้สมการฟิสิกส์เรื่องความร้อนมาอธิบายความสามารถในการทนความหนาว บ้างก็ใช้ความฮึกเหิมในการทำสงครามเป็นคำอธิบาย ฯลฯ แต่ละคนไปค้นคว้าหาสารพัดเหตุผลมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกันอย่างน่าสนใจ

เมื่อทุกการนำเสนอจบลง ศาสตราจารย์ท่านนี้ก็แสดงความเห็นว่าขอบใจมากสำหรับความพยายามตอบคำถามนี้ ทุกคนได้เรียนรู้จากการทำการบ้านครั้งนี้ แต่การเรียนรู้สำคัญที่ทุกคนจะได้จากการบ้านชิ้นนี้ก็คือ ถ้าทุกคนใช้สามัญสำนึก (common sense) สักนิดแต่แรก ก็ไม่ต้องเสียเวลามากมายเลย เพราะมันเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ธรรมดาที่ไม่ใช่ซุปเปอร์แมนจะสามารถเดินเป็นวันๆ ได้โดยใส่รองเท้าบางๆ

การเรียนรู้สามัญสำนึกจากโจทย์กองทัพนโปเลียนเช่นนี้ จะสร้างความประทับใจชนิดไม่มีวันลืมได้เลยตลอดชีวิต ผู้เรียนจะนึกถึงและทำให้มีโอกาสได้ใช้สามัญสำนึกที่ทุกคนมีอยู่โดยธรรมชาติมากกว่าปกติ

ฝรั่งบางบ้านเจาะแผ่นช่องบนบานประตู เพื่อให้สุนัขหรือแมวเข้าบ้านยามค่ำคืน โดยเจาะสองช่อง ช่องใหญ่สำหรับสุนัข และช่องเล็กสำหรับแมว ท่านผู้อ่านไม่ต้องไปค้นคว้าเขียนหาคำตอบแบบนักศึกษาก็รู้ว่า การกระทำเช่นนี้มันขัดกับสามัญสำนึก เพราะแค่ช่องใหญ่ช่องเดียวก็เพียงพอแล้ว

ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้เรียนรู้เรื่องสามัญสำนึก โดยได้ข้อสรุปว่า เราไม่ได้ใช้สามัญสำนึก เพราะเรามีสมมุติฐานหรือข้อทึกทักจนมันไปบดบังเสียหมด ในเรื่องกองทัพนโปเลียน นักศึกษาไปทึกทักการที่ว่ากองทัพเดินได้ในความหนาวสุดสุดด้วยรองเท้าบางเป็นเรื่องจริง ในเรื่องช่องสุนัขและแมว สมมุติฐานก็คือ แต่ละคนต้องมีช่องของตัวเอง

เรื่องต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนเมื่อหลายปีก่อน เป็นการเรียนรู้เรื่องสามัญสำนึกที่เกี่ยวกับการบดบังโดยสมมุติฐานอย่างชัดแจ้ง เรื่องก็มีอยู่ว่า ผู้เขียนเล่นกอล์ฟกับเพื่อนในก๊วนอีก 3 คน ในการตีลูกระหว่างหลุม ลูกกอล์ฟของผู้เขียนวิ่งเรี่ยดินหายไปโดยไม่ตกน้ำ และก็วิ่งไปไม่ไกลจากตัวผู้ตีคือผู้เขียนด้วย (คงเดาได้ว่าฝีมือเป็นอย่างไร) บริเวณนั้นเป็นที่โล่ง มีต้นไม้เล็กระดับหน้าขาอยู่หนึ่งต้นเท่านั้น ผู้เขียนและเพื่อนรวม 4 คน ช่วยกันหาลูกซึ่งหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ไม่ว่าตรงพื้นที่ใดก็ไม่มี จนชักจะอ่อนใจ

พวกเราหันไปขอความช่วยเหลือจากแคดดี้ซึ่งเพิ่งเดินมาถึงหลังจากไปเข้าห้องน้ำ พอแคดดี้เดินมาถึงแกก็ตรงไปหยิบลูกกอล์ฟที่เสียบอยู่บนกิ่งของต้นไม้เล็กนั้นออกมา พวกเราซึ่งมีปริญญารวมกันเกือบ 12 ใบ ไม่สามารถสู้แคดดี้ซึ่งเรียนจบเพียง ป.6 ได้ ก็เพราะพวกเราขาดสามัญสำนึก เนื่องจากเรามีสมมุติฐานว่ามันต้องหล่นอยู่บนพื้นแน่นอน จึงมองข้ามการหาลูกบนต้นไม้เล็กนั้น ที่เราทึกทักเช่นนี้ อาจเป็นด้วยเรานึกไม่ถึงว่าลูกจะสามารถเสียบอยู่บนกิ่งไม้ได้ก็เป็นได้

แคดดี้ไม่มีสมมุติฐาน แต่จากประสบการณ์คงเคยเห็นว่ามันเสียบอยู่บนต้นไม้บ่อย ดังนั้น จึงมีสามัญสำนึกดีกว่าพวกเรา การมีสมมุติฐานซึ่งเกี่ยวพันกับการไม่มีประสบการณ์อย่างแท้จริง ทำให้เราทึกทักว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จนมองข้ามบางอย่างซึ่งเป็นสามัญสำนึกไป

อีกเรื่องหนึ่งที่จำได้ก็คือ เมื่อหลายปีก่อนหลานสาวของผู้เขียนอยู่ในวัย 2-3 ขวบ เอากุญแจรถไปเล่น และหากุญแจกันไม่เจอ หากันทุกซอกทุกมุมเท่าไหร่ก็ไม่เจอ มองทุกซอกทุกหลืบที่มันอาจจะตกอยู่ก็ไม่เจอ เป็นเวลาหลายวัน ในที่สุด ก็พบกุญแจ มันตกอยู่ในกล่องทิชชูที่อยู่บนโต๊ะกินข้าวที่วางอยู่ตรงหน้าทุกคน

สามัญสำนึกมันหายไป เพราะมีสมมุติฐานว่าจะตกอยู่ในซอกหลืบที่ลึกลับ ผู้ที่ค้นหาไม่ใช้สามัญสำนึกว่าอาจอยู่ใกล้ตัวก็ได้ เพราะเด็กเล็กขนาดนั้นย่อมคลานเข้าไปในซอกหลืบหรือโยนไปไกลไม่ได้

เคยได้ยินเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับสามัญสำนึกที่มีคติให้คิด ในสมัยโบราณมีโจรอยู่คนหนึ่งคิดจะขโมยของมีค่าจากเศรษฐีที่ร่วมเดินทางและร่วมพักห้องเดียวกัน ทุกคืนจะลงไปทานข้าวช้ากว่าเศรษฐีเพื่อค้นหาของมีค่าจากกระเป๋าหรือถุงย่ามของเศรษฐี แต่ไม่เคยพบเลยสักครั้ง จนเดินทางถึงที่หมายก็อดใจไว้ไม่ได้ บอกเศรษฐีว่าชาตินี้คงนอนตายตาไม่หลับ ถ้าไม่รู้ว่าเศรษฐีแอบซ่อนของมีค่าไว้ที่ใด เพราะเขาแน่ใจว่าเศรษฐีไม่ได้เอาของมีค่าติดตัวลงไปกินข้าวด้วยทุกวันอย่างแน่นอน

เศรษฐีบอกว่าฉันรู้แล้วว่าเธอจ้องจะขโมยของมีค่าของฉัน ถ้าอยากรู้จะบอกให้ ทุกเย็นที่ฉันลงมากินข้าว ฉันจะซ่อนของมีค่าไว้ใต้หมอนของเธอ เพราะรู้ว่านั่นเป็นแหล่งสุดท้ายที่เธอจะค้นหา และเธอก็ไม่ได้ค้นหาจริงๆ

สมมุติฐานที่ว่าต้องซ่อนไว้ในกระเป๋าของเศรษฐีหรือที่อื่นๆ ในห้อง ทำให้ไม่มองหาในบริเวณที่เป็นของตนเองจนสามัญสำนึกไม่ทำงาน

มนุษย์จำนวนมากค้นหาของมีค่าจากในที่อื่น หรือจากคนอื่น หรือจากสิ่งอื่นโดยไม่ได้ใช้สามัญสำนึกว่า ตนเองเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด อย่างไม่มีสมบัติใดจะเทียบเทียมได้ เพราะไม่มีใครเอาไปจากตัวเราได้ สมบัติอื่นนั้นสูญสิ้นทั้งหมดได้ในเวลาพริบตาเดียว ไม่ว่ามีกี่หมื่นล้าน เล่นการพนันคืนเดียวก็เหลือแต่กางเกงในตัวเดียวได้

ในต่างประเทศ ฝาท่อน้ำทิ้งริมถนนมักเป็นฝากลม ไม่เป็นฝาสี่เหลี่ยม คำถามกระตุ้นสามัญสำนึกก็คือทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น (เป็นที่รู้กันดีว่ามันเคยเป็นคำถามสอบสัมภาษณ์ผู้สมัครเข้าทำงานที่ Microsoft ของ บิล เกตส์ ที่สหรัฐอเมริกา) คำเฉลย (เดี๋ยวท่านผู้อ่านนอนไม่หลับ) ก็คือ ฝากลมตกลงไปในท่อน้ำทิ้งไม่ได้ ในขณะที่ฝาเหลี่ยมตกลงไปได้อย่างสบายมาก

เครื่องเคียงอาหารสมอง

หนังสือชื่อ The Book of Genius โดย Tony Buzan และ Raymond Keene พยายามเรียงลำดับของ Greatestt Geniuses ในประวัติศาสตร์ (ถ้าผู้เขียนเป็นคนเอเชียคงมีรายชื่อแตกต่างออกไป) โดยใช้เกณฑ์ความคิดริเริ่ม ความสามารถรอบด้าน ความโดดเด่นในสาขา ความมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ความมีพลังและความเข้มแข็ง ฯลฯ เป็นตัววัด

อันดับ Top ten โดยเรียงขึ้นไปจากอันดับ 10 ขึ้นมาคือ Albert Einstein Phidias (สถาปนิกวิหารเอเธนส์) Alexander the Great, Thomas Jefferson, Sir Isaac Newton, Michelangelo, Johann Wolfgang von Goethe (กวีและนักปราชญ์ชาวเยอรมัน) ผู้สร้าง The Great Pyramid William Shakespeare และ Top อันดับ 1 ก็คือ Leonardo Da Vinci

เจ้าของภาพ Mona Lisa และศิลปะล้ำค่าหลากหลายชิ้นและเจ้าของไอเดีย ประดิษฐกรรมทางวิทยาศาสตร์อีกมากมายผู้นี้เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ.1452 (เมื่อ 557 ปีก่อน) แม่เป็นชาวนาใกล้เมือง Vinci ประมาณ 40 ไมล์จากเมืองฟลอเรนซ์ พ่อชื่อ Ser Piero da Vinci ผู้ซึ่งมิได้แต่งงานกับแม่ของเขา เป็นนักบัญชีผู้มั่งคั่งและอยู่ในธุรกิจ Notary (ผู้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารตามกฎหมาย) ซึ่งคล้ายกับนักกฎหมายแห่งเมืองฟลอเรนซ์

เมื่ออายุ 5 ขวบ ปู่ของเขาซึ่งอยู่ในอาชีพ Notary ด้วย รับเขาจากแม่ไปเลี้ยงดู แต่เนื่องจาก Leonardo เป็นบุตรนอกสมรส จึงไม่มีสิทธิที่จะเป็นสมาชิกของ Guild of Notaries ซึ่งหมายถึงไม่อาจมีอาชีพตามพ่อและปู่ได้ เขาจึงถูกส่งไปเป็นผู้ฝึกงานและเรียนรู้จากนักปั้นและจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งคือ Andrea del Verrocchio (1435-1488)

ตลอด 6 ปีที่อยู่ด้วยกัน อาจารย์ทึ่งในความสามารถของเขาเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ฝีมือการวาดภาพเท่านั้น เขาสนใจศึกษาคณิตศาสตร์ ปรัชญา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ การทหาร ฯลฯ Leonardo ผลิตภาพเขียนอันงดงามที่ผู้คนสมัยนั้นตื่นตะลึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพ The Last Supper, The Virgin and Child with St. Anne, The Adoration of the Magi ฯลฯ

Leonardo เป็นเพื่อนร่วมสมัยกับ Michelangelo และ Machiavelli เขาตายเมื่อมีอายุ 67 ปี ใน ค.ศ.1519

น่าจินตนาการว่าถ้าแม้นเขาเป็นลูกในสมรส เขาจะเป็นนักบัญชีผู้สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่วิชาชีพ ตั้งแต่ยุคสมัยนั้นได้มากเพียงใด

น้ำจิ้มอาหารสมอง

If you would have a good wife, marry one who has been a good daughter (Thomas Fuller)

ถ้าอยากจะมีภรรยาดี ก็จงแต่งงานกับคนที่เป็นลูกที่ดีของพ่อแม

หน้า 45

สแกนไฟล์ตรวจไวรัสฟรีด้วย virustotal.com

VirusTotal is a service that analyzes suspicious files and facilitates the quick detection of viruses, worms, trojans, and all kinds of malware detected by antivirus engines.

Specs:

Free, independent service
Use of multiple antivirus engines
Real-time automatic updates of virus signatures
Detailed results from each antivirus engine
Real time global statistics

VirusTotal is a service developed by Hispasec Sistemas, an independent IT Security laboratory, that uses several command line versions of antivirus engines, updated regularly with official signature files published by their respective developers.

This is a list of the companies that participate in VirusTotal with their antivirus engines.

AhnLab (V3)
Antiy Labs (Antiy-AVL)
Aladdin (eSafe)
ALWIL (Avast! Antivirus)
Authentium (Command Antivirus)
AVG Technologies (AVG)
Avira (AntiVir)
Cat Computer Services (Quick Heal)
ClamAV (ClamAV)
Comodo (Comodo)
CA Inc. (Vet)
Doctor Web, Ltd. (DrWeb)
Emsi Software GmbH (a-squared)
Eset Software (ESET NOD32)
Fortinet (Fortinet)
FRISK Software (F-Prot)
F-Secure (F-Secure)
G DATA Software (GData)
Hacksoft (The Hacker)
Hauri (ViRobot)
Ikarus Software (Ikarus)
INCA Internet (nProtect)
K7 Computing (K7AntiVirus)
Kaspersky Lab (AVP)
McAfee (VirusScan)
Microsoft (Malware Protection)
Norman (Norman Antivirus)
Panda Security (Panda Platinum)
PC Tools (PCTools)
Prevx (Prevx1)
Rising Antivirus (Rising)
Secure Computing (SecureWeb)
BitDefender GmbH (BitDefender)
Sophos (SAV)
Sunbelt Software (Antivirus)
Symantec (Norton Antivirus)
VirusBlokAda (VBA32)
Trend Micro (TrendMicro)
VirusBuster (VirusBuster)

Tools
PEiD (PEiD)
pefile (pefile)
TrID (Marco Pontello)
PDFiD (Didier Stevens)

นิตยสารด้าน SMEs ในร้านหนังสือ

ณ พ.ย.2552

ตั้งตัว
ทำมาหากิน
SMEs ชี้ช่องรวย 50.-
โอกาสธุรกิจใหม่แฟรนไชส์
เถ้าแก่ใหม่

Brand ของ notebook ต่างประเทศในไทย

AXIOO ของ สิงคโปร์

Gateway เป็นของ Acer

จักรวรรดิฉิน…พลิกแผ่นดินมังกร ทาง ThaiPBS

http://china.seingsao.com/topic/004.php

มาแล้วกับหนังจีนชุด ฟอร์มยักษ์เรื่องล่าสุด ที่นำเสนอชีวะประวัติของจักรพรรดิ์จิ๋นซีที่ยิ่งใหญ่ของจีน เนื้อเรื่องดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่อง Sun Hao Hui’s โดยเนื้อเรื่องเด่นๆ แบ่งออกเป็น 6 ตอน รวม 240 ตอน (40ฉากต่อ1 ตอน) เรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายทำนานมาก นานถึง 6 ปีทีเดียว คาดว่าน่าจะเป็นผลงานสร้างของทางประเทศจีน (ยังไม่ทราบว่าเป็นของช่องไหนสร้างครับ) เรื่องนี้มีนักแสดง ที่รู้จักในไทย คือ หยวนหยวน (ที่รับบท จิวจี้เยี้ยะ ในดาบมังกรหยก 2003) ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ล้วนเป็นนักแสดงแถวหน้าของประเทศจีนทั้งสิ้น อย่าลืมติดตามชมได้ทาง ThaiPBS ทุกวันเสาร์ เวลา 15.05 – 15.55 น.
(เวลาออกอากาศน้อยไปหน่อยนะครับ) ยังไงก็รอชมกันได้นะครับ
ดู MV เปิดเรื่อง ได้ที่นี่

http://www.tudou.com/programs/view/sdejtce9jwI/

และผมได้ไปค้นหาวีดีโอของเรื่องนี้ที่ยูทู้ปมาแล้วนะครับ และรวมไว้แล้วที่นี่ตามลิงค์ข้างล่างครับ

http://www.youtube.com/my_playlists?pi=0&ps=20&sa=0&dm=2&p=FEFD4128A7DA8F38

รวมงานบางส่วน Remark ครั้งที่ 1 ฟ้า พูลวรลักษณ์

เล่มละ 80.- เจอที่หน้าห้องน้ำหญิง ห้องสมุดกลางน้ำ 30 ต.ค.2552

ข้าเดินผ่านเทวรูปหินหน้าวิหาร
ข้ากล่าวกับมันว่าเจ้ายัง
ไม่ได้ทำความเคารพข้า

เมื่อข้ายังเด็ก
ข้ามักร้องเรียกอินทรชิต
ฆ่าพระพรหม

รูปปั้นม้าหิน
ตากแดดตากฝน
จนกร่อนกลายเป็นหมา

บันไดท่าน้ำ
มันคง
ไม่กลัวเปียก

เด็กทารกคนนั้นคลานข้ามจักรวาล
โดดเดี่ยวจึงแข็งแกร่ง
บริสุทธิ์จึงกล้าหาญ

ระดับตำแหน่งในบริษัทตามแบบ Linkedin

ต่ำไปสูง

Internship
Entry level
Associate
Mid-senior level
Director
Executive

Google to reincarnate digital books as paperbacks

By Michael Liedtke, AP Technology Writer
On Thursday September 17, 2009, 3:45 am EDT

http://finance.yahoo.com/news/Google-to-reincarnate-digital-apf-3924864142.html?x=0

MOUNTAIN VIEW, Calif. (AP) — Google Inc. is giving 2 million books in its digital library a chance to be reincarnated as paperbacks.

As part of a deal announced Thursday, Google is opening up part of its index to the maker of a high-speed publishing machine that can manufacture a paperback-bound book of about 300 pages in under five minutes. The new service is an acknowledgment by the Internet search leader that not everyone wants their books served up on a computer or an electronic reader like those made by Amazon.com Inc. and Sony Inc.

The “Espresso Book Machine” has been around for several years already, but it figures to become a hotter commodity now that it has access to so many books scanned from some of the world’s largest libraries. And On Demand Books, the Espresso’s maker, potentially could get access to even more hard-to-find books if Google wins court approval of a class-action settlement giving it the right to sell out-of-print books.

“This is a seminal event for us,” said Dane Neller, On Demand Books’ chief executive, as he oversaw a demonstration of the Espresso Book Machine Wednesday at Google’s Mountain View, Calif. headquarters.

In the background, some of the books that Google spent the past five years scanning into a digital format were returning to their paper origins.

“It’s like things are coming full circle,” Google spokeswoman Jennie Johnson said. “This will allow people to pick up the physical copy of a book even if there may be just one or two other copies in some library in this country, or maybe it’s not even available in this country at all.”

On Demand’s printing machines already are in more than a dozen locations in the United States, Canada, Australia, England and Egypt, mostly at campus book stores, libraries and small retailers. The Harvard Book Store will be among the first already equipped an instant-publishing machine to have access to Google’s digital library.

The books published by The Espresso Machine will have a recommended sales price of $8 per copy, although the final decision will be left to each retailer. New York-based On Demand Books will get a $1 of each sale with another buck going to Google, which says it will donate its commission to charities and other nonprofit causes.

The high-speed publishing machine itself sells for about $100,000, although On Demand Books is willing to lease the equipment to retailers instead.

For starters, Google is only allowing The Espresso Machine publish from the section of its digital library that consists of 2 million books no longer protected by copyright.

These “public domain” books were published before 1923 — an era that includes classics like “Moby Dick” and “Adventures of Huckleberry Finn” as well as very obscure titles. The paperbacks churned out in Wednesday’s demonstration of the Espresso included “Lathe Work For Beginners,” “Dame Curtsey’s Book of Candy Making,” and “Memoirs of A Cavalier,” a Daniel Defoe novel that never caught on quite like his most famous work, “Robinson Crusoe.”

Millions more titles could be added to On Demand’s virtual inventory if Google gets federal court approval of a class-action settlement that would grant it the right to sell copyrighted books no longer being published. Google estimates it already has made digital copies of about 6 million out-of-print books.

The settlement terms includes a provision that could authorize republishing the books with a machine like the Espresso. Some of Google rivals and a long list of other critics are hoping to block the settlement, mainly because they believe it will give Google a monopoly on the digital rights to out-of-print books and make it too easy to track people’s reading preferences.

The U.S. Justice Department is investigating the monopoly allegations and is scheduled to share some of its preliminary thoughts with U.S. District Judge Denny Chin in a brief due Friday.

Neller of On Demand Books is thrilled just to have the right to publish selections from Google’s digital library of public domain books. Neller thinks it could help him reach his ambition to turn the Espresso machine into the book industry’s equivalent of an automated teller machine.

“It’s more efficient for everyone involved and readers are the biggest beneficiaries of all,” Neller said.

แนวคิดดีๆของบริษัทยา Takeda

จาก นสพ.ประชาชาติธุรกิจ 14-16 ก.ย.2552

ทาเคดานี้เป็นบริษัทยาอันดับ 1 ของญี่ปุ่น

คนที่อาวุโสอาจไม่ได้เป็นหัวหน้า เพราะวัดกันที่ความสามารถล้วนๆเท่านั้น

– แนวคิดนี้หายากมาก เข้าท่าดี น่าไปทำงานด้วย

=== ฤ ยุครุ่งเรืองของ “การ์ตูนไทย” กำลังจะกลับมา? ลักลั่นย้อนแย้ง ===

หลังจากที่ผมได้เข้ามาสัมผัสวงการการ์ตูนไทย แบบกลายๆ อยู่นานสักพักแล้ว เนื่องด้วยพี่ผมทำงานอยู่ที่สตูดิโอการ์ตูนแนว manga ไทย (จิณนา สตูดิโอ) เรื่องราวที่ได้รับรู้จากพี่และนักเขียนหลายๆท่าน เกี่ยวกับปัญหาการ์ตูนไทย ที่เป็นปีเป็นชาติ ก็ไม่ได้โตขึ้นเลย ซ้ำว่าอาจจะแย่ลงด้วย ปัญหาที่เห็นๆอยู่ก็ประมาณได้ว่า

นัดวาดเก่งๆ วาดการ์ตูนเป็นอาชีพได้ยาก เงินไม่พอ แต่ใจรัก
ทำงานคนเดียวทุกอย่าง ขาดระบบทีมที่ดี งาน overload
สำนักพิมพ์ และตลาดในไทยไม่เอื้ออำนวย
สังคมมองการ์ตูนเป็นเรื่องของเด็ก ไร้สาระ
ถึงวาดแล้ว มีผลงานแล้ว ก็ยังถูกดูถูกว่าก๊อปญี่ปุ่นมา เอกลักษณ์ไทยอยู่ไหน

ซึ่งทุกๆ ข้อ นี้ กลายเป็นตัวถ่วงความก้าวหน้าของวงการการ์ตูนไทย แทนที่จะทำเงินได้ เป็นเศรฐกิจสร้างสรรค์ ที่สร้างมูลค่าให้กับประเทศ แทนที่จะเป็นสร้างความเข้มแข็งในเกิดเอกลักษณ์ไทย คาแรคเตอร์ของคนไทยเป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่ไม่เลย เพราะคนไทยยังไม่ชอบอ่านการ์ตูนไทยเลย คุณภาพไม่มาตราฐาน, เผางาน, เรื่องไม่จบไม่กล้าซื้อ, เนื้อเรื่องห่วย, เอาวรรณคดีมายำ รับไม่ได้ ก็สุดแล้วแต่

แต่ตอนนี้ ผมมองแผงการ์ตูน จากเดิมมีการ๋ตูนญี่ปุ่น 100% มายุค ญึ่ปุ่น 90% ฮ่องกง 10% มาตอนนี้ ญี่ปุ่น 80% ฮ่องกง10% ไทย10% (ข้อมูลประมาณการเองล้วนๆ ผิดพลาดขออภัย) คือ สรุปว่าตอนนี้มีการ์ตูนไทย ออกมา มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง Thai Comic, CARTOON THAI STUDIO, LET’s, จนมาน้องใหม่ จิณนา ซึ่ง ผลงานที่ออกมา ก็เริ่มมีคุณภาพ มาตราฐานขึ้น โดยรวมของทุกเจ้า เช่น มีดที่ 13, EXE, orge king, อภัยมณีซาก้า แต่เป็นอะไรที่ยังไม่ได้ให้ผู้คนมั่นใจว่ายังคง คุณภาพไว้ระดับนี้ได้หรือเปล่า เพราะผมเชื่อโดยส่วนตัวว่าหากการ์ตูนไทยมาถึงจุดที่ ได้คุณภาพ จนได้รับการยอมรับระดับหนึ่ง จะก่อให้เกิดกระแสที่ จะมีผู้ผลิตการ์ตูนค่ายใหม่โผล่เข้ามาออกผลงานมากมายแต่ไม่ได้รักษาระดับของคุณภาพได้จนผู้คนไม่มั่นใจในการ์ตูนไทยอีก เนื่องจากซื้อแล้วผิดหวังซ้ำซาก เฮ้อ มัน ช่างลักลั่นย้อนแย้ง ยิ่งนัก ทำให้วงการการ์ตูนไทยที่กำลังโงหัวขึ้น ก็ถูกฉุดไว้ ไม่ให้ไปไหน ทั้งๆที่ทุกคนอยากให้การ์ตูนไทยรุ่งเรือง

หากตามสเต๊ปนี้ได้ ผมว่าน่าจะสามารถพัฒนาได้ยั่งยืน
ค่ายการ์ตูนไทยรักษาคุณภาพมาตราฐาน
ผู้คนยอมรับในการ์ตูนไทย
ค่ายการ์ตูนแข่งกันเองในแง่ของคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ
การ์ตูนไทยลืมตาอ้าปากได้
มีการพัฒนาไปเป็นอนิเมชั่น
ค่ายอนิเมชั่นไทยรักษาคุณภาพ มาตราฐานไว้
ผู้คนยอมรับในอนิเมชั่นไทย
ค่ายอนิเมชั่นข่งกันเองในแง่ของคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ
อนิเมชั่นไทยลืมตาอ้าปากได้
คาแรคเตอร์ไทยจะเป็นที่ยอมรับทั่วโลก จะมีการ์ดผีปอบ rare limited edition ขายในอีเบย์ เริ่มต้นที่ 250 USD

หากยังไม่ผ่านแต่ละข้อ ก็คงยากที่จะเห็นความสำเร็จของการ์ตูนไทย ในชาตินี้ แล

หมายเหตุ บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนตัว ผิดถูกโปรดอภัย ผมเคยโพสการ์ตูนจนถูกว่ามาแล้ว ต่อไปจะโพสแต่พองามจากบัดนี้

จากคุณ : LordofDarknessz
เขียนเมื่อ : 16 ก.ย. 52 03:28:30

ทำงานเป็นทีมกันเป็นเมื่อไหร่ค่อยมาว่ากันครับ

ผมเองก็อยู่ในวงการการ์ตูนมานาน…

เจ้าของ Let’s เองก็เพื่อนผม…

แต่ขนาดมันเองยังค่อนข้างจะมืดแปดด้านกับอนาคตการ์ตูนไทย (มันอาจจะพูดเล่นในวงเพื่อน แต่เหมือนมันปรับทุกข์กลายๆ…)

ทั้งนี้ นอกจากปัจจัยอย่างการไม่ได้รับการสนับสนุนแล้ว…

ปัจจัยพื้นฐานมากๆ อย่างเศรษฐกิจไม่ดี ก็ทำให้การ์ตูนไทยก้าวหน้ายาก…

เอ้า สู้ๆ…

รอเสพการ์ตูนไทยต่อไป…

จากคุณ : Sydt
เขียนเมื่อ : 16 ก.ย. 52 04

ส่วนตัวผมอยากให้การ์ตูนไทยก้าวไปในทิศทางของ Comic มากว่า มังงะยุ่นนะ ถึงผมจะชอบอ่านยุ่นก็เหอะ ยุ่นจ๋ษมันทำให้นึกถึงพวกการ์ตูนเกาหลีอ่ะ ไม่ค่อยชอบเลย ตัวการ์ตูนสไตล์เกาหลีมัน ดูยังไงก็ญี่ปุ่นชัดๆ

มันอยู่ที่เงินทั้งนั้นครับ…….

**มีเงิน**-จ้างลูกมือ-อุปกรณ์ดี-กำลังใจ-ผลงานดี

ผลงานดี-คนยอมรับ-อุตหนุน-เปิดตลาด…….

หรือไม่ก็รออีกอย่างคือ…”เวลา”
เวลาเท่านั้น..แม้จะก้าวช้าๆ แต่ก็กำลังค่อยๆก้าวไปละครับ
เราจะสร้างรากฐานการ์ตูนไทยอย่างไรก็อยู่ที่ตอนนี้ยุคนี้แหละครับ
เราโชคดีที่เกิดมาทันยุคสมัยนี้ ที่อยู่ระหว่าการพัฒนาการต้นๆของการ์ตูนไทย..
ซักวันเรากลุ่มนี้ จะโตเป็นผู้ใหญ่..ถึงเวลานั้นเราจะยอมรับการ์ตูนและสร้าง
ทัศนคติใหม่ๆกับผู้ใหญ่รุ่นใหม่ๆที่จะเปิดขึ้นมา

แต่กลุ่มที่ว่ามันก็ส่วนน้อยละนะ….

จากคุณ : NEKOmimi

สำคัญสุด คือ ทัศนคติ ของสังคม ที่ยังมองการ์ตูนเป็นของเด็ก
ทำให้การ์ตูนไทย ต้องให้ความรู้ สอดแทรกวัฒนธรรมไทย
ซึ่งไม่ใช่แนวเรื่องที่ คอการ์ตูนญี่ปุ่นชอบ

อีกอย่าง การ์ตูนไทยหลายเรื่อง ไปอยู่หมวดหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ค
ทำให้ราคาสูง จะซื้อทีเลยคิดยาก

ก็เหมือนวงการดนตรีแหละครับ

ช่วงหนึ่งก็ฟังแต่สากล ต่อมามีวงดนตรีไทยสากล มีวงไทยลอกสากล มีค่ายเพลง มีวงอินดี้ มีวงอินดี้ลอกวงไทยลอกวงสากล ใครๆก็มีวงมีวงอินดี้ลอกวงไทยลอกวงสากล มีค่ายอินดี้ มีค่ายอินดี้ลอกวงไทยลอกวงสากล

ไม่ได้หมายความว่าไม่มีวงดนตรีดีๆมีคุณภาพนะครับ แต่เป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับ จำนวนวงที่คลอดออกมาให้ฟัง

และที่แย่กว่าคือวงการดนตรีมันกว้างกว่าวงการการ์ตูนเสียด้วยสิ คนฟังดนตรีพร้อมกับกินข้าว เข้าเธค ตีสนุ๊ก เตะฟุตบอล เต้นแอโรบิก หรือเวลาใดๆได้ตลอดเวลา แต่คุณอ่านการ์ตูนพร้อมกับเต้นแอโรบิกไม่ได้แน่ๆ

โดยส่วนตัวผมถ้ามีโอกาสได้อุดหนุนการ์ตูนไทยก็จะพยายามหาซื้อ เช่น

เมื่อก่อนซื้อพวก RO club out of order, RO variety , บั่นทอนสามัญประจำ้บ้านของคุณ Phu
มีอีกหลายเรื่องที่อยากซื้ออยู่ ส่วนใหญ่เป็นการ์ตูนที่อยู่ในหนังสือนิตยสารเกมส์ออนไลน์ ถ้าเห็นรวมเล่มก็หยิบหมด

ช่วงนี้รอรวมเล่มของ shioRamen แหะ ๆ

กว่าจะพัฒนาได้ต้องรอให้ไดโนเสาร์กลับสู่ยุคของมันก่อนล่ะครับ และหวังว่าคนรุ่นใหม่จะไม่กลายพันธุ์เป็นไดโนเสาร์ตัวน้อยในอนาคต

อย่าเดินตามรอยภาพยนต์นะครับ
หนังผีดัง ก็เข็นแต่หนังผีออกมาให้ดูจนเอียน

ผมว่าเดี๋ยวนี้ผมหยิบจับการ์ตูนไทยมากขึ้นนะ ที่อ่านก็มี
1.มีด 13 เล่ม แม้จะห่วยลงทุกวันแต่ก็อ่านเพราะอยากรู้จะจบยังไง
2. อภัยมณ๊ซาก้า หลังๆตัวละครเฟ้อมาก แต่ก็อ่านเพราะอยากรู้จะผูกเรื่องยังไง (ภาคผีเสื้อสมุทรอ่ะเจ๋งมาก ผูกเรื่องไว้ดีสุดๆ)
3. ออร์คคิง ก็ดีครับสนุกดี รอดูว่าพระเอกจะเป็นตัวไหนในวรรณคดี
4. exe อันนี้ตามทุกช๊อต เดาทางไม่ถุก

การ์ตูนที่ทำมาจากภาพยนต์ผมไม่ได้อ่าน เพราะ ผมไม่มีเวลาไปดูตามโรง รอดูแผ่น อ่านการ์ตูนไปก็หมดสนุกพอดี โดน spoil เละ ทั้งๆที่ภาพน่าอ่านนะ แต่ไม่อยากโดน spoil

อยากให้คนไทยลองเขียนการ์ตูนแนวอื่นนอกจาก action ผจญภัยบ้างอ่ะครับ คือมันก็สนุกนะ แต่อ่านแล้วเอียน อย่าง 4 เรื่องที่ยกมาเนี่ยมี 3 เรื่อง ที่เป็นแนวนั้นเลย สู้ๆ เป็นด่านๆ ผจญภัย ช่วยเพื่อนได้เป็นพวก บราๆ มันสูตรเกินไปหน่อยล่ะ

ทั้งวงการหนังและการ์ตูน ผมอยากให้ประเทศเรา มีคนทำพล๊อตทำบทดีๆ ในเมืองไทยเกิดขึ้นมาเยอะๆ จริงๆเรื่องภาพอะไรผมว่าเราไม่แพ้ใครแล้วล่ะ ขายได้ไม่อาย แต่เรื่องพล๊อตเรื่องบทเนี่ย ยังเป็นรองต่างชาติเยอะ

ผมยอมรับว่า ผมซื้อการ์ตูนไทยเพราะเนื้อเรื่องครับ
ภาพไม่สวย ลายเส้นหยาบไม่เป็นไรเพราะผมอ่านเนื้อเรื่อง

แต่ขอเหอะ ยืดเรื่องเพื่อให้จบงาน วาดหน้าคู่เพื่อให้จบตอน
ทีมงานก็ไม่เข้าขากัน แบบนี้การ์ตูนไทยจะพัฒนายังไงล่ะครับ

ผมอยากให้พัฒนาไปในทางการแข่งขันด้วยความคิดสร้างสรรค์มากกว่านะ

ถ้าพัฒนาไปในทางลอกๆ เลียนแบบละอย่าเลย =__=

กลับมา? งวดที่แล้วผมมองว่าเป็นยุคฟองสบู่การ์ตูนไทยด้วยซ้ำ เอาชื่อคนวาดเป็นภาษาไทยมาแปะแล้วขาย สุดท้ายก็ล่มกันหมด

ผมว่าตอนนี้ที่วงการการ์ตูนไทยขาดคือการ์ตูนที่ “อ่านสนุก” ครับ คือ ไม่รู้ว่าเพราะเราใช้อิมเมจว่าเป็น “คนวาดการ์ตูน” หรือเปล่าจึงพุ่งความสนใจไปที่เรื่องลายเส้นจนทิ้งความสำคัญของเนื้อเรื่องไป

ผมเชื่อว่าหากการ์ตูนมีเนื้อเรื่องที่ดี มีการเล่าเรื่องที่ดี ต่อให้ลายเส้นอาจไม่สวยเท่าของญี่ปุ่นผมว่าคนอ่านก็ยังเต็มใจซื้อครับ เพราะอย่างน้อยมันก็ “อ่านสนุก”
ดูอย่าง “ชินจัง” สิ เส้นอย่างนั้นทำไมขายได้? เพราะมุขมันตลกจริงใช่ไหม? วกมาการ์ตูนไทยก็ EXE ที่ความจริงลายเส้นถือว่าหยาบทีเดียวเมื่อเทียบกับการ์ตูนนำเข้า แต่ทำไมกลับมีคนนิยมจนมาตั้งกระทู้ spoil ในบอร์ดล่ะ?
เพราะอย่างน้อยเนื้อหามันยังทำให้คนอ่านสนุกไปกับมันได้ใช่ไหม? ลองเปลี่ยนให้เป็นแค่ชักดาบ จัดปาร์ตี้แล้วตีมอนฯราวกับเป็น RO Anthology สิ ไม่กี่เล่มก็คงม้วนเสื่อกลับบ้านแล้ว

ผมอยากให้นักเขียนการ์ตูน คิดว่าตัวเองกำลัง “เขียนการ์ตูน” ไม่ใช่ “วาดการ์ตูน”
ผมอยากให้พวกเขาเลิกยึดติดกับคำว่า “การ์ตูนไทย” เพราะคู่แข่งในตลาดของพวกคุณไม่ใช่แค่การ์ตูนไทย แต่รวมถึงเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นด้วย เลิกคิดว่าความเป็นคนไทยเป็น “ข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบ” กันเสียที ถ้าการ์ตูนคุณสนุกไม่เท่ายังไงก็สู้เขาไม่ได้ครับ
ผมอยากให้พวกเขาหันมาสนใจที่เนื้อเรื่องและการเล่าเรื่องมากกว่านี้ ไม่ใช่ cliche เสียจนคนอ่านเปิดมาไล่สเต็บเนื้อเรื่องได้หมด รู้จักทำการบ้านหาข้อมูลเสียบ้าง ถ้าไม่อยากทำการบ้านหาข้อมูลมากๆ ก็ลองหันมาเขียนแนวดราม่า แนวตลกดูก็ได้ ไปใช้ฝีมือด้านภาษากับการเล่าเรื่องแทน
ไอเดียดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินลงทุน แต่ขึ้นกับหัวสมองของคนเขียน ถ้าจะอ้างว่า “ทำด้วยใจ” ก็อยากให้หันมา”ใส่ใจ”ตรงนี้กันเยอะๆหน่อยก็คงจะดีครับ
แล้วก็ “เลิกโทษคนอื่นกันเสียที” กลัวไดโนเสาร์? การ์ตูนเรทไม่ M เนี่ยไม่มีเรื่องไหนสนุกเลยเรอะ ไม่โชว์ “ดี” ไม่นองเลือดเรี่ยราดแล้วพวกนั้นจะมาเล่นงานอะไรได้? เลิกตื่่นตูมกันได้แล้ว รัฐบาลไม่สนับสนุน? เขาไม่ได้ต่อต้านห้ามขายก็น่าจะพอแล้ว ถามจริงไอ้บ่นๆจะขอเงินภาษีเขามาใช้เนี่ยคิดไว้หรือเปล่าว่าจะเอามาทำอะไร? หวังว่าคงไม่บอกว่าเอามาซื้อข้าวให้นักเขียนการ์ตูนกินนะครับ
เขียนผลงานสนุกๆออกมาแล้วคนก็จะเชื่อมั่นในคุณภาพเอง ไม่ต้องโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ต้องมาอ้อน ไม่ต้องบีบน้ำตา พวกคุณไม่ใช่ขอทาน พวกคุณเป็นมืออาชีพ พวกคุณขายงาน ไม่ใช่ขอความสงสาร

ถ้าไม่เริ่มที่ตัวคนในวงการแล้วจะเริ่มที่ใครครับ?

จากคุณ : คนอ่านหาญน้ำใจ (oryze)

เมื่อก่อนมีอ่านสนุกหลายเรื่องนะครับ เนื้อเรื่องน่าติดตาม ลายเส้นเป็นเอกลักษณ์
เช่นProject Master โครงการมรณะ ภาคแรก ของเอกสิทธิ์ ไทยรัตน์
เรื่องสั้น Mooneater มีกลินหนังเทศมาปนนิดๆ

ราม การ์ตูนเงียบลายเส้นคมสวย อีกหลายคนที่ไม่ได้เอ่ยมา

ช่วงหลังๆมาไม่ได้ติดตามเลยเคยอ่าน แต่ส่วนตัวไม่สนุก เลย
รู้สึกส่วนตัวว่าเงียบลง

ไม่ค่อยต่อต้านการ์ตูนไทยเท่าไหร่ น่าสนุกก็ซื้อ ซื้อมาหลายเรื่องแล้วด้วย

แต่เรื่องใหม่ที่ลงใน A-Week นี่สิรับไม่ได้อย่างแรง

วานรสุริยะ

อันนี้เล่นก๊อปทั้งลายเส้น และคาแรคเตอร์ของนารุโตะมาเต็ม ๆ เลย

ต้องเข้าใจตามนี้นะคะ
การ์ตูนไทยปัจจุบันมีต้นแบบคือ การ์ตูนญี่ปุ่น
การ์ตูนไทยปัจจุบันทำงานคนเดียวทั้งกระบวนการ
การ์ตูนไทยมีต้นฉบับราคาค่อนข้างต่ำ ทำให้รู้สึกไม่คุ้มค่าเหนื่อย
การ์ตูนไทยพยายามเน้นเอกลักษณ์ความเป็นไทยเกินไป จนตีโจทย์ไม่แตก
ระหว่างความต้องการเสพของผู้อ่านกับวัฒนธรรมไทยที่หากอย่างหลังมากเกินไป
ก็ทำให้ความต้องการเสพลดลง
การ์ตูนไทยไม่มีการแบ่งระดับการ์ตูนตามวัยผู้อ่าน
การ์ตูนไทยไม่มีบริษัทหรือสตูดิโอใหญ่ๆมาสนับสนุนมากเพียงพอส่วนใหญ่
ยังกระจุกตัวอยู่ตามคนที่ค่อนข้างมีฐานะหรือมีการศึกษาสูงจากเมืองนอกเมืองนา
การ์ตูนไทยยังต้องการจินตนาการที่กว้างไกลมากกว่านี้
การ์ตูนไทยยังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐมากกว่านี้
การ์ตูนไทยต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคมมากกว่านี้

โดยส่วนตัวนะคะ ดิชั้นเขียนการ์ตูนมาตั้งแต่เด็กๆ แต่งานของดิชั้นจำกัด
อยู่ในวงแคบๆ (เพื่อนๆ น่ะค่ะ) เพราะดิชั้นไม่มีทุน ไม่มีทีมงาน ไม่มีผู้สนับสนุน
เพื่อนของดิชั้น จินตนาการเธอสูงคะ ส่วนดิชั้นเป็นลายเส้นให้ อีกคนคอยพรูปแก้ไขข้อบกพร่อง เชื่อไหมคะ กว่าจะออกมาแต่ละตอน เลือดตาแทบกระเด็น
อุปกรณ์ก็มีให้ใช้งานน้อย มีเพียงหมึกดำกับภู่กันและปากกา G pen เท่านั้นเอง
คุณพ่อน่ารักมากๆ ลงทุนให้ดิชั้นซื้อปากกาล็อตติ้งให้ ตอนนั้นก็หลายตังค์นะคะ หมึกก็แพงมากๆ ทำให้ดิชั้นมีความตั้งใจ แต่ดิชั้นก็ยังไม่สามารถบรรลุได้อยู่ดี
เพราะอะไรน่ะเหรอคะ ดิชั้นต้องการจินตนาการค่ะ ดิชั้นต้องการพัฒนาลายเส้นมากกว่านี้
ดิชั้นต้องการเรียนการวาดการ์ตูนโดยตรง ดิชั้นต้องการการยอมรับในสังคมค่ะ
ขอโทษนะคะ ที่บ่นซะเยอะแยะเชียว

ขอโทษนะ ที่ความรู้สึกเราจะพูดว่า การ์ตูนไทยเงียบ และ มืดมน

เราเมื่อก่อนเคยบ้าตามซื้องานนักเขียนการ์ตูนไทย”ทุกเล่ม”
แต่ผิดหวังค่ะ ตอนนี้ เราเลิกซื้อการ์ตูนไทยทั้งหมดค่ะ
งานการ์ตูนไทยที่อยู่บนตลาดตอนนี้ไม่ใช่การ์ตูนที่เราชอบ
เราไม่ชอบงานแนวลายเส้นอาร์ทๆมากๆ เพราะสำหรับเรานั้นโตมากับการ์ตูนญี่ปุ่นค่ะ
ไม่ชอบงานลายเส้นแนว comic ฝั่งพวกอเมริกา หรือแนวง่ายๆแบบขายหัวเราะด้วย

งานเส้นที่ชอบดันไปโผล่ในงานโดจินฯซะนี่
แต่ติดตรงที่เราชอบอ่านงาน original มากกว่า
ชอบงานที่ให้ความสำคัญกับ”ภาพ”ค่ะ แบบที่ถ่ายทอดความรู้สึกของเรื่องกับอารมณ์ของตัวละครได้ดี
ภาพที่วาดได้สวย ไปพร้อมๆกับเนื้อเรื่องที่สนุกค่ะ
แต่ตั้งแต่เกิดมา เราแทบไม่เคยเห็นงานแบบนี้เลย แทบนับเรื่องได้

***ขอโทษที่ต้องพูดว่าตอนนี้ นักเขียนมืออาชีพ ที่วางขายในตลาด
ออกผลงานมาเยอะ แต่เราไม่รู้สึกเลยว่าภาพสวยหรืองานดีในความรู้สึกเราเลยค่ะ***

***คงเพราะเราหางานของนักเขียนการ์ตูนผู้หญิงอ่าน***
แต่หาที่ถูกใจไม่ได้ อยากได้ลายเส้นสวยแบบญี่ปุ่น พล็อตแฟนตาซี
แต่มันไม่มี ไม่มีเลย

เรารู้สึกว่างานการ์ตูนที่เรารออ่านมันช่างมืดมน และไม่มีอนาคตด้วยซ้ำ

เหอะๆ อยากจะบอกว่าไอ้ที่หลายคนบอกว่าการ์ตูนไทยขาดนั่นขาดนี่ ไม่จริงเลยครับ

ตอนนี้นักเขียนไทยมีศักยภาพ คุณภาพ เครื่องมือ อุปกรณ์ ทุกอย่างพร้อมแทบไม่ต่างจากนักเขียนญี่ปุ่น เพราะเทคโนโลยีสมัยนี้มันทันกันแล้ว

ขาดอย่างเดียวครับที่ทำให้การ์ตูนไทยไม่ได้รับความนิยมนั่นคือ “การตลาด”

เรามีนักเขียนเก่งครับ แต่เราไม่มีนักการตลาดที่เก่งๆในตลาดการ์ตูน เพราะนักการตลาดเก่งๆเขาก็ไปขายของที่มันได้กำไรดีกว่านี้ทั้งนั้น

อย่าบ่นเลยครับว่าการ์ตูนขายไม่ออกเพราะ เนื้อเรื่องไม่ดี ทัศนคติของสังคมต่อต้าน เครื่องมือไม่พร้อม เงินไม่พอ ต้นทุนต่ำ บลาๆๆ ข้ออ้างทั้งนั้นครับ

ถ้าเราตอบโจทย์ได้ว่า การ์ตูนแบบไหนถึงจะขายได้ แล้วก็ทำออกมา มันก็มีกำไร แล้วค่าต้นฉบับก็จะตามมาเอง

ถ้าเป็นสิบปีก่อนคงไม่มีนักธุรกิจคนไหนสนใจตลาดนี้ครับ แต่ตอนนี้เวลามันเปลี่ยนไปแล้ว ตลาดมีความน่าสนใจ แต่นักลงทุนยังลังเล เพราะเป็นตลาดที่ไม่แน่นอน ยังต้องลองผิดลองถูกอีก ใครจับตลาดได้ก่อน ก็กำไรก่อนครับ

เพราะฉะนั้น… นักเขียนการ์ตูนทั้งหลายครับ ถ้าการ์ตูนคุณขายไม่ได้ ให้ถามก่อนว่าคุณทำวิจัยตลาดแล้วหรือยัง คุณมีการวางแผนการตลาดก่อนหรือไม่ ไม่ใช่หน้าที่คุณต้องทำครับ แต่มันต้องมีใครซักคนทำ ถ้าอยากจะให้มันขายได้

อยากให้กิฟทื คคห.16 จังค่ะ

ในฐานะคนวาดโดจินคนหนึ่ง ก็เข้าใจว่าการทำผลงานออกมาซักตอน ซักเล่ม มันลำบากแค่ไหน แต่ในฐานะคนซื้อ ไม่สนุก ไม่ชอบ ก็ไม่ซื้อ จบข่าว ไม่เกี่ยวหรอกว่าไทยหรือญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฮ่องกง

่จากประสบการณ์ คนไทยยังขาดมาตรฐานที่ดีในการ critique งานน่ะค่ะ เราเป็นชนชาติที่ดันคำนึงถึงจิตใจชาวบ้านแบบผิดที่ผิดเวลาอยู่ในหลายครั้ง หลายๆคนที่โตมากับวัฒนธรรมเด็ดบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น เลยรับไม่ได้กับการวิจารณ์งานตรงๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีประเภทตรงข้าม คือไม่เป้นตัวของตัวเองซะจนใครว่าอะไรก็เอามาเป็นอารมณ์หมด หลายคนก็เลิกวาดรูปไปเลยเพราะการโดนวิจารณ์ หลายๆกลุ่มต้องแตกคอกันจนแทบไม่นับเพื่อนเพราะการวิจารณ์งาน และพวกกาฝากบางประเภทที่สักแต่ว่าด่า เพื่อความสะใจของตัวเอง

ดาบที่ดียังต้องผ่านการเผาไฟ ผ่านการตีมากมาย แต่ถ้าทำไม่ได้ก็คงจะยังอยู่แค่ระดับก้อนเหล็กธรรมดาก้อนหนึ่งตลอดไป

เจียดงานประจำไปทำวิจัย

Link : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/technology/20090916/77241/เจียดงานประจำไปทำวิจัย.html

16 กันยายน 2552

แพทย์พยาบาลนอกจากปฏิบัติภารกิจดูแลคนไข้แล้ว ยังต้องเจียดเวลามาสวมบทนักสิ่งประดิษฐ์ เพื่อสร้างอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

นวัตกรรมของ “อวยพร ภัทรภักดีกุล” พยาบาลวัยกลางคนประจำอยู่หอผู้ป่วยนรีเวช โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ คงไม่ถึงกับเป็นสิ่งประดิษฐ์เปลี่ยนแปลงโลก สำหรับผู้ป่วยหญิงหลังผ่าตัดช่องท้องทาง มันคือนวัตกรรมช่วยชีวิตที่ไม่เคยมีใครคิดค้นมาก่อน….ที่สำคัญ มันใช้ได้ผล

อวยพร อธิบายจุดเริ่มต้นของงานวิจัยงานประจำของเธอว่า การผ่าตัดช่องท้องทางนรีเวชเป็นการผ่าตัดใหญ่ใช้เวลานานในการผ่าตัด แพทย์จำเป็นต้องใช้ยาระงับความรู้สึกทั่วร่างกาย ส่งผลให้การทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้เกิดความผิดปกติ เช่น มีอาการท้องอืด ปวดท้องจากก๊าซ สูญเสียการเคลื่อนไหวแบบบีบรูด บางรายมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และสะอึกร่วมด้วย

วิธีกระตุ้นผู้ป่วยหลังการผ่าตัดแบบเดิม พยาบาลมักให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวบนเตียง เช่น ขยับตัว เปลี่ยนท่า ลุกนั่ง ยืน เดิน ซึ่งเป็นไปค่อนข้างลำบากเนื่องจากคนไข้ต้องฝืนความรู้สึกปวดแผลผสมโรงกับอาการท้องอืดและไม่สบายตัว ทำให้ผู้ป่วยหงุดหงิดง่าย

ก่อนหน้านี้เ คยมีงานวิจัยจากต่างประเทศรายงานการใช้เก้าอี้โยก ช่วยผู้ป่วยเคลื่อนไหวร่างกาย จึงจุดไอเดียให้ อวยพรและพยาบาลประจำหวอดประยุกต์ใช้แก้ปัญหา

ทีมวิจัยพยาบาลเรียกชื่อผลงานของเธอว่า โยกเยกเสกโรคหาย ทดสอบให้คนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดช่องท้องทางนรีเวช มีคนไข้สมัครใจร่วมโครงการ 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มนั่งเก้าอี้โยกหลังฟื้นจากยาสลบ และกลุ่มที่ไม่ได้นั่งเก้าอี้โยกกลุ่มละ 30 คนเพื่อเปรียบเทียบผล

ผลศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่ได้นั่งเก้าอี้โยกหลังการผ่าตัด 16 ชั่วโมงเป็นเวลา 45 นาที เทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้นั่งเก้าอี้มีจำนวนครั้งการเคลื่อนไหวของลำไส้ การเรอที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยความพึงพอใจในการนั่งเก้าอี้อยู่ในระดับมาก และความรู้สึกวิงเวียนจากการนั่งเก้าอี้อยู่ในระดับน้อย

“การนั่งเก้าอี้โยกเพื่อลดอาการท้องอืด ยิ่งคนไข้ฟื้นตัวและได้นั่งเก้าอี้โยกได้เร็วแค่ไหนยิ่งดี เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานได้เร็ว ลดอาการท้องอืดและปวดท้องจากแก๊สได้เร็วเท่านั้น” พยาบาลจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าว

ทีมพยาบาลเตรียมขยายผลด้วยการประยุกต์ใช้เก้าอี้โยกกับคนไข้ที่รับการผ่าตัดประเภทอื่นด้วย เทคโนประดิษฐ์ดังกล่าวได้รับรางวัลผลงานดีเด่นประเภทโรงเรียนแพทย์ จากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขและภาคีเครือข่าย R2R

อีกนวัตกรรมเป็นผลงานของทีมนิสิตพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นพรัตน์วชิระ กรุงเทพฯ ออกแบบและพัฒนาเบาะล้อมตัวทารกแรกเกิดโดยจำลองสภาพให้เหมือนเด็กยังอยู่ในครรภ์ เพื่อให้เด็กที่คลอดก่อนกำหนดมีพัฒนาการที่เหมาะสมและใกล้เคียงปกติ ก่อนอนุญาตให้กลับบ้าน

น.ส.นริศา ลาวัลย์ นิสิตพยาบาลปี 4 เล่าให้ฟังว่า การดูแลเด็กที่คลอดก่อนกำหนด จะเน้นพัฒนาการช่วยให้ทางเดินหายใจตรงปอดขยายตัวได้ดี และทารกได้รับออกซิเจนมากขึ้น จำเป็นจะต้องให้เด็กเคลื่อนไหวน้อย เพื่อลดการใช้พลังงานจากการเคลื่อนไหว

เบาะโค้งรูปตัวยูที่พัฒนาขึ้นทำจากลวดอ่อน โดยดัดเป็นรูปตัวยูยาวประมาณ 1 ฟุต และหุ้มด้วยเบาะพลาสติกอย่างนิ่ม เพื่อทดแทนการใช้ผ้าม้วนเป็นรูปตัวยู ซึ่งนิยมใช้สำหรับบังคับให้เด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดเคลื่อนไหวน้อยลง แต่หายใจได้สะดวกขึ้น

การทดลองประสิทธิภาพเบาะ แบ่งเป็น 2 กลุ่มในเด็ก 5 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มเด็กคลอดก่อนกำหนดที่นอนบนเบาะโค้งรูปตัวยูมีเบาะรองไหล่ และกลุ่มเด็กที่นอนด้วยวัสดุเดิมคือ ผ้าที่ม้วนเป็นรูปตัวยูและไม่มีที่รองไหล่ เก็บข้อมูลทุก 15 นาทีเป็นเวลา 1 ชั่วโมง

ผลพบว่าเด็กที่นอนบนเบาะรูปตัวยูและมีเบาะรองไหล่ มีค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในกระแสเลือด และอัตราการหายใจอยู่ในช่วงปกติ หรืออัตราการหายใจเฉลี่ยที่ 49 ครั้งต่อนาที แสดงว่าทางเดินหายใจของทารกบริเวณปอดขยายตัวได้ดี และทารกได้รับออกซิเจนในปริมาณมากและเพียงพอต่อร่างกาย ส่วนเด็กทารกที่นอนราบมีอัตราการหายใจถี่กว่าเฉลี่ย 54 ครั้งต่อนาที

ผลงาน “เบาะมดลูกถูกใจทารก” ได้รับรางวัลผลงานดีเด่นจากเวทีเดียวกัน เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนวิชานวัตกรรมที่สอนให้คิดค้น แก้ปัญหาที่พบระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อยกระดับคุณภาพของการให้บริการด้านสาธารณสุข

รอให้ถึงชั่วโมงพละก็สายเสียแล้ว – Play Q

16 กันยายน 2552

Link : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/health/20090916/77238/รอให้ถึงชั่วโมงพละก็สายเสียแล้ว.html

เพลย์คิว..ถือเป็นรากฐานการสร้างความฉลาดทางสติปัญญา และความฉลาดทางอารมณ์ที่สำคัญสำหรับเด็ก ฉะนั้น อย่าว่าเด็กเล่นไม่เป็นโล้เป็นพาย

หลายคนเปรียบเปรยว่าเด็กคือผ้าขาว แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเล่นเลอะเทอะสกปรกเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไม่ได้ ยิ่งพวกเขาคลุกคลีกับกิจกรรมมากเท่าไร สมองยิ่งมีพัฒนาการมากขึ้นเท่านั้น จะให้นั่งนิ่งเรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้คงไม่ได้แล้ว

“เด็กกับการเล่นซนเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าอยากให้เขาพัฒนาไอคิว อีคิว และเอสคิว” ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ ประธานศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร บอกสิ่งที่เราอาจเคยได้ยินมาบ้างแล้ว แต่ยังมีอีกหนึ่ง Q ที่เธอมองว่าสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ เพลย์คิว (Play Q)

เพลย์คิวถือเป็นรากฐานการสร้างความฉลาดทางสติปัญญา และความฉลาดทางอารมณ์ที่สำคัญสำหรับเด็ก ทำให้เด็กสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ที่สำคัญ การปล่อยให้เด็กเล่นยังช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกันเป็นสังคมขนาดย่อม ๆ

บ่อยครั้งที่พ่อแม่ หรือผู้ใหญ่มองว่า เด็กเล่นไม่เป็นโล้เป็นพาย แต่ระหว่างที่เล่น เขาได้ออกกำลังกาย เรียนรู้ และรับประสบการณ์ต่าง ๆ ซึมซับไว้ในสมอง การเล่นแต่ละชนิดส่งผลแตกต่างกันไป จะเล่นกลุ่ม หรือเล่นเดี่ยวก็ให้ผลที่ต่างกัน

ผศ.ดร.อุษณีย์ยกตัวอย่างการเล่นต่อชิ้นส่วนไม้ ที่เด็กต้องอาศัยการคำนวณว่าจะใช้ไม้กี่ชิ้น รูปทรงแบบไหนจึงจะสร้างบ้าน รถ หรือสิ่งที่อยู่ในจินตนาการให้เป็นรูปเป็นร่างออกมาได้

แม้แต่การเล่นหม้อข้าวหม้อแกง หรือขายของ นอกจากช่วยเพิ่มทักษะการคำนวณระหว่างการขายของ ยังถือเป็นก้าวแรกสำหรับการเข้าถึงสังคมที่เด็กสร้างขึ้น และสมมุติตัวเองในบทบาทที่ต้องการเช่น ค้าขาย หรือ บทบาทในครอบครัว

การละเล่นสมัยคุณปู่ยังหนุ่ม คุณพ่อยังเด็กอย่างดีดลูกหิน ทอยกอง หมากเก็บ และอีกมากมายหลายเกมเป็นการเล่นที่สนุก และได้ฝึกทักษะการกะระยะ การคำนวณ การใช้มือโดยที่ผู้เล่นไม่รู้ตัว

ยังมี หมากหลุม เกมกลยุทธ์ฝึกความคิดได้ดีที่สุดในโลก หมากหลุมนั้น เป็นการเล่นที่นักล่าสัตว์ในแอฟริกานิยมเล่นในระหว่างการล่าสัตว์ ฝึกการทายใจคู่ต่อสู้ วางแผนเพื่อกินหมากของคู่แข่ง เพิ่มทักษะและสร้างมิติสัมพันธ์ให้การคำนวณ ประมวลความคิด รวมถึงช่วยเรื่องสมาธิได้อีกด้วย

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เด็กไทยส่วนมากหันไปเล่นเกมคอมพิวเตอร์ หันหน้าเข้าหาจอ และที่ยิ่งน่าเป็นห่วงคือ วีดีโอเกมหรือเกมที่ฆ่ากัน สมมุติผู้เล่นให้เป็นนักฆ่า”

เธอมองว่า การเล่นหรือทำอะไรเป็นร้อย ๆ ครั้ง สิ่งนั้นจะฝังเข้าไปในจิตสำนึกหรือสมองส่วนล่าง จนกลายเป็นชุดคำสั่งอัตโนมัติ เมื่อเครียดหรืออยู่ในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับในเกม เด็กก็จะมีความต้องการฆ่า จากคำสั่งอัตโนมัติของสมองส่วนล่าง และก่ออาชญากรรมในที่สุด

ผศ.ดร.อุษณีย์บอกว่า การเล่นต้องเล่นให้พอ เล่นให้เต็มที่ เพราะเมื่อเล่นไม่พอนั้น จะมีผลต่อพฤติกรรมเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ เช่น กรณีของไมเคิล แจ็คสัน นักร้องเพลงป็อบผู้ล่วงลับ สมัยเด็กเล่นไม่พอ เพราะมัวแต่ฝึกร้อง และออกคอนเสิร์ต พอโตขึ้นเลยกลายเป็นเด็กในร่างผู้ใหญ่ชอบเล่นกับเด็ก สร้างเมืองของเล่นเป็นบ้าน

ผู้ใหญ่ที่ยังชื่นชอบตุ๊กตา บ้านหรือที่ทำงานเต็มไปด้วยตุ๊กตา เพราะวัยเด็กขาด โตขึ้นมาจึงสรรหามาเติมเต็มวัยเด็กของตนเอง หรือซื้อของเล่น ตุ๊กตามาให้ลูก แต่แย่งลูกเล่น เป็นต้น

ผศ.ดร.อุษณีย์ยกตัวอย่างหญิงสาวเจ้าของโรงงานแห่งหนึ่งที่วัยเด็กต้องทำงานหาเงิน ไม่มีชีวิตวัยเด็กที่ได้เล่นกับเพื่อน หรือเล่นของเล่น โตขึ้นมาจึงโหยหาการเล่น และติดการพนันหนัก จนต้องขายโรงงานและล้มละลายในที่สุด

เล่นพอหรือไม่ ต้องเล่นแค่ไหน ไม่มีกำหนดตายตัว แต่อย่างน้อยเด็กต้องได้เล่นวันละหลายชั่วโมง แต่ไม่ใช่เล่นตลอดทั้งวัน พ่อแม่และคุณครูต้องเป็นผู้กำหนดเวลาเล่น และกำหนดกติกาเพื่อให้เด็กวางแผนการเล่นของตัวเองให้ดีที่สุด ได้เล่นอย่างสนุกและรู้เวลาที่จะเลิกเล่นอีกด้วย

พ่อแม่และคุณครู ยังมีบทบาทเป็นผู้แนะนำและกระตุ้น ไม่ควรเล่นกับลูกทุกอย่าง โดยเฉพาะการเล่นที่ไม่เอื้ออำนวยต่อสภาพร่างกาย บางกิจกรรม อาจจะทำหน้าที่แนะนำ สอนให้เล่น เช่น การเล่นตั้งเต โยนเบี้ย บางกิจกรรม จะเป็นผู้สนับสนุนให้เด็กเล่น เช่น กีฬาประเภทต่าง ๆ หรือบางกิจกรรมก็เล่นด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเป็น หมากรุก ปริศนาคำทาย หม้อข้าวหม้อแกง หรืออ่านนิทาน

น่าเสียดายที่ชีวิตของเด็กส่วนใหญ่ถูกตรึงอยู่กับเก้าอี้ในห้องเรียน จึงเป็นหน้าที่ของผู้สอนที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมในห้อง หรือนำบทเรียนมาเล่น เพิ่มจินตนาการและความรู้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาที่น่าเบื่ออย่างชีววิทยา ประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่คณิตศาสตร์ ครูสามารถนำเกมมาประยุกต์ให้เด็กได้เรียนรู้ และได้เล่นไปพร้อมกัน ไม่ต้องรอให้ถึงชั่วโมงพละ

กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคล ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ

รหัสหนังสือ: 9786119001930
ชื่อหนังสือ: กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคล ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ
ชื่ออังกฤษ: Strategy of Human Resources Management in Economic Crisis
ผู้แต่ง: ดร.อภิชัย ศรีเมือง
รายละเอียด: ผู้เขียนถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารจัดการบุคลากรในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจขององค์การใหญ่ ๆ หลายแห่งานี้รวมถึงได้นําเอากรณีศึกษาที่มีทั้งดีและไ ม่ดีหลายกรณีมาเป็นแนวทางเพื่อประยุกต์ใช้กับองค์การ
ขนาดหนังสือ: 14.8 x 21 ซม.
จำนวนหน้า: 192 หน้า
ร้านหนังสือ: HR Center Co.,Ltd.
ราคา: 170 บาท
ราคาสมาชิก: 153 บาท

Download แบบฟอร์มการสั่งซื้อหนังสือ

สารบัญ

ส่วนที่ 1 ปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะวิกฤติในองค์การ
11

- ภาวะวิกฤติขององค์การมีลักษณะอย่างไร
12

- สาเหตุของภาวะวิกฤติขององค์การ
12

- ผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ
13

- ระดับความรุนแรงของผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ
15

ส่วนที่ 2 บทเรียนจากภาวะวิกฤติขององค์กรธุรกิจไทย
19

- เหตุการณ์ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในช่วง พ.ศ. 2540
20

- ผลกระทบต่อการบริหารทรัพยากรบุคคล
22

- สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงปี 2550 – 2552
23

ส่วนที่ 3 ผลกระทบของภาวะวิกฤติเศรษฐกิจต่อการบริหารทรัพยากรบุคคล
27

- ภาวะวิกฤติส่งผลกระทบต่อระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างไร
28

- การบริหารทรัพยากรบุคคลในภาวะวิกฤติ
31

ส่วนที่ 4 กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคลในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ
33

- แนวคิดการบริหารทรัพยากรบุคคล
33

- กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคลในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ
34

- การลดงานหรือปรับขนาดหน่วยงานบริหารทรัพยากรบุคคล
45

ส่วนที่ 5 ขั้นตอนดำเนินการบริหารทรัพยากรบุคคลในภาวะวิกฤติ
47

- การวิเคราะห์สถานการณ์
48

- วิเคราะห์ทางเลือกของการดำเนินการ
49

- วิเคราะห์ค่าใช้จ่าย
50

- พิจารณาข้อกฎหมาย
51

- คำนึงผลกระทบของแต่ละมาตรการ
52

- ระบบการบริหารจัดการ
54

- ข้อควรระวัง
55

- มาตรการสนับสนุน
56

ส่วนที่ 6 บทบาทนักบริหารทรัพยากรบุคคลกับการรับมือและแก้ไขปัญหาสถานการณ์วิกฤติ
59

- นักบริหารทรัพยากรบุคคลกับการเป็นผู้นำองค์การในการต่อสู้กับปัญหา

ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ
62

- บทบาทของนักบริหารทรัพยากรบุคคลในด้านแรงงานสัมพันธ์
66

- การพัฒนาศักยภาพของนักบริหารทรัพยากรบุคคลหรือนักแรงงานสัมพันธ์
68

ส่วนที่ 7 กรณีศึกษาด้านปัญหาในการบริหารทรัพยากรบุคคล
71

- กรณีศึกษาที่ 1 ปิดโรงงาน เลิกจ้างพนักงาน โดยไม่แจ้งให้ทราบ
73

- กรณีศึกษาที่ 2 ธุรกิจค้าปลีกเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย
76

- กรณีศึกษาที่ 3 โรงงานสีข้าวเลิกจ้างคนงาน โดยค้างจ่ายเงินมา 3 เดือน
78

- กรณีศึกษาที่ 4 เหตุเกิดที่โรงงานทอผ้า
80

- กรณีศึกษาที่ 5 ทำผิดสัญญาข้อตกลง
81

- กรณีศึกษาที่ 6 ปิดโรงงานโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า
83

- กรณีศึกษาที่ 7 เปลี่ยนจากธุรกิจโรงแรมไปทำธุรกิจอื่น
86

- สรุปปัญหาการดำเนินธุรกิจ
88

- สรุปผลกระทบจากปัญหาการบริหารทรัพยากรบุคคลในภาวะวิกฤติ
89

- สรุปปัญหาและสาเหตุการบริหารจัดการที่ไม่ดี
90

ส่วนที่ 8 กรณีศึกษาการบริหารจัดการที่ดีทางด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล
91

- กรณีศึกษาที่ 1 การปรับลดและชะลอการให้สวัสดิการ
92

- กรณีศึกษาที่ 2 เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ขยับตัว
97

- กรณีศึกษาที่ 3 พนักงานไม่ยอมให้เลิกจ้าง
100

- กรณีศึกษาที่ 4 เมื่อธุรกิจล้มละลาย
102

- ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในการบริหารทรัพยากรบุคคลในภาวะวิกฤติ
105

- สรุปการบริหารจัดการที่ดีทางด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล
106

ส่วนที่ 9 มาตรการบรรเทาการเลิกจ้างในระบบการบริหารทรัพยากรบุคคล
107

- การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจ้างงาน
107

- มาตรการบรรเทาการเลิกจ้างในกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล
109

ส่วนที่ 10 ประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับมาตรการบรรเทาการเลิกจ้างและการเลิกจ้าง
115

- ข้อกฎหมายเกี่ยวกับ การใช้มาตรการบรรเทาการเลิกจ้าง
116

- ข้อกฎหมายเกี่ยวกับ การจ้างงาน
119

- ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเลิกจ้าง
122

- ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจ่ายค่าชดเชย
125

- ข้อกฎหมายเรื่องการประท้วงนัดหยุดงาน
133

ส่วนที่ 11 การจัดการกับปัญหาข้อเรียกร้องและการร้องเรียนของพนักงาน
135

- ลักษณะของข้อเรียกร้อง
135

- รูปแบบและวิธีการดำเนินการเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง
138

- การดำเนินการตามนโยบายขององค์การ
139

- การจัดการกับข้อเรียกร้องและการร้องเรียน
142

ส่วนที่ 12 บทบาทของการบริหารแรงงานสัมพันธ์ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ
145

- ความหมายของแรงงานสัมพันธ์
145

- สถานการณ์ที่อาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาแรงงานสัมพันธ์
146

- สาเหตุข้อขัดแย้งหรือปัญหาทางด้านแรงงานสัมพันธ์
147

- เครื่องมือที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาแรงงานสัมพันธ์
148

- เทคนิคการสื่อสารเพื่อป้องกันปัญหาทางด้านแรงงานสัมพันธ์
150

- การสื่อสารในสถานการณ์ปกติ
151

- การสื่อสารในสถานการณ์ไม่ปกติหรือภาวะวิกฤติ
153

ส่วนที่ 13 ถาม-ตอบ ปัญหาการบริหารทรัพยากรบุคคลในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ
155

ภาคผนวก 1 เทคนิคการดูแลความสุขในภาวะวิกฤติ
171

ภาคผนวก 2 บทบาทของฝ่ายทรัพยากรบุคคลกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินพนักงาน
175

ภาคผนวก 3 โครงการกิจกรรมสร้างเสริมคุณค่าตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
181

ภาคผนวก 4 แนวคิดเชิงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
185

บรรณานุกรม

ย่อข้อมูล ปธน.บุช คนลูก

จอร์จ วอล์กเกอร์ บุช (George Walker Bush) เกิดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2489 (ค.ศ. 1946) เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 43

บุชสังกัดพรรครีพับลิกันและเกิดในตระกูลบุชซึ่งเป็นตระกูลนักการเมืองตระกูลใหญ่ของสหรัฐอเมริกา โดยพ่อของเขา คือ นายจอร์จ บุชเป็นประธานาธิบดีคนที่ 41 และน้องชาย เจฟ บุช เป็นผู้ว่าการรัฐฟลอริดาคนปัจจุบัน

สมัยแรกตั้งแต่ 20 มกราคม พ.ศ. 2544 [2001] สมัยที่สองเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2548 [ 2008 ] และสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งเมื่อ 20 มกราคม พ.ศ. 2552 [2009]

เหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544 หรือ 9/11 เป็นเหตุการณ์วินาศกรรมการปล้นเครื่องบินในสหรัฐอเมริกา โดยเครื่องบินพาณิชย์ได้ชนเข้ากับตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์และ เพนตากอน

มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 2,973 คน ต่อมาจึงมีการตรากฎหมาย PATRIOT Act ลงนามโดยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2544 เพื่อต่อต้านก่อการร้าย
สหรัฐกล่าวหาว่านายโอซามา บิน ลาเดนและเครือข่ายอัล ไกด้าเป็นผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ ทหารสหรัฐเริ่มบุกโจมตีอัฟกานิสถานที่เชื่อว่าเป็นแหล่งหลบซ่อนตัวของบิน ลาเดนเมื่อ

——————————————————————-

http://www.hereinreality.com/familyvalues.html

7 sep 2009

Bush Family Values Photo Album
For more than a half century, members of the Bush family have been setting policy and making decisions for all Americans. Let’s look at the family that has had such an impact on the lives of human beings worldwide

It all started with Prescott Bush, George W. Bush’s grandfather. In 1918 it is said that he robbed the grave and stole the skull of the Native American warrior Geronimo as part of an initiation into Yale’s Skull and Bones Society. The Skull and Bones society has long been important to the Bush Family. George Bush Sr. and George W. Bush were also members of this secret society.

Prescott Bush had a bit of trouble back in the 1940s. While American soldiers were fighting the Nazis in WWII, a few of the companies Prescott managed were seized under the Trading with the Enemy Act because they were fronts for Nazi Industrialist Fritz Thyssen, a financier of Hitler’s Third Reich.

This is GW’s Uncle Prescott, Jr. During the embargo on China, his company was the only US firm allowed to do business there, exporting communications satellites.
He recently retired as the Chairman of the USA-China Chamber of Commerce, which might be one reason China isn’t part of the Axis of Evil. (more on China) He also has ties to Manuel Noriega (below).

This is Jeb’s friend
Orlando Bosch.
He’s a terrorist accused of blowing up an airplane killing 76 people in Cuba, but George Bush, Sr. thought so much of him that he gave him a Presidential Pardon.
She was embarrassed after she got caught smuggling almost $20,000 worth of clothes and jewelery into America after a trip to France.

This is Jeb’s wife
Columba Bush
She was embarrassed after she got caught smuggling almost $20,000 worth of clothes and jewelery into America after a trip to France.

This is Jeb’s brother Neil Bush. He cost American taxpayers $1 billion after some shady loans he made caused the Silverado Savings and Loan to go under in 1988. Now he’s making millions selling software to Florida schools. Now he’s divorcing his wife and leaving her broke, after he had several affairs and contracted a venereal disease (scroll down). Coincidentally, Neil was scheduled to have dinner with John Hinckley’s brother the day after the Reagan Assassination attempt

For many years, the Bureau of Narcotics and Dangerous Drugs (now DEA) wanted to have Manuel Noriega arrested for drug trafficking, but instead George Bush, Sr. kept him on the CIA payroll. For more than a decade, thousands of tons of cocaine poured onto the streets of America through the Panama Canal while the US government looked the other way. This destroyed the stability of millions of American families, and the repercussions to our society are still being felt today.

Here’s GW when he was in the National Guard, which he joined to get out of going to Vietnam. He was a pilot in Texas until his flight status was revoked for refusing to take medical exams. For at least eight months, he didn’t even show up for duty. Click here for full details —- Military Career of our Commander in Chief

Bush’s DWI revelation at the end of the 2000 Presidential campaign may have been leaked to cover a much bigger scandal

On November 2, 2000, four days before the most disputed election in American history, military veterans in the US Senate lashed out at candidate George W Bush for his failure to explain a six-month lapse in his National Guard service. “At the least, I would have been court-martialed. At the least, I would have been placed in prison,” Senator Daniel Inouye said.

Bush would offer no explanation for his absence and, as he had throughout the campaign, refused to discuss his military service during the Vietnam War. Why would a man who was running for the office of Commander and Chief of the US Armed Forces refuse to discuss his service in the military? Why didn’t the public and press take notice? Their attention that day was focused on something else.

That same day, while senators were asking for an explanation of Bush’s National Guard absence, the media and the public were watching another breaking Bush scandal: the sudden revelation of a 1976 drunk driving conviction that Bush had failed to mention during the campaign. As Bush spent the final days before the election explaining to America that he hid the arrest to protect his daughters, the National Guard absence was swept under the rug, not made into a campaign issue by Democrats.

Both Candidates avoided making Vietnam an issue during the Presidential race of 2000. Bush and Al Gore, who served in Vietnam as an Army journalist, had a sort of unwritten understanding that their military service during the Vietnam war would not be a subject of campaign debate. Both had been accused of using their fathers’ influence to avoid combat in the war. Gore’s father was a senator, Bush’s father was a Congressman.

The Washington Post reports that Bush joined the National Guard 12 days before his student deferment would have expired, and that in spite of his low score on the pilot’s aptitude test (25, the lowest score allowed), and in spite of the waiting list that some kids spent years on, Bush was sworn in as an airman the day he applied. Indeed, so giddy was Bush’s commander, Col. Walter B. “Buck” Staudt, that he later staged a special ceremony so he could have his picture taken giving Bush the oath, instead of the captain who actually had sworn Bush in. Bush spent two years learning to fly airplanes in his home state of Texas.

As the 2000 Presidential campaign moved along, angry veterans in Alabama claimed that George W Bush never performed any military service in that state, as stated on his campaign website. They offered a reward of $1000 (which rose to $3,500) to anyone who could prove that he had. No one came forth with any proof.
Eight days before the election, the Boston Globe reported discrepancies between the Bush campaign’s statements regarding his military service and what records and documents showed. In 1972, the Globe reported, Bush moved from Houston to Mobile, Alabama to work on a Senate campaign. It was at this time, the Globe found, that he was suspended from flight duty for not taking his annual flight physical. Furthermore, the Globe could find no evidence that he ever performed any drills while in Alabama, or any more drills after returning to Houston.
Bush refused to answer any questions concerning the charges. His official White House biography states, “He served as an F-102 pilot for the Texas Air National Guard before beginning his career in the oil and gas business in Midland in 1975…” but gives no further details about his military service

When George Bush, Sr. was the Vice President, he was involved in secretly selling weapons to our enemy Iran. The money from the weapons sales went to build a secret army that was trying to overthrow the Nicaraguan government. This resulted in years of violence and slaughter for many thousands of Central Americans, and it allowed thousands of tons of drugs to be dumped on the streets of America. When he was president, George Bush, Sr. gave a presidential pardon to the others who were involved in the Iran-Contra scandal.

Besides their last names, George W and Jeb Bush have this in common: All of their children have been in trouble with the law. Unlike most Americans who commit crimes ranging from sexual misconduct to felony prescription fraud, the Bush Kids never go to prison

Bush’s daught

Trouble is, until recently they weren’t old enough to do it legally. Barbara and Jenna Bush were arrested at an Austin restaurant, Jenna for trying to use a fake ID and Barbara for being in possession of alcohol.
Jenna had received a citation in April 2001 for possessing alcohol. Her boyfriend was jailed in March, 2001, and was released to the Secret Service
It’s also been reported that Jenna is a marijuana user, that she likes to “toke up” with friends

Fake Wings’s lyric

Fake Wings from .hack//SIGN

composer : Yuki Kajiura

Shine, bright morning light
Now in the air the spring is coming
Sweet blowing wind
Singing down the hills and valleys
Keep your eyes on my
Now we’re on the edge of hell
Dear my love, sweet morning light
Wait for me, you’ve gone much further, too far.

สรุปย่อ การจัดการความรู้…สู่ปัญญาปฏิบัติ

บดินทร์ วิจารณ์ ( 2549 ).การจัดการความรู้…สู่ปัญญาปฏิบัติ.กรุงเทพฯ:เอ็กซเปอร์เน็ท.

สารบัญ
ตอนที่ 1 ทำไมต้องจัดการองค์ความรู้ในองค์กร
บทที่ 1 เศรษฐกิจในยุคใหม่
บทที่ 2 ทุนทางปัญญา
บทที่ 3 การจัดการความรู้สู่ความเป็นเลิศ
ตอนที่ 2 พัฒนาและเรียนรู้ให้เร็วกว่าคู่แข่ง
บทที่ 4 พัฒนาและเรียนรู้ให้เร็วกว่าคู่แข่ง
ตอนที่ 3 เริ่มต้นโดยเรียนรู้จากผู้บุกเบิก
บทที่ 5 สรรพวิธีสู่การจัดการองค์ความรู้
ตอนที่ 4 แนวคิดการนำ KM สู่การปฏิบัติ
บทที่ 6 วิวัมนาการของการจัดการองค์ความรู้
บทที่ 7 สร้างและต่อยอดความรู้ในองค์กร
บทที่ 8 กลยุทธ์การจัดการทุนทางปัญญา
บทที่ 9 ชุมชนนักปฏิบัติ
บทที่ 10 พัฒนาชุมชนนักปฏิบัติให้ยั่งยืน
บทที่ 11 เครือข่ายทางสังคม
บทที่ 12 ศูนย์กลางความรู้แห่งชาติ
บทที่ 13 การจัดการองค์ความรู้และอีเลินนิ่ง
ตอนที่ 5 พื้นฐานการเรียนรู้ขององค์กรสู่การจัดการองค์ความรู้
บทที่ 14 ความสามารถหลักในการเรียนรู้สู่องค์การแห่งการเรียนรู้
ตอนที่ 6 ลงมือปฏิบัติ
บทที่ 15 การจัดตั้งทีม KM ในองค์กร
บทที่ 16 8 ขั้นตอนการนำ KM สู่การปฏิบัติ
ตอนที่ 7 สร้างสรรค์ร่วมกันสู่ KM
บทที่ 17 การพัฒนาองค์กรกับการจัดการความรู้
————————————————
บทที่ 2 ทุนทางปัญญา

กระบวนการจัดการองค์ความรู้

1.Define
กำหนดชนิดทุนทางปัญญาหรือองค์ความรู้ที่ต้องการ หรือการหาว่าองค์กรมีองค์ความรู้หลักๆคิออะไร
2.Create
การสร้างทุนทางปัญญาโดยส่งไปศึกษาเพิ่มเติม การสอนงานในองค์กร
3.Capture
เสาะหา เก็บความรู้ให้เป็นระบบ
4.Share
แบ่งปัน แลกเปลี่ยน กระจายความรู้โดยจัดงานอบรมสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้ การสอนงาน การถ่ายโอนแบบเสมือน(Virtual) ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบ E-Learning
5.Use
การนำไปใช้งานเกิดเป็นปัญญาปฏิบัติ หน้า 45-46
******************************************************

บทที่ 4 แนวคิดการนำ KM สู่การปฏิบัติ
Blended Learning และ Technology มี 2 แบบ
1.การเรียนในห้องเรียนหรือผ่านระบบ E-Learning แบบ Online Training เรียนด้วยตนเองผ่านคอมพิวเตอร์หรือ Web Based Training อีกแบบ คือ การเรียนรู้แบบ 2 ทาง เช่น
ผู้เรียนติดต่อกับผู้สอนและผู้เรียนอื่นๆได้ ดูแลโดยหน่วยงานฝึกอบรมในองค์กร

2.การเรียนรู้ที่หน้างาน โดยสอบถามจากชุมชนนักปฏิบัติหรือเครทอข่ายชมรม/สมาคม โดยระบบ E-Learning เป็นตัวช่วยให้กระจายองค์ความรู้ได้รวดเร็ว หน้า 89-94
******************************************************
บทที่ 9 ชุมชนนักปฏิบัติ
องค์ประกอบที่มีผลต่อความสำเร็จของ CoP
1.Head
มีความรู้ มีความสนใจร่วมกัน มีเอกลักษณ์ร่วมกัน

2.Heart
สมาชิกไม่คาดหวังสิ่งตอบแทนจากการปันความรู้ เป็นเรื่องของน้ำใจมากกว่าของตอบแทน

3.Hand
อาจมีการกำหนดแนวทางของกลุ่มในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเอกสารร่วมกัน หน้า 158-159
********************************************************
บทที่ 13 การจัดการองค์ความรู้และอีเลินนิ่ง
งานทรัพยากรบุคคลมีขีดความสามารถด้าน Competency แต่ส่วนมากไม่อาจดูแล E-Learning และ Knowledge Management ได้ หน้า 207
********************************************************
บทที่ 15 การจัดตั้งทีม KM ในองค์กร
ทีมงานการจัดการความรู้ ประกอบด้วย
1.ผู้สนับสนุนโครงการ KM ( KM – Project Champion ) คือ ผู้นำองค์กรระดับสูงที่สามารถกำหนดทิศทาง KM ได้
2.ผู้บริหารโครงการ KM ( KM – Project Manager ) ต้องเข้าใจแนวทางขององค์กร เข้าใจวัฒนธรรมองค์กร สามารถบรืหารโครงการได้
3.ผู้บริหาร KM เฉพาะด้าน ( Subject Manager ) รวบรวมความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเพื่อถ่ายโอนความรู้ต่อไป
4.ผู้ดูแลในภาพรวม ( Knowledge Broker ) สื่อสารการตลาดให้กับโครงการ
5.ผู้อำนวยความสะดวก ( KM Facilitator ) เข้าใจกระบวนการ KM เป็นคนขยายผลโครงการให้เป็นจริง
6.ผู้ประสานงานโครงการ ( KM Project Coordinator ) คอยประสานงานแผนงานหลักกับผู้สนับสนุนโครงการ หน้า 229-233

[กระทู้ BERSERK] => ชื่อ Inwๆ กับที่มาจริงๆ <= (ภาคฝ่ายพระเอก)

สวัสดีครับ

คราวนี้ไม่ได้มาปล่อย Stand แอ่นสู้ฟัด
แต่มาปลดปล่อยดาบ “จงซวย GUTS” เอ้ย มาเล่าที่มาของชื่อตัวละคร
ในเรื่อง “ดาบควายชายคลั่ง” aka “บอดด้วนโดนสวนแต่เด็ก” หรือ
“BERSERK” นั่นเองงงงงง (เสียงแบบ TV Champion)

เรื่องนี้ ได้อิทธิพลมาจากสภาพบ้านเมืองของยุโรปมาเต็มๆครับ
ซึ่งถ้าใครได้ศึกษาประวัติศาสตร์ยุโรปแล้ว ผมเชื่อว่าจะรู้สึกสนุก น่าติดตาม
เช่นเดียวกับประวัติอียิปต์ หรือเทพเจ้ากรีก แน่ๆ (^_^)

ที่มา :

http://en.wikipedia.org/wiki/Berserk_(manga)

จากคุณ : blame me
เขียนเมื่อ : 21 ส.ค. 52 15:57:47

กระทู้นี้จะเกี่ยวกับ ตัวละครเด่นฝ่ายพระเอก ที่ชื่อมีความหมายนะครับ
ไม่รวมตัวประกอบ

ขอเริ่มกันด้วยพระเอกของเราละกันครับ

GUTS (กัซ)
หัวหน้าหน่วยทะลวงฟันแห่งกองพันเหยี่ยว / นักรบดำ
ที่ตามล่า God Hand & The Gang

ชื่อพระเอก มาจาก
Guts (1480–1562)
Goetz von Berlichingen นักรบชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นอัศวิน และผู้นำของทหารรับจ้าง
ภายใต้สังกัดของ “จักรพรรดิ Maximilian” แห่งอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์

เขาเสียแขนขวาจากการถูกปืนใหญ่ยิง และใส่แขนเทียมเหล็กเข้าไปแทน ซึ่งรูปร่างคล้ายกับแขนกลของพระเอกในเรื่องเป็นอย่างมาก

จากภาพ ข้อความที่อยู่ใต้รูปปั้นเป็น วลีเด็ดประจำตัว
ที่แปลเป็นอังกฤษสั้นๆได้ใจความว่า “Lick My Ass”

Maximilian ที่ 1 แห่ง Habsburg (1459 – 1519) เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรโรมัน ตั้งแต่ปี 1493-1519 เป็นผู้ที่ขยายอำนาจของราชวงศ์ Habsburg ด้วยการสงครามและการแต่งงานกับทายาทแคว้นต่างๆ ยกเว้นอาณาจักร Austrian ที่ปัจจุบันคือ Switzerland

กษัตริย์ Maximilian ยังมีเป็นผู้ที่มีความหลงไหลในชุดเกราะ และอุปกรณ์การรบเป็นอย่างมาก โดยเห็นว่าชุดเกราะนั้นคือ ศิลปะ

รูปแบบของชุดเกราะของกษัตริย์ Maximilian ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของการครองราชย์
และได้รับการขนามนามว่า Maximilian armour

ชุดเกราะในเรื่อง Berserk น่าจะได้อิทธิพลมาจาก Maximilian armour

Maximilian armour เป็นชุดเกราะที่ประกอบไปด้วย armets หรือ หมวกเหล็กปิดหน้า / ชุดเหล็กกล้า ปิดทั้งตัว (ทั้งตัวจริงๆครับ) และมีช่วงที่นั่งแล้วปิดอานม้าด้วย
ซึ่งส่วนที่ปิดใบหน้าของผู้สวมใส่ สามารถแกะสลักเป็นรูปร่างต่างๆได้ เช่น ใส่หนวดเครา หรือ ทำเป็นรูปหน้าคน หน้าสัตว์ เป็นต้น

อาวุธ -เกราะ
ดาบฆ่ามังกร / Dragon Slayer
ในเรื่องเขียนไว้ว่า มันเป็นเหมือนท่อนเหล็ก มากกว่าดาบ ทั้งใหญ่ หนา และหนัก

ที่มาของดาบ มาจาก Zweihnder (ภาษาเยอรมัน แปลว่า ถือ 2 มือ) เป็นดาบ 2 มือ ที่ใช้ในช่วงต้นของยุค Renaissance / ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา

ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา : เป็นช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมยุคใหม่ ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาอยู่ระหว่างยุคกลาง (Middle Age) และยุคปัจจุบัน (Modern Age) การเริ่มต้นของยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมเริ่มต้นในประเทศอิตาลี เนื่องจากเป็นประเทศที่เป็นเมืองท่าในการติดต่อค้าขายระหว่างโลกตะวันตกและโลกตะวันออกในคริสต์ศตวรรษที่ 14 และยุโรปเหนือในคริสต์ศตวรรษที่ 16

หลังจากสงครามครูเสดอันยาวนานร่วม 300 ปีสิ้นสุดลง ยุโรปก็เข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา เนื่องจากมีการขุดค้นพบซากเมืองโบราณของกรีกและโรมัน ทำให้ยุโรปได้นำศิลปวิทยาการจากการขุดค้นพบมาปรับปรุง ดัดแปลงใหม่ ทำให้ยุโรปมีความเจริญก้าวหน้าในศาสตร์ทุกๆด้าน อาทิเช่น
- ศิลปศาสตร์ ศิลปินและผลงานที่มีชื่อเสียง เช่น เลโอนาร์โด ดา วินชี ผู้วาดรูปโมนาลิซ่า ไมเคิล แองเจลโล ผู้ปั้นรูปปั้นเดวิด ซึ่งเชื่อว่าเป็นชายที่มีสัดส่วนสมบูรณ์ที่สุดในโลก ราฟาเอล ผู้กำกับการสร้างและตกแต่ง มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ เป็นต้น
- เทคโนโลยี เทคโนโลยีที่สำคัญคือ เทคโนโลยีการต่อเรือ โดยชาติที่เป็นผู้ริเริ่มคือ โปรตุเกส และ สเปน ซึ่งทำให้การติดต่อค้าขายกับเอเชียสะดวกขึ้น
- วิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ เช่น เซอร์ไอแซก นิวตัน ผู้ค้นพบกฎแรงโน้มถ่วง เป็นต้น
- ตัวอย่างศิลปะแบบเรอเนสซองซ์ในไทย เช่น พระราชวังพญาไท

ดาบ 2 มือนี้ มีชื่อเสียงจากการเป็นอาวุธสำคัญของหน่วยทหารรับจ้างเยอรมัน (German Landsknechts) ในช่วงศตวรรษที่ 16 ตรงกับยุคของ “จักรพรรดิ Maximilian”

ดาบ 2 มือ ถูกใช้ในหน่วยหน้าของ Landsknecht เพื่อจัดการกับหน่วยหอกของศัตรู ที่อาวุธแบบอื่นเข้าถึงตัวยาก
อย่างไรก็ตาม ดาบ 2 มือ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จากฝีมือการรบของ Pier Gerlofs Donia ที่สามารถตัดคอศัตรูหลายคนได้ในการฟันแค่ครั้งเดียว! ยังไม่รวมถึงความสามารถและพละกำลังอันมหาศาลของเขา

ปัจจุบันดาบของ Pier Gerlofs Donia จัดแสดงอยู่ใน Fries museum ใน Leeuwarden ตอนเหนือของ Netherland สัดส่วนของดาบ คือ ยาว 2.15 เมตร หนัก 6.6 กิโลกรัม!!

แล้ว Pier Gerlofs Donia เป็นใคร?
- เขาเป็นนักรบชาว Frisia ซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ระหว่างตะวันตกเฉียงเหนือของเนเธอแลนด์ ผ่านเยอรมัน ไปบรรจบกับเดนมาร์ก
- ทำไมต้องรบ เพราะภรรยาของเขาถูกสังหาร + หมู่บ้านถูกเผาราบ โดยมือของ Black Band (หรือ กองพันทมิฬ) ซึ่งเป็นทหารรับจ้าง (มีชื่อเสียงด้านความป่าเถื่อน) ภายใต้สังกัดของ Habsburg โดย Black Band ในช่วงนั้นเข้าร่วมรบในสงครามกลางเมืองระหว่าง Habsburg กับ Vetkopers (กลุ่มที่ต่อต้าน Habsburg)
Pier Gerlofs Donia จึงลุกขึ้นก่อกบฏเพื่อล้างแค้น

แขนกลติดปืนใหญ่
น่าจะมาจากแขนกลของ Goetz von Berlichingen

หน้าไม้ยิงอัตโนมัติ
เชื่อกันว่า หน้าไม้นี้ คิดค้นขึ้นในประเทศจีน โดย Zhuge Liang (181-234 A.D.)ในยุค 3 ก๊ก
เขาคือ จูกัดเหลียง / ขงเบ้ง ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาด้านการยุทธนาการของพระเจ้าเล่าปี่ ในตำแหน่งสมุหนายกและผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งรัฐจ๊ก รวมทั้งมีความสามารถในด้านการเมือง การทูต วิชาการ วิศวกรและได้ชื่อว่าเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นที่ยิ่งใหญ่ โดยคิดค้นหมั่นโถว ธนูไฟ โคมลอยและระบบชลประทาน

ชื่อ Casca เป็นนิยายชุด เกี่ยวกับตำนานของ ยิวผู้เร่ร่อน (Wandering Jew) แต่งโดย Barry Sadler เมื่อปี 1979
เป็นเรื่องของ Casca Rufio Longinus ทหารในอาณาจักรโรมัน ที่ถูกสาปโดยพระเยซู เนื่องจากเป็นผู้ที่เอาหอกทิ่มแทงพระองค์ให้ถึงแก่ความตาย เพื่อให้พ้นจากความทรมาน ซึ่งคำสาปทำให้ Casca เป็นอมตะ และต้องเดินทางเร่ร่อนไปตลอดอย่างไม่มีจุดหมาย และจะต้องเป็นทหารตลอดไป
“Soldier, you are content with what you are. Then that you shall remain until we meet again. As I go now to my father, you must one day come to me”.
และหอกนี้ ได้ถูกเรียกว่า “The Spear of Longinus”

เป็นชื่อของตระกูล Farnese ในอิตาลี เป็นตระกูลที่มีอิทธิพลอย่างมากช่วงยุคเรเนซองส์
บุคคลสำคัญของตระกูล ได้แก่ Pope Paul III (Alessandro Farnese 1468-1549)
ผลงานสำคัญของท่าน งานหนึ่งคือ การอนุญาตให้ทาส เป็นอิสระได้ หากทาสคนนั้นพูดอยู่ใต้อนุสาวรีย์ของจักรพรรดิโรมันบนเนินเขา ซึ่งทำให้มีทาสที่เป็นอิสระมานับถือศาสนาคริสเป็นจำนวนมาก

และ Elizabeth Farnese, Queen of Spain, wife of King Philip V, mother of Charles III (1692—1766) เป็นต้น

Puck หรือ Robin Goodfellow เป็นตัวละครในนิยายของ William Shakespeare เรื่อง A Midsummer Night’s Dream

Heinrich John Rickert (25 May 1863 – 25 July 1936) เป้นนักปรัชญาชาวเยอรมัน และเป็น หนึ่งในผู้นำของสำนัก Neo-Kantians

แนวคิดแบบ “คานท์ใหม่” (Neo-Kantianism) เป็นขบวนการที่เกิดขึ้นในประเทศเยอรมันช่วงปีทศวรรษที่ 1860 โดยเป็นการรื้อฟื้นปรัชญาของ Immanuel Kant (ค.ศ.1724-1804) ขึ้นมา เพื่อใช้โต้แย้งแนวคิดวัตถุนิยม (materialism) ในช่วงปีทศวรรษที่ 1950; ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน “Neo-Kantianism” http://en.wikipedia.org/wiki/Neo-Kantianism

แนวคิดของ Rickert มีอิทธิพลต่องานของ Max Weber เขาเป็นนักสังคมวิทยาและเศรษศาสตร์การเมืองเยอรมัน แนวคิดสำคัญของ เวเบอร์ คือ สังคมนอกจากจะมีชนชั้นทางเศรษฐกิจแล้ว ยังแบ่งเป็นกลุ่มสถานภาพ (Status Group) หรือการยอมรับทางสังคมด้วย เป็น พหุสังคม เวเบอร์ ให้ความเห็นว่า จิตใจสำคัญไม่น้อยกว่าฐานะทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ มาร์กซ์ ทำนายไว้เสมอไป การที่ ฮิตเลอร์ ขึ้นมามีอำนาจได้ มีรากฐานมาจากประเพณีดั้งเดิม เหตุผลและกฎหมายเยอรมัน ลัทธิชาติสังคมนิยม และบุคคลิกส่วนตัว จริยธรรมแบบโปเตสแตนส์ – การปรหยัดอดออม การทำงานหนัก การรู้จักควบคุมตนเอง การพึ่งพาตนเอง เป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนการพัฒนาของทุนนิยมในยุโรป

ภายใต้กรอบคิดของ Neo-Kantian เป็นแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดแบบ วัตถุนิยม (Materialism) Webber มองว่ารัฐคือองค์กรที่มีอำนาจผูกขาดในการใช้กำลัง หรือความรุนแรง เราจะเห็นได้ว่ามีเพียงรัฐเท่านั้นที่สามารถบังคับบัญชากองกำลังทหารและตำรวจและอ้างสิทธิอันชอบธรรมในการบังคับไม่ให้อำนาจอื่นใดที่สามารถใช้กองบกำลังดังกล่าวได้ รัฐต้องประกอบด้วย ประชากร ดินแดน รัฐบาล และ อำนาจอธิปไตย

นอกจากนี้ อิทธิพลของแนวคิดของ Rickert ยังปรากฏในปรัชญาของญี่ปุ่นอีกด้วย
Frontiers of Japanese Philosophy II: Neglected Themes and Hidden Variations (Nagoya, Japan: Nanzan Institute for Religion and Culture)

แม่ของสาวน้อยปลาหมึกอยู่ใน กุญแจผนึกมาร เล่ม 1 นี่เอง!!!

ของบุรพัฒน์นะครับ ผลงานคนวาด ยูโก บุรุษเหล็ก ไปอ่านดูตอนท้ายๆแล้วจะเข้าใจว่าทำไมผมถึงบอกแบบนี้
เห็นแล้วอยากกินหมึกย่างจริงๆ….
เรื่องนี้ดาบฟันที ขาดเป็นขาด ตัวขาดครึ่งก็มีให้เห็น ใครไม่ชอบความโหดจะไม่อ่านก็ได้นะครับ หุๆๆ

จากคุณ : jsoc
เขียนเมื่อ : 15 ก.ย. 52 12:54:33

555

จากคุณ : GUN MASTER
เขียนเมื่อ : 15 ก.ย. 52 15:11:43

…แบบนั้นรับไม่ได้

จากคุณ : นายขนมหวาน
เขียนเมื่อ : 15 ก.ย. 52 19:19:13

เออ แฮะ ใช่จริงๆด้วย

จากคุณ : SNRI
เขียนเมื่อ : 15 ก.ย. 52 19:35:46

Madhop ขาจิงโจ้ติดสปริง ( Extreme Sport )

แมดฮอปคืออะไร

http://www.madhop.com/news.php?act=detail&type=4&id=4

What is Madhop™?

Madhop™ is defined mainly by a flat spring controlled upon deformation, so that the result is a straight movement relative to the ground. With Madhop™ functional principle, depressive spring characteristic and backward movement of the force point during deformation are achieved. This supports the natural force point movement in the heels direction at higher loads and allows Madhop™ user to transpose his optimal jumping energy.

Madhop™ is part of the future of entertainment, leisure, and challenge. The ability to jump 3 meters in the air and run with incredible speed while leaping and bouncing is a sight never before seen in the world. Especially, Madhop™ for kids, can be helpful to speed up growth of stature in growth progress without trouble to the joint, Enjoy incredible heights and speed with your Madhop™.

——————————————————————–

รายงานโดย :โยธิน อยู่จงดี: วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ในวงการกีฬาเอ็กซ์ตรีมยังคงพัฒนาเครื่องเล่นเดิมที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพตอบสนองผู้เล่นได้ดีขึ้น

แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสร้างสรรค์เครื่องเล่นใหม่ๆ ออกมาท้าทายความกล้าของเหล่าวัยรุ่นผู้ใฝ่หาความท้าทายใหม่ๆ ให้กับตัวเอง และในวินาทีนี้สำหรับประเทศไทยคงไม่มีเครื่องเล่นไหนเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุดเท่ากับเครื่องเล่นแมดฮอป (Madhop) อีกแล้ว

แมดฮอป คืออะไร

“เครื่องเล่นนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศเยอรมนี เป็นสิ่งประดิษฐ์ของอเล็กซานเดอร์ โบเอค ซึ่งแรกเริ่มนั้นตั้งใจจะทำขึ้นเพื่อเป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการทางการเดิน แต่เขากลับค้นพบอุปกรณ์ที่ทำให้ผู้สวมใส่สามารถกระโดดได้สูงถึง 3-4 เมตร และวิ่งได้ไกลและเร็วขึ้นกว่าเดิม จากนั้นเขาได้จดลิขสิทธิ์ราวๆ ปี 2002 และเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลกในเวลาต่อมา” ซี บุริสตระกูล ผู้จัดการร้านแมดฮอป สยามสแควร์ ซอย 7 ซึ่งเป็นร้านแรกที่ทำให้เครื่องเล่นแมดฮอปเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ได้เล่าความเป็นมาของเครื่องเล่นแมดฮอป

อย่างไรก็ดี เครื่องเล่นแมดฮอปนี้มีชื่อเรียกอยู่หลายต่อหลายชื่อ ทำให้เกิดความสับสนว่าแท้จริงแล้วเครื่องเล่นชนิดนี้เรียกว่าอะไร มีทั้ง Jumping Stilts, Powerskip, Powerbocking, Flyjumper และอีกมากมาย

ซี อธิบายเพิ่มเติมเรื่องชื่อเรียกอย่างตรงไปตรงมาว่า ชื่อเดิมที่แท้จริงแล้วเราจะเรียกเครื่องนี้ว่า Jumping Stilts แต่ที่เรียกต่างกันนั่นก็เพราะแต่ละบริษัทของแต่ละประเทศที่นำเข้าเครื่อง Jumping Stilts จะใช้ชื่อสินค้าของตัวเองมาเป็นชื่อเครื่องเล่น แต่ที่จริงแล้วก็คือเครื่องเล่นเดียวกันนั่นเอง สำหรับประเทศไทยเราใช้ชื่อว่าแมดฮอป ซึ่งเป็นชื่อที่เราตั้งให้จดจำง่ายสำหรับกลุ่มวัยรุ่น หรือสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.madhop.com

กระโดดให้สูงเท่าที่ใจถึง

การทำงานของเครื่องเล่นแมดฮอปใช้หลักการของเทคโนโลยีสปริงที่มีความยืดหยุ่นสูง ตัวความโค้งทำจาก Fiber Glass สปริงจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อมีแรงกด กดในทิศทางตั้งฉากกับพื้น และคืนตัวกลับไปในแนวตั้ง ดังนั้นตัวเครื่องเล่นจะต้องมีความแข็งแรงและมีน้ำหนักเบา ส่วนโค้งของสปริงทำจากไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง ช่วงครอบขาทำจากอะลูมิเนียม เพื่อป้องกันช่วงท่อนขาด้านล่างทั้งหมด ทั้งหมดนี้จะต้องมีน้ำหนักเบา ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเพิ่มภาระแก่ขาและตัวของสปริงเอง

“การเล่นเครื่องแมดฮอป หากเราต้องการเล่นเพื่อออกกำลังกายให้เล่นในระดับน้ำหนักของตัวเองได้ แต่ถ้าต้องการเล่นผาดโผน ต้องการเล่นท่าที่สูงขึ้นไปอีก จะต้องอัพไปเล่นแมดฮอปที่น้ำหนักมากกว่า จะทำให้เรากระโดดได้สูงขึ้น แต่เราไม่สามารถลงไปเล่นในรุ่นน้ำหนักต่ำกว่าได้ เพราะเวลากระโดดตอนลงจะทำให้เท้าไปกระแทกกับพื้นจนเกิดอาการบาดเจ็บ

การเล่นเครื่องเล่นชนิดนี้ ต้องใส่เครื่องป้องกันอาการบาดเจ็บเหมือนๆ กับกีฬาเอ็กซ์ตรีมทั่วไป และเป็นเครื่องเล่นที่เพิ่งเข้ามาในเมืองไทยได้ไม่กี่เดือน ซึ่งถือว่าใหม่มากสำหรับวัยรุ่นบ้านเรา แต่ผลตอบรับก็ถือว่าดีเกินคาด เพราะมีเด็กวัยรุ่นหลายๆ คนให้ความสนใจเข้ามาทดลองเล่นและหาซื้อกลับไปเล่นที่บ้านจำนวนมาก” ซี อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเล่นเครื่องแมดฮอป

เครื่องเล่นชนิดนี้ที่ใช้เล่นเป็นมาตรฐานทั่วโลก สามารถเล่นได้ทั้งเด็ก ผู้หญิง และผู้ชาย ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 110 กิโลกรัม โดยแบ่งเป็น 2 รุ่น คือรุ่นเล็กไม่เกิน 50 กิโลกรัม (แบ่งได้อีก 2 ขนาด คือรุ่นน้ำหนัก 20-40 กิโลกรัม และ 30-50 กิโลกรัม) และรุ่นใหญ่น้ำหนักไม่เกิน 110 กิโลกรัม แบ่งแยกย่อยออกไปอีก 3 ระดับ คือ 50-70 กิโลกรัม 70-90 กิโลกรัม และ 90-110 กิโลกรัม ให้เหมาะสมกับน้ำหนักของแต่ละคน สมมติว่าตัวคุณหนัก 65 กิโลกรัม หากต้องการเล่นเพื่อออกกำลังกายสนุกๆ ใช้วิ่ง ใช้เดินทาง ก็สามารถเล่นในรุ่น 50-70 กิโลกรัม แต่ถ้าใจต้องการความท้าทายมากกว่าเดิมก็ต้องให้เล่นในรุ่นที่รองรับน้ำหนักตัวมากกว่าได้ แต่ห้ามลงไปใช้รุ่นที่รองรับน้ำหนักได้ต่ำกว่าเท่านั้น

ใจกล้า ลูกบ้า และความไม่ยอมแพ้

บอส-วรัชญ์ สัจจพรกุล ชั้นม.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ผู้คลั่งไคล้เครื่องเล่นแมดฮอปจนเรียกได้ว่าว่างเมื่อไหร่เป็นต้องมาเล่นให้ได้ เล่าถึงที่มาที่ไปจนมาเล่นเครื่องเล่นแมดฮอปนี้ว่า เริ่มจากเล่นสเกตบอร์ดมาก่อน จนวันหนึ่งมีเพื่อนมาบอกว่าเห็นเขาเล่นเครื่องเล่นแมดฮอปที่สยาม ดูสนุกและคงมันส์ถ้าได้เล่น ก็ตามเพื่อนไปเล่น ซึ่งพี่ๆ เขาก็ใจดีให้ทดลองเล่นครับ ปรากฏว่าติดใจ กลับมาเล่นต่อเรื่อยๆ

“เป็นความรู้สึกที่มันส์กว่าการเล่นสเกตบอร์ด ซึ่งกระโดดเตี้ยๆเล่นท่าได้ไม่มาก อาศัยการทรงตัวที่ดีบนบอร์ด แต่แมดฮอปเหมือนเราได้บินไปในอากาศ เสียวๆ วูบๆ และเล่นท่าได้มากกว่าสเกตบอร์ด ซึ่งท่าต่างๆ เราสามารถคิดสร้างสรรค์ท่าใหม่ๆ ได้เอง จะเล่นออกกำลังกาย หรือจะใช้เต้นประกอบเพลงก็ได้เหมือนกัน

ความยากของการเล่นแมดฮอปนี้ ผมว่าอยู่ที่ความกล้าที่จะเล่นท่า และทำอย่างไรให้กระโดดได้สูงๆ เพื่อเล่นท่าที่ยากขึ้น อย่างท่ากระโดดตีลังกาม้วนหน้า ตีลังกากลับหลัง ตอนที่ผมเล่นครั้งแรกผมก็เดินได้เลยครับ คงเป็นเพราะมีพื้นฐานการทรงตัวจากสเกตบอร์ดมาก่อน” บอส หนุ่มวัยทีนเล่าถึงความรู้สึกที่ได้เล่นแมดฮอปเป็นกลุ่มแรกๆ ของประเทศไทย

นอกจากนี้ บอสได้อธิบายการเล่นเครื่องเล่นนี้ให้กับเพื่อนๆ ที่สนใจด้วยว่า การเล่นเครื่องเล่นแมดฮอปจะมีท่าการเล่นพื้นฐานเหมือนกับเครื่องเล่นอื่นๆ โดยมีท่าเดินเป็นท่าพื้นฐานการเล่นอันดับต้นๆ ที่ต้องฝึกการเดินทรงตัว เพราะตัวเราจะอยู่สูงกว่าพื้นปกติ อีกทั้งพื้นที่ยืนและเดินจะเหลือเพียงจุดที่เป็นยางรองพื้นเล็กๆ เท่านั้น

ต่อมาคือการวิ่ง ซึ่งเราจะทำได้เองหลังจากคุ้นเคยกับการเดินพอสมควร และสุดท้ายคือกระโดดอยู่กับที่ เราอาจมองว่าแค่กระโดดคงไม่มีอะไรมาก แต่ที่จริงแล้วเครื่องเล่นแมดฮอปเวลากระโดดตอนขาลงพื้น ตัวเราจะเอียงไปทางด้านหลัง ดังนั้นผู้เล่นจะต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อรักษาสมดุลขาลง

“ผมใช้เวลาไม่ถึง 3 วัน ก็สามารถเล่นได้แล้วครับ ส่วนเรื่องอันตรายนั้นผมบอกได้เลยว่าก็เหมือนกับกีฬาเอ็กซ์ตรีมอื่นๆ ที่ต้องมีอาการหกล้มบาดเจ็บกันจนเป็นเรื่องปกติ แมดฮอปเองผมก็ล้มอยู่บ่อยๆ ครับ ที่จริงแล้วเขามีเครื่องป้องกันอาการบาดเจ็บ แต่ผมไม่ใส่ ผลก็คือมีอยู่ครั้งหนึ่งลงพลาด ต้องรักษาตัวเกือบเดือนถึงจะกลับมาเล่นได้ใหม่ ซึ่งผมก็ไม่ยอมใส่เครื่องป้องกันเหมือนเดิมครับ เพราะรู้สึกท้าทายมากกว่า ผมคิดว่าเป็นกีฬาที่เล่นสนุกมากที่สุดอย่างหนึ่ง ซึ่งดีกว่าการที่เราไปติดยาเสพติด เล่นการพนัน เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ครับ” บอส แสดงความเห็นของวัยรุ่นคนหนึ่งที่น่าฟังไม่น้อย

ในขณะที่เพื่อนร่วมก๊วนอย่าง อั๊พ-วสวัตติ์ ไชยเนตร์ ชั้นม.4 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เริ่มเล่นก็เพราะเพื่อนชวนเล่นเหมือนๆกับบอส เพียงแต่ว่าตัวเขานั้นไม่ได้มีพื้นฐานกีฬาเอ็กซ์ตรีมมาก่อน แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเล่นแมดฮอปแม้แต่น้อย เพียงแค่วันแรกก็สามารถกระโดดได้เลย และใช้เวลาในการพัฒนาฝีมือไม่นานนักจนเหลือแต่ท่าที่ยากที่สุด คือการกระโดดกลับหลังเท่านั้น

“ผมคิดว่าเป็นเครื่องเล่นที่อาศัยความกล้าเท่านั้นครับ เพียงแค่ใจเรากล้าที่จะทำ กล้าที่จะเล่นท่า ผมว่ายังไงก็ต้องทำได้แน่นอน เมื่อได้เล่นแล้วความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเราได้เป็นอิสระ กระโดดได้อย่างใจต้องการ” อั๊พ บอกกับเราถึงหัวใจของการเล่นแมดฮอปในความคิดของเขา พื้นฐานกีฬาเดิมที่เขาชอบเล่นมากที่สุดคือบาสเกตบอล

นักเล่นแมดฮอปหนุ่มยังบอกอีกด้วยว่า นอกจากความกล้าแล้วยังต้องมีลูกบ้าผสมเข้าไปด้วย แต่เหลือเพียงท่าเดียวที่ยังทำไม่ได้ก็คือกระโดดตีลังกากลับหลัง เพราะยังกระโดดสูงไม่พอ คิดว่าอาจจะต้องขึ้นไปเล่นแมดฮอปรุ่นใหญ่ขึ้น อาจจะเล่นได้ดีกว่านี้

ไม่น่าเชื่อว่าจากอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อคนพิการทางการเดิน จะสามารถพัฒนาให้กลายเป็นเครื่องเล่นอันน่าอัศจรรย์ ซึ่งแตกต่างจากเครื่องเล่นเอ็กซ์ตรีมเครื่องอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นเครื่องเล่นที่เล่นได้ในทุกๆ ที่ หรือแล้วแต่เราจะนำไปใช้ประโยชน์ในการเดินทางในสถานที่ที่ยากแก่การเดินทางไกล ก็สามารถทำได้เช่นกันซึ่งต่างประเทศยังมีผู้เล่นบางกลุ่มนำไปเป็นเครื่องช่วยเดินทางไกลให้เร็วขึ้นอีกด้วย แล้วคุณล่ะจะไม่ลองความท้าทายใหม่ที่โลกมอบให้เชียวหรือ

—————————————————————-

อุปกรณ์เสริม

Madhop Helmet X
Brand : Madhop
Model :
Price: ฿ 450.00

สนับข้อมือ
Brand : Madhop
Model :
Price: ฿ 250.00

สนับศอก [2 ชิ้น]
Brand : Madhop
Model :
Price: ฿ 250.00

Madhop Carry Bag
Brand : Madhop
Model :
Price: ฿ 890.00

โฟมรองเข่า
Brand : Madhop
Model :
Price: ฿ 150.00

ยางรองพื้น [1 ชิ้น]
Brand : Madhop
Model :
Price: ฿ 250.00

War Lord เรียนถามท่านจ้าว เกี่ยวระดับชั้นบรรยากาศ ชื่อเรียก+ความสามารถ

เรียนถามท่านจ้าวขอรับ เรื่องระดับพลังสนามแม่เหล็ก
ว่าแต่ละระดับ มันเรียกยังไง และมีความสามารถอย่างไร

ผมลองๆ ไล่ดู

ระดับ 25 ชั้นบรรยากาศ = ระดับกระแสไฟฟ้า แค่เกร็งกำลังก็มีไฟไฟออกมารอบๆ ได้เอง เหมือนตอนไปโฉ่วตื๊บต้าไห่ในเล่ม 7

ระดับ 50 ชั้นบรรยากาศ = ระดับต้านแรงดึงดูด เกร็งกำลังก็สามารถต้านแรงดึงดูด ลอยกลางอากาศได้

ระดับ 75 ชั้นบรรยากาศ = ระดับนิวเคลียร์ฟิชชั่น… อันนี้ผมไม่แน่ใจว่า มันจะมีลักษณะการประจุพลังภายนอกยังไง แต่เห็นตอนไปโฉ่วใช้เห็นมีเส้นแรงแม่เหล็กรอบตัว

ระดับ 100 ชั้นบรรยากาศ = ระดับ??? ยังไม่เคยเห็น…

จากคุณ : StVaIkyrie – [ 4 ก.ค. 50 21:17:47 ]

ระดับ 150 ชั้นบรรยากาศ – ระดับต้านสสารจากนายแบบในภาพ ไม่อาจเปิดเผยใบหน้าได้ เพราะอาจเป็นการสปอยร์ จะเห็นว่าวัตถุรอบตัวของเขาแตกเป็นเสี่ยงๆ เพียงแค่เขาผ่านไปเท่านั้น

หากผมเข้าใจไม่ผิดหนะ
นายแบบในภาพอาจทะลุแค่ระดับ 100 ก็ได้
จึงเรียนท่านจ้าวช่วยข้ากระจ่างด้วยขอรับ

สนามไฟฟ้ากับสนามแม่เหล็กเป็นพลังคนละชนิดกันคับ ในร่างกายคนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆอยู่แล้วในเรื่องวอลอร์ดนักรบในเรื่องน่าจะสามารถเร่งพลังไฟฟ้าให้มากขึ้นได้แต่พลังจะด้อยกว่าพลังสนามแม่เหล็ก

พลังสนามแม่เหล็กนั้นมีพลังมากกว่าและจะเห็นว่าปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวด้วยเช่น ก่อนดาวเสาร์แตกพลักสนามแม่เหล็กในจักรวาลสมดุลระดับพลังสามารถขึ้นได้ไม่มีเพดาน หลังดาวเสาร์แตกเพดานอยู่ที่ 50 ชั้น พอดาวพุธแตกไปอีกก็กลับไปสมดุลอีกส่วนมีเพดานหรือเพดานอยู่ที่เท่าไรต้องถามหวู่หนานเอาคับ – -”

การเรียกชื่อระดับ พลังสนามแม่เหล็ก คุณ StVaIkyrie เรียกได้ถูกต้องแล้วครับ

ส่วนคุณสมบัติของพลังในระดับต่างๆ คงมีการกล่าวไว้ในภาค ไทเกอร์ ชาร์ค ครับ
แต่คุณสมบัติของความสามารถคงไม่พ้น ตามชื่อเรียกของมันครับ
แต่ในภาค หวู่หนาน ระดับที่ระบุความสามารถไว้ชัดเจน คือ 50 ชั้นฟ้า
คือระดับต้านแรงดึงดูด ที่ผู้บรรลุขั้นนี้ การลอยตัวขึ้นเพื่อต้านแรงดึงดูดของโลก
สามารถกระทำได้โดยไม่เสียพลังงานครับ

ส่วน พลังแม่เหล็กเป็นพลังคนละชนิดกับพลังแม่เหล็กไฟฟ้าครับ ซึ่งพลังสนามแม่เหล็ก
จะทรงอานุภาพและความสามารถที่มากกว่าครับ (ไทเกอร์ ชาร์ค ภาค 1 ที่มีในไทยก็บรรายไว้ครับ ^ ^)

และเพดานพลังในช่วงที่ เลโอไนดัส ปรากฏอยู่ที่ 99 หมื่นแรงม้าครับ

ความจริงแล้ว เลโอไนดัส กำลังรวมเศษยานที่ผัง มาดัดแปลงเป็นยานแบบใหม่ครับ
ยานที่แข็งแกร่งและมีความใหญ่เกือบเท่าบลูคิงด้อม ซึ่งสาเหตุของการพังทลายของ
เป็นเพราะ ฤทธิ์เของทพวิชา หมัดระเบิดพยัคฆ์สมุทรของแท้แน่นอน จากต้นตำหรับไป๋จินล่างครับ

ส่วนพลังของเลโอไนดัส เท่าที่ โชว์ในตอนที่ 01 หมัดระเบิดของไป๋จินล่าง และ เลโอไนดัส ปะทะกัน ใช้เท่ากันที่ 99 หมื่นแรงม้าครับ แต่ที่เลโอไนดัส
ทำได้หลังจากที่หมัดปะทะกันคือ เปลี่ยนความเสียหายที่ดาวดวงที่ปะทะกัน จะต้องเสียหาย
อย่างหนัก กลับเปลี่ยนเป็น พลังแห่งการฟื้นฟู เกิดแมกไม้ น้ำตก ภูเขาไปทั่วดาวดวงนั้นครับ

บ่งบอกถึงความเหนือชั้นอย่างสุดๆครับ และหากเลโอไนดัสผู้นี้จะ เกิดทะลุ 100 ชั้นฟ้าก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ครับ เพียงแต่ อ.อ้วนเหลียงอาจอยากเก็บไว้เซอไพร้ที่หลังมั้งครับ

หลังจากยาน พัง นี่แหละครับ เลโอไนดัส ก็รวมชิ้นส่วนยานที่กระจาย
ดังภาพที่ 1 ครับ โดยแทบไม่ได้ใช้พลังมากมายอะไรเลยครับ เอามือไพ่หลัง
พูดๆๆๆ แล้วยานก็เปลี่ยนรูปใหม่เลยครับ แค่นี้ก็รู้เลยครับว่า ความเก่งนี่ เข้าขั้นเว่อร์เลยครับ
ส่วนรูปที่เห็น เป็นเศษหน้าคนแตกๆ เพราะเลโอไนดัส เอาส่วนยานที่พังช่วงแรกมา
ทำเป็นรูปตัวเองครับ และใช้ เศษยานรูปตัวเองพูดสนทนากับ ไป๋จินล่างที่บุกขึ้นยานเขามาครับ

ส่วน ความเก่งของเลโอไนดัส เดี๋ยวผมรวบรวมไว้ใน 10 วอร์ลอร์ดที่กำลังหาวันว่างๆลงให้ครับ

เพราะพี่ท่านโชว์ไว้เยอะเหมือนกันครับ

รูปที่บอกไว้ครับ หลังการปะทะ หมัดของ เลโอไนดัสและ จินล่าง

พื้นดาวแทนที่จะระเบิด กลับมีสายฟ้าตัดผ่านดาว และก่อเกิด สิ่งมีชีวิตนานา

ขึ้นทั้งดาวครับ

พื้นดาวจังหวะปะทะ ที่แห้งแล้ง กลับมีชีวิตชีวา ดังภาพบนด้วยวิชา

ที่สูงส่งจนไม่รู้จะเรียกว่า เคล็ดอสูร ดีไหมน่ะครับ

ผมไปก่อนนะครับ ไว้จะลงให้เคลียร์อีกทีครับ

แม่จ้าวว ระดับพลัง 99 ชั้นบรรยากาศ ทำได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือนี่..

แบบนี้พี่ลีโอไนดัสก็เป็นคนดีน่ะสิเนี่ย (หลบสปอยร์ได้แจ่มมาก 55)

ขอบคุณท่านออฟมากครับ

แต่ผมสงสัยว่า การประจุพลัง 75 กับ 99 ชั้นบรรยากาศมันจะมีลักษณะยังไงน่ะ

ต้านแรงดึงดูดก็ตามชื่อ

นิวเคลียร์ฟิชชั่นกัน ?? ก็อืม.

+++ทำไมการ์ตูนกับผู้ใหญ่ถึงเข้ากันไม่ได้+++

ทำไมผู้ใหญ่ถึงต้องมองเด็กที่อ่านการ์ตูนไม่ดี
ทั้งๆที่เค้าก็เคยเป็นเด็กเหมือนกัน
การ์ตูนที่ไม่ดีมันก็มีแต่มันเป็นส่วนน้อย
จะมีวิธีมั๊ยที่ทำให้ผู้ใหญ่ในประเทศไทยเราไม่มีอคติกับการ์ตูน
อยากให้การ์ตูน นักเขียนการ์ตูนเป็นอาชีพที่มีเกียรติเหมือนกะประเทศญี่ปุ่นมั่งจัง

จากคุณ : Orb`Ab – [ 16 มิ.ย. 50 19:02:45 ]

“เพราะพวกเค้าไม่เคยอ่านการ์ตูน” ค่ะ

เคยนั่งอ่านการ์ตูน เพื่อนบอกว่า
“เฮ้ยเมิงอายุเท่าไหร่แล้วเนี่ยะ ยังอ่านการ์ตูนอยู่อีก”

เลยตอกกลับไปว่า

“เมิงต่างหาก มาจากยุคไหนวะ ไม่อ่านการ์ตูนเนี่ยะ…แก่ขนาดนั้นเลยเรอะ”

แม่เรา 60 แล้วก็อ่านการ์ตูน นวนิยาย…

พี่ชายเรา 35 กับ 40 แล้ว ก็ยังอ่าน…

สังเกตุดีๆ พวกที่ไม่อ่านการ์ตูน ไม่อ่านนวนิยาย มักจะเขียนหนังสือผิดบ่อยๆ…เพราะเค้าไม่คุ้นชินกับการใช้ภาษาและตัวอักษร
แก้ไขเมื่อ 16 มิ.ย. 50 19:22:24

เพราะผู้ใหญ่”พวกนั้น” ไร้จินตนาการครับ

ผู้ใหญ่อคติกับการ์ตูน ทั้งๆที่ไม่เคยอ่านดูก็คิดไปแล้วว่ายังไงซะ สิ่งที่แสดงออกมาเป็นลายเส้นเป็นเรื่องไร้สาระ

ความเห็นส่วนตัว “ถึงบางคนจะบอกว่าชินจังเป็นการ์ตูนทะลึ่ง แต่อ่านดูดีๆยังมีสาระเรื่องความอบอุ่นของครอบครัวมากกว่า ละครน้ำเน่าหลายๆเรื่องของบ้านเราเยอะ ดูแล้วไม่ประเทืองปัญญายิ่งกว่ากร์ตูนซะอีก”

จำขี้ปากเขามาพูด..

เด็กว่า…ผู้ใหญ่นั้นซีเรียส
ผู้ใหญ่ว่า….เด็กนั้นไร้สาระ

เด็กพูดอย่างนั้น เพราะเขาไม่เคยเป็นผู้ใหญ่
แต่ผู้ใหญ่เคยผ่านวัยเด็กมาแล้ว เขาคงลืมไปว่าในวัยเด็กของพวกเขา….สาระนั้นคืออะไร

เพราะบางคนที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว…มักจะลืม หรือ แกล้งลืมว่าตัวเองเคยเป็นเด็กมาก่อน

พ่อเราอายุ 50 กว่าๆ แล้ว แต่พอโดราเอมอนมาทีไรต้องหยุดดูก่อนทุกที เล่นเอาแม่บ่นบ่อยๆ เพราะพ่อชอบยืนบังมิดจอ

ต้องขอคำจำกัดความว่า ผู้ใหญ่นี่น่ะ อายุเท่าไหร่ด้วยครับ

ของผมนี่ อายุ 29 ทำงานทำการมีลูกน้อง ทุกวันนี้ก็ยังอ่านการ์ตูนอยู่

เดี๋ยวนี้วัยตั้งแต่ 30 ลงมานี่ส่วนใหญ่ก็อ่านการ์ตูนกันทั้งนั้นครับ ผู้ใหญ่ที่ไม่อ่านเลยและคิดว่าการ์ตูนเป็นเรื่องของเด็กส่วนมากมักจะ 45 ขึ้น

เพราะผู้ใหญ่มีความแค้นค่ะ ไม่อยากเห็นเรามีความสุข เหอะๆ มองโลกในแง่ร้ายไปหรือเปล่า

แต่สำหรับเรานะ ที่บ้านเราเป็นแบบนี้แหละ เขาโดนทำอะไรมาไม่ดี เราก็จะโดนเหมือนที่เขาโดน
เขาไม่เคยทำอะไร เราก็จะต้องไม่ได้ทำด้วย

คนเรามักจะกลัวในสิ่งที่ไม่รู้จัก … เป็นเรื่องปกติ …

แล้่วผู้ใหญ่ๆ ส่วนใหญ่หลายๆคน ก็หัวแข็ง ไม่รู้จักไม่พอ แถมไม่คิดจะทำความมรู้จักด้วย …
เมื่อไม่รู้ ก็จะหวาดกลัว ต่อไปเรื่อยๆ …

ผลก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ …

เพราะผู้ ใหญ่ อ่านแต่ “การ์ตูนผู้ใหญ่” หรือเปล่าครับ

เห็นด้วยกับทั้ง #1 และ #2 ครับ

“เพราะพวกเค้าไม่เคยอ่านการ์ตูน” และเพราะคนเราเมื่อโตขึ้นจินตนาการมันจะถดถอยลงครับ

ผมยังจำสมัยที่ตัวเองติดดรากอนบอลได้ดีว่าเรื่องนี้สุดยอดขนาดไหน แต่เมื่อกลับมาอ่านในตอนนี้รู้สึกว่าความรู้สึกมันหายไปพอสมควร

“สังเกตุดีๆ พวกที่ไม่อ่านการ์ตูน ไม่อ่านนวนิยาย มักจะเขียนหนังสือผิดบ่อยๆ…เพราะเค้าไม่คุ้นชินกับการใช้ภาษาและตัวอักษร” > เค้ากะรุ้ว่า…มันมีเรื่องดี ๆ แฝงอยู่เหมือนกันนะ

ส่วนถึงขั้นให้เกียรติคนอ่านการ์ตุน อันนี้เวอร์ไปนิดส์…
แค่เข้าใจว่าการ์ตุน คือสิ่งที่ส่งเสริมจินตนาการ เปนอีกโลก
ที่ไม่มีพิษ มีภัย กะโอเครละล่ะเน๊าะ . . .

เรื่องบางเรื่อง วันข้างหน้า ( เข้าใจว่าเปนน้อง…เน๊าะผู้ตั้งกระทุ้อ่ะ )
หากเราโตเปนผู้ใหญ่ เรากะพยายามอย่าลืมวัยเด้กที่เราไม่เข้าใจ
ผู้ใหญ่ … แล้วเปนผู้ใหญ่ที่เข้าใจเด้ก … คิดแบบนี้สบายใจหรือยัง

ผู้ใหญ่อายุ 45+ มีน้อยนะที่ได้อ่านการ์ตูนในช่วงวัยรุ่น
พอถึงช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่รุ่นเรา (ที่มีโอกาสได้อ่านการ์ตูนกัน) ไปแทนที่พวกเขาเมื่อไหร่
ก็ขอให้เข้าใจเด็ก ๆ บ้างก็แล้วกัน เพราะอย่างน้อยเราก็เคยเป็นอย่างนั้น
แต่ว่าลองนึกภาพตัวเองตอนอายุ 40 แล้วไปยืนเลือกดูการ์ตูน มันก็เขิน ๆ เหมือนกันนะนี่

3x แล้ว ก็ยังอ่านอยู่นะ เพื่อนๆรุ่นเดียวกันที่เคยอ่าน ถึงตอนนี้เท่าที่รู้ก็ยังอย่างอยู่บ้าง แต่บางคนอาจจะน้อยลง คนเคยอ่านมันเลิกไม่ได้หรอก เพียงแต่เราก็เลือกเรื่องบ้าง บอกตรงๆ เรื่องที่วัยรุ่นสมัยนี้บอกว่าสนุก บางทีเราอ่านแล้วไม่สนุกก็มี(เช่น คุโรมาตี้ อย่าว่ากันนะ)

แล้วการ์ตูนสมัยนี้ก็ต้องเลือกกันจริงๆ สมัยผมเด็กๆ การ์ตูนผู้ชายมีแต่แนวฮีโร่ ไม่ค่อยเป็นพิษเป็นภัย (อาจมีหัวร้างข้างแตกบ้าง) ต่อมาผมวัยรุ่น เริ่มมีแนวรักวัยรุ่น เช่น มิยูกิ วัยรุ่นวุ่นรัก Orange Road ซึ่งอาจมีทะลึ่งตึงตังบ้าง แต่ก็ยังมีคติสอนใจวัยรุ่น เช่น วัยรุ่นวุ่นรัก ก็สอนให้ขยันเรียนหนังสือ Orange Road สังเกตไหมว่า แม้เคียวสุเกะมันจะทะลึ่งแค่ไหน แต่มันไม่เคยทำอะไรมาโดกะเลยนะ (พูดถึง manga เท่านั้นนะ) ส่วนการ์ตูนผู้หญิงแต่ก่อนก็ยังตาหวานบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ ต่างจากสมัยนี้ที่ต้องมีไรกันซะทุกที

ด้วยเนื้อหาที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย มันเลยอาจเป็นที่เพ่งเล็งจากบางคนที่ไม่เข้าใจว่าการ์ตูนมีเนื้อหาหลายแบบ บางเรื่องอาจมีฉากทะลึ่ง แต่เนื้อหาไม่เลย (เช่นซิตี้ฮันเตอร์) บางเรื่องรูปไม่ล่อแหลม แต่เนื้อหาล่อแหลม(เช่นการ์ตูนผู้หญิงบางเรื่อง) สำหรับผมในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ที่เคยผ่านการอ่านการ์ตูนมาอย่างโชกโชน ถ้าอนาคต ผมมีลูก ผมคงเป็นผู้เลือกการ์ตูนให้ลูกอ่านเอง จนวันนึงผมมั่นใจได้ว่าลูกผมมีความคิดพอที่จะแยกแยะและตัดสินใจได้ว่าอะไรดีไม่ดี จึงค่อยปล่อยให้เป็นอิสระ และการ์ตูนที่บ้านกว่าหมื่นเล่ม ก็คงไม่อนุญาตให้ลูกอ่านทุกเล่มหรอก (อนาคตสงสัยต้องกั้นห้องแปะป้ายว่า 18+ 5 5 5)

สาระเรื่อง สวรรค์ จากหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

สนทนาธรรม เล่ม 9 โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ จ.อุทัยธานี

การถวายสังฆทาน โยมไม่ต้องว่าอะไรก็เป็นสังฆทาน ถ้าเราเห็นว่าพระนั่งตั้งแต่ 4 องค์ขึ้นไป ก็ถวายไปปั๊บไม่ต้องพูดเป็นสังฆทานเลย อานิสงส์ได้ครบ

เวลาอุทิศส่วนกุศล ขอบอกให้ผม(พระยายม)เป็นพยานด้วย….ถ้าทำทั้งบุญทั้งบาป บางทีกรรมมันปกปิด เวลาถามเรื่องบุญนี่มันนึกไม่ออก ถ้านึกไม่ออกก็มีความจำเป็นอย่างยิ่ง จะต้องปล่อยให้ตกนรก หากว่าถาม 3 เที่ยว นึกไม่ออก…..

….ตำแหน่งพระยายม ท่านเป็นพรหม แต่เขตที่ท่านตั้งอยู่ในเขตของจาตุมหาราช ไม่ใช่เขตนรก

การได้พระพุทธรูปไปมีอานิสงส์ทำให้ร่างกายแกมีแสงสว่างมาก

ถวายสังฆทาน 100 ครั้ง มีผลไม่เท่ากับถวายวิหารทาน 1 ครั้ง

ผ้าไตรจะได้เครื่องแต่งตัวเป็นทิพย์

เทวดาชั้นยามาที่จะอยู่
1.รักสวดมนต์เป็นปกติ
2.เจริญสมาธิขั้นอุปจารสมาธิ

ในแดนนั้น มีอะไรพิเศษอย่างหนึ่ง ถ้าสิ่งใดที่ควรสิ่งนั้นมันจะเกิดเอง ทันทีทันใด

บวชแต่ร่างกาย แต่ใจไม่บวชนี่ ลงนรกนับไม่ถ้วน

เทวดากับพรหมนี่ฟังเทศน์จากพระอริยเจ้าก็ตาม ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าก็ตาม บรรลุมรรคผลนับไม่ถ้วน มากกว่าคน

ม.รังสิตเพิ่งมีวารสารปี 2552 ?

งงมากจริงๆ ทั้งที่เป็นมหาวิทยาลัยที่ก้าวหน้าระดับมี วิทยากร เชียงกูลอยู่ในมหาลัยแท้ๆ แต่กลับเพิ่งมีวารสารของมหาลัยในปี 2552 นี้เอง แย่จังแฮะ

เจอเมื่อวานที่ห้องสมุดป๋วย

วารสาร ศาสตร์แห่งผู้นำ ปีที่ 1 ฉบับปฐมฤกษ์ 2552
พ.ค.-ส.ค.2552 ออกราย 4 เดือน

เจอเมื่อ 14 ก.ย.2552

ทำไมเกม CM/FM ไม่มีลีกของนักบอลผู้หญิงให้เลือกเล่น

แสดงว่ายังคงสนองแต่ผู้ชาย ไม่ได้นึกถึงผู้หญิงเลย เป็นอคติทางเพศที่ร้ายกาจในระดับโลก

เพลงตอนจบ เรื่อง อิคคิวซัง มีความหมายว่าอย่างไรครับ

เป็นจดหมายของอิคิวซังที่เขียนถึงแม่ค่ะ
ส่วนคำแปล ถ้าจำไม่ผิดนะคะ

ท่านแม่ สบายดีไหมครับ
เมื่อวานผมเห็นดวงดาวส่องแสงอยู่นอกหน้าต่าง
ดวงดาวจ้องมองมา อ่อนโยนเหมือนกับท่านแม่
ผมจึงคุยกับดวงดาวนั้นว่า
ผมจะไม่ท้อแท้ เพราะผมเป็นลูกผู้ชาย
ถ้าวันหนึ่งผมเหงาผมจะมาคุยด้วยใหม่นะ
แล้วผมจะเขียนมารบกวนใหม่นะครับ

ส่วนอีกท่อนจะเป็น

ท่านแม่สบายดีไหมครับ
เมื่อวานนี้ วัดได้รับลูกแมวมาจากหมู่บ้านข้าง ๆ
ลูกแมวร้องไห้ คิดถึงแม่ของมัน
ผมเลยบอกกับมันว่า อย่าร้องไห้นะ ไม่เหงาหรอก
เป็นลูกผู้ชายไม่ใช่เหรอ สักวันหนึ่งจะได้พบกับแม่อีกครั้งแน่นอน

(ถ้าผิดตรงไหนก็ขอโทษด้วยนะคะ)
แก้ไขเมื่อ 02 มิ.ย. 50 13:04:06

จากคุณ : nekomaki

ชื่อเพลง ฮาฮาอุเอะซามะ แปลว่า ท่านแม่ เนื้อหาเป็นจดหมายที่อิคคิวเขียนถึงท่าแม่ค่ะก็ตามที่ข้างบนบอก

HAHAUESAMA OGENKI DESUKA

IKKYU-SAN เพลงตอนจบ

Hahauesama ogenki desuka
Yoube sugi no kozue de akaru hikaru hoshi hitotsu mitsukemashita
Hoshi wa mitsumemasu hahauesama noyoni yasashiku
Watashi wa hoshi ni hanashimasu kujike masen yo otoko no ko desu
Sabishiku nattara hanashi ni kimasu ne itsuka tabun
Sorede wa mata otayorishimasu hahauesama ikkyu

ท่านแม่ครับ สบายดีหรือเปล่า
เมื่อคืนผมเห็นดาวดวงหนึ่งส่องแสงสุกใสอยู่บนปลายยอดไม้ซีด้า
เมื่อจ้องมองดาวดวงนั้นผมรู้สึกถึงความอ่อนโยนของท่านแม่
ผมคุยกับดวงดาวนั้นว่าผมเป็นลูกผู้ชายจะไม่ท้อแท้
ถ้าเมื่อใดที่ผมเหงาผมจะมาคุยด้วยอีก
แค่นี้นะครับ แล้วจะเขียนจดหมายไปหาท่านแม่อีก อิ๊กคิว

Hahauesama ogenki desuka
Kinou otera ni ko nekoga tonari no mura ni morawarete ikimashita
Ko neko wa nakimashita kaasan neko ni higamitsuite
Watashi wa iimashita naku no wa oyoshi sabishikunai sa
Otoko daro kaasan ni aeru yo itsuka kitto
Sorede wa mata otayorishimasu hahauesama ikkyu

ท่านแม่ครับ สบายดีหรือเปล่า
เมื่อวานนี้ที่วัดของเรามีคนจากหมู่บ้านข้างๆเอาลูกแมวตัวน้อยมาให้
เจ้าแมวน้อยร้องไห้เพราะว่ายังติดแม่ของมันอยู่
ผมบอกกับมันว่าอย่าร้องไห้ไปเจ้าจะไม่เหงาหรอก
เป็นลูกผู้ชายใช่ไหม แล้ววันหนึ่งเจ้าจะได้เจอแม่เอง
แค่นี้นะครับ แล้วจะเขียนจดหมายไปหาท่านแม่อีก อิ๊กคิว

ที่มา : http://larndham.net/index.php?showtopic=12497&st=21

โหยยย เนื้อหากินใจมากเลยค่ะ …แอบซึ้งเลยอ่ะ

กรรม อ่านแล้วน้ำตาคลอเลยค่ะ

เมื่อก่อนฟังเฉย ๆไม่รู้ความหมาย ก็ว่าเพราะแล้วนะ พอรู้ความหมายอินเลย เศร้าจัง ยิ่งรู้สึกเพราะมากยิ่งขึ้น

สุดยอด……ด
เพลงนี้แค่ฟังก็ขนลุกแล้ว ภาพเก่าๆตอนที่ดูอิ๊กคิวที่ฉายครั้งแรกเมื่อประมาณเกือบ 20 ปีที่แล้วมันผุดขึ้นมาเลย อิ๊กคิวจะมาหลัง 6 โมง หมายความว่าเพลงตอนจบจะมาตอนแดดโพล้เพล้ เข้ากับบรรยากาศเพลงมาก และเป็นสัญญาณเตือนว่า ได้เวลาทำการบ้านแล้ว 555 (หัวเราะทั้งน้ำตา) ยิ่งมารู้เนื้อหาแล้ว โดนจริงๆครับ ยิ่งเพิ่มความประทับใจอีกหลายล้านเท่าเลย…..

เมื่อก่อนสมัยเด็กๆฟังแบบไม่รู้ความหมายก็รู้ว่ามันต้องออกแนวเคร้าๆและถวิลหาอะไรสักอย่าง
วันนื้มีโอกาสรู้คำแปลและความหมายจากyibbyแล้วต้องขอบคุณอย่างสูง
ผมว่าเพลงนี่เป็นภาษาสากลนะ
บ้างที่เราไม่อาจทราบหรือรู้คำแปลว่ามันหมายความว่าอย่างไรในเนื้อร้อง
แต่สิ่งที่เราสัมผัสได้เสมอ คือ
ความรู้สึก ที่ส่งผ่านมาให้
อย่างเพลงนี้
ผมฟังที่ไรคิดถึงแม่ทุกที ( สมัยนั้นเป็นเด็กตจว. แม่ไปทำงานเมืองนอก)

เป็นเพลงรอสายในมือถือของผมมาร่วม 2 ปีแล้วครับ
ป.ล. ผมอายุ 38 ปีแล้วครับ คิคิคิ

เคยรู้ความหมายเคร่าๆแต่ฟังไม่ออก100%ก็ชอบมากอยู่แล้ว น้ำตาซึมเมื่อได้ฟัง
พอรู้ความหมายทั้งหมดยิ่งชอบมากขึ้นไปอีก กินใจมาก เมโลดี้ก็เพราะเหลือเกิน

บทสัมภาษณ์ที่ปรึกษาเกี่ยวกับแนวคิดการบริหารผลงาน (PMS)

http://hrcenter.co.th/hrfontview.asp?id=9

ในมุมมองของท่าน ท่านคิดว่า PMS หมายถึงอะไร
PMS เป็นระบบที่วัดความสำเร็จของพนักงาน หน่วยงาน และองค์การ ซึ่งประกอบไปด้วยขั้นตอนหลักที่สำคัญได้แก่
การวางแผนงาน: เป็นขั้นตอนที่ต้องมีการพูดคุยกันระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกัน
การการตรวจสอบ : เป็นการตรวจสอผลการปฏิบัติงานระหว่างทางเพื่อค้นหาเหตุผลว่าทำไมพนักงานทำงานไม่ได้เป้าตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และในกรณีที่พนักงานทำงานเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนด ผู้บังคับบัญชาจะต้องตรวจสอบว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ต่ำเกินไปหรือไม่
การประเมินผลการปฏิบัติงาน : เป็นการประเมินผลงานในภาพรวมเพื่อนำไปใช้กับระบบการบริหารบุคลากรในเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการบริหารผลตอบแทน หรือระบบการพัฒนาพนักงานในองค์การ

การเชื่อมโยงระหว่าง KPIs และ Competency ในการวัดผลงานของพนักงานเป็นอย่างไร
KPIs (Key Performance Indicators) หรือตัวชี้วัดผลงานหลัก และ Competency หรือความสามารถ มีส่วนเกี่ยวพันกันไม่อาจจะใช้ระบบใดระบบหนึ่งแยกจากกันได้ เนื่องจากCompetency เปรียบเสมือนพฤติกรรมการปฏิบัติงาน สำหรับ KPI เปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดขึ้น ดังนั้น Competency จึงเป็นเส้นทางนำไปสู่เป้าหมายการปฏิบัติงานให้สำเร็จตามที่องค์การคาดหวังไว้
อย่างไรก็ตามเมื่อ KPIs และ Competency มีความสัมพันธ์กัน แต่การกำหนดน้ำหนักของปัจจัยทั้งสองด้านมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่ช่วงเวลา (Stage) ในการดำเนินธุรกิจขององค์การที่แบ่งเป็น 4 ช่วง ดังนี้

Stage A ช่วงธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น การทำงานจะเน้นไปที่ Competency ในสัดส่วนที่มากกว่า KPIs
Stage B ช่วงที่ธุรกิจกำลังเจริญเติบโต การกำหนดน้ำหนักจะเน้นไปที่ KPIs สูงกว่า Competency
Stage C ชวงที่ธุรกิจอยู่แบบนิ่งๆ ให้ KPIs และ Competency มีสัดส่วนที่เท่ากัน
Stage D ช่วงธุรกิจที่อยู่ในระหว่างขาลง ให้เน้น Competency ในสัดส่วนที่มากกว่า KPIs

เมื่อนำ KPIs มาใช้ประเมินผลงาน ท่านคิดว่าระบบโควต้ายังจำเป็นหรือไม่
ในทัศนะของผม ผมคิดว่าระบบโควต้าอาจจะยังจำเป็นอยู่ในบางองค์การ แต่สัดส่วนของโควต้าไม่จำเป็นจะต้องเข้มงวด เช่น กรณีที่การประเมินผลงานยังคงใช้ระบบโควต้าเดิมที่ใช้อยู่ สัดส่วนดีเลิศจะอยู่ที่ 15% ดีอยู่ที่ 70% และต่ำกว่ามาตรฐานอยู่ที่ 15% ถ้านำระบบ KPIs มาใช้อาจจะหย่อนสัดส่วนลงไปโดยไม่ต้องเข้มงวดมากนัก แต่ให้ขึ้นอยู่กับผลการปฏิบัติงานของพนักงานเป็นหลัก

PMS ที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร
PMS เป็นเรื่องที่ต่างจากระบบประเมินผลงานอื่นๆ เนื่องจากมีการเรียนรู้ถึงผลดีและผลเสียในการออกแบบระบบ PMS ที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน ซึ่งระบบ PMS เป็นระบบที่เน้นในแง่ของการพูดคุยกันระหว่างผู้บังคับบัญชากับพนักงาน และการให้คำปรึกษาในระหว่างทางเพื่อช่วยให้พนักงานทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดขึ้น ซึ่งต่างจากระบบอื่นๆ ที่ไม่เน้นเรื่องของการสอนงานและการสื่อสารระหว่างทาง
นอกจากนี้ระบบ PMS ยังมีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงกับการบริหารผลตอบแทนเพื่อให้การจ่ายพนักงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสมเหตุสมผล รวมถึงช่วยลดปัญหาข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นและการไม่ยอมรับผลปฏิบัติงานจากพนักงาน อย่างไรก็ตามพบว่าประสิทธิภาพของ PMS ยังนำมาเชื่อมโยงกับระบบ Competency เพื่อจัดทำระบบการบริหารคนเก่ง (Talent Management) และการทำแผนทดแทนตำแหน่งงาน (Succession Planning) เพื่อรักษาคนดีมีฝีมือให้อยู่กับองค์การต่อไป

ความยากที่สุดของกระบวนการ PMS คือเรื่องใด
ในการกำหนดเป้าหมายกรณีที่เป็นงาน Production หรืองานขายและการตลาดจะไม่ค่อยมีปัญหา แต่ปัญหาจะอยู่ในกลุ่มของงานสนับสนุนที่ต้องกำหนดเป้าหมายให้เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก และเป็นเรื่องที่หนักใจของกลุ่มพนักงานที่ทำงานในส่วนงานสนับสนุน เช่น งานบุคคล งานบัญชีและการเงิน งานเลขานุการ งานกฎหมาย เป็นต้น ดังนั้นผู้บริหารควรจะกำหนดนโยบายในเรื่องนี้ให้ชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางการตั้งเป้าหมายสำหรับคนกลุ่มนี้
ความยากของการนำ PMS มาใช้ในองค์การอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการรวบรวมเป้าหมายจากทุกหน่วยงาน ซึ่งมีทั้งกลุ่มงานหลักและกลุ่มงานสนับสนุน เป็นการนำเป้าหมายที่รวบรวมได้มาใช้เป็นผลประกอบการโดยภาพรวมของหน่วยงานและขององค์การ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและต้องใช้เทคนิคความเข้าใจเป็นอย่างมากในการรวบรวมเป้าหมายจากทุกกลุ่มงาน รวมถึงปัญหาการสื่อสารให้พนักงานทุกคนทุกระดับเข้าใจถึงความสำคัญและขั้นตอนการจัดทำของ PMS

ปัญหาและอุปสรรคของ PMS คืออะไร
ความเข้าใจร่วมกันตั้งแต่ผู้บริหารจนกระทั่งถึงผู้ปฏิบัติงานต้องเข้าใจ PMS ให้ตรงกันโดยมองเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ใช่ว่าผู้บริหารพูดว่าต้องการเพิ่มผลผลิตทุเรียน 10% ต่อปี แต่พนักงานกลับไปผลิตแตงโม 10% แทน เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่หลาย ๆ องค์การได้ประสบปัญหานี้ขึ้นแล้ว ดังนั้นผมขอเสนอให้มีการจัดระบบการกระจายนโยบาย (Policy Deployment) โดยการสร้างความเข้าใจในเรื่องของเป้าหมายกับพนักงานในทุก ๆ ระดับ และให้พนักงานทุกคนในองค์การมีแผนปฏิบัติการ (Action Plan) และเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน ซึ่งแผนปฏิบัติการที่กำหนดขึ้นนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเชื่อมโยงกับเป้าหมายในทุกระดับ

การนำแนวคิด PMS มาใช้ในบริษัท SME ท่านมีความเห็นเป็นอย่างไร
ในทัศนะของผม ผมมองว่าขึ้นอยู่กับความพร้อมขององค์การ ปัจจุบัน SME จะต้องดิ้นรนหรือทำ
ธุรกิจให้อยู่รอด การนำ PMS มาใช้อาจจะต้องรอเวลาอีกช่วงหนึ่งจนกว่าระบบงานต่างๆ เกิดความพร้อมก่อน เช่น โครงสร้างองค์การ การทำใบพรรณาหน้าที่งาน (Job Description: JD) และ KPIs เป็นต้น รวมถึงการทำความเข้าใจกับพนักงานถึงแนวคิดและประโยชน์ของการนำ PMS มาใช้ในองค์การ เพื่อสร้างการรับรู้ของพนักงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันก่อน
อย่างไรก็ตามการนำ PMS มาใช้ในธุรกิจ SME ผมเชื่อว่ามุมมองของเถ้าแก่หรือผู้ประกอบการต้องการนำระบบ PMS มาใช้ แต่ถ้าระบบงานอื่นๆ ไม่พร้อม จะทำให้พนักงานเกิดความรู้สึกต่อต้านมากขึ้น และในแง่มุมของการรับรู้ของพนักงาน คิดว่าพนักงานจะต้องยอมรับจากนโยบายการนำ PMS มาใช้ในองค์การ นอกจากนี้การนำ PMS มาใช้ในองค์การจำเป็นจะต้องผูกโยงกับระบบการจูงใจพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินเดือนและโบนัสที่ชัดเจน เพราะหากระบบการจูงใจไม่ดีอาจส่งผลให้พนักงานเกิดเฉื่อยและความวิตกกังวลในอนาคต ในทัศนะของผมการนำระบบ PMS มาใช้ในธุรกิจ SME มีความเสี่ยงอย่างมากจึงต้องดูความพร้อมขององค์การก่อน

จะรู้ได้อย่างไรว่ากระบวนการ PMS ประสบผลสำเร็จหรือไม่
การนำ PMS มาใช้ในองค์การจะประสบผลสำเร็จนั้น สามารถพิจารณาได้จากเงื่อนไขใน 2 เรื่อง
ดังนี้
ความสำเร็จของการนำระบบ PMS มาใช้คือการประเมินระบบ (Assess) ระบบ PMS ทั้งหมดโดยบุคคลภายนอก และการวัดจากความพึงพอใจของพนักงานเพื่อให้ทราบถึงปัญหาของระบบ PMS และตรวจสอบความพอใจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเปรียบเทียบกับในอดีตที่ผ่านมาว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไรบ้าง
การวัดผลสำเร็จสามารถวัดจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการนำ PMS มาใช้ ซึ่งผมคิดว่า PMS ส่งผลทางอ้อมต่อปัญหาเรื่องของการลาออกของพนักงาน และความผูกพันของพนักงานที่มีองค์การ สำหรับผลทางตรงของ PMS คือเป้าหมายที่กำหนดขึ้นของพนักงานทำงานได้ตามเป้าหมายของหน่วยงานและองค์การ

ในฐานะนัก HR จะต้องทำอย่างไรเพื่อช่วยให้ PMS ประสบผลสำเร็จ
ในฐานะนัก HR จะต้องสามารถช่วยผลักดันให้แนวคิด PMS ประสบผลสำเร็จในองค์การ ซึ่ง HR ต้องมีภารกิจที่สำคัญ ดังนี้
ต้องศึกษาองค์ความรู้เรื่อง PMS โดยละเอียดถึงความเชื่อมโยงในเป้าหมายขององค์การ เป้าหมายของหน่วยงานและเป้าหมายของพนักงาน
ต้องช่วยสื่อสารระบบนี้ โดยถือว่างานการสื่อสาร PMS เป็นงานหลักของ HR ที่จะต้องเปลี่ยนการรับรู้ (Mindset) ของพนักงานทุกคนทุกระดับตำแหน่งงานในองค์การ
การนำระบบไปเชื่อมโยงกับระบบอื่นๆ ต้องกระทำด้วยความรอบคอบ มีหลักการที่ชัดเจน เช่น การบริหารผลตอบแทนกับการนำ PMS ไปใช้งานต้องสร้างกติการโดยให้ Line Manager เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำ PMS ขององค์การ เพื่อให้พนักงานทุกคนเกิดความยอมรับในระบบนี้

ท่านคิดว่าองค์กรในบ้านเรา กระบวนการ PMS ถูกนำไปใช้อย่างจริงจังมากน้อยแค่ไหน โดยเปรียบเทียบระหว่างภาครัฐ รัฐวิสหกิจ และภาคเอกชน
จากประสบการณ์ของผม ผมคิดว่าภาครัฐและรัฐวิสาหกิจกระบวนการของ PMS ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ที่เกิดขึ้นได้ในช่วงต้นปี โดยต้องมีการศึกษาผลกระทบรอบด้าน เพราะเนื่องจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเป็นองค์การที่เก่าแก่ รวมถึงวัฒนธรรมองค์การที่ไม่ได้เน้นการประเมินผลมากนัก ดังนั้นอาจจะนำมาใช้กับงานต้องมีแผนระยะยาวมารองรับ
สำหรับภาคเอกชน ระบบ PMS มีความพร้อมมากกว่าภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งควรจะใช้ช่วงเวลานี้ดำเนินการให้เป็นไปตามระบบ แต่อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมในการทำงานของคนไทยว่าควรจะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไปให้เกิดการยอมรับ
โดยสรุปคือ PMS เป็นเรื่องที่ดี ในเรื่องของหลักการ แต่การนำไปใช้ขอให้คำนึงถึงความพร้อมขององค์การและวัฒนธรรมการทำงานซึ่งจะช่วยให้ระบบนี้ประสบผลสำเร็จได้

คุณอาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์ Senior Director สถาบัน เอเอ เอชอาร์ โซลูชั่น

เส้นทางความสำเร็จจาก HR สู่ Consult

คนเด่น HR ครั้งนี้ เป็นผู้ที่ทุกท่านคุ้นเคยกันดีนะคะ และได้มีโอกาสแวะเวียนมาหน้า คนเด่น HR อยู่บ่อย ๆ ในฐานะของผู้สัมภาษณ์ แต่คราวนี้ เราจะเชิญท่านนี้มาปรากฏโฉมในฐานะผู้ให้สัมภาษณ์กันบ้างนะคะ หลายท่านอาจเดาได้แล้วว่าคนเด่นของเราคราวนี้คือใคร… ใช่ค่ะ คนเด่นของเราคราวนี้คือ คุณอาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์ คาดว่าหลายท่านคงรู้จักกันดีในฐานะวิทยากรผู้บรรยาย และยังได้เขียนหนังสือและบทความต่าง ๆ คุณอาภรณ์มีประสบการณ์ทางด้านงาน HR มามากมายทั้งผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมและพัฒนาทรัพยากรบุคคลอาวุโส บริษัท เนชั่น มัลติมีเดียกรุ๊ป ที่ปรึกษาด้านวิชาการการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ บริษัท Progress Information ปัจจุบันคุณอาภรณ์ดำรงตำแหน่ง Senior Director ด้านการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบัน เอเอ เอชอาร์ โซลูชั่น

ถือได้ว่าคุณอาภรณ์ประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากและ HR Center ก็ไม่พลาดที่พาทุกท่านมาทำความรู้จักและรับทราบแนวคิดเบื้องหลังความสำเร็จกันค่ะ

คุณอาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์
Senior Director
ด้านการให้คำปรึกษา
เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
สถาบัน เอเอ เอชอาร์ โซลูชั่น

จากที่เคยทำงานประจำแล้วออกมาทำงานอิสระ ได้มีการตัดสินใจอย่างไรบ้าง

ช่วงที่เป็นผู้จัดการฝ่ายอาวุโส ที่ดูแลงานด้านฝึกอบรมในบริษัท เนชั่น มัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อยู่นั้น ทางบริษัทฯ ได้ให้โอกาสผลิตผลงานเขียนดี ๆ ออกมา และมีงานบรรยายค่อนข้างเยอะมาก หลายครั้งที่จะต้องปฏิเสธงานบรรยายไปเนื่องจากว่าติดภาระงานประจำที่จะต้องดูแลรับผิดชอบ ตอนนั้นคิดว่าการทิ้งงานประจำไปดูจะไม่เหมาะสมอย่างแน่นอน ประกอบกับว่ากำลังศึกษาต่อระดับปริญญาเอกอยู่ จึงทำให้ภาระงานในช่วงนั้นมีค่อนข้างมาก และด้วยเหตุผลเหล่านี้เองจึงจุดประกายให้คิดว่าการลาออกน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ยอมรับค่ะว่ากลัวอยู่เหมือนกันว่าหากลาออกไปแล้วจะมีงานเข้ามามากหรือไม่ แต่ในที่สุดก็ได้ตัดสินใจลาออก พลิกผันตัวเองมาทำงานอิสระ ตอนนี้รับงานบรรยาย งานที่ปรึกษา และงานเขียนเกี่ยวกับด้านการบริหารและพัฒนาบุคลากรเป็นหลัก

คำแนะนำในเรื่องเส้นทางสู่อาชีพอิสระ

สิ่งสำคัญในการมาทำงานอิสระก็คือ การเตรียมความพร้อม หากเราไม่มีการวางแผนไว้อย่างดี การลาออก

” คำว่าพร้อมก็คือ เราจะต้องสร้างแบรนด์ของตัวเรา
คิดว่าจะทำอย่างไรให้คนอื่นรู้จักเรา รู้ว่าเรากำลังทำงานในด้านนี้อยู่
เพราะอย่างน้อย ๆ พวกเขาจะได้คิดถึงเราเวลาจะต้องการหาที่ปรึกษา
หรือหาวิทยากรมาสอน “

มาทำงานอิสระค่อนข้างเสี่ยงค่ะ ความหมายของคำว่าพร้อมก็คือ เราจะต้องสร้างแบรนด์ของตัวเรา คิดว่าจะทำอย่างไรให้คนอื่นรู้จักเรา รู้ว่าเรากำลังทำงานในด้านนี้อยู่ เพราะอย่างน้อย ๆ พวกเขาจะได้คิดถึงเราเวลาจะต้องการหาที่ปรึกษาหรือหาวิทยากรมาสอน ซึ่ง ณ ตอนนี้บริษัทที่ปรึกษาและวิทยากรที่ออกมาทำงานอิสระมีค่อนข้างมาก หากเราไม่เตรียมความพร้อมของตัวเราเองอย่าเสี่ยงลาออกจากงานประจำทันที หรืออีกวิธีการหนึ่งที่จะแนะนำก็คือการสร้างเครือข่ายไว้ให้มาก ๆ การที่เรามีเครือข่ายมีคนรู้จักมาก ๆ ก็จะมีการพูดต่อ ๆ กันว่าเราออกมาทำงานอิสระแล้ว รับสอนหรือเป็นที่ปรึกษา ทำแบบนี้จะไม่เสี่ยงมากเท่าไหร่ค่ะ

มีการมองภาพของ HR แตกต่างจากเดิมอย่างไร

สิ่งที่แตกต่างก็คือ หากมองในเรื่องของ Competency แล้ว ที่ปรึกษาจะต้องมีขีดความสามารถหลัก ๆ ก็คือ อย่างแรกความรู้ความเข้าใจในธุรกิจ (Business Acumen) ของลูกค้า ต้องศึกษาก่อนเลยว่าลูกค้าทำธุรกิจประเภทไหน มีขั้นตอนการทำงานหลัก ๆ อะไร วิสัยทัศน์ เป้าหมาย กลยุทธ์การทำงานเป็นอย่างไร คู่แข่งทางธุรกิจของลูกค้าเราเป็นใคร เพราะความรู้เหล่านี้จะทำให้เราเข้าใจโครงสร้างและวัฒนธรรมการทำงานของลูกค้ามากขึ้น เมื่อเรามีความเข้าใจในส่วนนี้มากขึ้น การวิเคราะห์และการนำเสนอระบบงานจะได้ตอบโจทย์ความต้องการขององค์การได้อย่างตรงจุดค่ะ

สองคือ การยึดลูกค้าเป็นหลัก (Customer Centric)นั่นก็คือ เราจะต้องเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า การทำงานนอกเหนือจากที่ลูกค้าต้องการ ในทัศนะของตนเองคิดว่า การเป็นที่ปรึกษาที่ดีควรจะต้องฝึกให้ลูกค้าทำงานได้เอง เราเป็นผู้ป้อนหรือสร้างระบบขึ้นมา ที่ปรึกษาจะต้องให้ Know How กับลูกค้ามากที่สุด ไม่ควรทำงานเองทั้งหมด เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นสุดท้ายแล้วลูกค้าจะได้เพียงคู่มือที่ส่งมอบให้เท่านั้น นอกจากนั้น ที่ปรึกษาจะต้องยินดี เปิดใจพร้อมที่จะรับฟังปัญหาต่าง ๆ ของลูกค้า ไม่ใช่แค่เรื่องงานอย่างเดียวนะคะ เรื่องอื่น ๆ ที่ปรึกษาควรจะยินดีรับฟังและให้ข้อเสนอแนะได้

สุดท้ายก็คือ ความน่าเชื่อถือได้ (redibility) ผลงานที่นำเสนอจะต้องถูกต้อง และเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจและวัฒนธรรมของลูกค้า จะเห็นได้ว่า Best Practice ขององค์การหนึ่งอาจจะใช้ไม่เหมาะสมกับอีกองค์การหนึ่ง

” คำถามที่ท้าทายของนัก HR ก็คือ
จะทำอย่างไรให้พนักงานเกิดการพัฒนาความรู้ ความสามารถในการทำงานให้มากขึ้น ”

ดังนั้นที่ปรึกษาไม่ควรจะ Copy ข้อมูลจากอีกองค์การหนึ่งมาใช้สำหรับอีกองค์การหนึ่งค่ะ นอกจากนี้ความน่าเชื่อถือได้ยังวัดกันที่ความตรงต่อเวลา การส่งมอบงานให้เสร็จตามที่ได้ตกลงไว้กับลูกค้า จึงทำให้เราจะต้องเป็นนักวางแผนและนักบริหารเวลาที่ยอดเยี่ยมค่ะ

ในเรื่องของ Competency ที่ฝ่ายงาน HR ควรจะมี ในฐานะที่เป็น Consult มีคำแนะนำอย่างไร

สำหรับการเป็นนักปฏิบัติในสายงาน HR (HR Practice) มี Competency ที่เหมือนกันกับการเป็นที่ปรึกษาก็คือ ความรู้ความเข้าใจในธุรกิจการเป็นนักปฏิบัติด้าน HR ที่ดีจะต้องพยายามหาเครื่องมือหรือวิธีการที่เหมาะสมกับองค์การ อย่ายึดติดกับงานประจำจนไม่มีเวลาคิดวางแผนกลยุทธ์ที่จะนำระบบงานด้าน HR มาปรับปรุงใช้ในองค์การ นอกจากนี้ขีดความสามารถหลัก ๆ ที่ HR Practice ควรจะมีก็คือ การสร้าง Trust แสดงออกว่าเรามีฝีมือ เพื่อทำให้คนอื่น ๆ ศรัทธาและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับเราได้ รวมไปถึงการเป็นนักบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) จะต้องกล้าและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงระบบงานเดิมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่สิ่งที่อยากจะฝากให้นัก HR Practice ทั้งหลายก็คือ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลหรือปัญหาที่เกิดจริง จะเห็นได้ว่าการทำงานของนัก HR Practice โดยส่วนใหญ่ยังขาดส่วนของการทำวิจัยอยู่มาก การวิจัยจะทำให้ได้ข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงระบบงานที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้

ในฐานะที่เป็น Consult ได้มีมุมมองอย่างไรต่องาน HR ในปัจจุบัน

ปัจจุบันกระแสการปรับตัวด้านงาน HR มาแรงค่ะ ไม่ว่าภาครัฐ เอกชน หรือแม้กระทั่งบริษัทที่อยู่ในธุรกิจ SME เริ่มหันมาสนใจจัดวางระบบงานกันมากขึ้น ผู้บริหารในองค์การต่างเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากร ทำอย่างไรให้พนักงานสามารถสร้างผลงานที่ดีขึ้น ปรับปรุงตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงทำให้แนวโน้มของเครื่องมือด้าน Competency จึงได้รับการกล่าวถึงและเริ่มนำมาปรับใช้กันในองค์การ จากเดิมที่มองเพียงแต่เป้าหมายหรือผลงานอย่างเดียว ในช่วงเวลาหนึ่งกระแสงานด้าน HR จะเน้นไปที่เรื่องการกำหนดตัวชี้วัดผลงานหรือ Key Performance Indicators หรือแนวคิดเรื่อง Balanced Scorecard ที่องค์การหลาย ๆ แห่งต้องการนำระบบงานนี้มาใช้

แต่ในปัจจุบันมิใช่ว่าการที่เรามีผลลัพธ์งานที่ดี จะทำให้เราสามารถทำงานดีต่อไปได้ในอนาคต เป้าหมายในอดีตจึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่นัก HR ให้ความสำคัญเท่านั้น คำถามที่ท้าทายของนัก HR ก็คือ จะทำอย่างไรให้พนักงานเกิดการพัฒนาความรู้ ความสามารถในการทำงานให้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้กระแสของเรื่อง Competency มาแรงค่ะ แต่ก็ยังพบว่ามีองค์การไม่กี่แห่งที่ได้จัดทำ Competency อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน จากการสอบถามองค์การหลาย ๆ แห่งนั้น โดยส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนของการเพิ่งเริ่มกำหนด Competency องค์การหลายแห่งยังขาดความรู้ ความเข้าใจในเครื่องมือดังกล่าวนี้อย่างชัดเจน

ในอนาคตข้างหน้ามองว่าการบริหารงาน HR จะมีทิศทางเป็นอย่างไรบ้าง

คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการคนเก่ง คนดี หรือพนักงานดาวเด่น (Talent Management and Development) เครื่องมือ Competency ที่ถูกกำหนดขึ้นจะนำมาใช้ในการบริหารพนักงานดาวเด่นได้ เริ่มตั้งแต่การนำมาใช้เป็นเกณฑ์หาบุคลากรที่มีผลงานดีเยี่ยมในองค์การ การหาจุดแข็งจุดอ่อนของพนักงานดาวเด่น นำไปสู่การหาวิธีการพัฒนาพนักงานดาวเด่น รวมไปถึงการวางแผนอาชีพให้กับพนักงานดาวเด่น และการเตรียมความพร้อมของพนักงานดาวเด่นให้ก้าวเข้าสู่การเป็นผู้สืบทอดทายาทหรือเป็น Successor ในตำแหน่งงานสำคัญ ๆ ได้
ดังนั้นกระแสเรื่องการพัฒนาบุคลากรในองค์การต่อไปนั้นยังได้รับความสนใจอย่างมาก แต่จะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาบุคลากรที่เป็นพนักงานดาวเด่น ซึ่งนัก HR ทั้งหลายจะต้องเตรียมคิดถึงวิธีการในการบริหารและพัฒนาดาวเด่นเอาไว้ด้วย เพราะคิดว่าต่อไปแนวคิดนี้จะได้รับความสนใจอย่างแน่นอน

มีแนวคิดอะไรที่เป็นแรงผลักดันทำให้ประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

ในทัศนะของตนเองคิดว่า ความสำเร็จในชีวิตเป็นเพียงเหตุที่บังเอิญเกิดขึ้นกับเรา แต่ความสุขต่างหากที่จีรังยั่งยืน หมายความว่า ทุกอย่างที่ทำไป เพราะเกิดจากใจ ทำแล้วมีความสุข จุดเริ่มต้นของเหตุนี้ก็คือ การเริ่มต้นจากการเป็นนักเขียนที่มีผู้ใหญ่ให้โอกาส ให้เวทีเราได้ทำในสิ่งที่เราชอบ เรารัก งานเขียนเป็นงานที่รักมาก แล้วอยากจะทำมาก ๆ ตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ แล้ว เพราะคิดว่าจะทำให้เราสามารถพูด หรือบอกกล่าวเรื่องราวในสิ่งที่อยากจะฝากบอก กระจายได้ทั่วถึง
การสอนและการเป็นที่ปรึกษายังจำกัดเพียงคนไม่กี่คน แต่การเขียนนั้นสามารถส่งผ่านความคิด และความต้องการไปยังกลุ่มคนมากมาย ซึ่งปกติเรื่องที่เขียนมักจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีในตลาด เป็นเรื่องที่นัก HR ต้องการเครื่องมือตัวนั้น และจะช่วยให้นัก HR มีเครื่องมือที่สามารถนำไปปรับใช้ในองค์การได้ ไม่จำเป็นจะต้องหาซื้อระบบนั้นด้วยราคาที่แพง และจากงานเขียนจึงนำไปสู่งานบรรยายและการเป็นที่ปรึกษา ทั้งหมดนี้จะมาจากผลงานเขียนที่เรารักมากที่สุด ทำให้คนอื่นรู้จักเรามากขึ้น ให้โอกาสเราได้ถ่ายทอดความรู้และแบ่งปันประสบการณ์ให้กับคนอื่น ๆ

การที่เราก้าวขึ้นถึงจุดนี้ได้ สิ่งสำคัญที่มีมากก็คือ ความพยายาม มากกว่าค่ะ พยายามที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าเราสามารถทำงานที่รักได้ ยอมรับว่าตนเองไม่ใช่คนเก่ง แต่เป็นคนมีความพยายาม หากคิดจะทำอะไร จะต้องทำให้ได้ ไม่ชอบเลิกกลางคันค่ะ ในแต่ละวันจะมีสมุดชีวิตที่จดบันทึกงานที่จะต้องทำในแต่ละวัน จะกำหนดล่วงหน้าประมาณ 1-2 สัปดาห์ ว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง และทุกสิ้นวันจะประเมินตนเองว่าเราทำงานนั้นสำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จจะรู้สึกอึดอัดใจ
ดังนั้นการที่เรามีความพยายาม ประกอบกับความมุ่งมั่น มีวินัยในตนเอง หรือมี Self Discipline จึงผลักดันให้ตนเองได้พบเจอกับความสำเร็จนี้

ขอฝากสำหรับคนที่มีความฝันที่อยากจะค้นหาความสำเร็จให้กับตนเองนะคะว่า จงพยายามอย่าเพียงแต่คิดว่าจะทำเท่านั้น เมื่อคิดแล้วจงเริ่มต้นทำให้ดีที่สุด เริ่มต้นหาช่องทาง หาโอกาส โอกาสไม่มีทางที่จะเดินเข้ามาหาเรา แต่เราจำเป็นจะต้องไขว่คว้าหาโอกาสนั้นด้วยความพยายาม ความมุ่งมั่น ความตั้งใจ และการมีวินัยในตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เราจะต้องทำด้วยความรักในสิ่งที่เราทำ เพราะความรักจะส่งผลให้เรามีพลังทั้งแรงกายและแรงใจที่จะสร้างความฝันให้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้ค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับมุมมองความคิดที่น่าสนใจของคุณอาภรณ์ คงจะไม่แปลกใจสำหรับความสำเร็จทางด้านงาน HR ที่คุณอาภรณ์ได้รับมา ความพยายามที่จะทำในสิ่งที่เรารักให้เป็นจริงได้เป็นแรงผลักดันให้เราประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกันค่ะ HR Center ต้องขอขอบพระคุณคุณอาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์ ที่มาร่วมให้แง่คิดและมุมมองที่น่าสนใจกับเรานะคะ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการของมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

บทความฉบับนี้ผู้เขียนขอนำเสนอมุมมองการบริหารคนเก่งจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรอบรู้ในเรื่องการพัฒนาบุคลากรเป็นอย่างมากในประเทศไทย บุคคลท่านนี้ผู้เขียนเชื่อว่าทุกท่านจะต้องรู้จักหรือได้ยินชื่อเสียงของท่านอย่างแน่นอน ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการของมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย เป็นผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรมนุษยื นับเป็นเกียรติอย่างสูงที่ท่านสละเวลาในการให้ผู้เขียนเข้าพบเพื่อสัมภาษณ์ท่านเกี่ยวกับมุมมองในการบริหารจัดการคนเก่งในประเทศไทย
อาจารย์จีระกล่าวว่าคำว่า Talent นั้นเป็นแนวคิดมาจาก Holly Wood นั่นก็คือ แมวมองที่ทำหน้าที่มองหานักเขียนที่เก่ง นักแสดงที่เก่ง ดาราที่เก่งอยู่ที่ไหน โดยเน้นคนที่มีศักยภาพในการทำงาน คนเก่งที่ดีในองค์การจะต้องทำงานร่วมกับคนอื่นได้ด้วย ซึ่งพวกเขาจะต้องมีความสามารถพิเศษใน 4 เรื่องหลัก ๆ ได้แก่

ความสามารถในการมองอนาคต เป็นคนที่มีความเข้าใจในอนาคต เน้นภาพใหญ่ (Big Picture) ต้องสามารถมองเห็นทั้งโอกาส และภัยคุกคาม

ความสามารถในการดึงเอาคนอื่นให้เก่งตามไปด้วย คือ Talent จะเก่งคนเดียวไม่ได้ คนเก่ง 10 % ต้องสามารถบริหารให้คนอีก 60 % อยากทำงานให้ ซึ่ง Talent จะต้องดึงความเป็นเลิศของคนอื่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

ความสามารถในคิดสร้างสรรค์ มี Creativity and Innovation คนเก่งต้องมีความคิดที่แตกต่างไปจากคนอื่น ต้องเป็นพวกที่กระหายความรู้ อยากจะพัฒนา Talent ในเมืองไทยจะต้องเป็นคนที่รอบรู้ เป็นคนใฝ่รู้ รู้กว้าง และแสวงหาโอกาส ใหม่ ๆ ซึ่งความรู้ (Knowledge) และทักษะ (Skill) จึงเป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น แต่พลังความคิดสร้างสรรค์ การใฝ่รู้ การพัฒนาจะเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า

ความสามารถในการเอาชนะอุปสรรค คนเก่งจะต้องรู้ว่าควรจะแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการใดตามสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ฉลาดในการแก้ไขปัญหา มีการควบคุมอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมกับปัญหาที่เกิดขึ้น

การพัฒนาคนเก่ง อาจารย์จีระได้ให้ทฤษฎี 5 E ในการบริหารคนเก่งให้เกิดประสิทธิภาพ E ตัวแรกคือ 1. Example หมายถึงการมีตัวอย่างหรือแม่แบบที่เก่ง (Role Model)

2.Experience คือการมีโอกาสได้เรียนรู้งานจากผู้ที่มีประสบการณ์

3. Education นั่นก็คือการพัฒนา การอ่านหนังสือ การอ่านหนังสือ ฝึกอบรม เปิดเว็บไซด์เข้าไปดู

4. Environment การบริหารบรรยากาศให้ได้ การสร้าง talent ต้องขึ้นอยู่กับบรรยากาศด้วยอย่างเช่น AIS มีการสร้างบรรยากาศดี เปิดโอกาสให้คนแสดงความสามารถ และ

5. Evaluation เป็นการประเมิน การให้รางวัลโดยผู้ใหญ่จะต้องเข้าใจและให้เวทีพวกเขาได้แสดงความสามารถ

พบว่าการนำโครงการบริหารจัดการคนเก่งมาใช้ในประเทศไทยเกิดขึ้นเนื่องมาจาก องค์การตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องคน คนจะต้องบริหารในเชิงกลยุทธ์ ต้องนำ Profile ของพนักงานมาดู แล้วหาคนเก่งซึ่งมีไม่เยอะประมาณ 10 % คนเหล่านี้จะเป็นผู้ขับเคลื่อนให้องค์การเป็นอัจฉริยะ และยิ่งในยุคต่อไปที่มีการแข่งขันเน้นไปที่ความคิด การนำไปปฏิบัติ และโดยเฉพาะการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า (Customer Value) ดังนั้นหากให้คนเก่งทำงานประจำ (Routine) ก็จะทำให้ไม่เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้น ดังนั้น Talent ก็คือบุคลากรที่ทำให้องค์กรอยู่ได้ในสภาพของการแข่งขันได้ จะเห็นได้ว่า Talent จะเป็นคนที่กว้าง มี Social Capital ที่สูงที่สามารถโอกาสในการแข่งขันเชิงธุรกิจได้

อย่างไรก็ตาม โครงการการบริหารคนเก่งจะประสบความสำเร็จได้ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ว่าผู้เป็นหัวหน้างานของพวกเขา ซึ่งหัวหน้างานจะต้องทำ Employee Profile และหากลุ่มคนที่เป็น Talent ต้องพยายามสร้างมูลค่าในงานให้กับพวกเขา ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีไม่มากนักในองค์การอย่างที่ได้กล่าวไว้ตอนต้นมีประมาณ 10 % ทั้งนี้กระบวนการในการบริหารจัดการคนเก่งจะเริ่มจาก

การสรรหาและคัดเลือกคนเก่ง เวลาจะสัมภาษณ์คนเข้ามาทำงาน จะต้องให้พวกเขาวิเคราะห์ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาโดยตง เพื่อวัดความรอบรู้ในการแก้ไขปัญหา หรือการมองอนาคต
การเก็บรักษาคนเก่ง องค์การจะต้องคิดเสมอว่าจะทำอย่างไรในการรักษากลุ่มคนเก่งไว้ให้ได้ การทำให้พวกเขามีความสุขในการทำงาน คนเก่งไม่ต้องการปัจจัยพื้นฐานเท่านั้น ตามหลักของ Maslow ที่บอกว่าคนเก่งต้องการให้คนยกย่อง (Self Respect) และการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน (Self Actualization)
ปัญหาที่เจอในทุกวันนี้ก็คือ หัวหน้างานมักจะมอบหมายให้ผู้จัดการฝ่ายบุคคลเป็นดำเนินการสรรหาคัดเลือก และจูงใจรักษาคนเก่ง ซึ่งคนเก่งจะเป็นคนที่อุทิศตน(Contribution) ให้กับองค์การ กลุ่มคนเหล่านี้จะถูกอิจฉาจากกลุ่มคนที่ไม่เก่ง ซึ่งองค์การจะต้องหาดูแลและเก็บรักษากลุ่มคนเหล่านี้ไว้ให้ได้ การดูแลคนเก่งไม่ใช่เพียงแค่ปัจจัยด้านเงินเพียงอย่างเดียว จะต้องมีปัจจัยหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะความเข้าใจถึงความต้องการคนเก่งในองค์การ
การสร้างคนเก่งจึงเป็นหน้าที่ของหัวหน้างานของพวกเขา ซึ่งไม่ต้องกลัวว่าหากสร้างลูกน้องให้เก่ง แล้วพวกเขาจะได้ดีข้ามหน้าข้ามตาหัวหน้างานไป เพราะหากหัวหน้างานคิดแบบนี้ แสดงว่าหัวหน้างานจะไม่เก่งจริง ซึ่งการบริหารคนเก่งจึงต้องขึ้นอยู่กับ Management Style หรือรูปแบบในการบริหารคน เข้าใจคน ไม่ใช้แค่อำนาจที่มีอยู่เท่านั้น รวมถึงหัวหน้างานจะต้องรู้จักการสร้างบรรยากาศให้เกิดการมีส่วนร่วม ความกล้าที่จะนำเสนอความคิดใหม่ๆ สนับสนุนให้พวกเขากล้าคิด กล้านำเสนอ พบว่าคนเก่งจะต้องมีพี่เลี้ยงที่เก่งด้วยเช่นกัน

ดังนั้นองค์การในประเทศไทยจึงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารคนเก่ง มีองค์การหลายแห่งนำโครงการบริหารคนเก่งมาประยุกต์ใช้ ช่น บริษัทAIS และ CP อย่างไรก็ตาม อาจารย์จีระมองว่าสิ่งที่ท้าทายและน่าสนใจก็คือองค์การเล็ก ๆ บริษัท SME องค์การภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งองค์การเหล่านี้จะสร้างตนเองและทำให้องค์การเจริญเติบโตต่อไปได้อย่างไร

คลังสยอง VS เรื่องสยองของ สรจักร ( ศพท้ายรถ ) ใครชนะ?!

หลังจากเข้าร้านหนังสือก็นึกขึ้นได้ว่า ถ้าเอาเรื่องของสรจักรมาวาดเป็นการ์ตูน แล้วจะสยองเท่าของ จุนจิ อิโต้ได้บ้างมั้ยครับ

คลังสยองมันไม่ใช่แนว เฮอเร่อ(horror)

แต่มันฮารั่วค่ะ

งานคุณ สรจักร ชอบแนว คนไม่สำคัญของโลก กับเล่าสู่กันฟังมากกว่าแฮะ

เหมือนจะคนละแนว(ทางการสยอง)กันเลยนะครับ

ชอบสรจักรค่ะ หลอนดี คลังสยองก็ชอบนะ หลอนแบบฮาๆ
แต่บางตอนก็หลอนอย่างเดียวไม่มีฮานะ

ความคิดเห็นที่ 5

ชอบสรจักรมาก เขียนเรื่องจบหักมุมดี

ชอบคุณสรจักร เหมือนกันค่ะ ศพท้ายรถ ศพใต้เตียง ศพข้างบ้าน อำพรางอำยวน

และอยากให้เอาหนังสือที่เป็นนวนิยาย ที่ไม่ใช่ตอนสั้นๆ แบบ mini series ของคุณสรจักร เรื่อง จิตกาธาน มาทำหนังจังเลย

ชอบคุณสรจักร เหมือนกันค่ะ เรามีหนังสือของคุณสรจักร ครบทุกเล่มแล้ว..
ยังอยากให้เอาบางเรื่อง บางตอน มาทำเป็นละครสั้นเลยอ่ะ

พอๆกันนะครับ แต่คลังสยองจะหลุดโลกมากๆ

ในขณะที่เรื่องของ สรจักร จะยืนอยู่บนข้อเท็จจริงสืบสวนได้ มีเหตุผลของการกระทำ

ในขณะที่คลังสยอง อยู่ๆมันก็มา ไม่มีเหตุผลอะไร เหมือนตอน ที่ลูกโป่งมาโฉบหัวคนขึ้นไปห้อย ไรแบบนั้นครับ…..

หนังแผ่น VCD มีนะคะ แต่ไม่สนุกเลย
อุส่าห์ดูเพราะเห็นเป็นงานของคุณสรจักร
แต่จำชื่อเรื่องไม่ได้ละ มี 2-3 เรื่องนี่แหละค่ะ
อ่านสนุกกว่า แต่ถ้าได้ทีมงานสร้างดีๆ อาจจะเจ๋งกว่านี้
ชอบค่ะ เสียดายคุณสรจักรไม่เขียนเรื่องสั้นแล้ว

โอ๊ยยยย อยากบอกว่า ชอบทั้งสองคนเลยยยยยยยยยยยยยยย

เป็นไอดอลของเราทั้งคุณสรจักร ทั้งจุนจิอิโต้เลยอ่ะ

Necromancer ตามเกมและการ์ตูนนั้นคล้ายหรือต่างกันยังไงบ้างครับ

ทั้งลักษณะทั่วไปและอาวุธ  พลังเวทย์ต่างๆ  ในDotA ด้วยนะครับ

ค่อนข้างต่างกันตามแต่เกม

แต่มีจุดร่วมคือ

1. เป็นสายซัมม่อน
2. เป็นประเภทให้เวทย์มืด
3. เป็นเวทย์มืดสาย debuff – สายพิษ

(คิดเองเออเอง)
4. เป็นหนุ่มจะมืดมน เป็นสาวจะเซ็กซี่ :P

เพิ่มเติม ดูโรคจิตซะส่วนมาก

เพิ่มเติม
ไปอ่านในเรื่องชาแมนคิง เพราะทุกคนเป็นเนโครแมนเซอร์~

/me เผ่น

เนโครแมนเซอร์จะเป็นกลุ่มคนที่ยึดติดอยู่กับผู้ตาย จนทำให้มีความนึกคิดที่จะปลุกคนตายขึ้นมา ไม่ว่าจะปลุกแล้วมาอยู่ด้วยหรือปลุกมาแล้วใช้เป็นกองทัพสำหรับยึดครองโลกก็เหอะ จนทำให้หลายๆ เรื่องหรือหลายๆ เกม จะพบว่าคนเหล่านี้จะเป็นคนที่มีน้าผีเป็นลูกน้องจำนวนมาก (จริงๆ มันง่ายต่อการทำ effect มากกว่าตัวอื่น) ถ้าหากจะเทียบกับคนที่น่าจะมีอยู่จริง ก็คงจะเป็นพวกพ่อมดวูดูนั่นแหละ ปลุกคนตาย ทำยาพิษ สาปแช่งชาวบ้าน
แต่อีแบบนี้พวก ดร.แฟร๊งค์เก้นสไตน์ ก็เป็นเนโครแมนเชอร์สินะ เพราะปลุกและสร้างวิญญาณให้กับร่างคนต

ในดอทเอ Necromancer มันเป็นแค่ creep นี่ครับ เดินๆไป โจมตีอย่างเดียว ทำอะไรไม่ได้

Necromancer คำภาษาไทยที่ใกล้เคียงสุดคิดว่าน่าจะเป็นหมอผี
ส่วนใหญ่ที่เจอ ก็คือจะเป็นผู้ควบคุมพวก Undead ต่างๆ (มีวิชา หรือเวทย์มนต์ในการเรียก หรือชุบชีวิตพวกโครงกระดูกหรือศพต่างๆ)

Shaman คือ คนทรงเจ้า คือผู้ที่มีความสามารถติดต่อวิญญาณ หรือเอาวิญญาณผู้ตาย หรือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มาสิงในร่างกาย

Lich คือ Undead พวกนึง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอดีตพ่อมด,แม่มดที่เก่งมากๆ แล้วหาวิธีที่ทำให้ตัวเองเป็นอมตะด้วยเวทย์สายความมืดหรือความตาย

Warlock, Wizard, Witch, Sorceror, Magi หรือ Mage คือพวกพ่อมด หรือนักเวทย์มนต์

ทำไมเด็กที่ร้าน mad about juice central แจ้ง บริการแย่มาก

ไม่คุ้มค่าเงิน 105 บาทกับการซื้อน้ำผลไม้ปั่น…ชื่อดัง Mad About Juice ที่มีสาขาอยู่ในห้างดังชั้นนำหลายแห่ง… เมื่อวานนี้ 10 กันยายน ช่วงเวลาสองทุ่มโดยประมาณ แฟนผม ซึ่งเป็นหนึ่งในลูกค้าประจำของร้านนี้มานั่งบ่นงึมงำในรถระหว่างที่ผมไปรับกลับบ้าน … ก็เพราะไอ้น้ำปั่น Passionable ที่ไปซื้อจากร้านนี้สาขาเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ เริ่มจากเด็กในร้านขาดทักษะ ความเฉลียวฉลาดในการตอบคำถามและต้อนรับลูกค้าอย่างมืออาชีพ รวมไปถึงเสื้อผ้าหน้าผมที่ดูไม่เรียบร้อยสมกับเป็นร้านเพื่อสุขภาพเอาซะเลย… พี่เอาแก้วใหญ่น้ำ Passionable นะคะ เด็กมองหน้าไม่มีคำทักทาย พร้อมตอบว่า มีด้วยเหรอ มือก็พลางหยิบ Handheld Menu มาดูด้วยความไม่แน่ใจ ยังไม่พอ ถามกลับแฟนผมอีกว่า มันคือ… ไอ้ที่ใส่โยเกิร์ตกับเสวรสหรือเปล่าคะพี่… แฟนผมเริ่มงงงงงงง แต่เธอรู้อยู่แล้วว่ามันมีส่วนผสมอะไรบ้าง แต่ก็ตอบกลับไปอย่างมึนๆ ว่า ก็คงใช่มั้งคะ ยัง… ยังไม่พอ ไม่เก็บเงินลูกค้าก่อนจะไปปั่นน้ำ …. แฟนผมก็ห่วง เดี๋ยวจะลืม ก็เอ่ยถาม ราคาเท่าไหร่คะน้อง (ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว เพราะกินประจำ) เด็กหันมาตอบมือก็พลางตักส่วนผสมเพื่อปั่นน้ำ… หนูจำไม่ได้อะพี่ ช่วยดูราคาตรงป้ายข้างหน้าเองนะคะ แฟนผมยิ่งมึน… งงงงง ไม่เคยคิดว่า จะได้พบกับเหตุการณ์นี้ เธอไม่โกรธที่เด็กไม่รู้ แต่โกรธที่ทำไมร้านนี้ถึงได้ส่งเด็กที่ผ่านการฝึกหัดอย่างไร้คุณภาพมาทำงาน มีการทดสอบก่อนให้ออกร้านก่อนหรือเปล่าเนี่ย.. อย่างน้อยไม่แม่นในเรื่องของส่วนผสม แต่ควรมีการฝึกสอนทักษะการต้อนรับลูกค้าและตอบคำถามอย่างชาญฉลาดบ้าง (ต้องให้ไปฝึกหัดที่ร้านสตาร์บัคแทน… ดีกว่าเยอะ) สุดท้ายอันแสนห่วย คือแก้ว Passionable ที่ได้รับมีปริมาณไม่เต็มแก้วเหมือนอย่างที่เคยซื้อจากสาขาอื่นๆ แฟนผม…จึงถามเด็กว่า ทำไมไม่เต็มแก้ว เด็กตอบหนูก็ปั่นตามสูตรนะคะพี่ แต่สงสัยใส่น้ำแข็งน้อยไปหน่อย… งงงงงอีก นี่ส่วนผสมอาศัยน้ำแข็งเพื่อเพิ่มปริมาณให้ดูเยอะขึ้นเหรอ…. งงงงอีกรอบ ปากพลางดูด แล้วบอกว่า อยากจะบ้วนทิ้ง… นี่มันรสชาดน้ำอะไร…. มันไม่ใช่แบบที่เคยดื่มจากสาขาอื่นเลย…. ชืดสนิทไร้เปรี้ยวจากรสเสาวรสไปอย่างสิ้นเชิง…. เสียดายเงินโครตๆ ไม่คุ้มค่ากับคุณภาพที่ได้รับ คับแก้วจริงๆ (ห่วย) บ่นไปตลอดทางจนถึงบ้าน … ผมเลยต้องมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง เพื่อให้เป็นข้อคิด… ชองที่มีคุณภาพย่อมมาจากคนทำ คนคิด ที่มีคุณภาพ เสมอ…. ปล. ใบเสร็จก็ไม่ได้รับด้วย…ซ้ำ…

จากคุณ : Lady in September
เขียนเมื่อ : 11 ก.ย. 52 17:01:40 A:124.121.96.45 X: TicketID:232648

แมลงสาบในซาลาเปา

เรื่องจริงไม่ใช่อิงนิยาย
เตือนเพื่อนสมาชิกที่ชอบท่านซาลาเปาที่ซื้อตามร้านค้าข้างทางหรือหาบเร่
มาทาน ซึ่งไม่สามารถระบุได้ว่า สะอาด ปลอดภัยหรือไม่ ควรบิดูไส้ตรงกลางก่อนทานนะ

ซาลาเปาเจ้านี้ เราเคยซื้อเป็นประจำ และวันนี้เราก็ซื้อ แต่เป็นซาลาเปาไส้หมูสับและไส้ถั่วดำ

ว่าแล้วก็หยิบซาลาเปาไส้ถั่วดำขึ้นมากัด แล้วก็กัด อืม อา…ย๋อยจัง กินไปครึ่งลูก ขณะกินก็ดูคอมฯ ไปด้วย พอจะกัดอีกคำ เอ๊ะ! อะไรมันแย่งเฉียด ๆขอบปากเรา

มองดูแบบผ่าน ๆ นึกว่าเส้นผม ในใจชั่งมัน (นิดหน่อย) เขี่ยออกแล้วกันแบบเพลิน ๆ พอเขี่ยกลับไม่ออกอะ ดันโผล่มาอีกเส้น เฮ้ย คราวนี้เพ่งดู ตายล่ะ มันมาทั้งหัวและลำตัว ปีกบางส่วน มันคือ แมลงสาปบ้านตัวใหญ่นี้เองสีเหมือนไส้ถั่วดำเลย ออกแดง ๆ ดำ ๆ ท้ายลำตัวหายไป (เรากินเข้าไปแล้วแน่ๆ) อ๊วก แล้ว ก็อ๊วก ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ

อยากถ่ายรูปมาให้เพื่อน ๆ ดู แต่ไม่มีกล้อง อยากจะไปร้านเอาไปให้ดูมันก็ไกล

เลยอยากเตือนเพื่อน ๆ ว่า ขนมอะไรที่มีไส้ห่ออยู่ข้างใน ถ้าพอจะบิได้ก็บิสักนิดก่อนทานนะ

จากคุณ : PC2009
เขียนเมื่อ : 11 ก.ย. 52 14:03:59

ข้าวมันไก่ประตูน้ำ ครั้งแรก และครั้งสุดท้าย

วันก่อนไปงานกับเพื่อน งานเลิกตี 2 เพื่อนพาไปกินข้าวมันไก่ประตูน้ำ ร้านนี้คนก็เยอะนะครับ เต็มร้านเกือบตลอด

แต่สำหรับผม กิแทบไม่ลง ไม่อร่อยเอาซะเลย จืด น้ำจิ้มก็เค็ม ข้าวแฉะ ไม่เป็นเม็ดและมันมาก ไก่ก็แทบไม่รู้ว่าเป็นไก่เนื้อมันอ่อนนุ่มซะไม่มีให้เคี้ยวมัง

เทียบกับร้านเจ้าประจำที่ผมกิน เจ้อ้วน ที่ตลาดบางเขน ปากซอยเสนา เทียบไม่ติดเลย ร้านนี้อร่อยที่สุดเท่าที่ผมทานข้าวมันไก่แถว กทม. มาเลยครับ

แก้ไขเมื่อ 11 ก.ย. 52 12:39:16

จากคุณ : แมวโก้ง
เขียนเมื่อ : 11 ก.ย. 52 12:37:10

สมัยก่อนทานบ่อยเลยค่ะ แต่รู้สึกว่าหลังๆจะไม่อร่อย และหาที่จอดรถยาก

ชอบเจ๊อ้วนเสนามากกว่าค่ะ ข้าวไม่แฉะ และไม่มันมาก
แต่สั่งเนื้อสะโพกจะแพงกว่าเนื้อส่วนอื่น (ร้านอื่นไม่เห็นแพงกว่าเลย)

แอบบ่นนิดนึงค่ะ เพราะชอบกินเนื้อสะโพก

จากคุณ : nansyd
เขียนเมื่อ : 11 ก.ย. 52 15:10:12

เรื่องรสชาติอย่าคิดมากครับ

ยังไม่เจอแมลงสาบเดินอยู่ในจานข้าวมันไก่ที่จะยกมาเสิร์ฟ อย่าคิดมากครับ

ผมเจอมากับตัว ที่ร้านข้าวมันไก่นี่แหละ เห็นตำตาเลยบอกให้เอามาใหม่ พวกเอาช้อนตักออกแล้วยกมาเสิร์ฟทั้งยังงั้น ผมเดินออกเลย

จากคุณ : oh!great
เขียนเมื่อ : 11 ก.ย. 52 16:31:25

แนะนำร้านอาหารเกาหลีย่านหลักสี่ เปิดใหม่ครับ

มีร้านอาหารเกาหลี บรรยากาศร้านสีสรร สดใส ตั้งอยู่ชั้น G ไอทีสแควร์หลักสี่(ติดกับร้านซานตาเฟ่) เท่าที่ไปสัมผัสมา เข้าไปในร้าน สีสรร ฉูดฉาดวัยรุ่นมากๆ เปิดเพลงพวกละครเกาหลีด้วย เรื่องบรรยากาศในร้านค่อนข้างดีทีเดียว ต่อมาเรื่องอาหารที่นี่จะมีทั้งประเภทข้าวหน้าต่างๆ ผัด เส้น ต้ม เมนูเยอะจริงๆแต่จะคล้ายๆกัน เช่น ชุดปลาหมึก กับปลาหมึก ต่างกันตรงชุดจะมีข้าวกับพวกซุปและพวกเครื่องเคียงต่างๆเยอะกว่า รสชาติอาหารเท่าที่กินดูเป็น บิบิมบับหมู(ข้าวหน้าหมู) ก็ร้อนๆอร่อยดี แต่ข้าวออกเหนียวๆหน่อย ส่วนเรื่องราคาดูจะงงๆนิดนึง คือบางเมนู ดูราคาถูก คุ้มดี แต่บางเมนูดูน้อยๆแต่ราคาแพงกว่า(อาจเพราะต้นทุนสูงหรือเปล่าไม่แน่ใจ) การบริการยังดูมั่วๆหน่อยในช่วงคนเยอะ ไม่ค่อยเป็นระบบนัก อาจจะยังไม่เข้าที่เข้าทาง ไว้สักพักจะลองเข้าไปทานอีก น่าจะดีขึ้นกว่านี้ จากคุณ : jonenike เขียนเมื่อ : 11 ก.ย. 52 12:02:51

ราคากลางๆ มีตั้งแต่ 50-400 ครับ จานเดียวก็ประมาณ 100-120 ถ้าชุดก็ประมาณ 140-180 น้ำดื่มก็ 20 ครับ

แชร์สต๊อกสินค้า

การแชร์สต๊อกสินค้าระหว่างสาขาด้วยกันของ B-quick ช่วยลดต้นทุนได้มาก

- นสพ.ประชาชาติธุรกิจ  10-13 ก.ย.2552

ตั้งคลีนิคบำบัดด้วยทำนองเพลงเพราะของ Tsubasa Reservoir Chronicle

ตั้งคลีนิคให้คนมารักษาได้เพลงเพราะๆเพื่อให้ผ่อนคลายหรือเพื่อให้คนที่ขัดแย้ง  เช่น  ลูกที่โกรธในเรื่องต่างๆได้เกิดความเศร้าและยอมรับฟังแม่ตัวเอง  และกอดกันด้วยน้ำตา  ซึ่งเป็นอิทธิพลจากตัวทำนองที่เศร้าและเพราะในเวลาเดียวกัน

สร้างวารสารด้านการขายตรง

เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของคนซื้อไปกินทั้งหลาย  ในนี้จะมีข้อมูลการทดสอบทุกผลิตภัณฑ์ของทุกบริษัท  ประสบการณ์ใช้จริงของชาวบ้านว่าเปฌนไง  แพ้ยังไงบ้าง  ต้องมีผลวิจัยที่อัพเดทเสมอ

วิจารณ์เรื่อง ดัดฟันของวัยรุ่น

เนชั่นสุดสัปดาห์  ปีที่ 18  ฉบับที่ 901  4ก.ย.2552

หน้า 20

อึดอัดเรื่องจัดฟัน  โดย  เมธาวุฒิ  พีพรวิทูร

  แฟชั่นเป็นเรื่องอะไรที่ไม่มีเหตุผล  กระแสแฟชั่นไหนมา  ปัญญาก็หดหาย  กลายเป็นมนุษย์ไร้สมอง

สิ่งที่ต้องอวดคือ สมองกับความสามารถ  กลับไม่มีใครสนใจ  ช่างไร้สาระแท้ๆ

รายงาน : ข่าวสืบสวนสอบสวน : พลังอำนาจของข่าวสาร พลังปัญญาของสังคม

http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25738

Tue, 2009-09-08 01:14

5 ก.ย.52 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะทำงานวิจัย “ข่าวสืบสวนสอบสวนในหนังสือพิมพ์ไทย” นำโดย สุชาดา จักรพิสุทธิ์ ในการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) ร่วมกับโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media monitor) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการเสวนาเวทีสาธารณะ เรื่อง “ข่าวสืบสวนสอบสวน: พลังอำนาจของข่าวสาร พลังปัญญาของสังคม” พร้อมเปิดตัวหนังสือในชื่อเดียวกัน ซึ่งถอดบทเรียนประสบการณ์จากนักข่าวหลายสำนัก เพื่อบอกเล่าปัญหาและอุปสรรคการรายงานข่าวสืบสวนในประเทศไทย

คอร์รัปชั่นในสังคมไทย ปัญหาที่แก้ไขได้ด้วยการเปิดเผยข้อมูล
เริ่มต้นการเสวนาด้วยการอภิปรายในหัวข้อ “คอร์รัปชั่นก็อย่างนั้นๆ” ดำเนินรายการโดย ธีรเดช เอี่ยมสำราญ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ มีที่มาจากการทำโพลล์ที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าโกงไม่เป็นไร เป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้หากมีผลงาน

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์มติชน กล่าวว่า คอร์รัปชั่นนั้นแทรกอยู่ในทุกอณูของการปฏิบัติราชการและเอกชน และไม่ใช่เกิดในสังคมไทยเท่านั้น แต่ประเทศอื่นๆ ก็มี ไม่ว่าจะในสหรัฐฯ ลาว หรือกัมพูชา ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้การปราบทุจริตน้อยลงไป อาจเกิดจาก 1.วัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตที่รู้สึกว่าเมื่อมีใครทำอะไรให้ต้องมีสินน้ำใจให้ตอบแทน โดยเริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่เรื่องการซื้อของขวัญให้หมอที่ภรรยาไปฝากครรภ์ แม้จะเป็นหน้าที่ของหมอที่จะต้องดูแลคนไข้อยู่แล้ว แต่เพราะหมอดูแลอย่างดีจึงซื้อของขวัญให้ ซึ่งคนรับและคนให้ก็มองเป็นเรื่องธรรมดา ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างให้ของตอบแทนเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ 2.การมีอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากรต่างกัน หรือการจัดการทรัพยากรให้ประชาชนไม่เท่ากัน เช่น หากระบบการศึกษาของแต่ละโรงเรียนเท่ากัน ก็คงไม่มีระบบเด็กฝาก คนก็อาจให้ลูกเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน ไม่ต้องฝากให้เรียนสตรีวิทย์ หรือเตรียมอุดมฯ และเมื่อมีคนเข้าถึงอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากรมากกว่าก็เอาอำนาจนั้นไปแสวงหาผลประโยชน์ต่อ 3.ปัญหาของการมีส่วนร่วม คือ เมื่อมีอำนาจแล้วก็ไม่อยากให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ประสงค์ เสนอว่า จะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ หน่วยงานราชการต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึง อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายเขียนไว้ให้เปิดเผย แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ถ้าไม่ขอ ก็ไม่เปิด นอกจากนั้น องค์กรอิสระเองก็ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการจัดสรรข้อมูลให้เป็นระบบ และให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้ตลอดด้วย ซึ่งก็จะทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวในการตรวจสอบการทุจริต

เสนอเก็บภาษีทางตรงคนจน แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น
วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา บรรณาธิการข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ กล่าวถึงทางแก้คอร์รัปชั่นว่า อาจทำได้โดยเน้นที่การป้องกันมากกว่าการปราบปราม โดยให้ประชาชนมีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารราชการ และมีส่วนช่วยตรวจสอบการทุจริต ทั้งนี้ เขาเล่าว่า เขาเคยแสดงความไม่เห็นด้วยกับการถอดมาตราที่ให้ประชาชนมีสิทธิฟ้องหน่วยงานราชการได้ออกไปจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ปี 2542 โดยขณะนั้นผู้ที่มีส่วนตัดสินใจให้เหตุผลว่า เดี๋ยวจะมีการแกล้งฟ้องกัน แล้วนักการเมืองจะทำงานไม่ได้ ซึ่งเขาได้เคยเสนอไปแล้วว่า อาจกำหนดโทษไว้หนักๆ ถ้าฟ้องแล้วไม่ผิด คนที่ฟ้องก็ต้องติดคุกแทน แต่ก็ไม่เป็นผล โดยมาตรานั้นได้ถูกถอดออกไป

วรวิทย์ กล่าวว่า อำนาจนิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหาร ประชาชนไม่เคยเข้าถึง พอมาอำนาจที่สี่ คือ อำนาจตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ เราก็เข้าไม่ถึงอีก ต้องเสียภาษีให้เขาโกงเหมือนเดิม ทั้งนี้ เขาเสนอด้วยว่า หากให้ประชาชนตั้งองค์กรฟ้องกันเองได้ การล็อบบี้น่าจะเป็นไปได้ยาก เพราะต่างก็อยากรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

นอกจากนี้ เขายังเสนอให้เก็บภาษีทางตรงกับคนจนด้วย เพื่อให้เขารังเกียจเวลาที่นักการเมืองเอาเงินมาให้ และอาจทดแทนด้วยการเพิ่มสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล เพราะที่ผ่านมา เวลานักการเมืองเอาเงินไปแจกเป็นเบี้ยหัวแตก พวกเขากลับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่นั่นก็เป็นเงินของคนจนที่เสียภาษีทางอ้อม แต่พวกเขาคิดว่าไม่ใช่เงินของตัวเอง คิดว่านักการเมืองเป็นคนดีที่กินแล้วยังแบ่งเงินให้บ้าง แต่คนที่เป็นเดือดเป็นร้อนกับการทุจริต กลับเป็นคน 8-9 ล้านคนที่เสียภาษีทางตรงทุกปี 
 
ข่าวสืบสวน คนอ่านได้อะไร ในสายตาของคนทำสื่อ
ผดุงศักดิ์ เหล่ากิจไพศาล นักข่าวหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กล่าวถึงแนวคิดการทำข่าวสืบสวนสอบสวนจากเรื่อง “ช่องทางคอรัปชั่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ว่า การที่ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการผลประโยชน์ของตนเองเป็นสิ่งที่ดี แต่ด้วยความไม่พร้อมในหลายๆ ด้าน ทำให้ความตั้งใจในการออกแบบการกระจายอำนาจกลายเป็นช่องทางการทุจริต อีกทั้งยังยกตัวอย่างถึงกรณีการเลือกตั้ง อบต.ที่ใครมีญาติเยอะโอกาสในการได้รับเลือกตั้งก็มีสูง แต่ไม่ได้รู้ถึงความสำคัญของตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับ ในขณะที่การเมืองในระดับประเทศก็เข้าครอบงำการเมืองท้องถิ่น ทำให้การเมืองท้องถิ่นกลายเป็นเครื่องมือของการเมืองระดับชาติที่อุปถัมภ์กัน

เขากล่าวต่อมาว่า เม็ดเงินที่ลงไปในพื้นที่มีการโกงอย่างเป็นระบบ แม้จะมีรูปแบบการประมูลที่ถูกต้อง แต่ในเบื้องหลังก็มีนอมินี ในกรณีการทุจริตนมโรงเรียน มีนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ให้ข้อมูลถึงการล็อกสเป็คการประมูลนมโรงเรียนตั้งแต่ในระดับชาติเป็นลำดับไล่ลงมาเรื่อยๆ แม้ อบต.จะมีอำนาจในการคัดเลือก แต่ก็ห้ามเลือกบริษัทนอกโซน ไม่เช่นนั้นจะผิดระเบียบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในกรณีที่มี 2 บริษัทเข้าประมูลโครงการ บริษัทหนึ่งให้เงินใต้โต๊ะ อีกบริษัทหนึ่งบอกว่าเป็นบริษัทเครือข่ายนักการเมือง อบต.ต้องตัดสินใจเลือกบริษัทเครือข่ายนักการเมืองเนื่องจากมีระบบอุปถัมภ์ที่เอื้อประโยชน์กันมา

“องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่ต่างจากระบบเดิมๆ ตราบใดที่ยังไม่มีความเข้มแข็งพอและได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้านจริง” นักข่าวหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจแสดงความคิดเห็น อีกทั้งยังกล่าวด้วยว่าการคอรัปชั่นที่เกิดขึ้นนั้น เนื่องมาจากการกระจายอำนาจที่ไม่เป็นจริง ประชาชนไม่ได้ให้ความสนใจติดตามการทำงานหลังจากได้ไปลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว เพียงแค่ให้ตัดถนนผ่านหน้าบ้านก็พอ งบประมาณส่วนใหญ่จึงถูกใช้ไปกับการก่อสร้างที่เอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่มบางพวกเท่านั้น

ผดุงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การที่นักข่าวทำข่าวสืบสวนสอบสวน เพราะต้องการให้คนอ่านรู้เท่าทันข่าว ให้เห็นภาพข่าวที่เกิดขึ้นใน 360 องศา อีกทั้งในวันนี้ภาคประชาสังคมมีความเข้มแข็ง และถือว่ามีความสำคัญมากในการขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า ข้อมูลที่ได้รับรู้จากข่าวสืบจะทำให้ประชาชนรู้ถึงปัญหาและหันมาปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง

“การเจาะข่าวมาตีแผ่ตรงนี้จะเป็นส่วนสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชน” ผดุงศักดิ์กล่าว

นักข่าวเสนอเปิดพื้นที่ข่าวสืบสวนในหน้าสื่อให้มากขึ้น
สัจภูมิ ละออ นักข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กล่าวถึงการทำงานข่าวสืบสวนสอบสวนในเรื่อง “แรงงานต่างด้าว: โรฮิงญา” ว่าเป็นการทำงานของทีมข่าวแผนกสกู๊ป และนักข่าวท้องถิ่นในพื้นที่ทำให้ได้ข้อมูลที่ลึกในการเผยแพร่ ในส่วนเหตุผลที่เลือกทำเรื่องนี้เนื่องจากมองว่าประเทศไทยเหมือนเป็นแอ่งกระทะที่พร้อมรองรับแรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านที่หลังไหลเข้ามาเหมือนน้ำและเกรงว่าสักวันจะต้องสำลักน้ำตาย เพราะปัญหามากมายที่ตามมาทั้งปัญหาการค้ามนุษย์ที่ทำกันเป็นขบวนการ การคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ ไปจนถึงปัญหาด้านอาชญากรรม โรคติดต่อ ปัญหาสังคมต่างๆ แม้จะมีข้อดีในเรื่องแรงงานราคาถูก และความสัมพันธ์ในการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน

อย่างไรก็ตามเป้าหมายในการนำเสนอข่าวไม่ใช่การนำคนผิดมาลงโทษ แต่ให้รู้ว่าปัจจุบันเมืองไทยอยู่ในจุดนี้แล้ว ควรทำอย่างไร สังคมไม่ควรเพิกเฉยแล้วปล่อยให้ปัญหาดำเนินต่อไปถึงขั้นที่ร้ายแรงจนยากจะแก้ไข แต่ในขณะเดียวกันก็นำเสนอว่าชีวิตของคนเหล่านี้มีความแร้งแค้น เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็นเพราะปัญหาภายในประเทศ แล้วจะอยู่ร่วมกันอย่างถูกกฎหมายได้อย่างไร

ส่วนปัญหาการนำเสนอข่าวสืบสวนสอบสวน สัจภูมิกล่าวว่า คนทำงานมีความพร้อมทั้งในส่วนบุคลลากรและข้อมูล แต่การเสนอข่าวสืบสวนมีปัญหาในเรื่องของความสม่ำเสมอ เนื่องจากพื้นที่กำกัดอยู่เฉพาะในส่วนสกู๊ปข่าวหน้าหนึ่งซึ่งจะต้องมีการแย่งชิงพื้นที่กับข่าวการเมืองหรือข่าวสถานการณ์สำคัญ ดังนั้นอาจต้องให้พื้นที่กับข่าวสืบสวนสอบสวนได้นำเสนอให้มากขึ้น

ย้ำการแทรกแซงสื่อผ่านงบโฆษณาจาก “รัฐ” และ “ทุน” ยังคงอยู่ทุกยุคสมัย
ด้านธีรเดช เอี่ยมสำราญ กองบรรณาธิการประชาชาติธุรกิจ กล่าวถึงข่าวสืบสวนเรื่อง “การใช้ข้อมูลทางการเงินตรวจสอบความโปร่งใสของนักการเมือง” ว่าข่าวการเมืองในปัจจุบันส่วนใหญ่มีลักษณะการโต้ตอบกันของนักการเมืองด้วยคารม ไม่ได้เป็นการนำเสนอข้อมูล จึงพยายามเข้าไปดูข้อมูลในเชิงลึกในเรื่องการเงิน ทรัพย์สิน และที่ดินของนักการเมือง เก็บข้อมูล โดยต้องอาศัยระยะเวลาที่จะทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่าง ข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่พรรคการเมืองจะต้องมีการรายงานทุกเดือนเรื่องเงินสนับสนุนพรรค โดยพรรคประชาธิปัตย์ในช่วง 5 เดือนแรกที่ทำหน้าที่ผู้นำรัฐบาลได้รับเงินสนับสนุนเกือบ 50 ล้านบาท จากบริษัทธุรกิจต่างๆ ทั้งที่ในขณะเป็นฝ่ายค้านได้รับเงินสนับสนุนประมาณ 4-5 แสนบาท ต่อเดือน บางเดือนอยู่ในหลักหมื่น โดยเป็นเงินสนับสนุนจากสมาชิกพรรคเอง ทั้งนี้ นอกจากเงินในส่วนนี้แล้วมีการพูดกันว่าพรรคการเมืองยังมีเงินที่ใส่เข้ามาจากนอกระบบด้วย

ข้อมูลการเงิน ผลประโยชน์ของนักการเมือง เมื่อย้อนไปถึงที่มา แล้วนำมาเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐจะทำให้เห็นการประสานผลประโยชน์ระหว่างโครงการของรัฐและกลุ่มธุรกิจ ยกตัวอย่างกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่การพิจารณากฎหมายต้องเลื่อนออกไป เพราะนักการเมืองเจ้าที่ดินและนักธุรกิจที่มีการถือครองที่ดินจำนวนมากไม่ว่าด้วยตนเองหรือนอมินีต้องเสียประโยชน์จากการเสียภาษีมากขึ้น หากมีการออกกฎหมาย นอกจากนี้อาจนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ อธิบายเชื่อมโยงกับข้อกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติของรัฐมนตรีและนักการเมือง เพื่อกระบวนการตรวจสอบเพื่อให้มีความโปร่งใส

ในส่วนปัญหาและอุปสรรค์ในการรายงานข่าวสืบสวน ธีรเดชกล่าวถึงความเชื่อมโยงในเรื่องความอยู่รอดของหนังสือพิมพ์ว่า หนังสือพิมพ์โดยทั่วไปในปัจจุบันมีรายได้จากยอดขาย 20-30 เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ทำให้ยังคงอยู่และดำเนินงานต่อไปได้คือโฆษณา เพราะรายได้กว่า 70 เปอร์เซ็นต์มาจากในส่วนนี้ และตรงนี้เองที่มีผลต่อการรายงานข่าวสืบสวนสอบสวนเพราะบางข่าวเกี่ยวพันธ์หรือส่งผลกระทบกับผลประโยชน์ทางธุรกิจของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำการกดดันโดย การตัดงบ สั่งเบรก หรือไม่ลงโฆษณา นอกจากนี้ยังมีเม็ดเงินเพื่อการประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานรัฐ ยกตัวอย่างสำนักนายก ซึ่งจะมีโฆษณาเกี่ยวกับโครงการต่างๆ ตรงนี้เป็นช่องทางที่ใช้บีบสื่อที่ไม่เป็นมิตรกับรัฐบาลมาทุกกยุคสมัย แม้แต่ในรัฐบาลชุดปัจจุบันหนังสือพิมพ์หลายฉบับก็ประสบสถานการณ์นี้อยู่

อย่างไรก็ตามการเสนอข่าวสืบส่วนนั้นนักข่าวมีศิลปะที่จะเล่นข่าว มากกว่าการตั้งหน้าปะทะตรงๆ แต่เป็นการทำให้รู้ว่าสิ่งไม่ถูกต้องที่ทำอยู่มีคนรับรู้ ให้เลิกทำ หรืออาจใช้การแบ่งข้อมูลให้กันในกลุ่มสื่อเพื่อเป็นเครือข่ายในการตีโอบล้อม ด้วยการนำเสนอข่าวเรื่องเดียวกันพร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างเช่น การนำเสนอข่าวโครงการชุมชนพอเพียงที่ล่าสุดต้องล้มโครงการไป

นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงข้อเสนอผ่านเอกสารประกอบการแถลงข่าวซึ่งเผยแพร่ในวันเดียวกันนี้ว่า “กระบวนการรายงานข่าวสืบสวนนี้อาจต้องหาพื้นที่สาธารณะที่เป็นส่วนกลาง เช่น การสร้างชุมชนโต๊ะข่าวสืบสวนสอบสวนออนไลน์ เพราะปลอดการแทรกแซงจากอำนาจทุนที่ผ่านเม็ดเงินโฆษณา และปลอดอำนาจรัฐ อีกทั้งยังต้นทุนต่ำ เมื่อมีศูนย์ข้อมูลข่าวสืบสวนกลางที่เป็นเว็บไซต์ใครก็สามารถจะเข้ามาใช้ได้ และที่สำคัญมันสอดรับกับพฤติกรรมการเสพรับสื่อของเด็กรุ่นใหม่ที่นิยมอ่านข่าวจากเว็บไซต์ ก็จะเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้การรายงานข่าวสืบสวนเกิดขึ้นได้และได้รับความสนใจมากขึ้น”

ผลงานวิจัยข่าวสืบสวนในหนังสือพิมพ์ไทย ความคาดหวังต่อการขับเคลื่อนสังคม
ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิจัยจากโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม (Media monitor) กล่าวถึงการตรวจสอบว่า ได้ติดตามคุณภาพของเนื้อหาข่าวสืบสวน 8 เรื่อง จาก 6 หนังสือพิมพ์ ประกอบด้วย 1.ความไม่ชอบมาพากลการสร้างเขื่อนบ้านกุ่มในแม่น้ำโขง หนังสือพิมพ์มติชน 2.กรณีทุจริตฝายแม้ว หนังสือพิมพ์มติชน 3.การใช้ข้อมูลการเงินตรวจสอบความโปร่งใสของนักการเมือง หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ 4.สำรวจโครงการพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า หนังสือพิมพ์ประชาไท 5.แรงงานต่างด้าว หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 6.ช่องทางคอรัปชั่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 7.การทุจริต รถบีอาร์ที หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 8.ทุจริตเชิงนโยบายเปิดเอกชนเช่าพื้นที่ อุทยานแห่งชาติ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กว่า 1,000 ชิ้น ตามโครงการงานวิจัย “ข่าวสืบสวนในหนังสือพิมพ์ไทย” ตั้งแต่เดือน ต.ค.51-เม.ย.52

ผลการศึกษาเชิงปริมาณ ในส่วนรูปแบบของงานเขียน ยังคงนำเสนอผ่านรูปแบบข่าวเป็นหลัก รองลงมาคือบทความ บทวิเคราะห์ บทสัมภาษณ์ ในส่วนเนื้อหาเน้นข้อมูลประเภทบุคคลมากที่สุด ขาดการใช้ข้อมูลในเชิงลึก ไม่ค่อยพบการอ้างอิงเอกสาร หลักฐาน ภาพถ่าย สำหรับประเด็นข่าวสืบสวน พบว่าหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับรายงานประเด็นข่าวสืบสวนใน 2 ลักษณะคือ ครอบคลุมประเด็นสำคัญได้ครบถ้วน และเน้นประเด็นสำคัญหลักเพียงประเด็นเดียว
 
ผลการศึกษาเชิงคุณภาพ ศึกษาใน 5 หัวข้อ พบว่า 1.ความต่อเนื่อง พิจารณาจากความสม่ำเสมอในการติดตามประเด็นข่าว โดยรวมพบว่ารายงานข่าวจะหยุดลงเมื่อถึงจุดอิ่มตัวของเหตุการณ์ หนังสือพิมพ์บางฉบับจะเปลี่ยนรูปแบบไปนำเสนอข้อมูลผ่านบทความ รายงานพิเศษ หรือสกู๊ปแทน ขณะที่การใช้คอลัมน์ประจำยังพบน้อยและไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องได้ดีนัก 2.ความลึก พิจารณาที่ความลึกของประเด็นและการอ้างอิงแหล่งข่าวในแนวดิ่ง โดยรวมพบว่า ประเด็นข่าวจะลึกมากขึ้นเมื่อหนังสือพิมพ์รายงานข่าวสืบสวน โดยใช้แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องโดยตรงหรือแหล่งข่าวเอกสารที่เกี่ยวข้องกับประเด็นข่าว อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมยังไม่ค่อยมีความลึกในประเด็นข่าวมากนัก โดยรวมค่อนข้างขาดแหล่งข่าวที่ภาคประชาชน ประชาสังคม หน่วยงานรัฐอื่นๆ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ระดับล่าง ระดับปฏิบัติการ

3.ความกว้าง พิจารณาที่ความหลากหลายของประเด็นและการอ้างอิงแหล่งข่าวในแนวระนาบเดียวกัน โดยรวมพบว่ายังค่อนข้างขาดความกว้าง ความหลากหลายของประเด็นข่าว ไม่สามารถพัฒนาประเด็นข่าวเรื่องผลกระทบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้มาก มักมุ่งเน้นไปที่ประเด็นการทุจริตการคอร์รัปชั่นมาก เป้าหมายของการนำเสนอข่าวเพื่อการตรวจสอบ ตรวจจับมากกว่าเรื่องผลกระทบทาง สังคม เศรษฐกิจ ขณะที่การนำเสนอข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชน เรื่องเขื่อนบ้านกุ่มค่อนข้างนำเสนอประเด็นข่าวได้กว้างดี โดยเน้นเรื่องวิถีชีวิต ผลกระทบทางวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความเชื่อ ศาสนา ประวัติศาสตร์ได้หลากหลาย

4.ความซับซ้อน พิจารณาจากการนำเสนอประเด็นข่าวที่มีความกว้างและความลึกโดยสามารถถ่ายทอด เรื่องราวข่าวได้อย่างน่าสนใจ เข้าใจง่าย กระชับ และเห็นภาพรวมของเนื้อหาข่าวทั้งหมด โดยรวมพบว่านำเสนอข่าวได้ดี มีความซับซ้อนของเรื่องราวและอธิบายได้อย่างคลี่คลาย ชัดเจน สามารถเชื่อมโยงประเด็นข่าวต่างๆ ให้เห็นความสัมพันธ์ ที่มาที่ไปได้ดี เรียงลำดับและคัดเลือกข้อมูลมานำเสนอได้อย่างมีจังหวะดี แต่ขาด รูปแบบการนำเสนอที่มีความหลากหลาย เช่นการขาดบทความ สกู๊ป รายงานพิเศษซึ่งจะเอื้อให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจเรื่องราวข่าวได้ดีมากยิ่งขึ้น

5.ความแรง พิจารณาจากผลกระทบ ความเปลี่ยนแปลงในเหตุการณ์ การเกิดกระบวนการตรวจสอบ ไปจนถึงการระงับโครงการนั้นๆ โดยรวมพบว่า ข่าวที่สร้างความแรงได้มากนั้นเกิดจากการนำเสนอข้อมูลอย่างต่อเนื่อง มีหลักฐานประกอบที่เด่นชัด มีการเจาะประเด็นข่าวที่ชัดเจนและหลากหลาย ขณะที่ข่าวสืบสวนที่ขาดความกว้างและความลึกของข่าวจะมีความแรงหรือผลกระทบต่ำ และจะไม่นำไปสู่การตรวจสอบ หรือขาดกระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้อ่านและผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยสังเกตได้จากการอ้างอิงแหล่งข่าวในระดับที่มีผลกระทบโดยตรง และการขาดความต่อเนื่องและความคืบหน้าของข่าวประกอบกัน

สุชาดา จักรพิสุทธิ์ นักวิจัยหลักจากโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อการส่งเสริมข่าวสืบสวนสอบสวนในหนังสือพิมพ์ กล่าวว่าการส่งเสริมการเสนอข่าวสืบสวนอย่างมีคุณภาพเป็นช่องทางทำให้คนตื่นตัวต่อข้อเท็จจริงเบื้องหลังปรากฏการณ์ต่างๆ และส่งผลต่อการเคลื่อนไหวจนเกิดการระงับยับยังหรือชะลอโครงการบางโครงการได้ แต่การทำข่าวสืบสวนก็มีปัญหา ทั้งในส่วนของคนทำงานข่าวเอง ตัวองค์กรสื่อซึ่งปัจจุบันมีลักษณะของการเป็นองค์กรธุรกิจที่ต้องทำกำไร การจัดโครงสร้างองค์กรข่าวแบบแบ่งสายข่าว เป็นอุปสรรค์ต่อการเชื่อมโยงข่าวสืบสวนที่เกี่ยวข้องกับหลายสายงาน และในส่วนข้อจำกัดของข่าวที่ปัจจุบันมีการแข่งขันกันในเรื่องของความรวดเร็ว ทำให้ข่าวสืบสวนที่มีมาตรฐานสูง มีความซับซ้อนของข้อมูล และใช้เวลาในการทำงานนาน ถูกลดความสำคัญลง

ท่ามกลางสมรภูมิข่าวสารข้อมูลมีความสำคัญที่สุดในการใช้เป็นหลักฐาน แต่ปัจจุบันระบบข้อมูลอยู่อย่างกระจัดกระจายทำให้ยากต่อการค้นหาข้อมูล ส่วนการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาเองก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เนื่องจากสถาบันการศึกษาไม่ได้ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพต่อวงการสื่อ เน้นการเรียนในส่วนทฤษฎีมากกว่าในภาคปฏิบัติ อีกทั้งยังมีปัญหาการแทรกแซงสื่อทั้งจากทุนและนักการเมือง ผ่านโครงข่ายโยงใยทางธุรกิจในการให้โฆษณา หรือการเข้าเป็นเจ้าของ ผู้ถือหุ้น หรือบอร์ดบริหารในกิจการสื่อหนังสือพิมพ์ รวมไปถึงการแทรกแซงในเชิงวัฒนธรรมที่ทำให้นักข่าวไม่ทำหน้าที่ของตนเองด้วยการสร้างทัศนคติบางอย่าง นอกจากนั้นเรื่องของการข่มขู่คุกคามสื่อยังคงเป็นสิ่งที่พบเห็นกันอยู่ในสังคม

ส่วนข้อเสนอสุชาดากล่าวว่า ควรมีการกลับมาทบทวนกันใหม่ในเรื่องการรับคนเข้าสู่การเป็นนักข่าว ไม่ใช่ใช้แค่ผลการเรียนอย่างที่เคยทำมาแต่ให้มีระบบคัดเลือกที่เป็นพิเศษ มีคณะกรรมการตรวจคุณธรรม จริยธรรม และความเชื่อมั่นในวิชาชีพ อีกทั้งเมื่อเข้าทำงานควรมีระบบพี่เลี้ยงในการฝึกฝนการทำงาน และมีระบบการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพ หรืออาจมีการจัดทำคู่มือหลักสูตรให้เรียนรู้จากเอกสาร อีกทั้งอาจมีการเพิ่มแรงจูงใจให้นักข่าวโดยการให้รางวัลสำหรับการทำข่าวสืบสวน

สำหรับข้อเสนอต่อสังคม ควรมีการรณรงค์ทางสังคมเพื่อป้องกันและต่อสู้กับกระบวนการแทรกแซงสื่อ และเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายหมิ่นจากกฎหมายอาญาให้เป็นกฎหมายแพ่ง เพื่อให้สื่อสามารถใช้ความกล้าหายได้อย่างปลอดภัย ส่วนผู้อ่านเองก็ต้องแสดงปฏิกิริยาต่อประเด็นต่างๆ มีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบและสร้างความโปร่งใส เพื่อเป็นข้อมูลให้นักข่าวสืบต่อได้ จัดเวทีติดตามประเด็นต่างๆ ของภาคประชาชน คนในพื้นที่เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอีกด้านหนึ่ง นอกจากนี้ยังควรมีระบบสนับสนุนอื่นๆ เช่น การจัดเก็บข้อมูลที่ดี นักวิชาการที่จะมาช่วยอธิบายความหมายของข้อมูลต่างๆ และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคสื่อ เป็นต้น
 

บทเรียนจากการเมืองในยุโรปปี 2009

http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24662

Sun, 2009-06-14 00:28

ใจ อึ๊งภากรณ์

พรรคแรงงานอังกฤษอยู่ในขั้นตอนวิกฤตเพราะคะแนนเสียงลดลงเป็นประวัติศาสตร์ พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยฝรั่งเศส (PS) และเยอรมัน (SPD) เสียคะแนน และพรรคฟาสซิสต์เพิ่มคะแนนเสียงและที่นั่งในสภายุโรปอย่างน่ากลัว เช่นในประเทศ ฮังการี่ เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ…. ปรากฏการณ์นี้มีบทเรียนอะไรสำหรับนักสังคมนิยมไทย และคนเสื้อแดง?
ถ้าเราจะเข้าใจชัดขึ้น เราต้องย้อนกลับไปดูสถานการณ์ทางการเมืองเมื่อ 13 ก่อน เพราะมันเป็นช่วงที่ โทนี่ แบลร์ (Tony Blair) ขึ้นมานำพรรคแรงงานอังกฤษ (Labour) และแปรรูปพรรคเป็น “พรรคแรงงานใหม่” (New Labour) ภายใต้แนวความคิดเสรีนิยมกลไกตลาด (Neo-liberalism) ซึ่งเป็นการรับแนวคิดของฝ่ายนายทุนมาเต็มๆ มีการสนับสนุนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (privatization) มีการประกาศว่ารัฐไม่ควรเข้ามากำหนดนโยบายเศรษฐกิจ มีการพยายามลดสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงาน และมีการพยายามแยกพรรคออกจากสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อตั้งพรรคแรงงานแต่แรก ขณะเดียวกันมีการเปลี่ยนลักษณะส.ส.พรรค จากผู้แทนของคนจนและแรงงาน ไปเป็นนักการเมือง “มืออาชีพ” ที่มาจากชนชั้นกลาง ส.ส.ที่เคยเป็นผู้นำแรงงานเปลี่ยนไปเป็นส.ส.ที่เป็นทนายหรือนักธุรกิจ
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพรรคแรงงานอังกฤษ เกิดขึ้นกับพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยฝรั่งเศสและเยอรมันด้วย เพราะพรรคเหล่านี้มองว่ายุคแห่งสังคมนิยมหมดไปแล้ว และเขาเสนอว่าเราต้องยอมรับว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแนวกลไกตลาดเสรี บางครั้งการเปลี่ยนจุดยืนนี้ทำไปภายใต้การโกหกสร้างภาพว่าเขากำลังเดินหน้าไปสู่ “แนวทางที่สาม” (Third Way) ที่ไม่ใช่ทุนนิยมและสังคมนิยม แต่จริงๆ แล้วเป็นการรับแนวเสรีนิยมกลไกตลาดมาเต็มๆ
ในไทย พรรคมหาชน ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็ชื่นชม “แนวทางที่สาม” ดังกล่าว และองค์กร เอ็นจีโอ รับแนวเสรีนิยมมาโดยไม่ตั้งคำถามเลย เช่นการเสนอว่ารัฐไม่ควรให้สวัสดิการประชาชนแทนชุมชน การยอมรับกลไกตลาดในระบบสาธารณสุขและระบบสวัสดิการ หรือการเชิดชูการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ “เพื่อเพิ่มการแข่งขัน” เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เอ็นจีโอ ยังมีการคัดค้านการค้าเสรีในภาคเกษตรและในเรื่องยารักษาโรค ส่วนพรรคไทยรักไทย ก็ผสมผสานแนวกลไกตลาดเสรีกับแนวที่ใช้รัฐพัฒนาสังคมตามแนว “คู่ขนาน” (Dual Track) คือรัฐเพิ่มบทบาทในระบบสุขภาพอนามัย แต่เป็นระบบที่มีตลาดภายใน และรัฐบาลสนับสนุนการค้าเสรีและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ในภาพรวมกระแสหลักในไทยมองว่า “รัฐสวัสดิการ” และการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวยในรูปแบบต่างๆ “หมดยุคหรือทำไม่ได้” ต่อมาหลังรัฐประหาร 19 กันยา รัฐเผด็จการ อำมาตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งใช้แนวกลไกตลาดเสรีมากขึ้นภายใต้เสื้อคลุมของเศรษฐกิจพอเพียง มีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญทหารปี 50 อีกด้วย
ผลของการหักหลังฐานเสียงเดิมของพรรคแรงงานหรือพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในยุโรป ซึ่งทำให้สภาพความเป็นอยู่และสวัสดิการต่างๆ ของคนจนและคนทำงานแย่ลง ทำให้ชนชั้นกรรมาชีพอันเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม หมดกำลังใจที่จะลงคะแนนเสียงให้พรรคเหล่านี้ มีคนจำนวนมากนั่งเฉยไม่ออกมาลงคะแนน ซึ่งเปิดโอกาสให้พรรคนายทุนเข้ามาตั้งรัฐบาล เช่นในฝรั่งเศส อิตาลี่ และเยอรมัน (และอังกฤษในอนาคต?) ในกรณีอังกฤษ มีปัญหาสุดขั้วอีกอันหนึ่งคือ การสร้างพรรคแรงงานใหม่ภายใต้นักการเมืองมืออาชีพ ที่ไม่ใช่ผู้แทนของคนรากหญ้า ทำให้เกิดวัฒนาธรรมโกงกินผ่านการเบิกค่าใช้จ่ายหรือเบี้ยเลี้ยงของ ส.ส. ในระดับที่เหลือเชื่อ การเบิกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ถือว่าถูกกฎหมาย และเป็นวัฒนธรรมปกติของพวกผู้ใหญ่ทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย แต่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าผิดศีลธรรม และคนที่เคยสนับสนุนพรรคแรงงานก็มองว่าพรรคนี้น่าจะต่างจากพรรคอื่นในเรื่องนี้ แต่ต้องผิดหวังไป
ประเด็นสำคัญอีกอันหนึ่งที่เข้ามามีอิทธิพลกับสภาพการเมืองในปี 2009 คือวิกฤตเศรษฐกิจโลก รัฐต่างๆ นำเงินภาษีจำนวนมากมาอุ้มบริษัทและธนาคาร แต่คนธรรมดาตกงานจำนวนมาก และที่เหลือถูกลดค่าจ้างสวัสดิการ สภาพเช่นนี้ทำให้คนงานจำนวนมากผิดหวังกับมาตรการของพรรคแรงงานในอังกฤษ หรือนโยบายของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในยุโรปที่หันหลังกับปัญหาคนจน ในสถานการณ์แบบนี้ คนจนส่วนใหญ่มีสามทางเลือกคือ
1. คนจนหันมาสนับสนุนพรรคซ้าย พรรคคอมมิวนิสต์ หรือพรรคมาร์คซิสต์ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤต เราเห็นการขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์ในญี่ปุ่น และการก่อตั้งพรรคซ้ายใหม่ Die Linke ในเยอรมัน และ NPA ในฝรั่งเศส แต่ถ้าพรรคแบบนี้ไม่มีหรืออ่อนแอ อย่างเช่นในอังกฤษหรืออิตาลี่ ประชาชนจะไม่มีทางเลือกอันนี้ (Die Linke ได้7.5% NPA กับพรรคซ้ายอื่นได้ 6.1% ในการเลือกตั้งยุโรป)
2. คนจนหันมาสนับสนุนพรรคฝ่ายขวาสุดขั้ว หรือพรรคฟาสซิสต์ โดยหลงเชื่อว่าทางออกคือการโจมตีคนผิวดำ คนมุสลิม หรือคนยิบซี รวมถึงการขับไล่คนงานต่างชาติออกจากประเทศด้วย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในฮังการี่ เนเธอร์แลนด์ และเกิดบ้างในอังกฤษ แต่เป็นการหลงผิดจับมือกับนายทุนผ่านการสร้างความแตกแยก
3. คนจนหดหู่ หมดกำลังใจและความหวัง และนั่งเฉยอยู่บ้าน อาจหันไประบายปัญหาโดยใช้ความรุนแรงกับคนรอบข้าง หรือใช้สุราและยาเสพติด
สำหรับไทย
มันแปลว่าพรรคแดงเป็นสิ่งที่เราต้องสร้าง และนักสังคมนิยมต้องต่อสู้เพื่อประโยชน์คนจนอย่างชัดเจน ไม่ใช่ไปรับแนวคิดเสรีนิยมกลไกตลาดหรือเศรษฐกิจพอเพียงมา เราต้องเป็นปากเสียงและผู้แทนของคนที่เสียเปรียบในสังคมทุกประเภท เราต้องมีข้อเสนอและนโยบายที่พัฒนานโยบายเดิมของ ไทยรักไทย ให้ไปไกลกว่าปัจจุบัน เราต้องเสนอรัฐสวัสดิการ และต้องเรียกร้องให้เก็บภาษีจากคนรวย เราต้องกลับไปทบทวนนโยบายที่มีปัญหาในอดีตของ ไทยรักไทย เช่นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือการเซ็นสัญญาค้าเสรี เราต้องไม่แค่ประกาศว่า “ยังคงรักษานโยบายประชานิยม” อย่างที่พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคเพื่อไทยประกาศ (ในกรณีภูมิใจไทย มันโกหก) และเราต้องวิจารณ์การที่รัฐบาลปล่อยให้คนตกงานและยากลำบาก
ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ พวกฟาสซิสต์ฝ่ายขวา (พันธมิตรและพรรคใหม่) หรือพวกอำมาตย์ จะฉวยโอกาสในการขยายความน่าเชื่อถือของเขาท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง

สั่งปรับชายเยอรมันหลังบุกกุดหัวหุ่นฮิตเลอร์

http://www.prachatai.com/journal/2009/05/23963

Wed, 2009-05-13 21:39

 

 
หุ่นขี้ผึ้งของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ก่อนที่จะมีคนมาทำให้หัวหลุด
(ที่มา : Reuters/Tobias Schwarz)
 
 
เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ที่ผ่านมา ศาลเยอรมนีได้สั่งปรับชายตกงานผู้หนึ่งเป็นเงิน 900 ยูโร (ประมาณ 42,570 บาท) เนื่องจากชายคนดังกล่าวได้ลงมือทำให้หัวหุ่นขี้ผึ้งรูปอดอล์ฟ ฮิตเลอร์หลุดในพิพิธภัณฑ์กรุงเบอร์ลิน
 
ในวันที่ 5 ก.ค. ของปีที่แล้ว ไม่กี่นาทีหลังพิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซส์ (Madame Tussauds) สาขากรุงเบอร์ลิน เปิดให้เข้าชม ชายวัย 42 ปี นำตัวเองผ่านผู้รักษาความปลอดภัย กระโดดข้ามโต๊ะไปยังที่มีหุ่นฮิตเลอร์นั่งอยู่และทำให้หัวของหุ่นขี้ผึ้ง อดีตผู้นำนาซีหลุดออกจากบ่าขณะตะโกนว่า “อย่าได้มีสงครามอีก!” (no more war!)
 
ชาย คนดังกล่าวชื่อนาย แฟรงค์ แลชเนอร์ อดีตตำรวจ เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องไม่เหมาะที่จะจัดแสดงผู้นำนาซีไว้ในที่ที่ห่างจาก อนุสรณ์สถานการสังหารหมู่ชาวยิวเพียง 500 เมตร เท่านั้น
 
แล ชเนอร์ถูกศาลสั่งปรับในข้อหาทำลายทรัพย์สินและทำร้ายร่างกายยามรักษาความ ปลอดภัย ขณะที่รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งฮิตเลอร์ได้รับการซ่อมแซมใหม่และนำกลับมาตั้งแสดง ในเดือนกันยายนปีที่แล้วในฉากจำลองสถานการณ์ที่ฮิตเลอร์ปลิดชีพตนเองในสถาน ที่หลบภัยเมื่อปี พ.ศ. 2488 ขณะที่กองทัพแดงของรัสเซียเข้าประชิด ซึ่งหุ่นที่ได้รับการซ่อมแซมนี้มีการวางกระจกกั้นไว้ด้วย
 
งาน หุ่นขี้ผึ้งชิ้นใหม่นี้ทำให้เกิดการถกเถียงกันในเยอรมนีก่อนที่มันจะถูกนำมา จัดแสดงด้วยซ้ำ มีนักวิจารณ์โต้ว่างานแสดงฉากสมมุติของชายที่ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง และสั่งสังหารหมู่ชาวยิวนั้นไร้รสนิยม
 
ด้าน พิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซส์ก็ออกมาบอกว่าทางพิพิธภัณฑ์ไม่คิดยุ่งเกี่ยวเรื่อง การเมือง และการแสดงหุ่นขี้ผึ้งฮิตเลอร์นั้นเพราะว่าเขาเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญใน ประวัติศาสตร์เยอรมนีและการจัดแสดงก็อยู่ในส่วนที่ถูกกฎหมาย
 
งานหุ่นขี้ผึ้งชิ้นเดิมมีคนทำงานร่วมกัน 25 คน ใช้เวลา 4 เดือนในการสร้าง โดยอาศัยรูปกว่า 2,000 รูป กับเอกสารวัตถุดิบหลายชิ้นมาใช้เป็นแบบแผนของตัวงาน นอกจากนี้ยังอาศัยแบบจำลองของรูปปั้น “ฟูห์เรอร์” ในพิพิธภัณฑ์มาดามทุสโซส์สาขาลอนดอนมาช่วยเป็นแบบด้วย
 
รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งฮิตเลอร์นี้เองที่ได้รับการกล่าวอ้างว่าเป็นผลงานชิ้นล่าสุดที่ฝ่าฝืนข้อห้าม (taboo) คือการห้ามมีอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับฮิตเลอร์ในเยอรมนี ซึ่งข้อห้ามนี้ก็ค่อยๆ เลือนลางลงไปหลังจากดำรงอยู่มากว่า 60 ปี นับแต่หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีชาวยิวเสียชีวิตในเหตุการณ์สังหารหมู่กว่า 6 ล้านคน
 
ก่อนหน้านี้มีงานที่ฝ่าฝืนข้อห้ามคือภาพยนตร์เรื่อง “Downfall” ในปี พ.ศ.2547 (ในชื่อภาษาเยอรมันว่า “Der Untergang”) ซึ่งได้แสดงฉากสุดท้ายของชีวิตฮิตเลอร์ในสถานที่หลบภัยโดยฉายภาพฮิตเลอร์ในฐานะมนุษย์ทั่วไป หนังสือพิมพ์ Bild ของเยอรมนีในตอนนั้นเขียนถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “นี้พวกเราได้รับอนุญาตให้แสดงภาพของสัตว์ร้ายในฐานะที่เป็นมนุษย์ได้แล้วหรือ?” (Are we allowed to show the monster as a human being?) ขณะที่ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 ก็มีภาพยนตร์ทำล้อเลียนฮิตเลอร์ของดานี เลวี่ ผู้กำกับชาวยิว ที่ได้ส่งฉายในเยอรมนี
 
โดยปกติแล้วการแสดงสัญลักษณ์นาซีและการสร้างศิลปะเชิดชูฮิตเลอร์เป็นเรื่องผิดกฎหมายในเยอรมนี
 
*พิพิธภัณฑ์ มาดาม ทุสโซส์ เป็นพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งในลอนดอนที่ปัจจุบันมีสาขาอยู่ในเมืองสำคัญต่าง ๆ ของโลก โดยจัดแสดงรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของบุคคลมีชื่อเสียงมากมายตั้งแต่ราชวงศ์ ผู้นำทางการเมือง ไปจนถึง นักแสดงจากหลายชาติ เช่น จอห์น เอฟ เคนเนดี, บารัค โอบามา, ฟิเดล คาสโตร, คาร์ล มาร์กซ์, พระราชินีอลิซาเบธ แห่งอังกฤษ, ซัดดัม ฮุสเซน, เดวิด เบคแฮม, แบรท พิท, หลิว เต๋อ หัว, วง เดอะ บีทเทิ้ล ฯลฯ โดยล่าสุดมีการประกาศว่าจะทำหุ่นขี้ผึ้งของมิเชลล์ โอบามา ภรรยาของบารัค โอบามา ด้วย
 
 
แปลและเรียงเรียงจาก
 
ข้อมูลประกอบ

CCTV ของ “จีน” ตัดตอนสุนทรพจน์โอบามา ขณะกล่าวถึง “คอมมิวนิสต์”

http://www.prachatai.com/journal/2009/01/19811

Tue, 2009-01-27 03:40

ขณะถ่ายทอดสดการกล่าวสุนทรพจน์ของโอบามา CCTV ของจีนได้ตัดภาพกลับมาที่ห้องส่ง ในช่วงที่โอบามากล่าวถึงลัทธิคอมมิวนิสต์ ขณะที่เว็บไชน่าเดลี่ สำนักข่าวซินหัวและเว็บข่าวชื่อดังอย่างซิน่าและโซโห รายงานสุนทรพจน์ของโอบามาที่แปลเป็นภาษาจีนแล้ว โดยตัดคำว่า “คอมมิวนิสต์” ออก รวมถึงตัดประโยคที่โอบามากล่าวว่า “ผู้ที่ยึดติดอยู่กับอำนาจที่ได้จากการคอร์รัปชั่น การโกหกหลอกลวงและการปิดปากผู้ที่เห็นต่าง พึงทราบว่าท่านอยู่ในประวัติศาสตร์ข้างที่ไม่ถูกต้อง แต่เราจะยื่นมือช่วยเหลือ ถ้าท่านยินดีที่จะคลายหมัดของท่านออก” ออกไปด้วย

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ระหว่างที่สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนถ่ายทอดสดและแปลคำกล่าวสุนทรพจน์ของนายบารัค โอบามาในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐฯ เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 20 ก.พ. ตามเวลาในประเทศจีน ขณะที่โอบามากล่าวถึงคนรุ่นก่อนซึ่งต้องเผชิญกับลัทธิคอมมิวนิสต์และฟาสซิสม์นั้น สถานีได้ลดเสียงของโอบามาลงและตัดรายการกลับมาที่ห้องส่งของสถานี ส่วนผู้ประกาศข่าวซึ่งดูเหมือนจะชะงักไปเล็กน้อยได้หันไปสอบถามผู้สื่อข่าวซึ่งอยู่ในห้องส่ง CCTV ที่สหรัฐฯ ว่าสิ่งท้าทายที่โอบามาต้องเผชิญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจคืออะไร

 

หวัง จินฮง รองผู้อำนวยการ แผนกตัดต่อของ CCTV บอกว่าเขาไม่ได้ชมการถ่ายทอดพิธีสาบานตนดังกล่าว แต่คิดว่าการตัดภาพกลับไปที่ห้องส่งเป็นเรื่องปกติ

 

“มักมีการตัดภาพ แม้แต่ขณะที่ถ่ายทอดการประชุมของจีนเอง คนอเมริกันอาจจะให้ความสำคัญกับพิธีสาบานตนของประธานาธิบดี แต่คนจีนอาจจะไม่ได้สนใจนัก”

 

ขณะที่เว็บไซต์ไชน่าเดลี่ สำนักข่าวซินหัวและเว็บท่าซึ่งได้รับความนิยมอย่างซิน่า (Sina) และโซโห (Soho) ซึ่งรายงานสุนทรพจน์ของโอบามาโดยแปลเป็นภาษาจีนได้ตัดคำว่า “คอมมิวนิสต์” ออกจากประโยคดังกล่าว รวมถึงตัดประโยคที่โอบามากล่าวว่า “ผู้ที่ยึดติดอยู่กับอำนาจที่ได้จากการคอร์รัปชั่น การโกหกหลอกลวงและการปิดปากผู้ที่เห็นต่าง พึงทราบว่าท่านอยู่ในประวัติศาสตร์ข้างที่ไม่ถูกต้อง แต่เราจะยื่นมือช่วยเหลือ ถ้าท่านยินดีที่จะคลายหมัดของท่านออก” ออกไปด้วย

 

อย่างไรก็ตาม บรรณาธิการคนหนึ่งของเว็บไซต์ไชน่าเดลี่ซึ่งปฎิเสธที่จะเปิดเผยชื่อ กล่าวว่า ไม่ได้มีการสั่งให้เซ็นเซอร์ และว่า ผู้แปลและบรรณาธิการกะกลางคืนนั้นตัดสินใจด้วยตัวของพวกเขาเอง

 

“ในฐานะชาวจีน เรามีพันธกิจที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของชาติ” เขากล่าว

 

ขณะที่เว็บท่าชื่อดังอีกแห่งอย่างเน็ตอีสต์ (Netease) ลงคำแปลโดยตัดคำว่า “คอมมิวนิสต์” ออกจากประโยคดังกล่าว แต่ยังคงข้อความที่กล่าวถึง “เสียงที่แตกต่าง” เอาไว้

 

รีเบคก้า แมคคินนอน ศาสตราจารย์ด้านวารสารศาสตร์ ซึ่งสอนวิชาสื่อและอินเทอร์เน็ต อยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งฮ่องกง กล่าวว่า การเซ็นเซอร์เช่นนี้เป็นเรื่องปกติในจีน อย่างไรก็ตาม เธอไม่ทราบถึงแรงจูงใจของการกระทำดังกล่าว

 

ทั้งนี้ บทแปลสุนทรพจน์ของโอบามาฉบับสมบูรณ์สามารถดูได้จากเว็บไซต์ทีวีฟีนิกซ์แซทเทลไลน์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ฮ่องกง โดยสำนักข่าวแห่งนี้มีกิตติศัพท์ว่าเป็นแหล่งข่าวที่มีความเป็นอิสระค่อนข้างมาก ขณะที่เว็บไซต์ไชน่าเดลี่นั้นรายงานสุนทรพจน์ฉบับสมบูรณ์แต่ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษเท่านั้น

 

ก่อนหน้านี้ จีนได้เคยปรับเปลี่ยนข้อความจากทางการสหรัฐฯ มาแล้ว อาทิ การแปลสุนทรพจน์ของนายดิ๊ก เชนีย์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ ในปี 2004 ที่เซี่ยงไฮ้ เป็นภาษาจีน โดยตัดข้อความที่กล่าวถึงเสรีภาพทางการเมืองออกไป การห้ามตีพิมพ์หนังสือชีวประวัติของนางฮิลลารี่ คลินตัน เมื่อปี 2003 หลังสำนักพิมพ์ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนได้นำข้อความที่กล่าวถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 1989 ออกไป รวมถึงปรับเปลี่ยนความเห็นของฮิลลารีที่มีต่อแฮร์รี่ วูนักสิทธิมนุษยชนชาวจีน

แปลและเรียบเรียงจาก China censors Obama’s inauguration address, http://news.yahoo.com/s/ap/20090121/ap_on_re_as/as_inauguration_china_obama

 

สิ้น “เนี่ยอู้เซ็ง” นักเขียนนิยายกำลังภายใน

http://www.prachatai.com/journal/2009/01/19850

Fri, 2009-01-30 22:03

เนี่ยอู้เซ็ง นักเขียนชื่อดังที่เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของวงการนิยายกำลังภายในจีนร่วมกับกิมย้งและโกวเล้ง ซึ่งโด่งดังเป็นที่รู้จักจากเรื่อง “นางพญาผมขาว” เสียชีวิตแล้วที่บ้านพักในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยวัย 85 ปี

 

 

 

 

หนังสือพิมพ์ชิงเต่าเดลี ฮ่องกง รายงานเมื่อวันอังคาร (27 ม.ค.) ว่า เนี่ยอู้เซ็ง นักเขียนชื่อดังที่เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของวงการนิยายกำลังภายในจีนร่วมกับกิมย้งและโกวเล้ง ซึ่งโด่งดังเป็นที่รู้จักจากเรื่อง “นางพญาผมขาว” เสียชีวิตแล้วที่บ้านพักในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยวัย 85 ปี

 

ขณะที่หนังสือพิมพ์หมิงเป้ารายงานว่า เนี่ยอู้เซ็ง ซึ่งภาษาจีนกลางออกเสียงว่า “เหลียงอวี่เซิง” นั้นป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายปีแล้ว หลังได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะเมื่อปี 2547 และเกิดอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันขณะเยือนฮ่องกงเมื่อปี 2550

 

เนี่ยอู้เซ็ง มีชื่อจริงว่า “ตั้ง บุ้นทง” ซึ่งภาษาจีนกลางออกเสียงเป็น “เฉิน เหวินทง” มีงานเขียนนิยายกำลังภายในเรื่องแรกชื่อ “มังกรถล่มพยัคฆ์กลางกรุง” ในปี พ.ศ. 2497 (1954) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนเนี่ยอู้เซ็งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้สร้างสรรค์นิยายกำลังภายในยุคใหม่ โดยงานของเนี่ยอู้เซ็งมักจะเปิดเรื่องด้วยโคลงกลอนหรือลำนำที่ไพเราะ ตัวละครมีความรู้ด้านวรรณคดี ขณะที่พล็อตเรื่องก็จะผสมผสานเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์กับเรื่องแต่งเข้าไว้ด้วยกัน

 

จากนิยายกำลังภายในภายใต้นามปากกา เนี่ยอู้เซ็ง เรื่องแรกจนถึงปี พ.ศ. 2527 (1984) เนี่ยอู้เซ็ง มีผลงานตลอด 30 ปีนี้ รวมทั้งสิ้น 35 เรื่องด้วยกัน สร้างตัวละครมากกว่าร้อยตัว และได้รับการยกย่องสร้างสรรค์ตัวละครหญิงได้ดีที่สุดในเรื่องนางพญาผมขาว สำหรับผลงานชิ้นสุดท้าย คือ เรื่อง “เฟิงเตา” หลังจากนั้นก็ได้หันไปทุ่มเทเขียนนิยายอิงประวัติศาสตร์

 

ผลงานที่โดดเด่น ที่เป็นที่รู้จักของเนี่ยอู้เซ็ง ได้แก่ นางพญาผมขาว เจ็ดกระบี่ขุนเขาเทียนซาน รอยแหนเงาจอมยุทธ์ กระบี่กู้บัลลังก์ และจักรพรรดิหญิงยอดวีรบุรุษ ซึ่งเป็นเรื่องราวของพระนางบูเช็กเทียน ฮ่องเต้หญิงองค์เดียวของจีน ทั้งนี้ งานของเขาที่มีฉบับแปลเป็นไทยเกือบ 10 เรื่อง

 

 

 

 

อัตชีวประวัติ

 

เนี่ยอู้เซ็ง หรือในเสียงอ่านภาษาจีนกลางว่า เหลียง อี่ว์เซิง เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2467(1924) มีชื่อเดิม คือ ตั้ง บุ้นทง หรือในเสียงอ่านจีนกลางคือ เฉิน เหวินทงบ้านเกิดอยู่ที่อำเภอเหมิงซานของดินแดนชนชาติจ้วงในเขตปกครองตัวเองกว่างซี หรือกวางสี เป็นครอบครัวบัณฑิตที่มีชื่อเสียงและมีฐานะดี เนี่ยอู้เซ็ง เติบโตท่ามกลางธรรมชาติภูเขาสวยงาม ทั้งยังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์มากมายจากผู้ทรงความรู้ที่อพยพมาจากนครกวางเจา ซึ่งสิ่งแวดล้อมเหล่านี้เอื้ออำนวยแก่การอ่านหนังสือเขียนบทกวี

 

เนี่ยอู้เซ็ง หลงใหลการอ่านนิยายกำลังภายในชนิดลืมกินลืมนอน กระทั่งเติบใหญ่เข้าสู่สังคม ก็ยังรักการอ่านและวิจารณ์นิยายกำลังภายในกอปรด้วยความรู้มหาศาลด้านประวัติศาสตร์วรรณกรรมภูมิหลังเหล่านี้เอง ได้สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งในการสร้างสรรค์นิยายกำลังภายในแก่จอมยุทธ์นักเขียนท่านนี้

 

หลังสงครามต่อต้านญี่ปุ่นสิ้นสุดลง เนี่ยอู้เซ็ง เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเนี่ยน้ำ นครกวางเจา สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ หลังจบการศึกษา ด้วยจิตใจรักด้านประวัติศาสตร์, วรรณกรรม และโคลงกลอนกวีโบราณ จึงได้เข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์ “ต้ากงเป้า” ของฮ่องกง ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่หนุนลัทธิการเมืองฝ่ายซ้าย ในปี พ.ศ.2492 (1949) ก็ได้สิทธิพำนักถาวรในฮ่องกงต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่นครซิดนีย์

 

เนี่ยอู้เซ็ง มีนามปากกาหลายชื่อ เช่น เหลียง ฮุ่ยหรู, เฝิง อวี๋หนิง (*เสียงอ่านจีนกลาง) เป็นต้น โดยมีผลงานเขียนทั้งปกิณกะ บทวิจารณ์วรรณกรรม และบันทึกประวัติศาสตร์วรรณกรรม นอกจากนี้ยังเคยเขียนบทวิจารณ์หมากรุกจีน ภายใต้นามปากกา “เฉินหลู่” (*เสียงอ่านจีนกลาง) ซึ่งงานเขียนวิจารณ์หมากรุกจีนที่มีอรรถรสอ่านแล้วยังตื่นเต้นยิ่งกว่าลุ้นเชียร์ที่ขอบสนามเสียอีก

 

เนี่ยอู้เซ็ง ป่วยเป็นโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ และได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2549 ในงานเลี้ยงที่ฮ่องกงและเป็นลมกลางงาน หลังจากนั้นก็ได้พักรักษาสุขภาพ ที่โรงพยาบาลนครซิดนีย์ จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา ด้วยวัย 85 ปี

 
 

 

ที่มา: เว็บไซต์คมชัดลึก, ASTVผู้จัดการออนไลน์

 

ที่มาของภาพ: http://www.niyayjeen.th.gs/web-n/iyayjeen/auther/index.html

ความดีงามกับความชั่วร้ายในยุค “กูเกิ้ล”

http://www.prachatai.com/journal/2006/01/22087

Sun, 2006-01-29 02:48

 

 

 

 

 

ทุกวันนี้เราสามารถจะใช้กูเกิ้ล (Google) ค้นหาอะไรก็ได้ตั้งแต่ เครื่องมือทำซูชิ ไปจนถึงเครื่องมือฆ่าตัวตาย ค้นหาได้ง่ายมาก จนกระทั่งผู้ที่บุกเบิกคิดค้นอินเตอร์เน็ตขึ้นมาคงต้องแปลกใจ ว่า “โอ้ เราสร้างอะไรขึ้นมานี่”

 

 

 

แน่นอนผู้ค้นคิดขึ้นมานั้นคงไม่สามารถจะควบคุมได้ว่า คนจะนำเอาสิ่งประดิษฐ์ของตนเองไปใช้ในทางบ้าบอหรือไปใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตแค่ไหน แล้วเขาก็ไม่รู้ด้วยว่า รัฐบาลจะจัดการกับสิ่งประดิษฐ์ของเขาอย่างไร

 

 

 

ในปี พ.ศ.2516 มีนักคอมพิวเตอร์หนุ่ม 2 คน ชื่อ วินตัน จี. เซิร์ฟ กับ โรเบิร์ต อี. แกห์น ได้ปฎิวัติความคิดใหม่ที่จะทำให้ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ดูเป็นเรื่องยากที่เข้าใจกันได้เฉพาะกลุ่ม ให้สามารถสื่อสารได้โดยภาษาทั่วไป โดยที่เขาไม่เคยคิดเลยว่า นี่จะกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดความดีงามและความชั่วร้ายขึ้นกับชีวิตของเรา ตอนนี้เรามีทุกอย่างที่เรียกว่า E- (อิเลคโทรนิค) ที่มีทุกอย่างทางอินเตอร์เน็ต เช่น E- trading (การค้าขาย) E- pornorgraphy (สื่อลามก) E- Surveillance (การตรวจตรา, เฝ้าระวัง), E-death (ความตาย) และใครจะรู้ว่า มีอะไรที่ยังเก็บไว้ให้เราอีกในนี้

 

 

 

ยินดีต้อนรับสู่ยุคติจิตอล ยุคที่ทำให้เรื่องการแลกเปลี่ยนและการเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ อย่างเช่นที่คุณอาจจะสงสัยว่า เจอรัล ไครน์ ชายหนุ่มวัย 26 ปี จาก คลาแมท ฟอลส์ มลรัฐออเรกอน ต้องล้มเหลวลงอย่างเฉียดฉิวในการล่อใจให้ผู้หญิง 32 คนในห้องสนทนา (Chat room) ให้ฆ่าตัวตายหมู่ในวันวาเลนไทน์ในปีที่ผ่านมาได้อย่างไร

 

 

 

“สิ่งที่มีร่วมกันของผู้หญิงที่เปราะบางเหล่านี้ก็คือ ความหดหู่เศร้าสร้อย เขาได้เชิญชวนให้ผู้หญิงเหล่านี้เข้ามาร่วมในกิจกรรมทางเพศในแบบพิเศษกับเขา และเขาจะให้พวกเธอนั้นเปลือยกายแขวนคออยู่กับขื่อบ้านของเขา” ทิม เอวิงเจอร์ นายอำเภอ คลาแมท เคาน์ตี้ กล่าวกับผู้สื่อข่าว ถ้าไคลน์ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ เขาก็อาจใช้เว็บแคม ส่งกระจายภาพของผู้หญิง 32 คนนี้เปลือยกายแขวนคออยู่กับขื่อออกไปทั่วโลก

 

 

 

การแขวนคอคล้ายการฆ่าตัวตายเพื่อให้ขาดลมหายใจเป็นกิจกรรมทางเพศที่อันตรายมากที่เชื่อว่าจะทำให้ถึงจุดสุดยอดอย่างสูงสุด การกระทำแบบนี้เรียกว่า Sexual asphyxiation เป็นกิจกรรมทางเพศที่สุดโต่งมากๆ และหลายคนก็เลือกที่จะตายด้วยวิธีนี้ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นกระแส แล้วก็ค่อยๆ ทำให้เหตุการณ์พิลึกพิลั่นเหล่านั้นค่อยๆ คลายความน่าสนใจลงหลังที่บรรดาสื่อทั้งหลายได้ปั่นเรื่องเพื่อเรียกเรตติ้งไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

 

ผู้หญิงชาวแคนาดาคนหนึ่ง อาจจะเป็นหนึ่งในคนเดียวกับในกลุ่มที่กำลังค้นหาชีวิตหลังความตาย ได้มองเห็นข้อความหนึ่งในห้องสนทนา ชื่อหัวข้อ การฆ่าตัวตายในอุดมคติ แล้วทำให้เธอรู้สึกตกใจที่พบว่า มีผู้หญิงในห้องสนทนาอีกห้องหนึ่ง ไม่เพียงแต่กำลังจะฆ่าตัวเองตายเท่านั้น แต่ยังจะฆ่าลูก 2 คนด้วย เธอจึงรีบโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจทันที และก็พบว่ามีผู้หญิงที่หดหู่จำนวนไม่น้อยที่กำลังจะฆ่าลูกของตัวเองอยู่ และไคลน์เอง เมื่อตอนที่เขาถูกจับได้ก็บอกว่า อย่างน้อยผู้หญิง 31 คนนี้ ก็ตกลงใจที่จะฆ่าตัวตายหมู่

 

 

 

บันทึกจากห้องสนทนาโชว์ว่า ไคลน์นั้นได้ทำเครือข่ายกับผู้หญิงเพื่อให้มาร่วมการฆ่าตัวตายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 แล้ว

 

 

 

“เป็นความพยายามก้าวออกมาจากความเศร้าสร้อยของชีวิตด้วยการมีกิจกรรมทางเพศที่สุดโต่งด้วยการสำเร็จความใคร่และถึงจุดสุดยอดกันด้วยการฆ่าตัวตายหมู่โดยการแขวนคอตาย” หากนี่เป็นคำอธิบายสำหรับเรื่องนี้ ถ้าเช่นนั้นคนเราก็อาจจะเข้าใจได้ว่า ทำไมบางคนถึงสามารถเผาตัวเองเพื่อพันธสัญญาอันแรงกล้า เพื่อจีฮัด ซึ่งหากปราศจากการกระทำเป็นเครือข่ายและความร่วมมือกันก็จะไม่มีแรงดึงดูดใจมากนัก

 

 

 

การตายคนเดียวเป็นเรื่องที่แย่ แต่ว่าการตายนั้นจะง่ายขึ้นหากคนรู้สึกว่า ตายด้วยกัน อินเตอร์เน็ตก็ให้ความรู้สึก “เป็นพวกเดียวกัน” (togetherness) ของกลุ่มคนที่ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากัน

 

 

 

การฆ่าตัวตายหมู่ของคนแปลกหน้าต่อกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่พบกันทางอินเตอร์เน็ต เป็นเหตุการณ์ที่ไม่พบบ่อยนักในญี่ปุ่น ประเทศที่เคยมีพิธีกรรมโบราณ คือการฮาราคีรีของชาวซามูไร

 

 

 

ในห้องสนทนาในญี่ปุ่นนั้น ในกระดานข่าวหรือเว็บไซด์ที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย จะมีคนเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน นั่นไม่ใช่ว่าจะหลีกหนีจากจินตนาการเรื่องการฆ่าตัวตายได้อย่างไร แต่จะพูดถึงเรื่องจะประหารชีวิตคนด้วยวิธีใด ตัวอย่างเช่น เอาเข้าไปขังในห้องแล้วรมควันให้ตายไปด้วยพิษของคาร์บอนมอน็อกไซด์ ในที่จอดรถบนภูเขาไกล หรือ กระโดดตึกพร้อมๆ กัน ถึงแม้ว่าการฆ่าตัวตายบางกลุ่มก็สำเร็จ แต่มีอีกไม่น้อยที่จบลงด้วยการบาดเจ็บสาหัสหรือทนทุกข์ทรมาณตลอดชีวิต

 

 

 

ยูกิโอะ ไซอิโตะ นักเทศน์นิกายเมทโธดิสต์ ผู้ก่อตั้งและดูแลศูนย์ฮอตไลท์การฆ่าตัวตาย ชื่อ โฟน ฟอร์ ไลฟ์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์ว่า “ความคิดที่ว่าตายด้วยกันนั้น จะอย่างไรก็เรียกได้ว่า ทำให้อุ่นใจขึ้น การตายเพียงลำพังนั้นเหงา และต้องใช้ความกล้าหาญมากกว่า วิธีการฆ่าตัวตายแบบนี้ก็ดูจะดึงดุดใจพวกสื่อได้ดี และเป็นการชี้นำคนที่กำลังคิดที่จะฆ่าตัวตายอยู่ด้วย”

 

 

 

เรื่องนี้ทำให้ย้อนนึกไปถึงเรื่องของ จิม โจนส์ บาทหลวง ผู้นำทางจิตวิญญาณที่ได้นำคนถึง 913 คนฆ่าตัวตามพร้อมกันในปี พ.ศ. 2521 ที่โจนสืทาวน์ กียานา แล้วลอกมานึกดูว่าหาก คุณพ่อโจนส์ มีเว็บไซด์ สมมติว่าชื่อ “แนวทางไปสู่ความตายอันงดงาม” แล้วล่อใจหญิงสาวโดยการบอกให้ทำตามไปทีละขั้น ละขั้น และบอกเวลาจากจุดนี้ไปจนเวลาต่อจากนั้น เข้าใจว่าคุณพ่อโจนส์คงจะดึงดูดคนได้นับล้านๆคนเข้ามาสู่การฆ่าตัวตายหมู่แบบที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน

 

 

 

ดังนั้นคุณอาจจะจินตนาการได้ว่า ผู้นำการจีฮัดที่มีสง่าราศีจะทำอะไรออนไลน์ได้บ้างเมื่อสรุปผลการระเบิดพลีชีพหมู่กับ

 

ศาสนิกผู้ทรงคุณธรรมได้ฟังกัน

 

 

 

นี่เองก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจเลยที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯได้ขออำนาจไปยังศาลสูงเพื่อจะบังคับให้กูเกิ้ล ยอมให้รัฐบาลเข้าไปแอบดูการ Search ส่วนตัวของคนอเมริกันนับล้านๆ คนที่ได้เข้าไปใช้ search engine ของ google ซึ่งกูเกิ้ล ได้ปฎิเสธออกไป ทว่าเป็นที่น่าขันว่า กูเกิ้ลกลับยอมคุกเข่ายินยอมให้จีนในเรื่องนี้ ด้วยว่า ผลประโยชน์นั้นมาก่อนคุณธรรม และนี่ก็จะแสดงให้เห็นว่า กูเกิ้ลจะแข็งขืนกับรัฐบาลสหรัฐฯได้อีกนานเท่าไร หากบรรดายักษ์ใหญ่แห่งโลกไซเอร์ทั้งหลาย อย่าง MSM, Yahoo และ AOL มองไม่เห็นว่าจะเสียหายอะไรถ้าจะยอมอ่อนข้อให้รัฐบาล

 

 

 

คณะกรรมการความมั่งคงแห่งชาติออกมาบอกเหตุผลว่า เพื่อการปกป้องเด็กๆ จากสื่อลามก และให้ตายเถอะ มีเหตุผลอีกมากมายหลายประการที่รัฐบาลบอกออกมาถึงความต้องการจะรู้ว่า คนอเมริกันเข้าไปในเว็บไซด์ใดบ้างในโลกไซเบอร์นี้ แต่ก็มีความจริงอยู่ว่า ตาม พ.ร.บ.สิทธินั้นก็เขียนบอกไว้อย่างโจ่งแจ้งว่า “นี่มันไม่ใช่กงการอะไรของยู นะลุงแซม”

 

 

 

————————————

 

เรียบเรียงจากบทความของ ND Batra, ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนอริช

 

ที่มา: http://www.thestatesman.net/page.news.php?clid=4&theme=&usrsess=1&id=104035

เตรียมสร้างพระพุทธรูปใหม่ที่อัฟกานิสถาน

http://www.prachatai.com/journal/2005/08/21311

Wed, 2005-08-10 18:55

 

ประชาไท-  พระพุทธรูปอายุกว่า 1,600 ปีที่หุบเขาบามิยันที่ได้ถูกกลุ่มตาลีบันทำลายลงไปเมื่อปี พ.ศ. 2544 กำลังจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยศิลปินชาวญี่ปุ่น

 

 

 

ศิลปินชาวญี่ปุ่นชื่อ ฮิโระ ยามากาตะ เตรียมที่จะใช้เลเซอร์หลากสีโดยใช้พลังงานลมและพลังแสงงานอาทิตย์ยิงเข้าไปที่หน้าผาซึ่งเคยเป็นที่ตั้งเดิมที่พระพุทธรูปถูกทำลายลงไปขึ้นมาอีกครั้งโดยในการยิงเลเซอร์นี้จะอยู่ห่างหน้าผาประมาณ 4 ไมล์

 

 

 

ในการทำงานครั้งนี้เจาหน้าที่ของรัฐบาลอัฟกานิสถานได้ติดต่อศิลปินญี่ปุ่นในปี 2546  และขณะนี้ก็กำลังรอการอนุมัติจากทางองค์การยูเนสโกอยู่ ทั้งนี้ การสร้างพระพุทธรูปนี้จะมีระบบเลเซอร์ 14 ระบบ จะจับภาพเข้าไปที่พระพุทธรูปยืนที่ไม่มีพระพักตร์ขนาดความสูง 175 ฟุต ( 52.5 เมตร) จำนวน140 องค์ ที่อยู่หน้าผา โดยจะใช้เวลา 4 ชั่วโมงทุกๆคืนวันอาทิตย์

 

 

 

องค์การสหประชาชาติว่าด้วยการศึกษา วัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ หรือ ยูเนสโก นั้นจะต้องเข้าไปดูว่าแสงเลเซอร์จะสามารถทำลายหน้าผาไปหรือ

 

 

 

ฮาบาบิ ซาโรบิ ผู้ว่าราชการจังหวัดมามิยันกล่าวว่า “หากสามารถที่จะทำสิ่งนี้ได้โดยที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เรายินดีที่จะสนับสนุนโครงการนี้ เพราะมันจะช่วยเป็นการดึงดูดการท่องเที่ยว”

 

 

 

“พระพุทธรูปเหล่านี้จะได้ช่วยเตือนความจำเราได้ว่าครั้งหนึ่งพระพุทธรูปเคยมีลักษณะเป็นอย่างไร”

 

 

 

ยามากาตะ ประมาณการณ์ว่าโครงการนี้คงจะใช้งบประมาณ 9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ( 369ล้านบาท) และคาดว่าน่าจะแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2550

 

 

 

ยามากาตะซึ่งปัจจุบันประจำอยู่ที่แคลิฟอร์เนียได้เดินทางเข้าไปที่ เมืองบามิยันในปี 2546 มีความหวังว่า งานศิลปะของเขาจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการคืนบางสิ่งบางอย่างกลับคืนให้แก่ภูมิภาคที่แตกสลายภายหลังสงคราม โดยการนำเข้ากังหันลมเพื่อมาสร้างพลังงานเพื่อใช้ในพื้นที่ในหมู่บ้านใกล้เคียงกับละแวกนั้น

 

 

 

เขามีแผน ที่จะว่าจ้าง คนงานในท้องถิ่นเพื่อจะมาช่วยสร้างฐานของกังหันลม

 

 

 

“หลายคนก็พูดว่า ศิลปะของผมอาจจะช่วยผู้คนได้ แน่นอน ผมช่วยคน แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการไม่ทำร้ายประชาชน” ยามากาตะกล่าว

 

 

 

“ผมกำลังทำผลงานทางศิลปะ นี่คือเป้าประสงค์ของผม ไม่ได้กำลังทำเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือกำลังออกแถลงการณ์การเพื่อสนับสนุนศาสนา หรือ การเมือง”

 

 

 

ซาฮีร์ อาซิซ เอกอัคราชทูตอัฟกัน ประจำยูเนสโก ยืนยันว่า แผนของสวิสที่จะสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาใหม่ก่อนหน้านั้นโดยจะต้องใช้งบประมาณถึง 30 ล้านเหรียญ ( 1,230 ล้านบาท)ต่อรูปปั้น  1 องค์นั้นได้ล้มเลิกไปแล้ว

 

————————————————–

 

ที่มา: BBC onlines

 

http://news.bbc.co.uk/2/hi/entertainment/4134252.stm

โลกในยุคของอาหมวย-อาตี๋

http://www.prachatai.com/journal/2005/08/21369

Tue, 2005-08-30 11:36

 

ยุค Pax <?xml:namespace prefix = st1 ns = “urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags” />Americana (ยุคที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าโลกทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ) ได้เข้าแทนที่ Pax Britannica มาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษ และหลายคนกำลังเชื่อว่า โลกของเรากำลังก้าวสู่ยุคของ Pax China ซะแล้ว

 
หากพูดถึงประเทศสหรัฐอเมริกา เรามักเห็นหน้าบุช แมคโดนัลด์ กาแฟสตาร์บัคส์ ไก่เคเอฟซี รวมถึงสาวอวบบริทนีย์ สเปียร์ ซึ่งอวบได้ถึงขนาดนั้น ก็อาจเป็นเพราะไก่ที่โชกไปด้วยฮอร์โมนแบบเคเอฟซี
ไม่ว่าคุณจะชอบหรือ ไม่ก็ตาม ความเป็นอเมริกันแทรกซึมอยู่ในทุกย่างก้าวของชีวิตคนทั่วโลก เพราะกฎเกณฑ์ธุรกิจ การเงิน การตลาดของศตวรรษที่ผ่านมานั้น ถูกกำหนดด้วย Pax Americana (ยุคที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าโลกทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ) ซึ่งเข้าแทนที่ Pax Britannica มากว่าครึ่งศตวรรษ และหลายคนกำลังเชื่อว่า โลกของเรากำลังก้าวสู่ยุคของ Pax China ซะแล้ว

 
ขั้วอำนาจของโลก กำลังหันเหมาทางตะวันออก สังเกตได้จาก หัวข้อข่าวที่พาดอยู่ตามหนังสือพิมพ์ และบทความในนิตยสารต่างๆ ในอเมริกา ที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังกังวลอย่างยิ่งกับขั้วอำนาจใหม่ที่โดดเด่นขึ้นมาอย่างรั้งไม่อยู่

 
“เราจะสู้จีนได้อย่างไร” — นิตยสาร Atlantic Monthly (มิถุนายน 2548)
“ศตวรรษใหม่ของจีน” — นิตยสาร Newsweek (9 พฤษภาคม 2548)
“ปรับค่าเงินหยวนช่วยเงินเยน” — สำนักข่าว Bloomberg (6 พฤษภาคม 2548)
“จีนอาจไม่แกร่งอย่างที่คิด” — MarketWatch.com (6 พฤษภาคม 2548)
“จีนกร่างบนเวทีโลก” — BusinessWeek Online (12 เมษายน 2548)
“จีนท้าอำนาจสหรัฐฯ” — The Washington Quarterly (Summer 2544)

 
ความโดดเด่นของจีนที่ปรากฏอยู่รอบกายในช่วงเวลานี้ อาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับใครหลายคน ราวกับว่าได้ตื่นขึ้นมาในโลกใบใหม่ แต่แท้ที่จริงแล้ว ประเทศจีนเริ่มเปิดประเทศมาเป็นเวลากว่ายี่สิบปี และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าประทับใจมานับตั้งแต่วันที่เติ้ง เสี่ยวผิง ได้กล่าวคำคมในที่ประชุมพรรคคอม มิวนิสต์เมื่อเดือนธันวาคมของปี พ.ศ. 2521 ว่า

 
“มันจะเป็นแมวดำ หรือแมวขาว ก็ไม่สำคัญหรอก ตราบใดที่มันจับหนูได้”

 
เติ้ง เสี่ยวผิง กำลังพูดถึงนโยบายการเปิดประเทศของจีน ที่เน้นการปรับปรุงประเทศให้ก้าวหน้า และทันสมัย โดยเน้นวิธีการที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิผล มากกว่าที่จะให้อุดมการณ์แข็งทื่อเป็นตัวนำ ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งประวัติศาสตร์ ที่ทำให้จีนได้ก้าวขึ้นมาสู่ความเป็นมหาอำนาจอย่างเงียบๆ จนกว่าที่สหรัฐ จะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว

 
ทั้งนี้ ต้องขอบคุณนโยบายการทูตของจีน ที่แยบยลราวกับถอดออกมาจากตำราซุนวู กล่าวคือ ทำตัวอ่อนน้อม ไม่แข็งกร้าว และรู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ด้วยการไม่ไปลงคะแนนเสียงในเหตุการณ์สำคัญๆ ที่สหประชาชาติ และปิดปากเงียบกริบ เรื่องสงครามในอิรัก

 
ในขณะเดียวกันก็เร่งพัฒนาเศรษฐกิจของตนอย่างเงียบๆ โดยไม่พยายาม “ฉายแสง” ออกมาให้เห็นจนเกินหน้าเกินตาใครนัก

 
อาจกล่าวสั้นๆ ได้ว่า “การเมืองฉันไม่ยุ่ง มุ่งแต่เรื่องเงิน”

 
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ดูเหมือนว่าจีนจะปรับเปลี่ยนนโยบายทางการทูตไปในทิศทางที่กร้าวมากขึ้น ราวกับมังกรที่เติบโตเต็มที่ พร้อมที่จะออกมาสำแดงฤทธิ์เดช สังเกตได้จากจุดยืนที่จีนออกมาแสดงอย่างชัดเจน เริ่มจากการทดลองขีปนาวุธที่ช่องแคบไต้หวัน เมื่อปี 2539

 
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จีนย้ำให้ประเทศออสเตรเลีย ทบทวนนโยบายพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ต่อมา ประเทศจีนก็สนับสนุนให้ประชาชนประท้วงตำราประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น (ที่บิดเบือนเสียจนเด็กนักเรียนไม่รู้ว่าทหารญี่ปุ่นไปกระทำปู้ยี่ปู้ยำอะไร กับหญิงจีนไว้บ้าง) และการไม่ยอมคว่ำบาตรซูดานตามที่สหรัฐฯ ต้องการ

 
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ดีของสหรัฐมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลากว่าสี่สิบปีนับตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ อาจตกอยู่ในที่นั่งที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะเรากำลังถูกแซนวิชอยู่ตรงกลาง ระหว่างสองขั้วมหาอำนาจ

 
ทั้งนี้ เรากำลังได้ประโยชน์มหาศาลจากตลาดขนาดใหญ่ของจีน ตลาดที่มีคนพันล้านกว่าคนเป็นผู้ซื้อ ซึ่งนับวันจะมีกำลังซื้อมากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นเสมือนหน้าบ้านของจีน จึงเป็นไปได้อย่างยิ่งที่เราอาจถูกกดดันทางการทูต และการทหารโดยประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่เร็วก็ช้า

 
หรือจริงๆ แล้ว เราอาจตกอยู่ในสถานะที่ถูกกดดันแล้วโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ดังที่ผู้เชี่ยวชาญและนักสังเกต

 

การณ์หลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า สหรัฐฯ น่าจะเป็นหนึ่งในมือที่สาม (ที่มีหลายมือเหลือเกิน) ที่เข้ามาข้องเกี่ยวกับเหตุการณ์ไม่สงบในภาคใต้ของไทย

 
ข้อสังเกตนี้ น่าเชื่อถือเพียงใด อาจสังเกตได้จากปฏิกิริยาของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ภายใต้รัฐบาลทักษิณ 1 ที่ออกมาโยนข้อกล่าวหาดังกล่าวให้กับรัฐบาลชวน โดยเน้นว่ารัฐบาลชวน เป็นผู้นำหน่วยงานลับ CTIC เข้ามายังประเทศไทย (หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ, 24 พฤษภาคม 2547) อย่างไรก็ตาม การจุดประเด็นในครั้งนั้น กลับกลายเป็นจุดตกอับให้กับท่านชวลิตเอง เพราะรัฐบาลทักษิณ ถ้าให้เลือกได้ ก็ไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดเป็นประเด็นขึ้นมาในที่สาธารณะ หลังจากนั้นไม่นาน จึงเห็นได้ว่า ท่านชวลิตได้หายตัวไปจากวงการการเมืองและการทหารอย่างเงียบๆ จนประชาชนคิดถึง

 
ไม่ว่าสหรัฐฯ จะเป็นมือที่สาม ที่สี่ หรือที่ห้า ในความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของไทยก็ตาม ประชาชนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ อาจจะมีส่วนรับรู้ แต่ก็คงไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางด้านนโยบายทางการทหารของไทย เพราะหน่วยงานทหารไทยนั้น มีอิสระในการตัดสินใจสูง มีการเชื่อมโยงกับทหารสหรัฐฯ โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางประชาธิปไตยใดๆ ทั้งสิ้น

 
แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ไทยได้ประโยชน์จากการอยู่ใกล้ประเทศจีน เราจึงมีโอกาสไปเที่ยว หรือไปเรียนได้ง่าย สมัยนี้ไฮโซของไทยไม่จำเป็นต้องส่งลูกไปเรียนไกลถึง Boston U. หรือไม่ต้องบินไปชอปปิ้งไกลถึง Fifth Avenue ที่นิวยอร์ค แค่บินสี่ชั่วโมง ก็ไปถึงเซี่ยงไฮ้ได้แล้ว ในที่สุด การเป็นสาวกกาแฟสตาร์บัคส์ จะไม่เท่เท่ากับการดื่มชาเขียวจีน และดาราลูกครึ่งอย่าง ริต้า เจนเซ่น ก็ต้องหลีกทางให้กับหนุ่มตี๋ สาว

 

หมวย ที่นับวันจะล้นจอแก้วจอเงินของไทย

 
หรือว่า…ความสวยงามนั้นขึ้นอยู่กับว่า ใครมี อำนาจ

ที่มา : http://thaifriendforum.blogspot.com/2005/05/blog-post.htm

เกาหลีประกาศพร้อมเปลี่ยนเป็นชาติแห่งผู้หญิงเป็นสุข

http://www.prachatai.com/journal/2005/06/4516

Tue, 2005-06-21 20:28

โชซัน- วอน ยัง ซุค สตรีหมายเลขหนึ่ง ประกาศว่าเกาหลีภายใต้การบริหารประเทศโดยสามีของเธอนั้นมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนประเทศให้เป็น “ชาติที่ผู้หญิงมีความสุข”

วอน ยัง ซุค สตรีหมายเลขหนึ่งของเกาหลีได้ขึ้นมากล่าว ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ในการประชุมสหวิทยาการนานาชาติเรื่องผู้หญิง ครั้งที่ 9 ( The Ninth International Inter disciplinary Congress on Women) หรือในบางครั้งก็ใช้ชื่อว่าการประชุมใหญ่สหประชาชาติเรื่องผู้หญิง (UN general assembly of women) ซึงเป็นการรวมเอาผู้หญิงที่ทำงานในประเด็นต่างๆมารวมตัวกันสร้างบทบาทใหม่ในฐานะของกำลังเพื่อสันติภาพของโลก โดยในปีนี้ชูคำขวัญ “รวมโลกเป็นหนึ่งเดียว: ตะวันออก-ตะวันตก/เหนือ-ใต้”

การประชุมครั้งนี้ประเทศเกาหลีเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมโดยมีผู้เข้าร่วมที่เป็นบรรดานักวิชาการ นักกิจกรรมสังคม เอ็นจีโอ และผู้วางแผนนโยบายจำนวนกว่า 3 พันคนจาก จาก 80 ประเทศทั่วโลก

วอน ยัง ซุค กล่าวว่า ภายใต้การบริหารประเทศของสามีของเธอนั้นก็ได้วางเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเปลี่ยนเกาหลีให้เป็น ” ชาติที่ผู้หญิงมีความสุข” โดยมีหลักฐานยืนยันได้ เช่น การออกนโยบายขจัดระบบการลงทะเบียนครอบครัวแบบชายเป็นใหญ่ และ ขจัดกฎหมายต่อต้านการค้าประเวณี

เธอยังกล่าวเพื่อเพิ่มความชื่นชมอีกว่า รัฐบาลได้วางแผนที่จะนำประเทศให้อยู่ใน 30 อันดับแรกของโลกที่ผู้หญิงมีอำนาจภายในปี 2008

ทั้งนี้ ในที่ประชุมที่เดียวกันนี้ ศ. ชาง ปิล ฮวา แห่งมหาวิทยาลัยสตรีเอฮวา ในฐานะผู้จัดการประชุมได้กล่าวในตอนหนึ่งของสุนทรพจน์ในพิธีเปิดว่า “ผู้หญิงเกาหลีนั้นอุทิศตนให้ทั้งกับครอบครัวและประเทศชาติมายาวนานในนามของความเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามพลิกแผ่นดินเพื่อหาความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการต่อสู้อย่างหนักเพื่อความเสมอภาคทางเพศ”

เหลนคานธีรับไม่ได้ร้านฟาสต์ฟู้ดออสซี่ใช้ชื่อขายเนื้อ

http://www.prachatai.com/journal/2005/06/4553

Thu, 2005-06-23 22:45

รอยเตอร์/ประชาไท- คนในครอบครัวอดีตมหาบุรุษแห่งอินเดียมหาตะคานธี นักสู้เพื่อสันติภาพผู้เป็นมังสวิรัติ วิงวอนรัฐบาลอินเดียให้ช่วยจัดการกับร้านอาหารจานด่วน ชื่อ แฮนดี คานธี ( Handi Ghandi) ในออสเตรเลียที่ใช้สโลแกนว่า ” Great Curries… No Worries” ให้เลิกใช้ชื่อหรือภาพคานธีมาจำหน่ายสินค้า

ร้านอาหารดังกล่าวนี้ขายอาหารหลากหลายรวมทั้งพวกแกงที่เป็นสไตล์อินเดียที่มีทั้งเนื้อและที่เป็นมังสะวิรัต รวมทั้งเนื้อวัวที่เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และเป็นอาหารต้องห้ามของชาวฮินดู

“น่าเกลียดมาก นี่เป็นสิ่งที่สวนทางกับความเชื่อของท่าน ( มหาตมะคานธี) โดยแท้ การใช้ภาพ
ลักษณ์ของท่านมาขายแกงเนื้อมันเป็นเรื่องที่ไปกันไม่ได้เลย” ตูชาร์ คานธี ผู้ก่อตั้งและหัวหน้ามูลนิธิมหาตมะคานธีซึ่งเป็นเหลนของมหาตมะคานธีกล่าว

“แล้วท่านก็ไม่ใช่พวกนักกินด้วย”

แม้ว่าจะเป็นมังสะวิรัต แต่มหาตมะ คานธีเองก็เคยสารภาพว่าเคยลองเนื้อวัวหนึ่งครั้งเพื่อให้รู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ได้พยายามติดต่อกับร้านแฮนดี คานธี ในออสเตรเลีย ทรอย ลิสเตอร์ บอกกับรอยเตอร์ว่าไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะพูดและให้โทรกลับมาใหม่ในวันจันทร์นี้

นอกจากในเว็บไซด์ ( www.handighandi.com) จะมีภาพโลโก้เป็นรูปคานธี แล้ว ยังมีจิงเกิ้ลเป็นเสียงของผู้ชายที่ร้องว่า ” ผมคือ แฮนดี้ คานดี มากินแกงต่างๆที่ผมมี ( I am Handi Ghandi, eat my curries) “

“พวกเขาพยายามที่จะใช้ใครบางคนที่มีเสียงคล้าย เบน คิงสลีย์ ” คานธีรุ่นเหลนกล่าวถึงดาราที่แสดงเป็นมหาตมคานธีในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์ไปเมื่อ 23 ปีที่ผ่านมาแล้ว

แม้ว่าชื่อและภาพลักษณ์ของคานธีจะได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายของอินเดียเช่นเดียวกับธงชาติ แต่ตูชาร์กล่าวว่าเขาไม่มีผู้ที่ให้ความช่วยทางกฎหมายในออสเตรเลียซึ่งบริษัทนี้ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

“นั่งอยู่ที่อินเดีย ผมคงทำอะไรเขาไม่ได้ แต่ผลักดันรัฐบาลอินเดียให้ดำเนินการได้”

หลายๆครั้งที่บริษัทต่างชาติมักไม่ได้ใส่ใจว่าจะทำให้คนอินเดียโกรธโดยการนำภาพของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือเทพของฮินดูมาใช้ ทั้งนี้เมื่อเดือนที่แล้วนักกฎหมายชาวอินเดียในสหรัฐฯก็เพิ่งฟ้องบริษัทเบียร์ แคลิฟอร์เนียเรียกร้องค่าเสียหายกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในฐานที่ใช้พระคเณศ มาเป็นตราของเบียร์โดยให้งวงช้างถือเบียร์อยู่

อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่ทราบกระแสความไม่พอใจดังกล่าว ทางบริษัทแฮนดี้ คานธี ก็ได้เปลี่ยน
แปลงโลโก้ ( ดูภาพ) พร้อมกับออกมาแจ้งในหน้าแรกของเว็บไซด์ www.handghandi.com ทางบริษัทได้รับรู้ว่ามีข่าวเกี่ยวกับโลโก้ของบริษัทของเรา ซึ่งเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์จากตูชาร์ คานธี ซึ่งเป็นเหลนของมหาตมะคานที่แสดงกังวลในเรื่องนี้ ทางบริษัทขอยืนยันว่าไม่มีความตั้งใจที่จะหมิ่นเกียรติแต่อย่างใด และเพื่อแสดงความเคารพต่อครองครัวของมหาตมะคานธีและมูลนิธิ ทางบริษัทจึงตัดสินใจที่จัดการเรื่องโลโก้ของบริษัทอย่างเร่งด่วน

คนเกาหลีบ่นทำงาน 5 วัน/สัปดาห์ว่างมากไป

http://www.prachatai.com/journal/2005/06/4638

Tue, 2005-06-28 22:29

จุงกัง เดลี่- กฎหมายแรงงานเกาหลีที่ให้บริษัทหรือวิสาหกิจขนาดที่มีจำนวนพนักงานมากกว่า 1 พันคนให้ลดวันทำงานเหลือแค่ 5 วันต่อสัปดาห์จากที่เคยต้องทำงานในวันเสาร์ด้วยได้ครบรอบ 1 ปีในวันนี้ ( 28 มิย.) พร้อมกับการมีผลบังคับใช้กับกิจการที่มีคนงาน 300 คนขึ้นไป เพื่อให้แรงงานได้มีโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ทว่า กลับมีชาวเกาหลีจำนวนไม่น้อยไม่มีความสุขกับชีวิตที่ไม่ต้องทำงานวันเสาร์

ลิม คนงานชายวัย 40 ปีจากบริษัทตัวแทนซื้อขายหลักทรัพย์จากย่านเยียวอิโด ในกรุงโซลกล่าวว่า ตอนที่รัฐบาลประกาศให้ใช้ระบบนี้ใหม่ก็รู้สึกดีใจ แต่ว่า “หลังจากที่ได้ขับรถออกไปนอกเมืองทุกๆวันหยุดสุดสัปดาห์ ตอนนี้ก็เริ่มไม่รู้ว่าจะไปไหนดี”

“บางทีผมก็เริ่มกังวลเมื่อวันหยุดกำลังจะมาถึง” ลิมกล่าว

ลิมไม่ใช่คนเดียวที่บ่นว่าไม่รู้จะทำอะไรดีในช่วงเวลาว่างที่ได้เพิ่มขึ้นมา มีหลายๆคนที่ให้สัมภาษณ์กับจุงกัง กล่าวว่า พวกเขากังวลกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากกิจกรรมในวันหยุด และบางคนก็บ่นว่าพวกเขาต้องทำงานหนักกว่าที่เคยทำเมื่อวันทำงานในสัปดาห์สั้นลง

กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเกาหลีได้ทำการสำรวจนายจ้าง 864 คนต่อกรณีที่เปลี่ยนการทำงานมาเป็น 5 วันต่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นเวลา 1 ปี พบว่า ร้อยละ 57 บอกว่า ไม่พอใจมากกับเวลาว่างที่เพิ่มขึ้นมาเลย มีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น ที่บอกว่า พอใจมาก

กระทรวงวัฒนธรรมฯรายงานว่า มีคนจำนวนมากที่คาดหวังว่าจะใช้เวลาว่างไปกับการเดินทาง หรือ เล่นกีฬาแต่กลับพบว่าได้ใช้เวลาไปกับการดูหนัง ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ หรือ นอนเล่นเสียมากกว่า

“เนื่องจากระบบการทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ทำให้กระบวนทัศน์ของชีวิตการทำงานต้องเปลี่ยนไป เมื่อก่อนนี้คนมีวันหยุดเพื่อที่จะทำงานต่อไป แต่ทุกวันนี้คนต้องทำงานเพื่อจะมีวันหยุด” ชิน มิน-ยอง นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจของแอลจี กล่าว

“ปัญหาก็คือว่ามีคนจำนวนน้อยที่สามารถวางแผนที่จะใช้เวลาในหยุดได้อย่างมีประสิทธิผล แต่ก็ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับกิจกรรมยามว่างมากพอ” ชินกล่าว

หลายๆคนบ่นเรื่องภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการใช้จ่ายในช่วงเวลาว่าง

คิม คังจุน วัย 39 คนงานของบริษัทแห่งหนึ่งได้ไปเล่นสเก็ตไปตามแม่น้ำฮั่นกับครอบครัวเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว “ผมใช้เงินไป 400,000 วอน (ประมาณ 16,000บาท) ไปกับการเล่นสเก็ต และเราก็ไปสวนน้ำอีกหลายแห่งในโซล” คิมกล่าว

“ค่าใช้จ่ายของผมเพิ่มขึ้นประมาณ 300,000 วอนในแต่ละสุดสัปดาห์เมื่อรวมค่าน้ำมันและค่าจอดรถเข้าไปด้วย เราต้องใช้จ่ายเงินมากขึ้นเมื่อเราต้องไปสวนสาธารณะทุกๆวันหยุดสุดสัปดาห์” คิมกล่าว

ส่วนลิมก็กล่าวเสริมว่า ค่าใช้จ่ายในช่วงสุดสัปดาห์ของเขายิ่งเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ “ผมได้รับเงินเดือนเท่าเดิม แต่ว่าตอนนี้ครอบครัวของผมมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า”

จากการสำรวจของกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว พบว่า ร้อยละ 83.1 ของผู้ถูกสำรวจที่บอกว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น อีกร้อยละ 16.3 กล่าวว่าเหมือนเดิมเท่าๆ กับเมื่อก่อนที่จะมีระบบการทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ มีเพียงร้อยละ 0.6 เท่านั้นที่บอกว่าใช้จ่ายในช่วงเวลาว่างน้อยลงกว่าเดิม

หลายๆคนบอกว่าพวกเขาจะต้องเร่งงานให้เสร็จก่อนที่วันหยุดสุดสัปดาห์จะมาถึงซึ่งนี่ก็ได้เพิ่มความเครียดอันเกิดจากการทำงานขึ้นอีก

ผลสำรวจของกระทรวงวัฒนธรรมฯพบว่า ร้อยละ 38.1 บอกว่าภาระงานในระหว่างวันทำงานเพิ่มมากขึ้น

“ตั้งแต่ต้องทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน ผมก็ไม่มีกำลังเหลือที่จะไปคิดถึงอะไรอีกแล้วนอกจากต้องรีบเข้านอนให้หลับเพื่อจะต้องรีบตื่นเพื่อไปให้ถึงสำนักงานเร็วกว่าที่เคยและภาระงานของผมก็เพิ่มขึ้นหนักมาก” พนักงานคนหนึ่งของ แดวู ซีเคียวริตี้ที่ไม่ประสงค์จะเอ่ยนามกล่าว

บางคนก็บ่นถึงเรื่องการขาดโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกิจกรรมในเวลาว่าง อย่างเช่น มีถนนมากพอสำหรับไปยังจุดท่องเที่ยงบางจุด แต่ห้องพักของโรงแรมมีไม่พอที่จะรองรับกับจำนวนนักท่องเที่ยว

หัวหน้าบริษัทแพในจังหวัดกังวอน กล่าวว่า ตั้งแต่มีการเปลี่ยนระบบนี่ก็ทำให้จองห้องให้ลูกค้าได้ยากขึ้น ขนาดจองไว้ 2 อาทิตย์ล่วงหน้าก็อาจจะยังไม่ได้

“ถึงแม้ว่าอาจได้ห้อง แต่ว่าก็เป็นห้องที่อยู่ไกลจากแม่น้ำไปประมาณกว่า 1 ชั่วโมงเดินทาง” เขากล่าว

ในส่วนของการจราจรนั้นทาง โกเรียน ไฮเวย์ คอร์ป กล่าวว่า การจราจรโดยรวมก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากในช่วง 5 วันทำงานแต่ว่าถนนในเมืองเล็กๆและถนนที่ไปยังแหล่งท่องเที่ยวค่อนข้างคับคั่งกว่าแต่ก่อน

ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่า คนต้องเรียนรู้ที่จะใช้เวลาว่างอย่างฉลาดเพื่อที่จะได้มีความสุขกับเวลาว่าง และทำให้ครอบครัวเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมยามว่างทั้งหมด

“คนจะต้องเรียนรู้ที่จะทำงานอดิเรกร่วมกับครอบครัวที่ไม่ต้องใช้จ่ายเงินมาก” ศาสตรจารย์คิม ชุงวุนแห่งมหาวิทยาลัยยงจี กล่าว

ชุน ยูโช ประธานบริษัทวาย ซี คอมมิวนิเคชันซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญทางด้านกิจกรรมในยามว่างและการจัดอีเว้นต์ กล่าวว่า ถ้าคนเดินทางหรือออกนอกบ้านในช่วงวันเสาร์ เขาควรที่จะทำอะไรที่ทำให้ได้พักผ่อนมากที่สุดในวันอาทิตย์ เช่น อ่านหนังสือ ถ้าไม่เช่นนั้นเขาก็จะอ่อนเพลียเมื่อกลับไปทำงานในวันต่อไป

เบียร์เป็นเหตุทำเบลเยียม-อิหร่านวงแตก

http://www.prachatai.com/journal/2005/07/4724

Mon, 2005-07-04 11:09

รอยเตอร์- การประชุมระหว่างอาหารกลางวันระหว่างสมาชิกรัฐสภาเบลเยียมกับอิหร่านผู้มาเยือนต้องถูกยกเลิกออกไปเมื่อเจ้าภาพรับไม่ได้ที่ผู้มาเยือนขอห้ามมีแอลกอฮอล์บนโต๊ะอาหาร

เฮอร์มาน เดอ ครู ประธานสภาผู้แทนราษฎรเบลเยียมซึ่งเป็นผู้ที่ต้องทำหน้าที่ต้อนรับและดูแลการมาเยือนของโฆษกและสมาชิกรัฐสภาอิหร่านซึ่งมาเยือนเบลเยียมประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องความหลากหลายในเรื่องเบียร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่สามารถจัดการอำนวยความสะดวกตามที่ผู้มาเยือนขอได้ เมื่อทางสมาชิกสภาอิหร่านซึ่งเป็นมุสลิมนั้นไม่ดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ และหวังว่าทางเจ้าภาพก็จะต้องไม่ดื่มด้วย

เนื่องจากเป็นความคุ้นเคยของชาวเบลเยียมที่มีการดื่มเบียร์ในการรับประทานอาหาร เดอ ครู ได้กล่าวกับ เดอ สแดนดาร์ด เดลี่ ว่า “แม้ว่า เฮอมา เดอ ครู จะเป็นคนอดทนมากเพียงใด แต่นั่นมันเป็นช่องว่างที่ห่างกันเกินไป”

เขากล่าวว่า “ผมไม่ได้รับเรื่องนี้เอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ ผมถูกขอร้องทางอ้อมว่าอย่าเสิร์ฟแอลกอฮอล์”

ดังนั้นเดอ ครู จึงยกเลิกการประชุมพร้อมกับการรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับสมาชิกรัฐสภาอิหร่าน

การมาเยือนของเบลเยียมของอิหร่านในครั้งนี้ดูเหมือนจะมีปัญหาเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ โกลามาลิ ฮัดดาดาเดล ประธานรัฐสภาอิหร่าน ยืนยันว่าจะไม่ยอมจับมือทักทายกับประธานวุฒิสภาของเบลเยียมซึ่งเป็นผู้หญิง

เมื่อเป็นเช่นนั้น แอน-มารี ไลซิน ประธานวุฒิสภาเบลเยียมและนักสังคมนิยมจึงได้ยกเลิกการพบปะระหว่างสมาชิกรัฐอิหร่านกับสมาชิกวุฒิสภาเบลเยียมเช่นกัน เธอได้กล่าวในตอนหนึ่งของแถลงการณ์ว่า ชาวอิหร่านควรจะให้ความเคารพกับประเพณีท้องถิ่นของเบลเยียม เมื่ออยู่ในเบลเยียม เหมือนเช่นที่ชาวเบลเยียมจะทำเมื่ออยู่ในอิหร่าน

สเปนผ่านกฎหมายการสมรสคนรักเพศเดียวกัน

http://www.prachatai.com/journal/2005/07/4725

Mon, 2005-07-04 11:10

เอพี- กลุ่มคนรักเพศเดียวกันในสเปนได้เฮ เมื่อรัฐสภาได้ฝ่ากระแสการคัดค้านของกลุ่มของกลุ่มศาสนจักร และอนุรักษ์นิยม ผ่านกฎหมายการสมรสของคนเพศเดียวกัน

สเปนได้กลายเป็นประเทศโรมันคาทอลิคประเทศที่ 3 ที่ยินยอมคนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ตามกฎหมาย ทั้งนี้จากการโหวตในรัฐสภาสภาที่มี 350 ที่นั่งโดยมีผู้ลงคะแนนเห็นด้วย 187 เสียง และไม่เห็นด้วย 147 เสียง ซึ่งมีผู้เห็นด้วยมากกว่ากึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ พระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในประเด็นการปกครองโดยฝ่ายสังคมนิยมหัวก้าวหน้าเพื่อการปฏิรูปสังคม ที่นอกจากจะยินยอมให้มีการแต่งงานในเพศเดียวกันได้แล้วยังยินยอมให้คู่สมรสเพศเดียวกับสามารถรับบุตรบุญธรรมและรับมรดกของกันและกันได้

ขณะนี้พระราชบัญญัติดังกล่าวได้เป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์แบบแล้ว ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นทางวุฒิสภาซึ่งส่วนใหญ่สมาชิกจะเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมได้ปฏิเสธพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ในทางกฎหมายแล้วให้ถือมติของรัฐสภาเป็นที่สิ้นสุด ดังนั้นการสมรสในกลุ่มคนรักเพศเดียวกันในขณะนี้จึงเป็นเรื่องที่กระทำได้ตามกฎหมาย

ภายหลังจากที่มีการประกาศลงมติออกมา บรรดากลุ่มนักกิจกรรมคนรักเพศเดียวกันทั้งเกย์ และ
เลสเบียนที่เฝ้ามองอยู่ในห้องสังเกตการณ์ ต่างร้องออกมาด้วยความยินดี และ ไปสวมกอดกัน รวมทั้งโบกไม้โบกมือ และส่งจูบให้แก่ผู้ออกกฎหมายเหล่านั้น

ในขณะเดียวกันก็มีสมาชิกจากพรรคอนุรักษ์นิยมซึงเป็นฝ่ายค้านที่ต่อต้านพระราชบัญญัติดังกล่าวอย่างรุนแรงก็ได้ตะโกนออกมาว่า “นี่เป็นเรื่องนี่น่าอปยศที่สุด” กระนั้นกลุ่มผู้สนับสนุนก็ยังคงยืนปรบมือกันต่อไป

ก่อนหน้าที่จะมีการเปิดอภิปรายและลงมติ 1 วันในกฎหมายดังกล่าวนี้ บรรดากลุ่นนักอนุรักษ์นิยมและ พระในศาสนาจักรก็ได้ออกมาประท้วงและล่ารายชื่อคนกว่า 6 แสนคนยื่นต่อรัฐสภาเพื่อคัดค้านการผ่านกฎหมายดังกล่าว

นายกรัฐมนตรี โฮเซ ลุยส์ โรดริเก้ซ์ ซาปาเตโร ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในระหว่างการอภิปรายก่อนที่จะมีการลงคะแนนว่า ” เราไม่ใช่ประเทศแรกในเรื่องนี้ แต่ผมแน่ใจว่าเราจะไม่ใช่ประเทศสุดท้ายแน่นอน หลังจากที่เราได้ออกกฎหมายนี้แล้วคิดว่าคงจะมีอีกหลายๆประเทศที่จะออกมาขับเคลื่อนด้วยพลังสองชนิดที่ไม่มีวันยุติได้นั่นคือ เสรีภาพและ ความเสมอภาค”

ซาปาเตโร กล่าวว่า การปฏิรูปกฎหมายของสเปนที่เพียงเพิ่มถ้อยคำลงไปเพียง 1 ย่อหน้าธรรมดาๆในกฎหมายแต่มีความหมายมากๆ

เขาพูดถึงเรื่องนี้ว่า “เป็นการเปลี่ยนถ้อยคำสำนวนเพียงเล็กน้อยที่ก่อให้เกิดการการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในชีวิตของพลเมืองอีกนับพันนับหมื่นคน เราไม่ได้ออกกฎหมายนี้ให้กับใครก็ไม่รู้ที่อยู่ห่างไกล แต่เรากำลังเปิดโอกาสสำหรับความสุขในชีวิตให้กับ เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน เพื่อนๆ และ ญาติของเราเอง”

เนเธอแลนด์และเบลเยียมเป็นเพียงสองประเทศที่อนุญาตให้คนรักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายทั่วประเทศ ขณะนี้สเปนก็กลายเป็นประเทศที่สามที่มีกฎหมายดังกล่าวบังคับใช้ทั่วประเทศ ในขณะที่แคนานานั้นร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านสภาผู้แทนฯแล้วและคาดว่าทางวุฒิสภาก็จะผ่านพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นกฎหมายภายในปลายเดือนกรกฎาคมนี้

ปฎิบัติการแห่งชาติต่อต้านรถโฟร์ วีล ไดรฟ์

http://www.prachatai.com/journal/2005/06/4309

Tue, 2005-06-07 22:10

ดิ อินดีเพนเดนท์ - เอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมบุกดีลเลอร์รถยนต์ใน 7 เมืองใหญ่ รณรงค์ในวันปฎิบัติการแห่งชาติ เพื่อหยุดรถ “ซดน้ำมัน”

เมื่อวันที่ 4 มิย. กลุ่มกรีนพีซได้ออกเดินขบวนพร้อมๆกันที่หน้าบริษัทดีลเลอร์รถยนตร์ 30 แห่งใน 7 เมืองในอังกฤษ เพื่อรณณรงค์ในวันปฏิบัติการแห่งชาติเพื่อต่อต้านรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ( โฟร์ วีล ไดรฟ์ )โดยมีบางคนได้เอากุญแจมือล่ามตัวเองไว้กับรถแลนด์ โรเวอร์ แบบขับเคลื่อน 4 ล้อเพื่อเป็นการประท้วงต่อต้าน “รถซดน้ำมัน”

ทั้งนี้ หนึ่งในผู้เข้าร่วมกลุ่มการประท้วงนี้คือ สตีเฟน ทินเดล ผู้อำนวยการกลุ่ม อดีตนักการทูตและที่ปรึกษาพรรคแรงงานใหม่ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างการประกันตัวเนื่องจากช่วยกันถล่มโรงงานผลิต แลนด์ โรเวอร์ ที่ โซลิฮัล เมื่อเดือนที่แล้วที่จัดให้มีอาสาสมัคร 30 คน เข้าไปหยุดการผลิตการผลิตเป็นระยะเวลาสั้นๆ

“ยี่ห้อแลนด์ โรเวอร์นั้นเจ้าแห่ง “อาชญากรรมสภาพอากาศ” ทินเดล กล่าว “ดังนั้นเราจึงได้ปฏิบัติการตรงๆในวันนี้เพื่อให้แลนด์ โรเวอร์ หยุดจำหน่ายรถที่ ทำลายสภาพอากาศเหล่านี้เสียที”

แลนด์ โรเวอร์ สปอร์ตนั้นมีอัตราการกินน้ำมันอยู่ 12 ไมล์ต่อแกลลอนในขณะที่วิ่งในเมือง ซึ่งเป็นอัตราการวิ่งที่ได้ไมล์ต่อแกลลอนน้อยกว่ารุ่น T ของค่ายฟอร์ดที่ทำไว้เมื่อ 80 ปีที่แล้วเสียอีก ในโลกที่มีคนกำลังจะตายปีละถึง 150,000 คนเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่น่าจะมีข้อแก้ตัวใดที่จะเป็นเหตุผลพอที่จะทำให้ขายรถอย่างนี้เพื่อให้ใช้ในเมืองได้”

การประท้วงดังกล่าวส่งผลกระทบกับดีลเลอร์รถยนตร์ใน ลอนดอน ลีดส์ บริสตอล เบอร์มิงแฮม แมนเชสเตอร์ กลาสโกลว์ และ เซาท์ แธมป์ตัน

หนังสือพิมพ์ดิ อินดีเพนเดนท์ วันอาทิตย์ เปิดเผยว่า นักขับขี่จักรยานยนตร์ซึ่งขับรถ บีเอ็มดับเบิ้ลยู รถโดยสาร และ แลนด์โรเวอร์ จะถูกเก็บภาษีท้องถนนเพิ่มเป็น 5 เท่าภายใต้แผนปฏิบัติการการต่อสู้กับภาวะเรือนกระจกในอังกฤษ

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้วภายหลังจากการประท้วงที่ ซูลิฮัล มาร์ค ฟอสเตอร์ ประชาสัมพันธ์บริษัท แลนด์ โรเวอร์ ได้ออกมากล่าวว่า “เรายอมรับว่า แลนด์ โรเวอร์นั้นทำอัตราการใช้น้ำมันได้เพียง 12 ไมล์ต่อ แกลลอนในการขับในเมืองแต่ว่ารถส่วนใหญ่ของแลนด์ โรเวอร์ ( 65%) นั้นเป็นรถดีเซลและสามารถใช้น้ำมัน 20 ไมล์ต่อ แกลลอน ฟอร์ดนั้นคงจะทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อลดการแผ่รังสี แต่ว่าการพัฒนาทุกอย่างย่อมต้องการความยั่งยืนทางธุรกิจด้วย

“เราอยู่ในอุตสาหกรรมที่หนัก เราจำเป็นต้องมองถึงระยะยาวเท่านั้น” ฟอสเตอร์กล่าว

ฟิลิปปินส์เจอวิกฤติขาดแคลนครู

http://www.prachatai.com/journal/2005/06/4440

Wed, 2005-06-15 23:10

อินไควเรอร์- ทั้งๆ ที่มีการผลิตบัณฑิตทางด้านศึกษาศาสตร์มามากมายเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในโรงเรียนรัฐบาล ทว่า ฟิลิปปินส์ก็ยังพบปัญหาครูไม่พอเนื่องจากส่วนใหญ่สอบไม่ผ่านใบอนุญาตวิชาชีพครู แถมอีกส่วนหนึ่งยังไปทำงานเป็นคนทำงานบ้านในต่างประเทศ

คาร์ล มาร์ค ราโมตา โฆษกพรรคเยาวชน( Anak ng Bayan) กล่าวว่า จริงๆ แล้วส่วนใหญ่พวกที่สอบผ่านใบอนุญาตวิชาชีพครูก็มักจะทำการสอนอยู่ แต่ก็ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ในที่สุดก็ออกจากงานไปเพื่อไปหางานที่ชอบมากกว่าในต่างประเทศ

“ครูที่ซึ่งควรจะเป็นผู้ที่ผลิตสมองของเยาวชนของชาติกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาวะสมองไหลเสียเอง” ราโมตากล่าว

เขายังกล่าวต่ออีกว่าบรรดาครูที่เขาเรียกว่าที่ “ฉลาดที่สุดและดีที่สุด” ปัจจุบันนี้อยู่ต่างประเทศกันหมด

ในแต่ละปีโรงเรียนประจำท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกาต้องการจ้างครูถึง 200,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนมาก จนทำให้บริษัทจัดหางานเอกชนวางแผนที่จะจ้างงานครูจากต่างประเทศอย่างน้อยเป็นล้านคนในห้องเรียนของสหรัฐอเมริกาถึงปี 2007

“ที่หนักกว่านั้นก็คือมีครูจำนวนมากที่ยอมออกจากอาชีพที่มีเกียรติในฟิลิปปินส์เพื่อไปทำงานเป็นคนทำงานบ้านในต่างประเทศ” ราโมตากล่าว

ราโมตาได้อ้างจากรายงานขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (Migrante Internation al) ว่า จากจำนวนชาวฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานบ้านในฮ่องกง สิงคโปร์ และบางประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 160,000 คน ในนี้ร้อยละ 20 เคยเป็นครูหรืออย่างน้อยเคยมีประสบ การณ์ทางด้านการสอนมาก่อน

“มันขัดแย้งกันมากเลยนะ ที่ในขณะที่เราบอกว่าโรงเรียนรัฐบาลนั้นกำลังมีปัญหาขาดแคลนครู แต่ว่ามีคณะต่างๆนับพันๆแห่งได้เปิด โปรแกรมด้านศึกษาศาสตร์หรือ ครุศาสตร์เพิ่มขึ้นทุกปี”

ราโมตากล่าวว่า ในฟิลิปปินส์นั้นคณะศึกษาศาสตร์เป็นคณะที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสอง ทุกๆปีจะมีนักศึกษาว่า 400,000 สนใจที่จะเข้าเรียนในคณะนี้เพื่อจะได้เป็นครู

ในทางปฏิบัติแล้วสถาบันในระดับมหาวิทยาลัยหรือระดับอุดมศึกษาของประเทศนั้นผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันดังกล่าวจะได้ปริญญาบัตรด้านศึกษาศาสตร์ ทั้งนี้จากปีการศึกษา 1994-95 จนถึงปี 2001-02 นั้นการลงทะเบียนในคณะศึกษาศาสตร์หรือการเข้าเรียนโปรแกรมการสอนเพิ่มขึ้นถึง 46.2%

อย่างไรก็ตาม ราโมตายังบอกอีกว่า จากบันทึกของคณะกรรมาธิการระเบียบการผู้ประกอบวิชาชีพ ( Professional Regulation Commission) พบว่า จากผู้ที่เข้าเรียนด้านศึกษา
ศาสตร์นับพันๆแห่งนั้นมีผู้สำเร็จการศึกษาและผ่านการทดสอบในอนุญาตประกอบวิชาชีพเป็นเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีนักศึกษาเพียงแสนกว่าๆ คนเท่านั้นที่เรียนจนถึงปีสุดท้าย

และในจำนวนแสนกว่าคนนี้ มีน้อยมากที่สอบผ่านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู คณะกรรมการทดสอบใบอนุญาตวิชาชีพครูปี 2003ได้จดทะเบียนรับรองผู้ที่สอบผ่านเพียง 26% เท่านั้นหรือคิดเป็นจำนวน 26,000 คนเท่านั้น ทั้งในการศึกษาระดับประถมและมัธยม

ตัวเลขนี้เป็นจำนวนที่ห่างไกลจากจำนวนของผู้ที่ลงทะเบียนเรียนในแต่ละปีมากซึ่งคาดว่ามีการลงทะเบียนประมาณ 400,000 คน ซึ่งหมายความว่าเพียง 25%ของผู้ที่จบการศึกษาเท่านั้นที่การทดสอบใบประกอบวิชาชีพครู

“สถาบันการศึกษาเหล่านี้ทำการผลิตผู้สำเร็จการศึกษาแค่ครึ่งๆกลางๆแล้วก็ส่งเข้าไปกองอยู่กับกลุ่มพวกที่ไม่ผ่านการทดสอบใบอนุญาตวิชาชีพครูและก็กลายเป็นคนว่างงานหรืออยู่ระหว่างการตกงานและโรงเรียนเหล่านี้ก็กลายเป็นโรงงานผลิตพวกอนุปริญญาแทนที่จะเป็นที่อบรมให้กับผู้สอนในอนาคต” ราโมตากล่าว

นอกจากนั้นราโมตายังกล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2001 เงินเดือนข้าราชการซึ่งรวมทั้งเงินเดือนของครูด้วยก็ถูกแช่แข็งคือไม่มีการขึ้นเงินเดือน การขึ้นเงินเดือนครั้งสุดท้ายนั้นมีขึ้นในปี 2000 ซึ่งขึ้น 10% หรือ 440 เปโซ ( 325 บาท) และในปี 2001 อีก 5% หรือ 242 เปโซ (187.86บาท)

ทั้งนี้ เงินเดือนแรกเข้าของครูนั้นอยู่ที่เดือนละ 9939 เปโซ ( 7,370.80 บาท) ซึ่งสูงค่ารายได้ขั้นต่ำในกรุงมนิลาเล็กน้อย ในขณะหากจะให้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในครอบครัวสำหรับครอบครัวที่มีคน 6 คนในมนิลาจะอยู่ที่ 618.09 เปโซต่อวัน ( 458.37 บาท) หรือ 18,542.70 ต่อเดือน ( 13,751.3 บาท)

นอกจากนี้ ราโมตายังกล่าว่า จากผลการศึกษาขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ( ILO) และ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) พบว่า ครูในฟิลิปปินส์นั้นทำงานโดยเฉลี่ยปีละ 1,176 ชั่วโมงและสอนนักเรียนมากกว่า 50 คนต่อ 1 ห้องเรียน

“แน่นอน ไม่ว่าพวกเขาจะได้รับเงินเดือนเท่าไรก็ไม่เหมาะสมกับภาระงานที่รับผิดอยู่” ราโมตากล่าว ” ดังนั้น ครูเหล่านี้จึงไม่ควรถูกตำหนิที่ต้องออกไปทำงานในต่างประเทศ หรือเพื่อไปทำงานเป็นคนทำงานบ้าน”

 

เหตุเพราะตลาด social network แข่งขันกันสูง แรงงาน MySpace ตกงานร่วม 400 คน

http://www.prachatai.com/journal/2009/07/25006

Wed, 2009-07-08 23:01

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รูเพิร์ช เมอร์ดอช (Rupert Murdoch) โมกุลสื่อของโลก กำลังปรับจูนธุรกิจดิจิตอลของเขาด้วยการปลดพนักงานของ MySpace อดีตเว็บไซต์ social network อันดับหนึ่ง กว่า 400 คน

MySpace เว็บไซต์ social network หนึ่งในแขนงธุรกิจของบริษัท News Corporation จะปลดพนักงานกว่า 400 คน (เกือบ 30% ของพนักงานทั้งหมด) โดยหลังจากปลดคนงาน MySpace จะเหลือพนักงานประมาณ 1,000 คน โดยผู้บริหารบริษัทได้กล่าวว่าการปลดคนพนักงานครั้งนี้ จะนำไปสู่วัฒนธรรมการทำงานแบบสตาร์ทเครื่องใหม่ หลังจากที่ MySpace ถูกคู่แข่งอย่าง Facebook แซงหน้าไป
 
MySpace ถูกซื้อกิจการโดย News Corporation ในปี ค.ศ. 2005 ด้วยจำนวนเงิน 580 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครั้งหนึ่งเคยเป็นเว็บไซต์ social network ที่โดดเด่นกว่าเว็บไซต์อื่นๆ ในแขนงเดียวกัน แต่ได้เสียตำแหน่งนี้ไปให้แก่ Facebook
 
ก่อนหน้านี้ MySpace ดูเหมือนว่าจะได้เปรียบมากกว่า Facebook ในตลาดสหรัฐอเมริกา แต่ในตลาดโลกนั้น Facebook มีผู้ใช้งานมากกว่า แต่ปัจจุบัน จากข้อมูลของเว็บไซต์ comScore พบว่าผู้ใช้ Facebook ในสหรัฐอเมริกา เริ่มเพิ่มขึ้นสูสีกับ MySpace แล้วด้วยจำนวนผู้ใช้ประมาณ 70 ล้านคน
 
ในแถลงการณ์ของบริษัท โอเว่น ฟาน นัตตา (Owen Van Natta) อดีตผู้บริหารของ Facebook ที่เข้ามาเป็น CEO ให้กับ MySpace ใน เดือนเมษายนที่ผ่านมากล่าวว่าจำนวนพนักงานที่มากเกินไป กำลังกลายเป็นอุปสรรคในการสร้างประสิทธิภาพ และทำให้บริษัทขาดความคล่องตัว และแม้จะเข้าใจดีว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ จะสร้างความปวดร้าวให้กับพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง แต่ก็ต้องทำเพื่ออนาคตระยะยาวของบริษัท ทั้งนี้วัฒนธรรมของ MySpace เป้าหมายสำคัญของบริษัทฯในขณะนี้ก็คือการกลับไปสู่บรรยากาศของการสร้างนวัตกรรมที่เน้นผลิตภัณฑ์และผู้ใช้บริการเป็นจุดศูนย์กลาง
 
เรียบเรียงจาก :
MySpace Set to Lay Off 400 Workers (www.nytimes.com, 16-06-2009)

เสวนาหลังคีย์บอร์ด (1) – บก.ลายจุด: เมื่อประชาธิปไตย อำนาจ และสื่ออยู่ในมือคุณ

http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24784

Sun, 2009-06-21 03:48

เสวนา “ThailandMirror Cyber Talk” บก.ลายจุด ชวนคิดเมื่อโลกเปลี่ยนไปสู่ความเร็วระดับใส่เกียร์หมา จากนักเลงคีย์บอร์ดสู่อินเตอร์เน็ตในมือถือ เมื่อคนเล็กคนน้อยเริ่มปฏิสัมพันธ์กันเองและเริ่มมีอำนาจ จนชนชั้นนำที่อยู่ในโลกเก่าเห็นเป็น “เสียงรบกวน” และพยายามหยุดการหมุนของโลก

เมื่อเวลา 16.00 น. วานนี้ (20 มิ.ย.) ที่ร้านบ้านต้นซุง ถ.ลาดพร้าว 94 กลุ่ม ThailandMirror จัดงานเสวนาแบบดินเนอร์ทอล์ก หัวข้อ ThailandMirror Cyber Talk”จากหลังคีย์บอร์ดถึงหน้ารัฐสภา…การบ้านหรือการเมือง” โดยมีผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นางดารุณี กฤตบุญญาลัย น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ป้าปากเกร็ด และ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล อย่างไรก็ตาม นายจาตุรนต์ ฉายแสง ซึ่งมีชื่ออยู่ในกำหนดการไม่สามารถร่วมงานได้เนื่องจากติดภารกิจ นอกจากนี้ยังมีการอ่านบทกวีโดย ไม้หนึ่ง ก.กุนที และ ฮาเมอร์ ซาลวาลา

โดยการเสวนาที่เริ่มเมื่อ 18.00 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด กล่าวว่า เครื่องมือการสื่อสารของมนุษย์ก่อนที่จะเป็นคีย์บอร์ด อันดับแรกคือภาษาท่าทางหรือ Body language มนุษย์พยายามจะสื่อสารท่าทางกันก่อนที่จะมีภาษา ต่อมาเริ่มมีการวาดภาพ การเขียนอักษร บางคนอาจนึกถึงการใช้ไฟ นักรบที่ประจำการตามป้อมยามเวลามีสงครามก็ใช้ควันไฟส่งข้อความสั้นๆ ที่ไม่มีความสลับซับซ้อน รวมถึงการใช้นกพิราบ

เวลาเราพูดถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าคีย์บอร์ดล้าหลังไปแล้ว แต่ว่าถ้าเราไล่ลำดับความสำคัญกันขึ้นมา ย้อนกลับไปนิดหนึ่ง ในวันที่พวกเราตัดสินใจซื้อแฟกซ์ วันที่โลกนี้มีเครื่องแฟกซ์ ผมจำได้ว่าเคยอภิปรายกับเพื่อนๆ ว่าคนซื้อแฟกซ์มันบ้า เพราะแฟกซ์ช่วงแรกๆ เครื่องละสามหมื่น คำถามก็คือ เราจะซื้อแฟกซ์เพื่ออะไร จะส่งไปถึงใคร เพราะคนที่เราจะติดต่อด้วยมันจะต้องมีเครื่องแฟกซ์ราคาสามหมื่นบาท ปัจจุบันเครื่องแฟกซ์ราคา 2-3 พันบาท กลายเป็นเรื่องพื้นฐานไปเรียบร้อยแล้ว
 
และเคยมีคนบอกว่าถ้ามีเครื่องแฟกซ์จะทำให้ไปรษณีย์เจ๊ง เพราะว่าคนจะไม่ส่งไปรษณีย์ คนจะไม่เอาแสตมป์แปะจดหมาย สุดท้ายไปรษณีย์ก็ไม่เจ๊ง สุดท้ายมีโมเด็มของอินเตอร์เน็ตก็มีคนไปขู่พวกที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับไปรษณีย์ว่าจะเจ๊ง สุดท้ายก็ไม่จริง ไปรษณีย์ก็ยังมี
 
ก่อนที่อินเตอร์เน็ตจะเข้ามาในเมืองไทย อินเตอร์เน็ตได้รับการพัฒนาในเครือข่ายกลาโหมของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น แต่มันใช้งานดีมาก เลยมีการคิดว่าถ้าเอามาใช้ในทางธุรกิจคงจะดีไม่น้อย เลยถูกออกแบบใช้ทางธุรกิจ
 
เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน การสื่อสารของมนุษย์เปลี่ยน เมื่อการสื่อสารของมนุษย์เปลี่ยน มนุษย์เปลี่ยน เมื่อมนุษย์เปลี่ยน สังคมเปลี่ยน ดังนั้น วันนี้พอเกิดเหตุการณ์ที่อิหร่าน มันน่าตกใจมากที่บทบาทของผู้ใช้ทวิตเตอร์ ซึ่งคือโปรแกรมอินเตอร์เน็ตเพียงแต่มาอยู่ในกำมือคุณ ที่ไม่ใช่คีย์บอร์ด เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของเมืองไทยไปอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย แต่วันนี้คอมพิวเตอร์อยู่ที่ไหน อยู่ในมือถือ ดังนั้นเมื่อคอมพิวเตอร์อยู่ในมือคุณ
 
คือมาอยู่กับปัจเจก อยู่กับชาวบ้าน เมื่อก่อน จำวันแรกๆ ที่เราใช้มือถือได้ไหม คนเขาบอกว่าฟุ่มเฟือย คนกลุ่มแรกๆ ฟุ่มเฟือยทั้งนั้นแหละที่มีมือถือใช้ มือถือเท่ากระติกน้ำ มีหูหิ้ว แต่วันนี้แม้แต่ชาวนานะครับ เกี่ยวข้าวอยู่ดีๆ ก็มีโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมา เราไม่คิดว่าโลกมันไม่เปลี่ยนหรือ โลกมันเปลี่ยนไปนะ เพราะเครื่องมือสื่อสารมันเปลี่ยน
 
การเกิดของโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต ทำให้โลกมันเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก ก่อนการเลือกตั้ง 2550 ในรัฐบาลสุรยุทธ์ก็มีรัฐมนตรีไอซีทีคนหนึ่งชื่อสิทธิชัย (โภคัยอุดม) เป็นถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวกับเรื่องโทรคมนาคม แต่คุณสิทธิชัยเคยวิจารณ์คนรับใช้ที่บ้าน บอกว่าคนรับใช้ที่บ้านใช้โทรศัพท์มือถือโทรคุยกับใครไม่รู้เป็นการฟุ่มเฟือย
 
เพราะว่าคุณสิทธิชัยนั้นเป็นนักโทรคมนาคม ก็มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือของชนชั้นบนหรือคนที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษเท่านั้น ดังนั้นแกตกใจที่อุปกรณ์ที่มีความไฮเทคสลับซับซ้อนอย่างยิ่งอยู่ในมือคนใช้ของแก แล้วคนใช้ที่บ้านเริ่มคุยโทรศัพท์กับคนอยู่ๆ ไกลๆ ผ่านโครงข่ายโทรคมนาคม เพราะว่าคุณสิทธิชัยรู้ว่าโทรศัพท์ที่คนใช้ถืออยู่นั้นจะใช้ได้สัญญาณต้องวิ่งผ่านอุปกรณ์โทรคมนาคมที่มีความสลับซับซ้อนมาก แกตกใจว่าทำไมคนใช้ของแกถึงใช้โทรศัพท์มือถือได้
 
ผมอยากจะเรียนว่าต้องให้ความเห็นใจกับทุกฝ่าย หมายความว่า โลกมันวิ่งเร็วมาก หมายความว่า โลกมันหมุนความเร็วเท่ากับเกียร์ด็อก หมายความว่า หมาปีหนึ่งอายุเท่ากับเด็กอายุ 8 ขวบ หมายถึงสปีดอินเตอร์เน็ตมีความเร็วเท่ากับชีวิตของหมา
 
ดังนั้น เมื่อโลกส่วนหนึ่งมันวิ่งเร็วมาก ในขณะที่โลกอีกส่วนหนึ่งยังมีคนที่อยู่ในโลกเก่า คือโลกมันซ้อนกันเป็น Twilight Zone คนที่อยู่โลกเก่าเคลื่อนตามไม่ทัน ดังนั้นจึงไม่สงสัยว่าทำไมพวกเราที่มาเจอกันหรือคุยกันในอินเตอร์เน็ต มันคุยกันจนคนบางคนนอกสังคมฟังไม่รู้เรื่อง เพราะในโลกของเรามันวิ่งด้วยอัตราเร่งของเกียร์ด็อก ความเร็ว 8 เท่า ไม่รู้ว่าตอนนี้เกิน 8 เท่าหรือยัง แต่โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 8 เท่า แต่การเกิดของไฮสปีดอินเตอร์เน็ต และ 3G ก็จะทำให้ความเร็วเปลี่ยนแปลงไป ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี่เอง มันจะไปกระทบระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่า e-commerce จำได้ว่าช่วง 5-6 ปีแรกๆ การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกี่ยวกับเรื่องการกำเนิดหรือการพัฒนาการของอินเตอร์เน็ต เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนโครงสร้างและวัฒนธรรมของธุรกิจหรือระบบเศรษฐกิจ
 
ระบบเศรษฐกิจมันถูกกระทบมาก เพราะตัวเทคโนโลยีไปเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แต่ว่าจริงๆ แล้วมันไม่ได้เปลี่ยนแค่โครงสร้างทางเศรษฐกิจเท่านั้น เราจะเห็น E-government วันก่อนผมอ่าน facebook ของใครคนหนึ่ง เขาเล่าว่าประทับใจมาก เขาไปทำ Passport ไปปุ๊บมันเร็วมาก หรือไปทำบัตรประชาชนเพราะว่ารัฐบาลเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปแล้ว
 
ทีนี้เข้าสู่การเมือง เข้าสู่รัฐสภา เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารเปลี่ยนปุ๊บ จึงทำให้คนเล็กคนน้อยเริ่มปฏิสัมพันธ์กันเอง เมื่อก่อนการเมืองพวกเราไม่มีหน้าสะเออะ การเมืองเป็นเรื่องของคนที่มีเสียง มีสิทธิ มีเสียง เสียงของเรามีเฉพาะวันที่เราไปลงเสียงเลือกตั้ง
 
แต่วันที่เรามีรูปแบบของการสื่อสารพิเศษอย่างการใช้อินเตอร์เน็ต เราไม่ได้หยุดอยู่เฉพาะวันที่มีเสียงไปลงคะแนนเลือกตั้ง แต่ว่าเสียงของเรายังคงดำรงอยู่ต่อเนื่อง และเสียงของเรานั้นดังรบกวนฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายผู้มีอำนาจทั้งระบบ เพราะเขายังคิดว่าโลกนั้นยังแบนแล้วอยู่นิ่งๆ เราต้องเห็นใจเขาก่อนนะ มิเช่นนั้นเราจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง เขาคิดว่าโลกนั้นแบนแล้วอยู่นิ่งๆ แต่ความจริงแล้วโลกนั้นวิวัฒนาการตลอดเวลา
 
ตอนนี้มีโลก 2 โลกซ้อนกันอยู่ เพราะโลกที่ว่านี้คือโลกทางความคิด โลกมันเปลี่ยนไปเมื่อคนในสังคมนั้นความคิดของคนเปลี่ยน โลกที่ว่านี้ไม่ใช่โลกทางกายภาพ ผมจะบอกว่าความคิดของคนมีการเคลื่อนตัวไป แต่มีคนกลุ่มหนึ่งยังเคลื่อนไปไม่ได้หรือไม่อยากเคลื่อน มันเลยทับซ้อนกัน
 
เมื่อก่อนนี้ เขาไม่ได้ยินเสียงรบกวน ไม่ใช่ว่าไม่มีเสียงนั้น แต่เสียงไม่สามารถเข้าหูคุณได้ แต่วันนี้เสียงของประชาชนได้ดังและมีพื้นที่ด้วยนะ ไม่ได้เป็นพื้นที่ธรรมดานะ อินเตอร์เน็ตน่ากลัวกว่าสื่อประเภทอื่นก็คือ อย่างเทคโนโลยีลำโพงเมื่อผมหยุดพูดมันจะดับ คนเดินเข้ามาใหม่จะไม่ได้ยินเสียงผม ว่าผมพูดอะไร แต่อินเตอร์เน็ตไม่ใช่ พอคุณคลิกเมื่อเวลา 16.10 น. เสียงของคุณยังอยู่ เลยเที่ยงคืนแล้วเสียงผมก็ยังอยู่ พวกเว็บบอร์ดจะรู้ว่าคุณเล่นสนทนากับคนอื่นกับชุมชนอื่นแบบข้ามมิติเวลา
 
ดังนั้นเมื่อคนของโลกเก่า พบร่องรอยหรือเสียง เสียงสะท้อนที่ก้องอยู่เรื่อยๆ เขาจึงทนไม่ได้ เขาจึงต้องมีกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คุณจีรนุช (เปรมชัยพร – ผอ.ประชาไท) กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายนี้ไปแล้ว เพราะโดนไป 9 กระทง ในโลกของไซเบอร์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงผลักดัน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์โดยรัฐบาลสุรยุทธ์ เพราะว่าทนเสียงรบกวนไม่ได้ แล้วเสียงรบกวนนั้นในสายตาของชนชั้นปกครองแล้วนี่ ในระบบโลกเก่าชนชั้นปกครองเขาเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “เสียงรบกวน” แต่ในระบอบประชาธิปไตยนี่คือ “เสียงสูงสุด” คืออำนาจสูงสุดของประชาชน ดังนั้นจึงเกิดปะทะกัน
 
นายสมบัติ ยกตัวอย่าง การกำเนิดรถไฟในสหรัฐอเมริกาว่า มีผู้เฒ่าท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังตอนที่ผมอยู่ในคุกคดีสพรั่งว่า รถไฟในสหรัฐอเมริกาตอนแรกในการสร้างได้รับการต่อต้าน เวลารถไฟวิ่งไปบนราง จะมีกลุ่มคาวบอยขี่ม้าซึ่งเดิมมีวิถีชีวิตที่อยู่ได้ด้วยการรับจ้างขนสินค้า วันที่รางรถไฟมันพาดผ่านเข้ามาแล้ววิ่งขนส่ง ปรากฏว่าพวกคาวบอยลอบยิงรถไฟขนาดที่ชาวบ้านบอกว่าธุรกิจคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้แล้ว รถไฟคงไม่เกิดขึ้น คำถามก็คือ วันนี้รถไฟยังมีอยู่หรือเปล่า มันไม่ใช่ คุณหยุดขบวนรถไฟไม่ได้
 
นายสมบัติกล่าวว่า เขาคงทนไม่ได้ที่จะยอมให้โลกเปลี่ยนไป และมีบางอย่างหลุดจากมือเขาไป ขอให้ดูเรื่องการปฏิรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย เขารับไม่ได้ที่นายสมัคร สุนทรเวช เคยเสนอว่าถ้า รฟท. ไม่อยากเปลี่ยนวิธีการทำงาน คุณก็เดินรถไฟ แต่จะมีรถไฟคู่ขนาน มีระบบเดิมคุณก็เดินไป แต่รถไฟรางคู่จะใช้อีกระบบหนึ่งวิ่ง แต่ว่าคนในการรถไฟไม่สามารถยอมให้มีคู่แข่ง ถ้าเมื่อไหร่มันวิ่งมันจะเห็นเลยว่าประสิทธิภาพของการวิ่งมันจะต่างกัน
 
เหมือนคนกลุ่มหนึ่งยอมไม่ได้ที่จะให้โลกหมุน ระบบเศรษฐกิจอีกแบบหนึ่ง การเมืองอีกแบบหนึ่ง คนในโลกเก่าซึ่งไม่สามารถปรับตัวได้เขาไม่ยินดีที่จะกระโดดขึ้นรถไฟขบวนพัฒนา ถ้าคุณไม่กระโดด เขาจะเขี่ยคุณออกจากแผนที่เท่านั้นเอง แล้วคนบางกลุ่มเขารู้ว่าโลกใหม่นั้นเป็นอันตรายกับโลกที่เขาอยู่มาก เขาไม่สามารถดำรงโลกบางประเภทเอาไว้ได้ ดังนั้นเขาจึงทำทุกวิธีทางเพื่อหยุด เพียงแต่โลกมันจะต้องเคลื่อนไป ไม่ว่าเราจะอยู่หรือไม่ ไม่ว่าคุณทักษิณจะอยู่หรือไป หรือใครจะมาเป็นแกนนำ มันไม่เกี่ยว โลกมันเคลื่อนโดยตัวของมันโดยประวัติศาสตร์ขับเคลื่อน เหมือนคนคิดจะยิงรถไฟเพื่อให้รถไฟไม่วิ่ง ไม่ใช่
 
ระหว่างนี้ ประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้ หลังจากนี้คุณจะโคตรขำเลย เชื่อเถอะวันที่เราไม่ได้อยู่ในภาวการณ์สู้รบ เมื่อเลยไป 30 ปี ผมมีคำพูดทางการเมืองว่า ผมจะมีชีวิตอยู่จนถึงการเปลี่ยนแปลง เมื่อวันเวลาผ่านภาวะการสู้รบไปแล้ว ผมเชื่อว่าวันนั้นซึ่งวันที่ไม่ใช่วันทะเลาะกัน เรื่องทั้งหมดวันนี้เราจะนั่งขำกัน
 
นายสมบัติ บุญงามอนงค์ทิ้งท้ายไว้ว่า คนในโลกไซเบอร์ ตอนนี้ถือว่าอยู่นอกเหนือการควบคุมแล้ว ระบาดแล้ว อยู่ในภาวะระบาด เพียงแต่ว่าการระบาดของพวกเรายังไม่เป็นอันตรายต่อคนในระบบโลกเก่า รอให้มันกลายพันธุ์และระบาดเต็มที่ วันนั้นคนในโลกเก่า ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง เขาจะรับมือกับสถานการณ์หรือความคิดของผู้คนที่มีความคิดเปลี่ยนแปลงไปแล้วไม่ได้
 
 
หมายเหตุ: ประชาไทจะทยอยนำเสนองานเสวนาดังกล่าวในวันต่อไป

เสวนาสื่อหลัก V.S. สื่อทางเลือก ชวนพลเมืองทำข่าวเอง

Sat, 2009-06-13 13:23

เสวนาระหว่างการอบรมเชิงปฏิบัติการ “นักข่าวคุ้มครองสิทธิ” ของ สบท. นักข่าวหนังสือพิมพ์อาวุโสสะท้อนสื่อหลักเมินข่าวประชาสังคม การเมือง-สปอนเซอร์ครอบงำสื่อ ‘กรรณิการ์ กิจติเวชกุล’ชวนสื่อพลเมืองสะสมข้อมูลแล้วชิงพื้นที่สื่อหลัก ด้านนักพัฒนาเว็บฟันธงต้องมากกว่าเท่าทันสื่อ แต่ต้องทำสื่อเอง ส่วน ‘บก.โอเพ่นออนไลน์’ ชวนออกจากกรอบความเป็นกลาง แต่ต้องพูดความจริงให้มากที่สุด

 

เวลา 10.00 น. วันนี้ (13 มิ.ย.) ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของ “การอบรมเชิงปฏิบัติการ “นักข่าวคุ้มครองสิทธิ” เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม” ซึ่งจัดโดย สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ระหว่างวันที่ 12-15 มิ.ย. 52 ที่ดิโอลไรซ์มิล ถ.รามอินทรา 14 มีการเสวนาหัวข้อ ‘สื่อกระแสหลัก V.S. สื่อทางเลือก’ โดย น.ส.แสงจันทร์ สีดำ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล นักพัฒนาระบบจากบริษัทโอเพ่นดรีม (www.opendream.co.th) นักศึกษาปริญญาโท สาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล บรรณาธิการเว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์ (www.onopen.com) และบล็อกเกอร์ ‘คนชายขอบ’ (www.fringer.org) และ น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ฝ่ายรณรงค์องค์การหมอไร้พรมแดน ดำเนินรายการโดยนายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท (www.prachatai.com)
นักข่าว ASTV เชื่อสื่อหลักเมินข่าวประชาสังคม-ผู้บริโภค
น.ส.แสงจันทร์ สีดำ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการรายวัน ระบุว่า เท่าที่สังเกตมา จะเห็นว่าข่าวภาคประชาสังคม หรือข่าวเกี่ยวกับผู้บริโภคไม่อยู่ในสายตาสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ หากไม่ใช่นักข่าวด้านสิ่งแวดล้อมหรือนักข่าวที่ดูแลประเด็นภาคประชาชนอยู่ ก็จะฝากให้นักข่าวสายอื่นๆ ทำให้ เช่น นักข่าวสายทำเนียบ ซึ่งติดตามทำข่าวการเมืองเป็นหลักจะไม่รู้ว่าที่มาที่ไป ทีทำให้ประเด็นลุกลามไปถึงหน้าทำเนียบเกิดจากอะไร หลายครั้งจึงเป็นแค่ข่าวย่อย หรือลงถังขยะแทนที่จะลงหนังสือพิมพ์
“การจัดสรรข่าวของกองบรรณาธิการ ในแต่ละวันข่าวที่จำนวนมหาศาล นับร้อยนับพันข่าว จะหยิบเอาข่าวจากใครก็ดูเหมือนว่ามีความเสี่ยงต่อทุกข่าวที่จะถูกทิ้งลงถัง ขยะ การคัดเลือกจะเกิดขึ้นในช่วงเย็น ส่วนใหญ่การเมือง เศรษฐกิจ อาชญากรรม จะเชิงพื้นที่ แต่สายสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต ประชาชน มักจะอาภัพอับโชค และมักจะถูกเบียดออกเมือถึงเวลาที่ต้องปรับหน้าเพื่อลดต้นทุน”
สื่อหลักอิงการเมือง-โฆษณา ASTV อิงแม่ยก
ทั้งนี้ แสงจันทร์ ได้อธิบายต่อไปว่าประวัติศาสตร์การกำเนิดและวัฒนธรรมของสื่อกระแสหลักไม่ว่า จะเป็นวิทยุโทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ สัมพันธ์กับอำนาจการเมืองและธุรกิจในฐานะสปอนเซอร์ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการ ตัดสินใจนำเสนอข่าวของกองบรรณาธิการมากกว่าผู้อ่าน
อย่างไรก็ตาม แสงจันทร์กล่าวว่า สื่อกระแสหลักซึ่งปรับตัวเข้าหาสื่อนิวมีเดียในกรณีของ ASTV ผู้จัดการ ภาคประชาชนเองก็ฉวยใช้สื่อ ASTVผู้จัดการเพื่อต่อสู้ในประเด็นของตนเองได้เช่นกัน โดยระบุว่าในปัจจุบันคนที่สนับสนุนASTVแยกไม่ออกจากแม่ยกพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ดังนั้นบรรดาข่าวจึงเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของผู้สนับสนุน เช่น ข่าวบรรดาโชห่วยค้านห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ หรือ กรณีของเครือข่ายมาบตาพุด ซึ่งถือเป็นกรณีที่ภาคประชาชนประสบความสำเร็จในการใช้ช่องทางสื่อผ่าน ASTVทีวีผู้จัดการ
นักพัฒนาเว็บระบุสื่อใหม่นำวัฒนธรรมสื่อสารใหม่มาด้วย
นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล นักพัฒนาระบบจากบริษัทโอเพ่นดรีม (www.opendream.co.th) นักศึกษาปริญญาโท สาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามักมีการพูดถึงสื่อใหม่ในแง่ของเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังมีทีสิ่งที่มากกว่านั้น คือ สื่อใหม่นำพาวิธีคิดและกระบวนทัศน์ของวัฒนธรรมการสื่อสารแบบใหม่มาด้วย ไม่ได้มีเพียงแค่ย้ายเนื้อหาที่นำเสนอไปสู่พื้นที่เทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น
แต่วิธีการสื่อสารก็เปลี่ยนไป เช่น มีการโต้ตอบสองทาง มีความเร็วทันเวลา เหล่านี้ทำให้รูปแบบการสื่อสารเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น เดิมเมื่อมีการจัดงานสัมมนา ผู้สรุปหรือเสนอข่าว อาจนำไปลงในสื่อซึ่งอาจเสนอในข่าวเย็นวันนั้นหรือหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้น แต่ปัจจุบัน การรายงานข่าวสามารถทำได้สดเกือบทันเวลา และยังสื่อสารโต้ตอบได้ด้วย ตัวอย่างเช่น มีโปรแกรม ชื่อทวิตเตอร์ (twitter.com) ซึ่งเป็นโปรแกรมส่งข้อความสั้น และสามารถส่งได้ผ่านทางอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งหากมีคนอยู่ในงานเสวนาแล้วพิมพ์ข้อความสั้นเกี่ยวกับประเด็นของงานเสวนา ขึ้น ก็เปิดช่องให้คนที่อยู่ต่างพื้นที่ได้รู้สิ่งที่เกิดขึ้น และอาจจะส่งข้อความโต้ตอบ หรือฝากคำถามมายังวงเสวนานั้นๆ ปรากฏการณ์นี้ทำให้เรื่อง “สถานที่” ลดความสำคัญลงไป เพราะคนที่อยู่ต่างที่กันก็สามารถมีส่วนร่วมในงานได้
มากกว่าเท่าทันสื่อ แต่พลเมืองต้องเขียนสื่อได้
นายอาทิตย์กล่าวว่า เรามักพูดกันเรื่อง “เท่าทันสื่อ” ซึ่งเป็นคำที่มาจากคำว่า “Media Literacy” ซึ่งแปลตรงตัวว่า การอ่านออกเขียนได้ ซึ่งความหมายของมันมากกว่าเพียงแค่การเท่าทันสื่อ ไม่ใช่แค่อ่านได้ แต่ต้องเขียนสื่อได้ด้วย ซึ่งลักษณะของข่าวพลเมืองนี้เอง ที่เป็นเรื่อง “เขียนสื่อได้” เพราะพลเมืองไม่ใช่ผู้รับอีกต่อไปแล้ว พลเมืองสามารถเขียนสื่อได้
นอกจากนี้ ยังมีการพูดกันมากเรื่อง “สื่อเลือกข้าง” คือที่ผ่านมาเรามักพูดกันว่า แม้แต่ละคนจะมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน แม้ใจเลือกข้างแต่ก็ต้องพยายามทำให้เป็นกลาง พยายามไม่อคติ และพยายามจะบอกว่าตัวเองเป็นแบบนั้น สื่อมวลชนมักถูกบอกว่า ให้พยายามมองเหตุการณ์แบบถอยห่างออกมา เพื่อจะได้ไม่จมกับประเด็น แต่ลักษณะของสื่อพลเมืองอาจจะต่างออกไปได้ เพราะในตัวของพลเมืองเขาก็มีส่วนร่วมอยู่ในการสังเกตสถานการณ์อยู่แล้ว เขาอาจจะไม่ได้ปิดบังว่าเขามีอคติ แต่ความมีอคติของเขานั่นล่ะที่ทำให้เรื่องนั้นน่าสนใจ และเมื่ออคติของแต่ละคนมันโผล่ขึ้นมา คุณเปิดเผยตัวคุณออกมา มันจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยน สุดท้ายเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีและเครื่องมือ แต่เทคโนโลยีนำไปสู่การเปิดพื้นที่ให้ได้พูด แล้วมันทำให้ความสัมพันธ์ของคนเปลี่ยนไป
บก.โอเพ่นออนไลน์ ชวน ‘สื่อพลเมือง’ ออกจากกรอบ
ด้าน น.ส.สฤณี อาชวานันนทกุล บรรณาธิการเว็บไซต์โอเพ่นออนไลน์ (www.onopen.com) และบล็อกเกอร์ ‘คนชายขอบ’ (www.fringer.org) กล่าวถึงการทำงานในฐานะสื่อภาคพลเมืองว่า ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสื่อพลเมืองก็คือความน่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องไปติดกรอบกับความเป็นกลางหรือเลือกข้าง แต่สิ่งที่สำคัญก็คือความจริง ความที่น่าเชื่อถือ ก็คือ พยายามให้ความจริงพูดได้มากที่สุด
“เราไม่ควรไปตั้งเป้าว่าต้องมีความเป็นมืออาชีพ ภาษาดี ไม่ผิดเลย แต่สิ่งที่เราทำได้และเป็นประโยชน์ก็คือเทคโนโลยี ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง”
ชูสื่ออินเตอร์เน็ต ทำให้ ‘ข่าว’ ไม่หมดอายุ
สฤณีกล่าวว่าจุดแข็งของสื่ออินเตอร์เน็ตในฐานะสื่อใหม่ก็คือ ความไม่เก่า ไม่หมดอายุ “อินเตอร์เน็ต ข่าวทึกข่าวเป็นนิรันดร์ ไม่ว่าจะเป็นข่าวเดือนที่แล้วหรือข่าวเมื่อสามนาทีที่แล้วจะมีโอกาสที่เท่าๆ กันให้คนรับรู้ ก็อยู่ที่วินัย ความตั้งใจของเราที่เก็บข้อมูล
สื่อพลเมืองไม่ควรจะคิดเรื่องเป็นนักข่าวมืออาชีพ และไม่ควรคิดมากเรื่องเลือกข้างตราบเท่าที่สามารถแยกแยะข้อเท็จจริง กับความเห็น ในส่วนตัวเวลาเขียนบล็อกก็พยายามที่จะแยกว่าอะไรคือข้อเท็จจริง และอะไรทีเป็นความเห็น และเชื่อมั่นว่า สิ่งที่เราทำเป็นข้อเท็จจริง ก็จะปรากฏ และอินเตอร์เน็ตก็จะทำให้ข้อเท็จจริงไม่มีวันตาย” สฤณีกล่าวในที่สุด
‘กรรณิการ์ กิจติเวชกุล’ ชวนสื่อพลเมืองสะสมข้อมูลผลักประเด็นสู่สื่อกระแสหลัก
น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ฝ่ายรณรงค์องค์การหมอไร้พรมแดน กล่าวตัวอย่างของการทำงานผลักดันประเด็นสังคมกับสื่อ โดยเริ่มจากการยกตัวอย่างประเด็นเอฟทีเอ ซึ่งมีทั้งเรื่องสิทธิบัตรและการเข้าถึงยา ประเด็นเหล่านี้อาจมีพื้นที่ข่าวในส่วนต่างๆ ของหนังสือพิมพ์ได้ เช่น ทั้งข่าวหน้าแรก หน้าเศรษฐกิจ และหน้าสาธารณสุข
แต่กับบางเรื่องการสื่อสารกับสื่อมวลชนอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก สมมติเช่นหากต้องเสนอประเด็นสิทธิผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม การทำข่าวของนักข่าวเรื่องนี้อาจจะไปกระทบกับค่ายโทรศัพท์มือถือที่เป็นผู้ สนับสนุนของหนังสือพิมพ์ที่นักข่าวสังกัดอยู่ ดังนั้น ความหวังจึงอาจจะอยู่ที่สื่อพลเมือง ที่ต้องสะสมข้อมูล และที่สุดแล้วประเด็นนั้นอาจได้รับการพัฒนาไปสู่สื่อกระแสหลักได้
น.ส.กรรณิการ์กล่าวว่า การทำงานแบบนักข่าวพลเมือง เช่น การทำบล็อก อย่าหวั่นไหวที่ยอดจำนวนของคนอ่านที่อาจจะไม่สูงเท่ากับสื่อกระแสหลัก เพราะโลกออนไลน์มีความพิเศษตรงที่การเชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน เช่นเมื่อเราเขียนบล็อก ก็อาจมีผู้อื่นนำไปอ้างถึงและทำให้ประเด็นนั้นๆ เป็นที่รับรู้ในที่สุด

บทบรรณาธิการ TIME: Twitter และสื่อใหม่ กำลังเปลี่ยนวิธีสื่อสารของเรา

Wed, 2009-06-10 08:27

แปลและเรียบเรียงโดย โอเพ่นดรีม http://opendream.co.th

แปลและเรียบเรียงจาก “To Our Readers: Technology and Culture” บทบรรณาธิการนิตยสารไทม์ (ฉบับเอเชีย), 15 มิ.. 2552 (TIME Asia, Vol. 173, No. 23) . 4.
stevenbjohnson: “ผมเขียนเรื่องปก TIME สัปดาห์นี้ เรื่อง Twitter กำลังเปลี่ยนวิธีที่เราใช้ชีวิตอย่างไร – และแสดงให้เราเห็นอนาคตของนวัตกรรม. ซื้อหนึ่งฉบับ!”
ถึงผู้อ่านของเรา
เทคโนโลยีและวัฒนธรรม.
รูปแบบการสื่อสารใหม่ ๆ อย่างทวิตเตอร์ กำลังเปลี่ยนวิธีที่เราแต่ละคนสัมพันธ์กัน เป็นความคิดที่ดีที่จะปรับตัวเข้าหามัน
 
7:45. วันที่ 4 มิ.. สตีเฟ่น จอห์นสัน ส่งข้อความ ‘ทวิต’ (tweet)[1] หาผู้ติดตาม (follower) มากกว่า500,000 คนของเขาบนทวิตเตอร์ (Twitter)[2] แจ้งพวกเขาว่าเขาได้เขียนเรื่องปกให้กับไทม์สัปดาห์นี้ ว่าทวิตเตอร์กำลังเปลี่ยนวิธีที่สังคมติดต่อสื่อสารกันอย่างไร ข้อความทวีตนั้นได้มาเป็นภาพปกไทม์สัปดาห์นี้เช่นกัน[3] ผมทราบว่าทั้งหมดนี้มันออกจะ ‘อธิบายตัวเอง’ ไปหน่อย และเหมือนกับการพยายามจับเอาสายฟ้าดิจิทัลมายัดลงไห, แต่เราคิดว่านี่เป็นวิธีหนึ่งที่จะวาดภาพให้เห็นว่าแพลตฟอร์ม (platform)[4] ใหม่ ๆ และเครือข่ายทางสังคม กำลังเปลี่ยนวิธีที่เราติดต่อสื่อสารและใช้ชีวิตอย่างไร
ในขณะที่ผมไม่สามารถเขียนสิ่งที่ผมอยากจะพูดเกี่ยวกับทวิตเตอร์ได้ในเพียง 140 ตัวอักษร (จำนวนสูงสุดที่คุณสามารถใช้ได้ในหนึ่งทวีต) แต่ความตรงกระชับอันน่าชื่นชมของข้อความทวีตต่าง ๆ นั้น เป็นสิ่งที่พบได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในวัฒนธรรมของเรา ผมอยากจะให้เหตุผลว่า ทวิตเตอร์เป็นรูปแบบการสื่อสารแบบประชาธิปไตยที่ไม่เหมือนใคร – นั่นคือ มันเปิดสู่ทุกคน ไม่มีศูนย์อำนาจสั่งการกลาง และผู้คนลงคะแนนเลือกคนและสิ่งที่เขาชอบ โดยการลงชื่อเป็นผู้ติดตาม. มันคือปัญญา (หรือความเขลา) ของฝูงชน เหมือนกับที่จอห์นสัน[5]ได้เขียนเอาไว้ในบทความอันยอดเยี่ยมของเขา[6] ทวิตเตอร์ยังเป็นต้นแบบของประสบการณ์ร่วมแบบใหม่: ผู้คนแต่ละคนพูดคุยกัน แบบสด ๆ จริง ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์จริง ๆ
บางคนโต้ว่าทวิตเตอร์คือรูปหนึ่งของความหลงตัวเองแบบดิจิทัล เป็นของเล่นชั่วขณะของวัฒนธรรม ‘สมาธิสั้น[7] แต่ก็อย่างที่จอห์นสันบันทึก แพลตฟอร์มทวิตเตอร์นั้น ที่สุดแล้วเกี่ยวกับ การค่อย ๆ เติบโตเพิ่มขึ้นของจำนวนทวีต, วิถีที่จุดพิกเซลเล็ก ๆ เป็นหมื่นเป็นแสนจุด ประกอบกันขึ้นเป็นภาพดิจิทัลที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยรายละเอียด ทวิตเตอร์ขีดเส้นใต้ข้อสังเกตที่ท้าทายกาลเวลาของ มาร์แชล แมคลูฮัน[8]ที่ว่า “สื่อคือสาร” (the medium is the message) – ความคิดที่ว่า รูปแบบทางเทคโนโลยีปั้นแต่งและกำหนดวัฒนธรรม แมคลูฮันท้าทายความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า สาร (message) (ไม่ว่าจะเป็นในสิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์ หรือโทรทัศน์) นั้น โดยอัตโนมัติแล้ว สำคัญมากกว่าสื่อหรือสื่อกลาง (medium) ที่มันถูกส่งผ่าน สิ่งที่เรายอมรับกันในขณะนี้ก็คือ สื่อกลางเปลี่ยนธรรมชาติในการสื่อสารของเรา ทั้งสิ่งที่เราสื่อสารและวิธีที่เราสื่อสาร ทวิตเตอร์ก็ทำสิ่งนั้นเช่นกัน
ในทางประวัติศาสตร์ สื่อกลางใหม่ ๆ ที่ทรงพลังที่สุด เปลี่ยนวิธีที่เรารับรู้โลกและวิธีที่เราสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ โทรศัพท์ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต ได้ทำสิ่งนั้น ในทางที่เราก็ยังใช้และพัฒนามันอยู่เรื่อย ๆ แต่ตัวเทคโนโลยีเองนั้นเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใด มันเป็นเครื่องมือ ไม่มีดีหรือชั่ว. ขึ้นกับว่าเราใช้มันอย่างไร ตัวทวิตเตอร์เองอาจรุ่งต่อหรือจากไป, แต่ลักษณะเฉพาะของมัน – การสนทนาแบบเวลาจริงสด ๆ, ลิงก์ทันใจ, กลุ่มผู้ติดตาม – จะส่งผลต่อแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่จะตามมา มีบทเรียนอยู่ในนั้น สำหรับพวกเราทั้งหมดในวงการสื่อ พวกเราต้องปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยีใหม่ และมันไม่ใช่เพียงการกรอกเหล้าเก่าลงในขวดใหม่ เราจำเป็นต้องปรับตัว โดยการสร้างเนื้อหาของเรา ในลักษณะที่ไม่ฝืนธรรมชาติของสื่อกลางใหม่ ๆ เหล่านั้น ไทม์รับเอาความคิดนี้ เมื่อเราประกาศให้เนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้ หรือ user-generated content (ซึ่งนั่นก็คือ ‘คุณ’) ให้เป็นบุคคลแห่งปีใน ค.. 2006 และเราได้ติดตามอย่างต่อเนื่อง ว่าผู้คนแต่ละคนต่าง ๆ กำลังเปลี่ยนสื่อและวิธีที่เราสื่อสารกันอย่างไร ในขณะเดียวกัน เรารวมความสนใจโดยเฉพาะลงไปที่การนำข่าวสารที่จำเป็นสำหรับคุณมาสู่คุณ ในลักษณะใหม่ ๆ ที่เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ ๆ
 
ริชาร์ด สเตนเกล (Richard Stengel)
บรรณาธิการบริหารนิตยสารไทม์
 
ทวิตเตอร์ของนิตยสารไทม์คือ @time เข้าชมและลงชื่อเพื่อติดตามได้ที่ http://twitter.com/time ปัจจุบันทวิตเตอร์ของไทม์มีผู้ติดตามรับทวีตมากกว่า 700,000 ราย และมันส่งข่าวใหม่ ๆ ทุกชั่วโมง
 
หมายเหตุจากผู้แปล :
[1] ทวีต (tweet) โดยทั่วไปหมายถึง เสียงนกร้อง (คำนาม) หรือ (นก)ส่งเสียงร้อง (กริยา), สำหรับในทวิตเตอร์ หมายถึงได้ทั้ง 1) ข้อความที่ส่งออกมา และ 2) การส่งข้อความ สัตว์สัญลักษณ์ของทวิตเตอร์เป็นรูปนกตัวเล็ก ๆ
[2] ทวิตเตอร์ (Twitter) เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนสื่อสารด้วยข้อความสั้น ๆ ตัวหนึ่ง บางคนเรียกว่า micro-blogging หรือบล็อกขนาดจิ๋ว ส่งข้อความและลิงก์ได้ง่ายรวดเร็วทันทีทันใด สมัครและเข้าใช้ได้ฟรีที่เว็บไซต์ http://twitter.com/ และสามารถเข้าใช้ได้จากช่องทางอื่น ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ พีดีเอ หรือผ่านปลั๊กอินของเว็บเบราว์เซอร์. ในบางประเทศสามารถใช้ได้ผ่านข้อความสั้น (SMS) อีกด้วย
[3] ดูข้อความต้นฉบับบนทวิตเตอร์ได้ที่ http://twitter.com/stevenbjohnson/status/2028459849
[4] สตีเฟ่น เบอร์ลิน จอห์นสัน (Steven Berlin Johnson) นักเขียนอเมริกัน เขียนหนังสือหกเล่ม และคอลัมน์ในนิตยสาร Discover, Slate และ Wired โดยมักจะเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า เทคโนโลยีกำลังแปรร่างเปลี่ยนรูปวิธีที่เราโต้ตอบปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร จอห์นสันเขียนหนังสือขายดี Everything Bad is Good for You: How Today’s Popular Culture is Actually Making Us Smarter (2005) ซึ่งเสนอเหตุผลว่า วัฒนธรรมประชานิยม (popular culture) เช่น ละครทีวี วีดิโอเกม ในช่วงสามสิบที่ผ่านมานั้น ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ และช่วยให้มีทักษะการคิดได้อย่างละเอียดลึกซึ้งขึ้น หนังสืออื่น ๆ ที่เขาเขียน เช่น Emergence: The Connected Lives of Ants, Brains, Cities, and Software (2001) และล่าสุด The Invention of Air: A Story of Science, Faith, Revolution, and the Birth of America (2008). http://en.wikipedia.org/wiki/Steven_Berlin_Johnson
[5] อ่านบทความดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ TIME.com http://www.time.com/time/business/article/0,8599,1902604,00.html
[6] แพลตฟอร์ม (platform) แปลตามตัวว่า ‘เวที’ ‘ยกพื้น’ หรือ ‘แท่น’, ในทางเทคโนโลยี หมายถึงสิ่งประดิษฐ์หรือเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้กิจกรรมอื่น ๆ เกิดขึ้นบนนั้นได้ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในขณะที่สิ่งประดิษฐ์ทั่วไปกำหนดว่า มันจะทำอะไรได้บ้าง, แพลตฟอร์มกลับทำกลับกันคือ กำหนดสิ่งที่ทำไม่ได้ และปล่อยให้ผู้คนอื่น ๆ ที่ยืนบนแพลตฟอร์มนั้น ทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามแต่ที่พวกเขาจะจินตนาการได้ ในข้อกำจัดดังกล่าว ลักษณะสำคัญนี้ของแพลตฟอร์ม อำนวยให้นวัตกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นได้. แพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์อันหนึ่ง ที่เราอาจจะคุ้นเคยกันมากที่สุดก็คือ ‘เครื่องเกมแพลตฟอร์ม’ อย่าง นินเทนโด แฟมิคอม, เกมบอย, หรือเพลย์สเตชั่น ที่ผู้ผลิตเครื่องเล่น สร้างเพียงตัวแพลตฟอร์มสำหรับสร้างเกม และเปิดให้บริษัทเกมต่าง ๆ สร้างเกมบนนั้น ผลคือมีเกมถูกสร้างอย่างมากมาย หลากหลาย และพลิกความคิดเกินกว่าที่ตัวผู้ผลิตเครื่องเกมจะสร้างได้เอง อินเทอร์เน็ตที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเปิดโอกาสให้สร้างเว็บไซต์และซอฟต์แวร์มาใช้บนอินเทอร์เน็ตได้อย่างหลากหลาย ก็เป็นแพลตฟอร์มเช่นกัน สตีเฟ่น จอห์นสัน เขียนถึงลักษณะแพลตฟอร์มของทวิตเตอร์ในบทความยาว 4 หน้า ในนิตยสารไทม์ฉบับเดียวกันกับบทบรรณาธิการนี้ (. 24-29 ในฉบับกระดาษ หรืออ่านออนไลน์ที่ลิงก์ใน [5])
[7] “Twitter is a form of digital narcissism, the toy of the moment for an attention-deficit-disordered culture.” ผู้แปลทราบว่าเกินปัญญาจะเก็บความได้ถูกถ้วน จึงขออนุญาตยกประโยคต้นฉบับมาไว้ตรงนี้ด้ว
[8] มาร์แชล แมคลูฮัน (Marshall McLuhan) (21 .. 1911 – 31 .. 1980) นักวิพากษ์วรรณกรรมและนักทฤษฎีการสื่อสารชาวแคนาดา งานของเขาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการศึกษาทฤษฎีสื่อ. แมคลูฮันเป็นที่รู้จักจากคำพูด “สื่อคือสาร” (the medium is the message) และ “หมู่บ้านโลก” (global village) งานสำคัญของเขา เช่น The Gutenberg Galaxy: The Making of Typographic Man (1962), Understanding Media (1964), และ The Medium is the Massage: An Inventory of Effects (1967) (ใช่แล้ว ‘massage’ ที่แปลว่า ‘นวด’ นั่นแหละ) http://en.wikipedia.org/wiki/Marshall_McLuhan
 
ตัวอย่างทวิตเตอร์สื่อ/บล็อกเกอร์ภาษาไทย: @astv, @blognone, @ch7, @jiggaban, @kom_chad_luek, @lefanzine, @luisanam, @mcot, @mgrnews, @positioningmag, @posttoday, @prachatai, @suthichai, @tcdcconnect, @thainetizen, @thaipost, @traffy (รายงานสภาพจราจร)
 

หมายเหตุ แก้ไขล่าสุด โดยผู้แปล เมื่อ 23.55น. วันที่ 10 มิ.ย. 52

http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24611

เว็บมาสเตอร์กับการกระทำผิดบนเน็ต: ความซับซ้อน และบทเรียนจากกรณีคลิปหลุด ‘เฉินกวนซี’

Tue, 2009-06-09 00:43

สฤณี อาชวานันทกุล และ กอปรทิพย์ อัจฉริยโสภณ

http://thainetizen.org

……………………………………………………………..

ปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพยิ่งในการเสริมสร้างกระแส ประชาธิปไตยและกระตุ้นความสนใจในการอภิปรายประเด็นสาธารณะ โดยเฉพาะท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่กดดันให้คน “เลือกข้าง” และสื่อกระแสหลักส่วนใหญ่และสื่อกระแสรองบางรายเลือกทำข่าวอย่างมีอคติ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือรายงานความจริงเพียงครึ่งเดียว

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่อินเทอร์เน็ตจะได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ กระดานสนทนาหรือ “เว็บบอร์ด” หลายแห่งที่เปิดให้คนได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นกันอย่างเสรีกลาย เป็น “สื่อทางเลือก” ที่ทรงพลังในการสืบค้นข้อเท็จจริง แลกเปลี่ยนมุมมองที่หลากหลาย และอภิปรายประเด็นสาธารณะ ในเมื่อเว็บบอร์ดหลายแห่งกลายเป็นสื่อของประชาชนในแง่นี้ไปแล้วโดยปริยาย สิทธิเสรีภาพของประชาชนที่แสดงออกในอินเทอร์เน็ตจึงสมควรได้รับการคุ้มครอง และส่งเสริมจากรัฐและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐจะอ้างเหตุผล เช่น “ความมั่นคงของชาติ” หรือ “ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง” ในการดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยว่ากระทำผิดบนอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะในทางที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้เน็ตคนอื่นๆ เช่น ด้วยการปิดกั้นเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ด เจ้าหน้าที่ก็ควรจะกระทำการด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และใส่ใจกับ “วิธีการ” ที่จะนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดตัวจริง โดยไม่ตั้ง “ธง” ไว้ล่วงหน้าว่าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) เว็บ มาสเตอร์ หรือผู้ดูแลเว็บบอร์ดมีเจตนาที่จะยินยอม จงใจ หรือสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดบนเน็ต โดยเฉพาะในฐานความผิดที่ยังมีความคลุมเครือไม่ชัดเจนต่อคนทั่วไปว่า จะต้องมีเนื้อหาอย่างไรและมีขอบเขตแค่ไหนจึงจะถือว่า “ผิดกฎหมาย” เพราะการตีความของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน อาทิเช่น ข้อหาหมิ่นประมาท และข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ถูกนำมาใช้อย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมบนอินเทอร์เน็ต ที่รัฐไทยยังไม่เข้าใจธรรมชาติที่เป็นจริง

ธรรมชาติที่ซับซ้อนของอินเทอร์เน็ต
ธรรมชาติ “เปิด” ของอินเทอร์เน็ตที่ทำให้คนทั่วทุกมุมโลกสามารถเชื่อมต่อเข้าหากันได้ตลอดเวลา ทำให้การควบคุมดูแลไม่ให้ความคิดเห็น โพสต์รูป หรือลิงก์ต่างๆ ที่ไม่สุภาพหรือผิดกฎหมายปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์เลยนั้นทำได้อย่างยากลำบาก และถ้าจะให้เว็บไซต์ทุกแห่งกลั่นกรองเนื้อหาและข้อความทุกชนิดก่อนอนุญาตให้ปรากฏบนเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ด บรรยากาศการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยเสรีของเว็บแห่งนั้นก็จะเสียไป ผู้ใช้เว็บแห่งนั้นจำนวนมากจะย้ายออกอย่างรวดเร็ว ไปโพสต์ความเห็นบนเว็บอื่นที่เปิดโอกาสให้ใช้สิทธิเสรีภาพมากกว่า ซึ่งอาจเป็นเว็บที่โฮสอยู่ต่างประเทศ สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งจะทำให้อำนาจการกำกับดูแลของทางการยิ่งไร้ประสิทธิผลใน ทางปฏิบัติมากกว่าเดิม

ในกรณีของเว็บไซต์ปกติที่เปิดให้ผู้ใช้ เน็ตเข้ามาโพสต์ เนื้อหา ผู้ดูแลเว็บบอร์ดหรือเจ้าของเว็บไม่สามารถดูแลตรวจตราพื้นที่ที่เปิดให้ผู้ใช้เน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นได้ทุกขณะ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ดูแลเว็บอาจคอยเข้ามาตรวจตราการแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ดเป็นระยะๆ ในช่วงเวลากลางวัน แต่พอเลิกงานแล้วก็ไม่ได้ดูต่อ ในขณะที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่อยู่ต่างประเทศอาจเข้ามาโพสต์รูปโป๊ที่เข้าข่ายผิดกฎหมายในเวลากลางคืน (เป็นเวลากลางวันของเขา) กว่า ที่ผู้ดูแลจะทราบว่ามีการโพสต์เนื้อหาที่ผิดกฎหมายลงบนเว็บบอร์ดของตนเอง รูปนั้นก็อาจจะแสดงอยู่บนเว็บบอร์ดเป็นเวลาหลายชั่วโมงก่อนที่จะถูกลบไป

ความคลุมเครือของฐานความผิดหลายประเภทในสายตาของผู้ใช้เน็ต ประกอบกับธรรมชาติ “เปิด” ของอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้ย่อมประสงค์ที่จะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นกันอย่างเสรี แปลว่าเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจบังคับใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จะต้องใช้ความรัดกุมและระมัดระวังอย่างยิ่งยวดในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันมิให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อนจากการกระทำผิดของผู้อื่น เช่น ผู้ใช้เน็ตคนอื่นๆ เข้าถึงข้อมูลไม่ได้เนื่องจากเว็บไซต์ทั้งเว็บถูกปิดกั้น ทั้งๆ ที่เนื้อหาซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายนั้นปรากฏอยู่เพียงกระทู้เดียว หรือผู้ดูแลเว็บบอร์ดต้องตกเป็นผู้ต้องหา โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาเสมือนหนึ่งว่าเป็นผู้ร่วมสนับสนุนหรือสมคบคิดในการกระทำความผิดนั้นด้วยตนเอง ทั้งๆ ที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด

คำถามหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นความซับซ้อนของการกำกับดูแลอินเทอร์เน็ต คือกรณีที่มีรูปโป๊แบบแอบถ่ายหรือ “คลิปหลุด” ซึ่งผิดกฎหมายชัดเจนปรากฏหราอยู่บนเว็บบอร์ดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ใครควรจะต้องรับผิดชอบต่อปัญหานี้บ้าง ระหว่างคนเข้ามาอ่าน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด เจ้าของเว็บบอร์ด หรือคนโพสต์รูปผิดกฎหมาย? สามัญสำนึกบอกเราว่าคนผิดย่อมต้องเป็นคนที่นำรูปนั้นมาโพสต์ แต่คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บบอร์ดจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ต้องรับผิดชอบเลยหรือ?

คำตอบของคำถามนี้ย่อมขึ้นอยู่กับ “เจตนา” ของผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บบอร์ด ว่า ยินยอมหรือสนับสนุนให้มีการกระทำผิดหรือไม่ และการพิสูจน์เจตนาก็ต้องดูจากเหตุผลหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในกรณีที่เนื้อหานั้นไม่ชัดเจนต่อคนทั่วไปว่าผิดกฎหมายอย่างแน่นอน ตัวอย่างของเหตุผลหลักฐานที่จำเป็นต่อการพิสูจน์เจตนา เช่น ดูว่าผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บบอร์ดดังกล่าวให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ตำรวจมากน้อยเพียงใด เช่น เมื่อตำรวจขอความร่วมมือไปยังผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บบอร์ด ให้ช่วยสืบหาและรายงานไอพีแอ็ดเดรสที่ใช้ในการกระทำผิด และขอให้ลบกระทู้ผิดกฎหมายทิ้งไป ผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บบอร์ดลบกระทู้ที่ตำรวจขอความร่วมมือ และช่วยสืบหาตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ นอกจากนี้ ก็ต้องดูว่าปกติเว็บบอร์ดดังกล่าวมีวิธีปฏิบัติหรือกระบวนการตอบโต้อย่างไร เมื่อมีคนเข้ามาโพสต์เนื้อหาที่สุ่มเสี่ยงว่าจะผิดกฎหมาย มีมาตรการในการป้องกันไม่ให้คนกระทำความผิดอย่างไรบ้าง ถ้าผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บบอร์ดให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยดี เสมอมา ก็เท่ากับเป็นเหตุอันควรให้เชื่อว่าผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บบอร์ดนั้นๆ มิได้มีเจตนาที่จะยินยอมหรือสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิด ในทางกลับกัน หากผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บบอร์ดมีท่าทีว่าสนับสนุนหรือร่วมสมคบคิด เช่น ด้วยการปิดบังหรือบ่ายเบี่ยงไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ กรณีนั้นก็น่าสงสัยว่าอาจมีเจตนาไม่บริสุทธิ์

ธรรมชาติ “เปิด” ของอินเทอร์เน็ต ประกอบกับความคลุมเครือของฐานความผิดที่ปรากฏในอินเทอร์เน็ต เป็นสาเหตุสำคัญที่อธิบายว่าเหตุใดการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดในหลายประเทศ ทั่วโลกที่สังคมอินเทอร์เน็ตเติบโตมาก่อนประเทศไทย มัก จะพุ่งเป้าไปที่การสาวไปให้ถึงตัวผู้กระทำความผิดจริงๆ โดยตั้งสมมุติฐานว่าผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บบอร์ดไม่มีเจตนาสนับสนุนให้เกิด การกระทำผิด เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานให้เชื่อเป็นอื่น

บทเรียนจากกรณีคลิปหลุด “เฉินกวนซี”
กรณี ตัวอย่างกรณีหนึ่งที่โด่งดังไปทั่วโลก ก็คือกรณี “คลิปหลุด” ของดาราหนุ่มฮ่องกงเชื้อสายแคนาดา เฉินกวนซี หรือ เอดิสัน เฉิน ที่เมื่อต้นปี 2551 มีภาพถ่ายลามกของเขาและดาราสาวฮ่องกงไม่ต่ำกว่า 10 คน ปรากฏบนเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง และหลังจากนั้นไม่นานก็มีผู้นำไปโพสต์ต่อๆ กันในเว็บบอร์ดอีกหลายแห่ง รวมทั้งเว็บบอร์ดในประเทศไทยด้วย ผู้เผยแพร่ภาพดังกล่าวที่ใช้นามแฝงว่า “คิระ” ส่งสารข่มขู่ว่าจะปล่อยภาพลักษณะนี้ออกมาสร้างความเสียหายให้กับวงการบันเทิงฮ่องกง และสั่นสะเทือนวงการบันเทิงและอินเทอร์เน็ตทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงแรกที่มีการเผยแพร่ภาพลามกของเฉินกวนซีกับดาราสาวหลายคนนั้น เจ้าหน้าที่ของบริษัทต้นสังกัดของดาราที่ได้รับความเสียหายออกมาปฏิเสธ บอกว่ารูปภาพเหล่านั้นเป็นเพียงภาพที่ถูกตัดต่อขึ้นมาเท่านั้น ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันไปในวงกว้างถึงแถลงการณ์ครั้งนั้น แต่หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน ตำรวจฮ่องกงก็ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยรายแรกพร้อมกับของกลาง ซึ่งเป็นชายตกงานวัย 29 ปี และก็ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยรายอื่นๆ เพิ่มได้อีก 4 คน โดยเปิดเผยว่า ภาพลับที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกในตอนนั้น มีสาเหตุมาจากการที่นายเฉินกวนซีนำคอมพิวเตอร์ส่วนตัวไปซ่อม ทั้งๆ ที่นายเฉินอ้างว่าได้ลบภาพเหล่านั้นออกจากเครื่องไปแล้ว แต่ช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ก็ยังสามารถกู้ภาพกลับคืนมาได้ จึงได้บันทึกภาพเหล่านั้นเก็บไว้ในซีดี และได้นำไปให้คนอื่นๆ ดู และมีการส่งต่อ จนกระทั่งภาพเหล่านั้นแพร่กระจายในอินเทอร์เน็ต

ตั้งแต่เกิดเรื่อง ตำรวจฮ่องกงได้ขอความร่วมมือไปยังเจ้าของเว็บบอร์ด รวมทั้งตำรวจไทยในการตรวจสอบแหล่งที่มาของรูป จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่ม รวมเป็น 8 ราย ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2551 โดยไม่มีการจับกุมผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บบอร์ดเลยแม้แต่รายเดียว ในขณะเดียวกัน นายเฉินกวนซีก็ได้ออกมาแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และประณามคนที่นำภาพเหล่านั้นไปเผยแพร่ว่ามีเจตนาทำลายคนอื่น รวมทั้งยังขอร้องให้คนที่ได้รับภาพเหล่านั้นให้ลบและอย่าส่งต่อ

แม้ว่าตำรวจฮ่องกงจะดำเนินการค้นหาผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังคงมีการเผยแพร่ภาพลามกระหว่างนายเฉินกวนซี กับดาราสาวคนอื่นๆ ออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน เป็นการท้าทายการทำงานของเจ้าหน้าที่และทำลายชื่อเสียงของดาราเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง ดาราหลายคนได้รับผลกระทบจนต้องถูกปลดจากการเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาและภาพยนตร์ ต่างๆ และบางรายมีปัญหากับสามีจนกระทั่งเตรียมหย่าร้างกัน เห็นได้ชัดว่าการเผยแพร่รูปเหล่านี้ เป็นการกระทำที่สร้างความเสียหายกับคนหลายคนในวงกว้าง นอกจากนั้นยังผิดกฎหมายอีกด้วย ในที่สุด วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551 นาย เฉินกวนซี ก็ออกมาแถลงข่าว ขอถอนตัวออกจากวงการบันเทิง และขอให้ทุกคนพิจารณากรณีของเขาไว้เป็นบทเรียน สำหรับคนที่คิดจะบันทึกภาพเก็บไว้ส่วนตัว และไม่เคยคิดว่าจะให้ใครดู ว่าภาพมีโอกาสหลุดออกไปด้วยความไม่ตั้งใจได้เสมอ

หลังจากที่นายเฉินกวนซีออกมาแถลงข่าว ด้านตำรวจฮ่องกงก็ยังคงดำเนินการสอบปากคำผู้ต้องสงสัยและนายเฉินกวนซีต่อไป [1] และนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ต่อมาศาลฮ่องกงได้ตัดสินปล่อยตัวนายชุง ยิกทิน ผู้ต้องสงสัยรายหนึ่ง หลังจากควบคุมตัวมานานหลายสัปดาห์และไม่อนุญาตให้ประกันตัว [2] ทั้งนี้ตำรวจในประเทศจีน ก็ได้จับกุมผู้ต้องสงสัย 10 ราย ฐานต้องสงสัยในการผลิต จำหน่าย และซื้อซีดีภาพลามกของเฉินกวนซี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า การเผยแพร่หรือนำภาพฉาวดังกล่าวไปโพสต์ตามกระดานสนทนาทางอินเทอร์เน็ตล้วนเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แม้จะไม่ได้ใช้ภาพเพื่อเจตนาหาผลประโยชน์ก็ตาม ผู้ฝ่าฝืนจะต้องถูกจำคุกในความผิดสถานเบา เป็นเวลาสูงสุด 15 วัน และหากผู้ใดมีการเผยแพร่ภาพมากกว่า 200 ภาพขึ้นไป จะต้องถูกดำเนินคดีอาญา [3] นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนยังมีคำสั่งให้เว็บไซต์ต่างๆ และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตดำเนินมาตรการควบคุม กลั่นกรอง และลบภาพฉาวออกจากเว็บไซต์ต่างๆ แต่ก็ยังคงมีการส่งต่อภาพผ่านช่องทางส่วนบุคคลอย่างแพร่หลาย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ยังอ้างว่าเว็บไซต์ไปตู้ ซึ่งเป็นเว็บสืบค้นข้อมูลรายใหญ่ของจีน เป็นต้นเหตุในการเผยแพร่ภาพ จึงเรียกร้องให้เว็บไซต์ดังกล่าวออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณชนอีกด้วย [4]

ในระหว่างนั้น ตำรวจฮ่องกงและจีนก็มีการจับกุมผู้เผยแพร่ภาพลามกเหล่านี้อยู่เนืองๆ[5] โดยในที่สุด ตำรวจและศาลฮ่องกงก็สามารถสืบสาวไปจนถึงต้นตอผู้กระทำผิดที่แท้จริงได้และนำ ตัวขึ้นสู่ศาล ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2551 (4 เดือนหลังจากครั้งแรกที่มีการเผยแพร่ภาพทางอินเทอร์เน็ต) ศาลฮ่องกงมีคำตัดสินให้นาย ซี โห-ชุน วัย 24 ปี ลูกจ้างบริษัทคอมพิวเตอร์อีลิท มัลติมีเดีย ต้องโทษจำคุก 8 เดือนครึ่ง มีความผิด 3 กระทง ในข้อหาแอบเข้าถึงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นด้วยเจตนาหาผลประโยชน์ที่ไม่สุจริตให้ตนเองและผู้อื่น การก็อปปี้ไฟล์ภาพเป็นการละเมิดอำนาจหน้าที่ของตนเอง

การที่คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องเลวร้ายเพียงใด เมื่อสิทธิส่วนบุคคลถูกละเมิด นายซี โห-ชุน ทำสำเนาภาพของนายเฉินกวนซี ขณะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับดาราสาวฮ่องกงหลายคน จำนวน 1,300 ภาพจากคอมพิวเตอร์แล็บท็อปที่นายเฉินกวนซีนำไปซ่อมเมื่อ ปี 2549 แล้วเก็บไว้ในแผ่นซีดี จากนั้นได้ส่งต่อไปให้ลูกค้าคนอื่นของเขา จนภาพฉาวแพร่ไปทั่วอินเทอร์เน็ต[6] ทั้งนี้ นายซี เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดในการไต่สวนก่อนหน้านี้ 3 ข้อหาเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อหาผลประโยชน์โดยมิชอบสำหรับตนเองและ ผู้อื่นอีกด้วย[7]

กรณีของเฉินกวนซี ซึ่งไม่มีผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บต้องตกเป็นจำเลยแม้แต่รายเดียวนั้น แสดงให้เห็นว่าการขอความร่วมมือของเจ้าหน้าที่รัฐไปยังผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บต่างๆ โดยไม่ตั้ง “ธง” ไว้ก่อนว่ามีเจตนาสนับสนุนผู้กระทำผิด เป็นวิธีที่ทำให้การสืบสาวไปถึงตัวผู้กระทำผิดทำได้ง่ายขึ้น สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้จริง ส่วนผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บบอร์ดก็ไม่ต้องถูกดำเนินคดีอย่างผิดพลาดและไม่ ต้องหวั่นวิตกว่าจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยในอนาคตจนตัดสินใจห้ามผู้ใช้เน็ตโพสต์ เนื้อหาได้อย่างเสรีหรือควบคุมดูแลเนื้อหาอย่างเข้มงวดกวดขันเกินควร ซึ่งทั้งสองกรณีนี้เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้เน็ต และดังนั้นจะก่อให้เกิดผลกระทบตามมาดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นของบทความนี้

ข้อเสนอแนะ
ถ้ามองกันตามความเป็นจริงแล้ว การกระทำผิดในโลกอินเทอร์เน็ตมักจะไม่ต่างจากการกระทำผิดในโลกนอกอินเทอร์เน็ตมากนัก ตัวอย่างเช่น ถ้ามีผู้ไม่ประสงค์ดีไปพ่นสีข้อความผิดกฎหมายบนกำแพงบ้านใคร คนที่ตำรวจควรจับมาลงโทษให้ได้ก็คือคนที่พ่นสี ส่วนเจ้าของบ้านที่ไม่อาจดูแลกำแพงบ้านตัวเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อพบเห็นข้อความเหล่านั้นแล้ว ก็ต้องรีบทำความสะอาดลบข้อความเหล่านั้นทิ้งไป รวมทั้งให้ความร่วมมือกับตำรวจในการแจ้งเบาะแสของผู้กระทำผิด เท่านี้ตำรวจก็จะสามารถหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ แต่หากตำรวจไม่จับกุมแต่คนพ่นสี กลับไปจับกุมเจ้าของบ้านด้วยโดยแจ้งข้อหาว่า มีเจตนาสนับสนุนคนพ่นสี เพียงเพราะลบสีที่พ่นบนกำแพงบ้านไม่ทันก่อนจะมีคนมาพบเห็นและแจ้งตำรวจ กรณีนี้ตำรวจก็ไม่ยุติธรรมกับเจ้าของบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ถ้าหากเจ้าของบ้านถูกตำรวจจับกุมในข้อหานี้บ่อยๆ ก็คงอยากย้ายบ้านหนีไปอยู่ประเทศอื่นที่ตำรวจไม่ทำแบบนี้

ในประเทศไทย การติดตามสืบค้นตัวผู้กระทำผิดทางอินเทอร์เน็ตนั้นมีขั้นตอนว่า ถ้าหากเราพบเห็นเนื้อหาที่น่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมายบนอินเทอร์เน็ต เช่น โพสต์คลิปหลุดรูปเรา เราสามารถไปแจ้งความที่สำนักงานตำรวจใกล้บ้าน ขอสำเนาใบบันทึกแจ้งความ แล้วนำสำเนานี้ไปแจ้งความจำนงต่อเว็บไซต์นั้นๆ เพื่อขอ “ล็อกไฟล์” (log file) หรือปูมบันทึกการใช้งานของเว็บไซต์และ “หมายเลขไอพี” (IP address) ของ ผู้โพสต์เนื้อหาดังกล่าว เสร็จแล้วก็นำล็อกไฟล์และหมายเลขไอพีนั้นไปแจ้งยังกระทรวงเทคโนโลยีและ สารสนเทศ ให้เจ้าหน้าที่ประสานงานกับไอเอสพีเพื่อสืบค้นว่า หมายเลขไอพีนี้ใช้งาน ณ เวลาเท่านั้นถึงเท่านี้มาจากที่ใดในประเทศ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะประสานกับตำรวจท้องที่ ไปตรวจค้นยังบ้านเลขที่ดังกล่าว ในกรณีที่ที่อยู่นั้นเป็นร้านให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือร้านเกมส์ เจ้าหน้าที่ก็จะขอดูล็อกไฟล์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ในร้าน จากเจ้าของร้านเพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นคนใช้เครื่องในเวลานั้น เมื่อทราบชื่อผู้กระทำความผิดแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการออกหมายเรียกเพื่อมารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป[8]

ขั้นตอนดังกล่าวน่าจะทำให้ผู้ใช้เน็ตสบายใจในระดับหนึ่งว่า หากผู้กระทำผิดอยู่ในประเทศไทย เจ้าหน้าที่น่าจะสามารถสืบค้นตัวจนเจอภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม การกล่าวหาว่าผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บมี “เจตนา” ยินยอมหรือสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีความซับซ้อนกว่ากันหลายเท่า และจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติ “เปิด” ของอินเทอร์เน็ต ความคลุมเครือของฐานความผิดหลายกระทงซึ่งผู้ดูแลและเจ้าของเว็บ รวมทั้งคนทั่วไป ย่อมมีความเข้าใจน้อยกว่าเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจบังคับใช้กฏหมาย

ถ้าหากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้ดูแลหรือเจ้าของเว็บอย่างจริงจัง จริงใจ และตรงประเด็น ดังที่ตำรวจฮ่องกงและจีนแสดงให้เห็นในกรณีเฉินกวนซี นอกจากจะช่วยให้สามารถจับกุมผู้กระทำผิดตัวจริงมาลงโทษได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังจะช่วยทำให้ผู้มีเจตนาร้ายมีแรงจูงใจน้อยลงที่จะกระทำผิดบนอินเทอร์เน็ต แต่ขณะเดียวกันก็สามารถรักษาบรรยากาศการถกเถียงอภิปรายในอินเทอร์เน็ตเอาไว้ได้ ในฐานะพื้นที่ประชาธิปไตยที่สนับสนุนให้ทุกคนเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นกันอย่างเสรี.

 

…………………………………

[1] “ตำรวจ ฮ่องกงรวบคนร้ายแพร่คลิปเฉินกวนซีอีกราย”, หนังสิอพิมพ์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551, http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/13/WW19_1901_news.php?newsid=229529

[2] “ปล่อยผู้ต้องหาคดีรูปเฉินก้วนซี”, หนังสือพิมพ์ข่าวสด, วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 หน้า 7

[3] “จับ 10 ผู้ต้องสงสัยผลิต จำหน่ายซีดีลับเฉพาะเอดิสัน”, หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551, http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=155381&NewsType=1&Template=1

[4] “ตำรวจ จีนประกาศดำเนินคดีผู้เผยแพร่ภาพฉาวดาราฮ่องกง”, สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น, วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2551, http://www.innnews.co.th/entertain.php?nid=90643

[5] “จับเพิ่มอีก 2 มือดีปล่อยคลิป เอดิสัน”, หนังสือพิมพ์เดลินิวส์, วันที่ 1 มีนาคม 2551, http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=156259&NewsType=1&Template=1

[6] “จำคุกช่างคอมฯ ขโมยรูปโป๊ เฉินกว้านซี 8 เดือน”, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, วันที่ 13 พฤษภาคม 2551

[7] “จำคุกช่างคอมพิวเตอร์ฮ่องกงฐานขโมยภาพฉาวเฉินกวนซี”, สำนักข่าวไทย อ.ส.ม.ท., วันที่ 13 พฤษภาคม 2551

[8] “ขั้นตอนการติดตามผู้กระทำผิดทาง Internet” http://webboard.gg.in.th/topic/10/43975

 

 หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://thainetizen.org/node/581

 

http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24589

ชีวิต ผืนดิน กับสังคมแห่งความเป็นธรรม

Mon, 2009-07-06 03:50

เหมราช ลบหนองบัว
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

การที่สังคมถูกปล่อยปละละเลยให้ดำเนินไปตามกระแสโลกาภิวัฒน์ โดยคาดการณ์ว่าการพัฒนาดังกล่าวจะสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับสังคม ผู้คนมีอาชีพที่หลากหลายมีรายได้สูง ก่อเกิดการสร้างงาน สร้างสังคม สร้างชาติ และหล่อเลี้ยงระบบให้เจริญรุ่งเรืองยาวนาน โดยเน้นการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของตลาดเพื่อสร้างรายได้และชี้วัดความสุขความเข้มแข็งมั่นคงของสังคมด้วยเงินตราและมูลค่าสมมุติต่างๆ
 
แต่กระแสการพัฒนาดังกล่าวได้ส่งผลทำให้ผู้คน ชุมชน สังคม ละทิ้งแนวทางพื้นฐานที่สำคัญของสังคมไป นั่นคือการผลิตเพื่อการดำรงอยู่ของชุมชน สังคมและประเทศ ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มีความสมดุล ผิดทิศผิดทาง จนก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ นำไปสู่ปัญหาสังคมต่างๆตามมามากมาย ทั้งปัญหาที่เกิดจากการกระทำของคนในสังคม หรือเกิดจากธรรมชาติที่ผิดปกติและวิกฤตขึ้นทุกวัน
 
สำคัญคือผืนดิน
“ผืนดิน” เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีมาพร้อมกับโลกไม่มีใครเป็นผู้สร้าง เป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคมมนุษย์และสรรพสัตว์ต่างๆบนโลกนี้ จึงไม่เป็นการถูกต้องนักหากใครคนใดคนหนึ่งมากล่าวอ้างความเป็นเจ้าของเกินความต้องการจำเป็นพื้นฐานของชีวิต   การที่สังคมขาดหลักในการใช้ที่ดินอย่างเป็นธรรม ทั้งที่ดินคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการผลิตเพื่อการดำรงอยู่ของสังคม เพื่อการผลิตอาหารและปัจจัยเพื่อการดำรงชีพของคน แต่กลับถูกแปรเปลี่ยนเป็นแค่สินค้าที่สามารถเปลี่ยนมือและถูกครอบครองโดยคนที่ไม่ใช่ผู้ผลิต
ผู้คนส่วนใหญ่มีดินทำกินไม่เพียงพอหรือไม่มีที่ดิน ผู้คนบางกลุ่มที่ร่ำรวยครอบครองที่ดินไว้เป็นจำนวนมากเพื่อการสะสมความมั่งคั่ง เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนค้ำประกันทางการค้าเท่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ที่แท้จริง หากสังคมยังคงปล่อยให้การใช้ที่ดินผิดธรรมชาติแห่งความเป็นที่ดิน ขาดการอนุรักษ์ดูแลอย่างจริงจังต่อไปแล้ว ในที่สุดสังคมมนุษย์ก็คงไม่สามารถดำรงอยู่ได้
 
ผืนดินนี้มิใช่ของใคร
หลักความเป็นเจ้าของในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริงถูกเปิดเผยว่า ที่ดินไม่อาจมีใครแสดงความเป็นเจ้าของได้โดยแท้จริง มีแต่เพียงสิทธิในการใช้ประโยชน์หรือสิทธิแห่งการก่นสร้าง ถากถาง การผลิตเพาะปลูกเพื่อดำรงชีวิต ที่เรียกว่า กรรมสิทธิ์ หรือสิทธิแห่งการกระทำ ที่ยังพอกล่าวอ้างเป็นสิทธิโดยบุคคลได้ สิทธิดังกล่าวจะหมดไปด้วยความเป็นธรรมชาติของคน เช่นหมดอายุขัย ดังนั้นความเป็นเจ้าที่ดินจึงเป็นของทุกคนในชุมชนและสังคม ซึ่งต้องร่วมกันปกป้องดูแลรักษาให้คงอยู่กับชุมชนและสังคมต่อไป
 
การสร้างระบบการใช้ที่ดินอย่างเป็นธรรม หมายถึงความเป็นธรรมทางสังคมและความเป็นธรรมชาติของที่ดิน เป็นแนวทางที่จะรักษาดำรงสังคมเอาไว้ได้ ซึ่งกระบวนดังกล่าวควรจะเกิดจากรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ปกป้องรักษาบ้านเมือง แต่ที่ผ่านมาผู้ปกป้องดูแลบ้านก็เอาแต่ปกป้องดูแลผลประโยชน์ของตนและกลุ่มก้อนการเมืองเป็นหลัก ละวางปัญหาสังคมต่างๆเป็นปัญหารอง  การรอการแก้ไขไม่ได้แปลว่าปัญหาจะหยุดชะงักซึ่งผลกระทบไว้เท่านั้น ยิ่งนานวันปัญหายิ่งสร้างผลกระทบต่อสังคมเท่าทวีคูณ
 
ชุมชนกับการปฏิรูปผืนดิน
อุบัติกระบวนการชุมชนในการสร้างระบบการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกันเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆของพี่น้องสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย คือตัวอย่างผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จนเกิดการเรียนรู้ข้อเท็จจริงทางสังคมบ่มเพาะประสบการณ์ผ่านการแลกเปลี่ยนในมวลหมู่สมาชิก วิเคราะห์ค้นคว้าทดลองลงมือปฏิบัติ จนได้แนวทางการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน ภายใต้แนวคิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยชุมชน ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิดั้งเดิมในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างแท้จริง เพื่อคุ้มครองรักษาผืนแผ่นดินเอาไว้สำหรับทำการผลิตเพื่อการดำรงอยู่ของชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง
 
ภายใต้หลักความเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน และสิทธิในการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมกับการกระทำหรือกรรมสิทธิ จึงบังเกิดสิทธิในที่ดินขึ้นสองส่วน ส่วนที่หนึ่ง สิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และสิทธิในความเป็นเจ้าของร่วมกัน ภายใต้ชุมชนหรือสังคมที่เรียนรู้ข้อเท็จจริงทางสังคมอย่างเหมาะสมจนเกิดมีกลไกชุมชน ที่เข้มแข็งแล้วจะส่งผลให้ชุมชนมีวิถีปฏิบัติจนกลายข้อตกลงหรือธรรมนูญชุมชนจนสามารถใช้สิทธิทั้งสองเกื้อกูลส่งเสริมจนกลายเป็นสิทธิของคนและชุมชนที่เข้มแข็ง
 
นอกจากความเข้าใจเรื่องสิทธิในที่ดินแล้ว กระบวนการหรือนวัตกรรมชุมชนในการสร้างความยั่งยืน เสมอภาค และเป็นธรรมในการใช้ที่ดินหลายรูปแบบ เช่น การจัดเก็บภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า และการผลิตแบบรวมหมู่ เพื่อสร้างกองทุนที่ดิน การทำการผลิตแบบพึ่งตนเองลดการพึ่งพาภายนอก การสร้างระบบการตลาดชุมชนเพื่อลดการสูญเสียทรัพยากรในระบบการตลาด การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์หลักข้อเท็จจริงและแนวทางปฏิบัติขยายสู่สังคมให้นำสู่การปฏิบัติการจริงอย่างทั่วถึง
 
ข้อตกลงชุมชน “ธรรมนูญแห่งความเป็นธรรม”
วิถีดำเนินชีวิตของคนในชุมชนอันดีงามที่ปฏิบัติกันมาแต่อดีต รวมกับแนวทางการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดจากเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในกลุ่มผู้มีปัญหาที่ดินด้วยกัน เพื่อการจัดการที่ดินที่เป็นธรรม และเป็นหลักประกันไม่ได้ที่หลุดมือจากเกษตรกรคนยากจน จึงเป็นข้อตกลงเรื่อง สิทธิในที่ดิน กลไกคณะกรรมการชุมชน การจัดตั้งกองทุนที่ดิน การปฏิรูประบบการผลิต การจัดการระบบการตลาดของชุมชน ซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือในการสร้างความเป็นธรรมและปกป้องที่ดินของชุมชนให้คงอยู่กับชุมชนตลอดไป
 
สิทธิในการใช้ประโยชน์และความเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน
ในอดีตสิทธิในการใช้ประโยชน์ในที่ดินไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ภายในรอบรั้วอาณาเขตที่ดินตนเองเท่านั้น การเก็บพืชผักของป่า ปูปลา กบเขียด อาหารตามธรรมชาติสามารถเสาะหาได้ทั่วไปแม้ไม่ใช่ที่ดินของตนเอง เจ้าของที่ดินก็ไม่หวงห้าม มีการเอื้อเฟื้อจุนเจือแบ่งปัน บางฤดูบริเวณใดที่มีความเหมาะสมสำหรับปลูกพืชผักก็แบ่งให้เพื่อนบ้านมาใช้ประโยชน์ได้ เป็นการใช้ที่ดินร่วมกันอย่างเหมาะสมและเพียงพอสำหรับการดำรงชีพ จึงเท่ากับว่าทุกคนในชุมชนเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน จึงเป็นวิถีชุมชนที่ปฏิบัติกันมาแต่อดีต จนทำให้ชุมชนเกิดข้อตกลงร่วมกันว่า ที่ดินทั้งหมดควรเป็น “สมบัติร่วมกันของชุมชน” และสิทธิในการใช้ประโยชน์ในเปลงที่ดินที่แต่ละบุคคลครอบครองก็ยังเป็น “สิทธิบุคคล”   ก็ยังสามารถประกอบอาชีพ ทำนา ทำไร่ ทำประโยชน์ในที่ดินที่ตนครอบครองได้
 
กลไกชุมชน “ความเข้มแข็งของชุมชนย่อมเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจ”
จากสภาพปัญหาที่ดินของชุมชนซึ่งเป็นปัญหาร่วมกัน ทำให้เกิดการพูดจาปรึกษาหารือกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกันศึกษาวิเคราะห์แก้ไขปัญหาของชุมชนอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เกิดเป็นกลุ่มก้อนชุมชน เกิดความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาชุมชน มีการจัดแบ่งภาระหน้าที่ช่วยกันทำงานตามความสามารถของแต่ละบุคคล เป็นคณะบุคคลมาบริหารจัดการชุมชน จึงเกิดเป็นกลไกการทำงานของชุมชนที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอย่างเหมาะสม และกลไกชุมชนนี่เองเป็นการขับเคลื่อนการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนอย่างเหมาะสม
 
กองทุนที่ดิน “เครื่องมือเพื่อการรักษาที่ดิน”
สภาพสังคมปัจจุบันที่ยังเป็นระบบทุนอยู่ เงินถูกใช้เป็นเครื่องมือกลไกการจัดการทรัพยากรต่างๆ ดังนั้นชุมชนจึงยังจำเป็นต้องมีเงินกองทุนของชุมชนไว้เพื่อเป็นกลไกแลกเปลี่ยนซื้อขายที่ดิน เป็นกองทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนเพื่อทำการผลิต เพื่อการสวัสดิการสงเคราะห์ช่วยเหลือกันในสังคม ส่วนที่มาของกองทุนมาจาก การจัดเก็บภาษีที่ดินชุมชนแบบอัตราก้าวหน้า การออมทรัพย์ของชุมชน การทำการผลิต และการจัดการตลาดแบบรวมหมู่
 
ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า “เครื่องมือแห่งการสร้างความเป็นธรรมในการใช้ประโยชน์ในที่ดิน”
ด้วยสภาพการครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินจำนวนไม่เท่ากัน แต่เพื่อความเป็นธรรมในการใช้ประโยชน์จากที่ดินต้องทำให้เกิดความเท่าเทียม คนที่อยู่รวมกันเป็นชุมชนได้รับผลประโยชน์จากที่ดินของชุมชนทุกตารางนิ้วเท่าเทียมกัน โดยให้ผู้ใช้ประโยชน์ในที่ดินซึ่งเป็นของชุมชนต้องทดแทนตามส่วนที่ตนใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ยังคำนึงถึงสภาพการใช้ประโยชน์เพื่อไม่ให้ปล่อยที่ดินทิ้งร้างต้องมีมาตรการในการจัดการความเท่าเทียมในการใช้ประโยชน์ในที่ดินร่วมกัน อีกทั้งเป็นการสร้างกองทุนที่ดินหรือกองทุนชุมชนที่มาจากการใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยแท้จริง จึงเกิดการจัดเก็บภาษีที่ดินชุมชนในอัตราก้าวหน้า คือ การคำนวณภาษีตามพื้นที่ที่ทำประโยชน์ และสภาพการใช้ประโยชน์
 
การผลิตแบบพึ่งตนเอง “หนทางรอดของเกษตรกรอย่างยั่งยืน”
นอกจากการปฏิรูปเรื่องสิทธิในที่ดินแล้ว ต้องมีการปฏิรูปการทำประโยชน์ในที่ดิน ให้สามารถทำการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการใช้ต้นทุนเดิมของธรรมชาติและเพิ่มวิถีการผลิตแบบพึ่งตนเองให้มากขึ้น ลดการใช้สารเคมี ใช้แรงงานชุมชนจากการลงแขกทำงาน ลดการพึ่งพาจากภายนอกซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะวงจรหนี้สิน นอกจากนี้ต้องร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนในอดีตและสร้างระบบนิเวศน์ชุมชนให้เกิดสมดุล เพื่อให้เป็นแหล่งอาหาร ยาสมุนไพร และชีวปัจจัยหล่อเลี้ยงชุมชนได้อย่างยั่งยืน
 
การผลิตแบบรวมหมู่ “เส้นทางสู่ความเข้มแข็งของชุมชน”
เป็นการสร้างความเข้มแข็งในการทำการผลิตที่อาศัยต้นทุนเดิมของสังคมคือแรงงาน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของสังคม แต่ปัจจุบันถูกแปรเปลี่ยนเป็นฐานสำคัญของระบบทุนนิยม ชาวบ้านเป็นทาสแรงงานที่ได้รับผลตอบแทนไม่เหมาะสมกับแรงงานที่ลงไป ดอกผลตกอยู่มือของนายทุนเป็นส่วนใหญ่ การผลิตแบบรวมหมู่ เป็นการปฏิรูปการจัดการแรงงานของชุมชนให้กลับเป็นของชุมชนอย่างแท้จริง
 
รูปแบบการผลิตแบบรวมหมู่ เริ่มจากการรวมหมู่ทางความคิดร่วมกันจัดการวางแผนทำการผลิต รวมหมู่ต้นทุนเงินทอง รวมหมู่แรงงาน เมื่อมีผลผลิตก็แบ่งปันอย่างเป็นธรรม ส่วนหนึ่งกันเอาไว้เป็นกองทุนชุมชน เพื่อเป็นทุนทำการผลิตในรอบต่อไป สิ่งที่ได้รับนอกจากผลผลิตคือ เกิดความสมัครสมานสามัคคี มีความภาคภูมิและเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้นว่าสามารถสร้างสรรพสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้โดยชุมชน เมื่อเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองชุมชนจะสามารถต่อก้าวต่อไปสู่การจัดการชุมชนด้านต่างๆและต่อสู้กับภาวะปัญหาต่างๆได้
 
การสร้างระบบการตลาดชุมชน “หอกค้ำยันเพื่อต้านทานสังคมบริโภคนิยม”
ระบบตลาดปัจจุบันส่วนต่างในการซื้อขายสินค้าโดยส่วนใหญ่จะอยู่ในมือพ่อค้าคนกลาง ชุมชนผู้ผลิตได้รับส่วนแบ่งไม่เหมาะสมกับต้นทุนและแรงงาน เพื่อดึงส่วนต่างดังกล่าวกลับมาเป็นของชุมชน ชุมชนต้องเข้าไปมีส่วนจัดการในการซื้อขายสินค้าของชุมชนอย่างครบวงจร โดยการสร้างตลาดในชุมชนแลกเปลี่ยนซื้อขายกันเอง รวมกลุ่มเชื่อมโยงตลาดภายนอกโดยชุมชนเองไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง  จัดสร้างกลไกการตลาดของชุมชนขึ้นมาจัดการอย่างเข้มแข็ง สามารถรู้ถึงความต้องการด้านต่างๆของชุมชน และวางแผนการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนเป็นหลักมากกว่าสร้างความร่ำรวย
 
การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์หลักข้อเท็จจริงและแนวทางปฏิบัติขยายสู่สังคม “การขยายพันธุกรรมแห่งความเป็นธรรม”
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นล้วนแล้วเป็นหลักประกันในการดำรงอยู่ของสังคมมนุษย์ ผืนดินถูกใช้ประโยชน์และได้รับการดูแลปกป้องเพื่อทำการผลิตอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน การริเริ่มเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้วโดยชุมชนท้องถิ่นส่วนต่างๆของประเทศ ถึงแม้จะเป็นเพียงส่วนน้อยนิดที่เกิดขึ้น แต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเพื่อปกป้องสังคมเลย หากรูปธรรมการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชนได้รับการเผยแพร่นำสู่สังคม เกิดการนำพาไปสู่การปฏิบัติในทุกชุมชนอย่างกว้างขวาง แนวทางการปฏิบัติของชุมชนได้รับการยอมรับจากสังคม ย่อมจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และนำไปสู่สังคมใหม่ที่มีความเป็นธรรมมากขึ้น

 http://www.prachatai.com/journal/2009/07/24978

สื่อในบริบทความเป็นจริง: ความเป็นอิสระและสำนึก “พลเมือง”

Tue, 2009-07-07 23:46

นักปรัชญาชายขอบ

 

ความเป็นจริงของความขัดแย้งทางการเมืองของบ้านเราที่ปรากฏเด่นชัด คือ มีการประกาศจุดยืนในทางการเมืองอยู่ 3 ฝ่าย

1.ฝ่ายเสื้อเหลือง ไม่เอาทักษิณ ไม่เอาการเมืองเก่า (แต่ไม่ปฏิเสธอำมาตยาธิปไตย?) จะสร้างการเมืองใหม่เป็นการเมืองที่สะอาดโปร่งใส ไร้ทุจริตคอร์รัปชั่น
2.ฝ่ายเสื้อแดง มีทั้งเอาและไม่เอาทักษิณ (แต่น่าจะเอาเป็นส่วนใหญ่?) ไม่เอาอำมาตยาธิปไตย ต้องการประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการครอบงำกำกับของอำมาตยาธิปไตย ประชาธิปไตยเพื่อสร้างสังคมที่เสมอภาค เป็นธรรม หรือรัฐสวัสดิการ
3.ฝ่ายที่เคยประกาศตัวเป็นกลาง เคยชูคำขวัญ “หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง”

ปรากฏการณ์ความเป็นจริง 3 จุดยืนดังกล่าว ซ้อนอยู่ในความเป็นจริงอื่นๆ ที่เป็นปัญหาอีกมากมาย เช่น การแพร่ระบาดของไข้หวัด 2009 วิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ วิกฤต 3 จังหวัดภาคใต้ วิกฤตคุณภาพนักการเมืองทั้งในเชิงจริยธรรมและความสามารถบริหารประเทศ วิกฤตความน่าเชื่อถือของทุกสถาบันไม่ว่าจะเป็นสถาบันรัฐสภา กองทัพ ศาล ศาสน์ กษัตริย์ สื่อมวลชน มหาวิทยาลัย นักวิชาการ

นอกจากนี้เรายังอยู่ในยุคที่ “จินตนาการความเป็นไทย” ที่วางอยู่บนอุดมการณ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” กำลังถูกท้าทายอย่างเข้มข้น เกิดกระแสการสร้างจินตนาการความเป็นไทยแบบใหม่ที่อยู่บนอุดมการณ์ประชาธิปไตยสากล รัฐสวัสดิการ รัฐประชาชาติที่เคารพสิทธิอำนาจในการจัดการกับวิถีชีวิตของตนเองของประชาชนตามความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา วิถีชีวิต ภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ

ในขณะที่ความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้อีกด้านหนึ่ง คือ เราอยู่ในยุคเศรษฐกิจกระแสโลกาภิวัตน์ที่ความเจริญ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการแข่งขันกับนานาชาติ อำนาจของทุนข้ามชาติมีบทบาทต่อการตัดสินใจในนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลมากกว่าความต้องการของประชาชนในชาติเสียอีก

และกลุ่มทุนต่างชาติกับกลุ่มทุนภายในประเทศ กลุ่มนักการเมืองที่ยึดกุมอำนาจรัฐ ข้าราชการบางส่วนก็ฉ้อฉลชาติโดยที่ประชาชนรู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ประชาชนก็ทำอะไรไม่ได้ ซ้าร้ายกว่านั้นสงครามระหว่าง “กลุ่นทุนเก่า” กับ “กลุ่มทุนใหม่” ในประเทศก็ยังคุกรุ่นไม่สิ้นสุด

ในท่ามกลางความเป็นจริงที่ซับซ้อนดังกล่าว “ความเป็นกลาง” ของสื่อมวลชนมีความจำเป็นอย่างยิ่ง มีบางคนบอกว่าถ้าสื่อมวลชนวางตัวเป็นกลางจะไม่กล้าเสนอความจริงด้านลบของข้างใดๆ เพราะกลัวว่าจะกระทบกระทั่งกับข้างนั้นข้างนี้ ดังนั้น สื่อมวลชนต้องมุ่งเสนอความจริง ต้องไม่ติด “กับดัก” ของ “ความเป็นกลาง”

ในความเข้าใจของผู้เขียน สื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอความจริงอยู่แล้ว การยึดจุดยืนความเป็นกลางไม่ได้หมายความว่าต้องไม่ทำหน้าที่แสวงหาหรือเสนอความจริงทุกด้านของทุกข้าง แต่การเป็นกลางต่างหากที่จะทำให้สื่อสามารถแสวงหาและเสนอความจริงทั้งด้านดีด้านร้ายของข้างใดๆ ได้อย่างเป็นอิสระ

ดังนั้น ความหมายสำคัญของ “ความเป็นกลาง” จึงหมายถึง “ความเป็นอิสระ” ไม่ถูกพันธนาการด้วย “อคติ” ของ “ความเป็นข้าง” หรือความเป็นฝักฝ่ายใดๆ เมื่อมีอิสระ สื่อจึงสามารถที่จะแสวงหาและเสนอความจริงทุกด้านของทุกข้าง

และสามารถที่จะบอกสังคมตรงๆ ด้วยว่าไม่เห็นด้วยกับด้านที่เป็นข้อเสีย หรือเห็นด้วยกันด้านที่เป็นข้อดีของทุกข้าง รวมทั้งเสนอทางเลือกที่เห็นว่าดีกว่าข้อเสนอของข้างใดๆ ก็ได้อย่างมีเหตุผลเป็นตัวของตัวเอง

ที่ต้องตราไว้เป็นพิเศษคือ สื่อมวลชนต้องยืนอยู่บน “ความถูกต้อง” ที่ว่า “การต่อสู้ใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยจะต้องใช้เหตุผล ไม่ใช้ความรุนแรง” ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงโดยรัฐประหาร โดยม็อบ หรือโดยอำนาจที่ไม่เปิดเผยใดๆ

ดังนั้น ความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของสื่อที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือการเป็นช่องทางให้ประชาชนรู้เท่าทันกลเกมความรุนแรงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหรือที่เกิดขึ้นแล้วจากฝ่ายใดๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ ความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของสื่อ ยังหมายถึง การทำหน้าที่เป็น “เวทีสาธารณะ” เปิดให้กับความเห็นต่างจากทุกฝ่ายได้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในประเด็นสาธารณะต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เพราะบทบาทนี้ของสื่อ คือบทบาทส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้เหตุผลในการอยู่ร่วมกันของพลเมืองแห่งรัฐที่รักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และยึดมั่นในความเสมอภาคความเป็นธรรมภายใต้กฎหมายเดียวกัน

พลเมืองนั้นต่างจาก ไพร่ ทาส และราษฎร เพราะไพร่ ทาส ไม่มีอิสระเสรี ไม่มีอำนาจในการปกครองตนเอง ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้านาย ส่วนราษฎรคือคนที่เชื่อฟังคำสั่งของผู้ปกครอง ไม่กล้าคิดเอง รอคอยผู้ปกครองที่เก่งกล้าสามารถจะมา “เนรมิต” ความเจริญต่างๆ ให้

แต่ “พลเมือง” (civil) คือ ผู้รักในเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และกระตือรือร้นสนใจปัญหาบ้านเมือง ถือเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะมีส่วนร่วมคิดร่วมทำในกิจกรรมทางสังคมการเมืองทั้งปวงที่จะช่วยสร้างสังคมให้เป็นธรรมและผาสุก

โดยถือว่าการทำหน้าที่เช่นนั้นเป็นความรับผิดชอบ เป็นความมีเกียรติ เป็นความสุข หรือเป็นความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ในฐานะสมาชิกแห่งรัฐ และหรือสมาชิกแห่งมนุษยชาติ

กล่าวโดยสรุป สื่อที่เป็นกลางและเป็นอิสระจะต้องเข้าใจ “ความเป็นจริงที่ซับซ้อน” มีความรับผิดชอบใน “หน้าที่สื่อความจริงรอบด้าน” สำนึกใน “ความเป็นพลเมือง” ของตนเอง

และสามารถเป็น “เวทีสาธารณะ” ที่มุ่งส่งเสริมความเป็นพลเมืองของคนในชาติให้รักในเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม การมีส่วนร่วมทางการเมืองบนวิถีทางของการใช้เหตุผล การมีขันติธรรม และการเคารพความเห็นต่างหรือยอมรับความแตกต่างหลากหลายในการอยู่ร่วมกัน

http://www.prachatai.com/journal/2009/07/24998

สัมมนา “จับตาเปิดเสรีสินค้าเกษตร อนาคตเกษตรกรกับนโยบายรัฐที่ต้องถามหา”

Tue, 2009-07-07 23:50

เมื่อวันที่ 2 ก.ค.52 คณะทำงานอธิปไตยและความมั่นคงทางอาหาร จัดสัมมนา “จับตาเปิดเสรีสินค้าเกษตร อนาคตเกษตรกรกับนโยบายรัฐที่ต้องถามหา” ณ เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เพื่อวิเคราะห์ผลที่จะเกิดขึ้นต่อเกษตรกรภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ในปี 2553 และจัดทำข้อเสนอทางนโยบายที่ชัดเจนในประเด็นการรับจำนำและการประกันราคาสินค้าเกษตร รวมทั้งหาแนวทางหรือมาตรการรับมือในระดับพื้นที่และนโยบายที่เหมาะสมสำหรับพืชรายชนิด

สืบเนื่องจาก พันธกรณีที่ประเทศไทยจะต้องลดภาษีและยกเลิกมาตรการโควต้าภาษี (Traiff Rate Quota :TRQ) สินค้าเกษตรภายใต้ AFTA จำนวน 23 รายการ ซึ่งมีสินค้าข้าวรวมอยู่ด้วย โดยในปี 2553 ให้ลดภาษีสินค้าทั้ง 23 รายการเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อวันที่ 30 เม.ย.50 คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ได้มีมติให้ยกเลิกมาตรการโควต้าภาษีสินค้าข้าวภายใต้ AFTA ภายในไม่เกิน 1 ม.ค.53 ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องยกเลิกมาตรการโควต้าภาษีนำเข้าข้าวเพื่อบรรลุข้อตกลงดังกล่าว

เวทีในช่วงเช้านำเสนอประเด็น “การเปิดเสรีสินค้าเกษตรของไทย: เพื่อความรุ่งโรจน์ร่วมกัน หรือ สังเวยเหยื่อทางการค้า” ดำเนินรายการโดย ศจินทร์ ประชาสันต์

ผู้ค้าหวั่น “เปิดการค้าเสรี” ลดภาษีเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลกระทบตลาดค้า “ข้าว”

วัลลภ พิชญ์พงศา รองกรรมการผู้จัดการบริษัทนครหลวงค้าข้าว และนายกสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย กล่าวถึงกระบวนการค้าข้าวว่า เริ่มต้นมาจากชาวนาไปถึงโรงสี มีคนกลางที่เป็นพ่อค้าข้าวเปลือกรับซื้อข้าวไปส่งโรงสี พอสีเป็นข้าวสาร กินเองครึ่งหนึ่ง ส่งออกครึ่งหนึ่ง ข้าวในประเทศก็จะกลายเป็นข้าวถุง ข้าวสาร ส่วนด้านส่งออกก็จะรับซื้อข้าวสารจากโรงสี โดยผู้ซื้อแบ่งเป็น 2 ส่วนคือราชการและเอกชน ในส่วนเอกชนนั้นสามารถซื้อข้าวได้อย่างเสรี แต่เมื่อไปขายต่างประเทศต้องไปเสียภาษีนำเข้าของประเทศนั้นๆ ซึ่งมีอัตราแตกต่างกันไป บางประเทศมีการกำหนดว่าจะนำเข้าได้เมื่อไหร่ รัฐจะเป็นคนควบคุม ว่าเมื่อไหร่ จำนวนเท่าไหร่ โดยใคร นอกจากนั้นยังมีมาตรการกำแพงภาษีด้วย เช่น ประเทศญี่ปุ่น

วัลลภกล่าวด้วยว่า ประเทศไทยส่งออกเยอะที่สุดในโลก แต่ที่ผ่านมาก็ยังอนุญาตให้มีการนำเข้าข้าว โดยไปเป็นสมาชิกของ WTO ซึ่งไปผูกพัน คือการนำเข้าข้าวต้องเสียภาษี 52 เปอร์เซ็นต์ โดยมีโควตา 24,5000 ตัน ให้ภาษีเสียแค่ 20 เปอร์เซ็นต์

ในกรณี AFTA ประเทศไทยไปทำข้อผูกพันเอาไว้ว่าจะลดภาษีเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ ในตั้งแต่ มกราคม 2553 ไม่จำกัดจำนวน ทั้งข้าวสารและข้าวเปลือก ซึ่งปกติตอนนี้ไทยมีการเก็บภาษีประเทศในอาเซียน แค่ 5 เปอร์เซ็นต์ อยู่แล้ว บางประเทศก็ไม่เก็บเลย ทั้งนี้ การลดภาษีในปี 53 แต่ละประเทศก็มีการลดภาษีไม่เท่ากัน แล้วแต่ความสมัครใจ แต่สำหรับประเทศไทยลดเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ เพราะเชื่อมั่นเรื่องข้าวว่ามีความเข้มแข็ง

ส่วนข้อกังวลต่อสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต นายกสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย กล่าวว่า 1.เมื่อมีข้าวจากเพื่อนบ้านโดยที่ไม่สามารถแยกได้ว่ามากไหน อาจเกิดการปลอมปน ทำให้คุณภาพข้าวของเราต่ำลง 2.ในแง่การค้าเมื่อข้าวของไทยแพง ผู้ซื้อก็ต้องไปนำเข้าข้าวจากประเทศที่ถูกกว่า พ่อค้าในประเทศก็อาจนำเข้าข้าวแล้วส่งออก เนื่องจากต้นทุนข้าวของเพื่อนบ้านถูกกว่า ซึ่งในส่วนนี้จะกระทบต่อเรื่องราคาข้าว 3.อาจมีการนำเข้าข้าวเพื่อสวมสิทธิมารับจำนำ อย่างไรก็ตามคิดว่ารัฐเองก็พยายามวางมาตรการเพื่อตรวจสอบข้าวที่นำเข้าอย่างเข้มข้น รวมทั้งควบคุมปริมาณที่จะนำเข้า

วัลลภ ยังกล่าวอีกว่า เมื่อลดภาษีเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ แม้จะส่งออกมากขึ้นแต่ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรจะดีขึ้นเสมอไป เพราะในโครงสร้างของสินค้าเกษตรตัวนั้นๆ เกษตรกรต่อรองได้ขนาดไหน อันที่จริงภาวะตลาดมีส่วนมาก ในช่วงปี 51 ตั้งแต่กลางปี เรียกว่าเป็นภาวะของผู้ขาย ซึ่งมีความสามารถในการต่อรองราคา แล้วก็มีช่วงที่เป็นผู้ขายมีอำนาจต่อรอง

ส่วนมาตรการในการช่วยเหลือ ต้องดูทั้งระบบไม่ใช่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามรัฐบาลที่เข้ามาขณะนั้น ต้องมองไกลกว่าที่ผ่านมา ต้องสื่อสารกันระหว่างคนที่อยู่ในวงจรนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ส่งออก เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ว่ามีพืชตัวไหนที่เป็นตัวเลือก เป็นความต้องการของตลาด ตลาดก็ได้สินค้าที่ต้องการ

ลดภาษีสินค้าเกษตร กระทบผลผลิตมัน อ้อย ข้าวโพด ล้นตลาด ปัญหาที่ต้องเร่งหาทางออก

ดร.ธนพร ศรียากูร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ก่อนหน้าที่ประเทศอื่นๆ ยังไม่ได้เป็นสมาชิกอาเซียน การส่งออกข้าวไทยถือเป็นผู้ส่งออกหลัก ส่วนพืชเกษตรตัวอื่นไทยก็เป็นขาใหญ่ อีกทั้งยังไปปลูกในประเทศเพื่อนบ้าน แต่ข้าวโพดปีนี้เป็นปีแรกที่ผลิตล้น ซึ่งล้นจริงหรือล้นเทียมไม่ทราบ จากแต่ก่อนมีการผลิตพอดีพอใช้ อยู่ดีๆ ก็เพิ่มพรวดขึ้น ดังนั้นราคาจาก 8.5 บาท ก็ลดลง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือตัวเลขที่กระทรวงเกษตรฯ ประเมินกับในตลาดต่างกันมาก ส่วนนโยบายของรัฐในการจัดการกับสถานการณที่เกิดขึ้นยังไม่ชัดเจน อีกทั้งยังมีปัญหาในเชิงการเมือง ที่ผ่านมากระทรวงพานิชรู้สึกห่วงกังวลต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นจึงได้ไปเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นซึ่งอาจจะน้อยไป คาดว่าอาจเปิดเพิ่มได้อีก เพราะต่อไปภาษีจะลดลงเป็น 0 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ไม่มีใครรู้เลยก็คงไม่ได้

ดร.ธนพร กล่าวต่อมาว่า ในส่วนมันสำปะหลัง ข้าวโพด อ้อย เมื่อมีการผลิตจนล้นตลาดแล้วจะมีการดำเนินการอย่างไร จะมีการประกันราคา หรือรับจำนำ ควรต้องมีการตกลงกันให้ชัดเจน หรืออาจต้องแก้ที่ต้นเหตุของปัญหาซึ่งมาจากนโยบายที่มุ่งปลูกพืชเชิงเดี่ยวส่งออกมากไป

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงแนวโน้มการแก้ปัญหาจากเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมาว่า การจำนำยังเป็นไปไม่ได้แต่อาจใช้รูปแบบอื่นมาช่วย ส่วนการประกันราคานั้นเพิ่งเริ่มต้น โดยทำได้กับข้าวหอมมะลิเพราะความเสี่ยงต่ำ ปริมาณที่ประกันก็ไม่เกิน 200,000 ตัน และทำในพื้นที่อีสานใต้เท่านั้น ส่วนมันสำปะหลังรับประกันราคาที่ 1.70 สตางค์ แต่อย่าเพิ่งขุดตอนนี้ สำหรับข้าวโพดไม่รับประกันราคาอ้างอิงเพราะข้าวโพดค่อนข้างมีปัญหาเรื่องคุณภาพ

ดร.ธนพร กล่าวด้วยว่า เมื่อลดภาษีเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ ทางออกที่ดีที่สุดคือสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร โดยยึดหลักตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เกษตรกรต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และจะแก้ไขปัญหาอย่างรวมศูนย์ไม่ได้แล้ว เพราะกลไกของรัฐยังไม่ใช่คำตอบที่จะหวังได้ อีกทั้งมาตรการการทำงานของรัฐที่มีมาช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ มีแต่ภาคประชาชนจะต้องเข้มแข็ง ต้องมีมาตรการของประชาชน แต่จะออกแบบกลไกอย่างไร กระทรวงพานิชพร้อมจะให้ความสนับสนุน อีกทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข็งขันโดยหลักเกณฑ์หลายอย่างก็ขึ้นอยู่กับกระทรวงพานิช

“ปัญหาพืชเกษตรในบ้านเรา มันเป็นเรื่องความยากจนด้วยโครงสร้างทำได้มากแค่ไหนก็ยังจน ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่เราจะได้ร่วมกันผลักดันแก้ไขเรื่องสินค้าเกษตรกันต่อไป” ดร.ธนพร กล่าว

ต่อคำถามถึงสิ่งที่กระทรงพานิชย์จะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในช่วง 5 เดือนนี้ ดร.ธนพร กล่าวว่า จะมีการกำหนดผู้นำเข้า กำหนดคุณภาพ เป็นมาตรการที่รับกำหนดไว้อยู่ก่อนแล้ว ส่วนเรื่องสภาเกษตร ส่วนที่สำคัญคือฝ่ายเลขาฯ กระบวนการหาคนมาเป็นผู้แทน อย่าให้มันหลวมเหมือนกองทุนฟื้นฟู

เกษตรกร เสนอการแก้ไขปัญหาต้องพัฒนาระบบเกษตรทั้งระบบ

ประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า ในเรื่องการรับจำนำและการประกันราคา ล้วนเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ยังไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นพืชเกษตรชนิดไหนก็ตาม นอกจากนี้การเมืองไทยไม่เคยคิดอะไรใหม่ คิดแค่ว่าอะไรที่จะเข้ามานั่งในเวทีการเมือง เป็นเครื่องมือของนักการเมือง เกษตรกรก็ตกเป็นเครื่องมือ

ที่ผ่านมาเคยมีการเสนอยุทธศาสตร์จากภาคเอกชน โดยรวบรวมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ผู้ผลิต เกษตรกรทั้งหมด การตลาดภายใน ทั้งพ่อค้า โรงสี ไปจนถึงผู้ส่งออก อย่างไรก็ตามทั้งที่พยายามหาต้นตอเพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไข แต่รัฐกลับไม่ยอมแก้ เพราะกลัวว่าเกษตรกรอยู่ดีกินดีแล้วจะมีอำนาจในการต่อรอง

ประสิทธิ์ กล่าวด้วยว่าการแก้ไขปัญหาต้องพัฒนาระบบเกษตรทั้งระบบ โดยยกตัวอย่างที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งเกษตรกรสามารถคุมระบบทั้งระบบได้ รัฐบาลต้องดำเนินงานตามแนวทางที่เกษตรกรวางแผนและคิดขึ้น เพื่อความมั่นคงของเกษตรกร นอกจากนั้นยังมีการสต็อกข้าวเพื่อวางแผนรับมือกับการส่งออก

ทั้งนี้ ข้อดีของการประกันข้าวที่ชาวนาได้ คือ ไม่ต้องสี ทุ่นราคาขนส่ง ค่าเช่าโกดังเก็บ แต่โครงการรับจำนำข้าวเจ้าในภาคกลางเริ่มปวดหัวเมื่อเอาการประกันเข้ามารวม มีการเอาเงินออกมาใช้ก่อนในจำนวนที่ไม่กระทบตลาด ซึ่งอันที่จริงระบบนั้นดี หากคนที่เข้ามาดูแลไม่หวังผลประโยชน์

นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวถึงการเตรียมพร้อมของเกษตรกรต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า พื้นที่ภาคอีสานคงเป็นที่นำร่องเรื่องการประกันข้าว แต่พื้นที่ที่เป็นชลประทานที่ข้าวมีจำนวนข้าวมากจะมารับประกันได้ทุกเม็ดไหม คงไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องรับจำนำกันไปก่อน แล้วค่อยพัฒนาระบบต่อไป แต่ถ้าพัฒนาไม่ทันอีกสองปีข้างหน้าจะทำอย่างไร อีกทั้ง AFTA ที่มาถึงแล้ว สิ่งเหล่านี้รัฐรู้อยู่แล้วรู้มานานแต่ชาวนาไม่เคยรู้

“ถ้าเปิด AFTA ขึ้นมาใครจะเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพ อย่างไร จะนำเข้าทางไหน อะไรบ้าง” ประสิทธิ์กล่าวถึงสงสัยของเกษตรกรต่อข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน นอกจากนี้แสดงความวิตกกังวลถึงความอ่อนไหวของสินค้าเกษตร และราคาผลผลิตที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งอาจถูกกว่าผลผลิตในประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิ์ กล่าวถึงข้อเสนอหากมีการเปิด AFTA ว่า ควรมีกรรมการเข้าไปควบคุม ตั้งเป็นระบบเอกชนและจัดสรรกำไรให้เกษตรกร ที่ผ่านมาภาษีข้าวพันกว่าล้านที่เก็บไปไม่เคยเอากลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรเลย ทั้งที่เงินดังกล่าวน่าจะนำมาพัฒนาระบบเกษตรกรให้เข้มแข็ง

แจงข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน ทำความเดือดร้อนต่อเกษตรกรทั้งไทยและเพื่อนบ้าน

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน กล่าวว่า เรื่อง AFTA ที่จะมีขึ้นในอีก 5 เดือนข้างหน้านั้น มีความต้องการคือจะลดภาษี 0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแต่ละประเทศก็สามารถสงวนได้ แต่ไทยสงวนน้อยมาก โดยมีการสงวนไว้ประมาณ 16 รายการ เช่น พวกพืชน้ำมันอย่างปาล์ม เพราะไทยมีขีดจำกัดเรื่องต้นทุนมาก ทำให้ความสามารถในการแข็งขันต่ำ และพวกไม้อ่อนไหวต่างๆ ทั้งนี้ที่ผ่านมาไทยลดภาษีลงมาที่ 5เปอร์เซ็นต์ และจะเป็น 0 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ โดยที่ไทยจะลงก่อนประเทศอื่นๆ [1] อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะลดภาษีมาที่ 0 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นความเป็นไปได้ที่จะชะลอการปรับลดอัตราภาษีก็คือต้องจัดหมวดให้เป็นสินค้าสงวน อ่อนไหวได้

ความเดือดร้อนจะเกิดขึ้นกับเกษตรกรแน่เพราะเป็นการเปิดเสรีกับประเทศที่ผลผลิตเหมือนๆ กัน โดยแต่ละประเทศก็มีศักยภาพที่จะแข่งขันกับไทยทั้งนั้น ในขณะที่เกษตรกรมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากระบบการผลิตของไทย ที่รอไม่ได้ต้องผลิตมาในเวลาเดียวกัน ทำให้เกิดความเสี่ยงสูง จากต้นทุนที่สูง 39 เปอร์เซ็นต์ เป็นพวกเคมีเกษตร ความเสี่ยงเรื่องสภาพอากาศ ความเสี่ยงจากปริมาณผลผลิตในตลาดที่เพิ่มขึ้นโดยที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน และจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเป็นภาษี 0 เปอร์เซ็นต์ เพราะสินค้าเกษตรจะเข้ามาได้สะดวกมากขึ้น

ยกตัวอย่าง ข้าวโพดเข้ามามากและจะกระทบมากแน่นอน ส่วนอ้อยก็เป็นคนไทยเองที่ไปลงทุนปลูกในเพื่อบ้านตั้งใจว่าจะไปขาย EU จะไปได้จริงไหม หรือว่าจะมายุ่งอยู่ในอาเซียน มันก็ไม่ต่างกัน แล้วรัฐบาลจะประกันราคากันได้อีกนานแค่ไหน

“เราจะชะลอได้ไหมไม่ให้เข้ามา พี่น้องเกษตรกรต้องลุกขึ้นมาชี้ แรงผลักก็คือประโยชน์มันอยู่ตรงไหน ถ้าเราชี้ได้เราก็สามารถชะลอมันได้ คนที่ได้ประโยชน์เป็นใครหาให้เจอ แล้วชั่งว่าเราจะแลกผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรกับคนกลุ่มเล็กๆ ไหม” กิ่งกรกล่าว

ตัวแทนกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน กล่าวด้วยว่า ปัญหาอีกส่วนคือ การที่จะปรับปรุงระบบการผลิตของเราที่เป็นอยู่ได้อย่างไร จากปัญหาที่มีทั้งต้นทุนสูง เรื่องหนี้สิน การทำสต็อกไม่มี ราคาต่ำ รัฐบาลต้องอุ้ม และการคอรัปชั่น ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่ไม่ยั่งยืนแน่นอน แล้วจะปฏิรูปกันอย่างไร

“พี่น้องต้องลุกขึ้นมาชี้ว่าเราจะปฏิรูประบบที่รากจริงๆ เรื่องหนี้สิน แล้วพืชเศรษฐกิจสำคัญเราจะเอายังไง การที่รัฐบาลต้องแทรกแซง ประกันราคา น่าจะไม่ใช่ทางออกในระยะยาว” กิ่งกรแสดงความคิดเห็น

กิ่งกรกล่าวด้วยว่า ในเบื้องต้นไทยไม่จำเป็นต้องลดภาษี 0 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทำได้หลายทาง เพราะถ้าเปิดแบบนั้น เท่ากับรัฐบาลเอื้อประโยชน์ต่อธุกิจข้ามชาติ และเพิ่มความเสี่ยงให้เกษตรกรซึ่งไม่ใช่แค่ในไทย เกษตรในประเทศเพื่อบ้านด้วย ทั้งลาว เขมร มันไปทำลายการทำมาหากินของพี่น้อง ต้องหยุด ส่วนที่เปิดไปแล้วก็ต้องหาทางจัดการต่อไป แล้วต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขตัดสินใจได้จริง

ทางแก้ที่ทำได้คือ การปลดแอกหนี้สินจะทำให้เกษตรกร ลดการค้าที่ไม่เป็นธรรมในประเทศ ให้เกษตรกรเข้าไปอยู่ในกลไกการค้า นอกจากนี้เกษตรกรต้องตั้งองค์กรที่สามารถทำมาหากินเองได้

ในส่วนร่าง พ.ร.บ.การทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ตามมาตรา 190 ซึ่งมีการจัดทำร่างกฎหมายโดยภาคประชาชน กิ่งกรกล่าวว่าแม้ถูกโยนทิ้ง แต่ถึงอย่างไรในเรื่องดังกล่าวก็ต้องสู้กันต่อไป

 

00000


[1]ตารางเปรียบเทียบอัตราภาษีนำเข้าภายใต้ AFTA ของกลุ่มประเทศอาเซียน

 

ปี
อัตราภาษีนำเข้าข้าวภายใต้ AFTA
หน่วยงานนำเข้าข้าว
ของภาครัฐ
ก่อน 1ม.ค.53
หลัง 1 ม.ค. 53
1.ไทย
5%
0%
 
2.บรูไน
0%
0%
 
3.สิงโปร์
0%
0%
 
4.มาเลเซีย
40%
20%
BERNAS
5.อินโดนีเซีย
30% (WTO)
30%(WTO)
BULOG
6.ฟิลิปปินส์
50%
N/A
NFA
7.กัมพูชา
5%
5%
 
8.ลาว
5%
5%
 
9.พม่า
5%
5%
 
10.เวียดนาม
30%
20%(ข้าวหอมมะลิ)
 
5%
5%(ข้าวหอมมะลิ)
 

00000

สรุปเวที “จับตาเปิดเสรีสินค้าเกษตร อนาคตเกษตรกรกับนโยบายรัฐที่ต้องถามหา”
วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2552

1. ผลกระทบจากการเปิดเสรีสินค้าเกษตรภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)

1.1ลดการปกป้องเกษตรกร ข้อสังเกตโครงสร้างและกลไกเรื่องการลดกำแพงภาษี 0% ทันทีในปีหน้าของรัฐบาลไทย ขณะที่ประเทศคู่ค้าสำคัญยังชะลอการลดภาษีเป็น 0 % เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์
1.2 คุณภาพผลผลิต การเตรียมความพร้อม เช่น มาตรการกีดกันนอกจากระบบศุลกากร การควบคุมผู้นำเข้า การตรวจสอบคุณภาพผลผลิต และการปนเปื้อนจีเอ็มโอ ยังไม่สามารถการันตีและน่ากังวล
1.3 ระบบการเยียวยาที่ผ่านมา ยกตัวอย่าง การเปิดเสรีทางการค้าไทย-จีน ไม่ได้แก้ที่ต้นตอและทั้งระบบ
1.4 เกษตรกรรายย่อยไม่พร้อมจะแข็งขัน สินค้าเกษตรกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คล้ายคลึงกัน ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรกรประเทศไทยสูงกว่า แต่ผลิตภาพต่อไร่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
1.5 คุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย อาฟต้าเป็นเงื่อนไขซ้ำเติมของปัญหาในภาคเกษตรกรรม ขณะที่เกษตรกรไทยที่ยังวนเวียนอยู่กับปัญหาการเข้าถึงทรัพยากร ไร้ที่ดินทำกิน หนี้สินและราคาผลผลิตตกต่ำ
1.6 รัฐบาลเป็นพ่อค้ารายใหญ่ จากโครงการรับจำนำ ซื้อแพง-ขายถูก ซึ่งสามารถกำหนดราคาต่อผู้ซื้อ
1.7 ปัญหาเรื่องการวางแผนการผลิต ข้อมูลการผลิตพืชเศรษฐกิจจากหน่วยงานรัฐไม่ตรงกับความจริง
1.8 การขาดการรับรู้และมีส่วนร่วมจากเกษตรกร เวทีประชาพิจารณ์ของกระทรวงพาณิชย์จำนวน 6 ครั้งที่ผ่านมาได้สะท้อนปัญหาดังกล่าว

2. เสนอทางเลือก และการรับมือต่อเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)

2.1 ชะลอการเปิดเสรี 0 เปอร์เซ็นต์ ในทุกๆ ทาง และจัดกลุ่มรายการสินค้าอ่อนไหว
2.2 สร้างกระบวนการสื่อสารของผู้ผลิตคนที่อยู่ในวงจรข้าวและพืช วางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับตลาด
2.3 ทบทวนทิศทางการปลูกพืชเศรษฐกิจ ภายใต้บริบทปัจจุบัน (วิกฤติโลกร้อน การเปิดเสรีและพลังงาน)
2.4 แก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำทั้งระบบในระยะยาว มุ่งพัฒนาคุณภาพผลผลิตและวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันพืชรายตัว
2.5 เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นองค์กรเพื่อเพิ่มพลังในการต่อรอง และวางแผนการผลิตพัฒนาและรักษาคุณภาพให้สอดคล้อง เชื่อมโยงอุปสงค์และอุปทาน โดยสร้างความร่วมมือร่วมกับภาครัฐ
2.6 หน่วยงานรัฐต้องพัฒนาฐานข้อมูลให้สอดคล้องกับความเป็นจริง
2.7 ปฏิรูประบบเกษตรกรรมทั้งระบบ เน้นสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร

3.วิเคราะห์พืช ข้าว และ ข้าวโพด /ทางเลือกในระยะสั้นและระยะยาว

ข้าว
ข้าวโพด
ปัญหาด้านการผลิต
1.คุณภาพผลผลิต และต้นทุนสูง
2.ขาดมาตรการในการควบคุมราคาปัจจัยการผลิต
ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร
ปัญหาด้านการค้า การตลาด
1.โครงการรับจำนำไม่ทั่วถึง ชาวนาจนไมได้ประโยชน์
2.ความรู้ ความเข้าใจเรื่องโครงสร้างตลาดและกลไกราคาที่ขาดตอนของชาวบ้าน
ปัญหาด้านการผลิต
1.คุณภาพผลผลิต ต้นทุนสูง หนี้สิน
2.การขยายตัวของพืชเศรษฐกิจสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรเสื่อมโทรม มีดินเลื่อนและถล่ม (น่าน)
 
ปัญหาด้านการค้า การตลาด
1.ราคาผลผลิตตกต่ำทุกสินค้า
2.โครงสร้างตลาดผูกขาด ส่งผลต่อกลไกราคา
3.ผลจากนโยบายข้อตกลง ACMECS ทำให้ข้าวโพดราคาถูกทะลักเข้ามา ปัญหาการสวมสิทธิ์จากพ่อค้า
ข้อเสนอ
1.รักษาคุณภาพผลผลิตและแลกเปลี่ยนสินค้า
2.แก้ที่ต้นตอโครงสร้างการค้าและตลาดมากกว่าปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการรับจำนำและประกัน
 
ข้อเสนอ
1.พัฒนาคุณภาพผลผลิตและวางแผนการผลิต
2.การจัดการทรัพยากร เช่นโฉนดชุมชน
3.การรวมกลุ่มเกษตรกร
4.การแปรรูปผลผลิตเองตั้งแต่ต้นทาง-ปลายทาง

หมายเหตุ: เรียบเรียงจาก สรุปเวทีและข้อเสนอเชิงหลักการ

โดย แก้วตา ธัมอิน
นักวิจัยมูลนิธิชีววิถี

และ สุมนมาลย์ สิงหะ
เจ้าหน้าที่ประสานงานวิจัยและรณรงค์มูลนิธิชีวิตไท

http://www.prachatai.com/journal/2009/07/24999

วิกฤติเศรษฐกิจส่งผลให้คนฆ่าตัวตายเพิ่ม แต่ตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนนน้อยลง

Thu, 2009-07-16 22:55

ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลต่อสุขภาพของเราโดยตรง เมื่อผลวิจัยรายงานว่ายอดผู้ที่ฆ่าตัวตาย และการเกิดฆาตกรรมเพิ่มสูงขึ้น แต่อุบัติเหตุบนท้องถนนกลับลดลง จากการเปิดเผยผลวิจัยของศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัย Oxford และ London School of Hygiene and Tropical Medicine เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

จากการศึกษาโดยภาพรวมแล้วพบว่า วิกฤตเศรษฐกิจส่งผลทางลบต่อสุขภาพเช่นการเพิ่มขึ้นของการฆ่าตัวตาย โดยอัตราการว่างงานที่พุ่งขึ้นทุกๆ 1% จะไปเร่งให้เกิดอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 0.79% ในหมู่ของคนวัยทำงานที่มีอายุต่ำกว่า 65 ปีลงมา และถ้าหากอัตราว่างงานสูงถึง 3% อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 2.4% เช่นเดียวกับการเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรม แต่ในทางกลับกันการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนจะลดลงถึง 4.2% ซึ่งสืบเนื่องมาจากการประหยัดจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ มีการวางแผนเดินทางไปในที่ต่างๆ อย่างรัดกุมและจำเป็นที่สุด

โดยผลวิจัยชิ้นนี้ใช้ข้อมูลจากประเทศ 26 ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป ระหว่างปี ค.ศ.1970 – 2007 โดยมีการนำข้อมูลจากของทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) มาเปรียบเทียบกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เปรียบเทียบระหว่างอัตราการฆ่าตัวตาย อัตราการว่างงาน และอายุเฉลี่ยประชากร

ซึ่งผลวิจัยในหลายประเทศก็มีความแตกต่างกัน เช่น ในประเทศสวีเดนพบว่าวิกฤตเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลอะไรต่อด้านสุขภาพ แต่วิกฤตเศรษฐกิจส่งผลด้านลบต่อสุขภาพในสเปน และในบางกรณีกับพบว่ากลับวิกฤตเศรษฐกิจกลับทำให้คนดูแลสุขภาพดีขึ้น
นอกจากนี้ผลวิจัยได้ชี้หนทางถึงการลดจำนวนความสูญเสีย ด้วยโครงการกระตุ้นตลาดแรงงานโดยรัฐบาล ซึ่งหากรัฐบาลจ่ายเงินให้กับประชาชนคนละ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อนำไปจุนเจือครอบครัว จะช่วยทำให้อัตราการฆ่าตัวตายจากภาวะว่างงานลดลง 0.038% เช่นในอังกฤษ หากจ่ายเงินในโครงการกระตุ้นตลาดแรงงานนี้ให้คนละ 150 ดอลลาร์ต่อปี จะทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายลดลง 25 – 290 คน


ที่มา:
Financial crisis increases suicides and homicides (www.lshtm.ac.uk, 08-07-2009)
Market crashes drive up suicides, homicides, but road deaths fall (AFP, 07-07-2009)
 

http://www.prachatai.com/journal/2009/07/25097

ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า มันถึงเวลาแล้ว..

Fri, 2009-08-07 03:55

เมธา มาสขาว
เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)

ปัจจุบันเราเสียภาษีทางอ้อมกว่า 70% และเสียภาษีทางตรงเพียง 30% ภาษีทางอ้อมนั้นเก็บผ่านฐานการบริโภค คือ ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่างๆ ซึ่งเป็นการเก็บภาษีทางอ้อมที่ผลักภาระให้คนจนส่วนใหญ่เป็นผู้แบกรับภาษี ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำทางสังคมมหาศาลและการกระจายรายได้ที่แย่มากที่สุดประเทศหนึ่งในโลกนี้ เรามีมนุษยน์ผู้จิบไวน์ขวดละแสน และชาวนาที่ต้องขายควายกว่า 10 ตัวกว่าจะเทียบเท่าน้ำทิพย์สีแดงขวดนั้น ไม่ผิดที่เราเกิดมาต่างกัน แต่นั่น มันไม่เป็นธรรมเลยสักนิด!!

ไม่ผิด ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ได้แบกรับการพัฒนา ไม่ผิด ถ้ามูลค่านั้นมาจากส่วนเกินทางสังคม ไม่ผิด ถ้ารายได้ที่มากขึ้นนั้นมาจากหยาดเหงื่อแรงงานและการลงทุนที่ใช้ความสามารถ หากแต่ภายใต้การคุ้มครองของรัฐ ทรัพย์สินที่สั่งสมเพิ่มขึ้นจากการรีดมูลค่าจากคนสังคม สมควรแบ่งปันคืนสู่สังคม โดยให้รัฐจัดการในส่วนเสี้ยวหนึ่งเพื่อการพัฒนาสังคม สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และความสะดวกปลอดภัยของชีวิต.. แน่นอนรายได้ที่เพิ่มขึ้น ย่อมมาจากการกอบโกยจากสังคมส่วนหนึ่ง การคืนบางส่วนเพื่อไปพัฒนาแก้ไขปัญหาย่อมเป็นหน้าที่พลเมืองที่ดีมีคุณภาพของรัฐ และรัฐต้องเป็นรัฐที่ดีด้วยเช่นกัน ในการใช้ส่วนนั้นกลับไปพัฒนาสังคม ตลอดจนคุณภาพชีวิตและสวัสดิการที่ดีจากรัฐ

พลเมืองในยุโรป โดยเฉพาะประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ยินดีจ่ายภาษีส่วนเกินนี้คืนให้รัฐ แน่นอน ในอัตราก้าวหน้าจากทรัพย์สินและรายได้ที่งอกเงย เพราะแต่ละคนก็เอาประโยชน์ที่งอกเงยนั้นมาจากสังคมไม่เท่ากัน ความเป็นธรรมจึงเกิดขึ้นจากโครงสร้างภาษีที่เป็นธรรมนี้ และรัฐบาลก็นำภาษีที่เก็บได้มาพัฒนาสังคม จนผลิตผลของทรัพย์สิน ที่ดินและมูลค่าของการลงทุนต่างๆ งอกเงยขึ้นมาเป็นดอกผลตอบแทนคืนสู่พลเมืองอีกระลอกหนึ่ง แน่นอน ผลพวงนี้เชื่อมต่อกันและทุกคนก็ยินดีที่จะจ่ายภาษีเหล่านี้ หลายครอบครัวยินดีที่จะจ่ายเงินมากกว่าอีกครอบครัวหนึ่งซึ่งมีรายได้น้อยกว่า เพียงเพื่อจะให้ลูกของตนเข้าโรงเรียนที่เดียวกัน เหตุผลเดียวก็คือเพื่อให้ลูกหลานของตนได้เรียนรู้และอยู่ใน “สังคม”

ในอเมริกา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์ท บุช ผู้พ่อ เคยเสนอให้ยกเลิกเก็บภาษีมรดก เพื่อเดินทางเสรีนิยมสุดขั้ว ให้การแข่งขันและการผลิตของทุนมุ่งกำไรเต็มที่โดยไม่ต้องเอาสังคมเป็นภาระ ปรากฎว่านายทุนชั้นนำของสหรัฐต่างออกมาคัดค้าน หลายคนเห็นว่าพวกเขากอบโกยมาจากคนกว่า 200 ล้านคนในสหรัฐย่อมสมควรคืนกลับให้สังคมบ้างไม่มากก็น้อย อย่างน้อยก็เพื่อให้สังคมที่เขาอยู่ดีขึ้น และมันทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเราดีขึ้นด้วย เข้าทำนองภาษิตที่ว่า “หากคนอ้วนแบ่งอาหารให้คนผอม ชีวิตเขาจะยืนยาวทั้งคู่”

ระหว่างที่ทรัพย์สินงอกเงยขึ้น มาจากการคุ้มครองจากรัฐในรูปแบบนิติบุคคล แน่นอน เราจ่ายภาษีเพียงบางส่วน ให้แก่รัฐ แต่สังคมที่โอบอุ้มดูแลอยู่ล่ะ เราได้เสียภาษีสังคมหรือไม่ สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมสลายลงทีละน้อยๆ ล่ะ เราได้จ่ายภาษีสิ่งแวดล้อมที่เสียไปอย่างคุ้มค่าหรือไม่ มีใครเคยคิดบ้างว่า เรายังคงหายใจในอากาศร่วมกัน เรายังคงหายใจบนพื้นที่ส่วนรวมอยู่ ไม่น้อยก็มากชีวิตเรากึ่งหนึ่งยังเป็นของส่วนรวม

ภาษีทรัพย์สิน คือภาษีทางตรงที่เราจ่ายให้แก่รัฐและสังคมระหว่างที่มีชีวิตอยู่ และแน่นอน ภาษีมรดก คือการจ่ายส่วนเกินที่ปลายทางนั่นเอง ส่วนเกินที่เราสะสมมาจากมูลค่าที่สังคมโอบอุ้ม เราไม่ได้มันมาจากสูญญากาศ ดังนั้น เราจ่ายภาษีคืนสังคมเผื่อเหลือเผื่อขาดแน่นอน มันจึงพอกพูนงอกเงยขึ้นเป็นกองมรดกให้แก่ลูกหลาน การจ่ายคืนส่วนเกินบางส่วนให้แก่สังคมปลายทางนี้ จึงเป็นอัตราก้าวหน้าเช่นกันเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม

ในสหภาพยุโรปเกือบทุกประเทศเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า รวมถึงญี่ปุ่นและอเมริกาด้วย มีทั้งปันส่วนหนึ่งเข้ารัฐบาลกลางและส่วนหนึ่งเข้าท้องถิ่น มีทั้งภาษีการให้และการรับ จากกองมรดกและหรือจากการรับมรดกก็ตามรูปแบบที่แต่ท้องที่ไป

ในประเทศไทย ซึ่งมีปัญหาความเหลื่อมล้ำมหาศาล คนรวยพากันคัดค้านการปฏิรูปภาษีเพื่อความเป็นธรรมทางสังคมมาโดยตลอด แต่ก็เป็นที่น่ายินดี ที่รัฐบาลดำริว่าจะผลักดันภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในเร็วๆ นี้ เพราะมันถึงเวลาแล้วจริงๆ !!! และในอนาคตภาษีมรดกจะตามมาเยียวยาบาดแผลและรอยร้าวของความยากจน ที่เกิดจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและนโยบายที่ไม่เป็นธรรม มาตลอดกว่า 50 ปี

กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้เก็บนี้ นอกจากเป็นมาตรการสำคัญในการปฏิรูประบบภาษีที่ดิน และสามารถพัฒนาโครงสร้างทางการคลังเพื่อนำไปสู่ภาวการณ์กระจายรายได้ที่ดีขึ้นได้ ยังเป็นการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยในระยะยาวอีกขั้นหนึ่ง เพราะเป็นรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดสรรทรัพยากรและกระจายการพัฒนาสาธารณูปโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลักการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องเพราะประเทศไทยยังไม่มีภาษีที่จัดเก็บจากฐานทรัพย์สินที่แท้จริงเช่นนี้ นอกจากฐานรายได้ คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และฐานการบริโภค คือ ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่างๆ ซึ่งเป็นการเก็บภาษีทางอ้อมที่ผลักภาระให้คนจนส่วนใหญ่เป็นผู้แบกรับภาษีดังกล่าว ซึ่งเป็นโครงสร้างภาษีที่ไม่มีความเป็นธรรม แม้ว่าในอดีตถึงปัจจุบัน เราจะมีการเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ แต่ก็ไม่ได้เก็บจากมูลค่าของทรัพย์สินอย่างแท้จริง เพราะเป็นการคำนวณภาษีบนฐานรายได้ โดยคำนวณจาก “ค่ารายปี” หรือค่าเช่าที่เจ้าของได้รับในแต่ละปี ถ้ามีการออกกฏหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะเป็นภาษีทางตรงที่เก็บจากฐานทรัพย์สินที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ได้เป็นอัตราก้าวหน้าในเชิงการถือครองมูลค่า แต่ก็เป็นอัตราก้าวหน้าในเชิงการใช้ประโยชน์ หากมีการปล่อยที่ดินไว้รกร้างว่างเปล่าก็จะเก็บภาษีมากขึ้น หากเป็นที่ดินที่ทำประโยชน์เชิงพานิชย์ก็จะมีอัตรามากกว่าพื้นที่เกษตรกรรมทั่วไป อย่างไรก็ตาม ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไม่ได้เน้นในเรื่องของการกระจายการถือครองที่ดิน โดยตรง และคนจนจำนวนมากไม่มีที่ดินทำกิน ดังนั้น กระทรวงการคลัง ควรมีนโยบายที่จะป้องกันไม่ไห้ที่ดินหลุดมือจากเกษตรกรไปสู่นายทุน โดยเพิ่มมาตรการการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าที่มากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่รกร้างไม่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร และนโยบาย “โฉนดชุมชน” เพื่อเป็นการสร้างการยอมรับการครอบครองที่ดินทำกินและที่ดินอยู่อาศัยของผู้ที่ใช้ประโยชน์ในที่ดินที่แท้จริง และเป็นมาตรการในการให้ชุมชนมาจัดการที่ดินร่วมกัน เพื่อให้ที่ดินสามารถคงอยู่กับคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป รวมถึง ควรมีมาตรการกันรายได้ของภาษีที่ดินส่วนหนึ่งตั้งเป็น “ธนาคารที่ดิน” เพื่อเป็นหลักประกันให้คนจนที่ไม่มีที่ดินทำกิน มีโอกาสในการเข้าถึงที่ดิน

นอกจากนี้ หากเป็นไปได้ในระยะอันใกล้ หรืออาจเป็นนโยบายสังคมระยะยาว ควรมีนโยบายการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ เพื่อการกระจายการถือครองที่ดินอย่างจริงจัง โดยการรื้อฟื้นปรับปรุง พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งมีการจำกัดการถือครองที่ดินไม่เกิน 50 ไร่ และห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่มายกเลิกในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 19 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2503 ยกเลิกการจำกัดการถือครองที่ดิน เพื่อส่งเสริมให้เอกชนได้แสวงประโยชน์จากทรัพยากรโดยไม่มีมาตรการรองรับ จนโครงสร้างการจัดการทรัพยากรโดยเฉพาะที่ดินเปลี่ยนแปลงไปจนเกิดปัญหาการสะสมที่ดินขึ้น โดยรัฐบาลและกระทรวงการคลังอาจร่วมกันปฏิรูปกฎหมายดังกล่าวให้ทันสมัยขึ้น โดยมีมาตรการจำกัดการถือครองเพิ่มขึ้นไม่เกิน 200 ไร่ ตามความจำเป็น เป็นต้น ซึ่งจะสนับสนุนนโยบายการเก็บภาษีที่ดินฯ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรืออาจจะปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ให้ครอบคลุมมาตรการดังกล่าว เพราะหากรัฐบาลไม่มีนโยบายเรื่องนี้ เกษตรและชาวนาไทยอาจจะกลายเป็นเพียงแรงงานในท้องไร่ที่เป็นฟาร์มขนาดใหญ่ของนายทุนข้ามชาติในอนาคต ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว ยังเป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ.2552 มาตรา 85 ที่บัญญัติว่า รัฐมีหน้าที่กระจายการถือครองอย่างเป็นธรรม และดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึงโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น

อย่างไรก็ดี ประเทศไทย ควรมีนโยบายการเก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้า ทั้งจากสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์เหมือนภาษีทรัพย์สินในต่างประเทศ ไม่ใช่จากอสังหาริมทรัพย์อย่างเดียวตามที่บัญญัติไว้ในร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมในระยะยาว รวมถึงการเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสังคม และเป็นหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ตามสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (ICESCR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ เพื่อให้รัฐและท้องถิ่น นำมาใช้ในการพัฒนาสาธารณูปโภคและสวัสดิการทางสังคม เช่น การขนส่งมวลชนสาธารณะ การศึกษาและการสาธารณะสุข เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนมีเสรีภาพปลอดพ้นจากความอดอยากแร้นแค้น โดยเฉพาะชนชั้นล่างทางสังคม ซึ่งหากภาษีที่รัฐเก็บมา ใช้จ่ายไปในกลุ่มที่เป็นกลุ่มรายได้ระดับล่างมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่เท่าเทียมกันมากขึ้น ซึ่งจะสามารถลดช่องว่างของคนในสังคมได้มากยิ่งขึ้น

มันถึงเวลาแล้วที่คนรวยจะต้องไม่เห็นแก่ตัว แล้วมันแต่อ้างอิงว่าตนเองและสังคมจะเสียประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ การแข่งขันเสรีจะสะดุด หรือวิกฤติเศรษฐกิจจะตามมา นอกจากเป็นอวิชชาของพ่อค้าคนธรรพ์จอมปลอมแล้ว ทุกคำที่ท่านอาจคัดค้าน ก็ล้วนแต่ส่งสาส์นของความเห็นแก่ได้ไม่รู้จบ หากคนอ้วนไม่สนใจคนผอม ความขัดแย้งก็ไม่มีวันสิ้นสุดและสะดุดเสรีนิยมสุดขั้วลงทุกครั้งด้วยความรุนแรงทางสังคม ความมั่นคงของมนุษย์ไม่อาจละเลยลืมเลือนต่อส่วนรวม สังคมจะขับเคลื่อนกงล้อไปสู่อารยะธรรมใหม่ได้ ก็เมื่อเราสละไวน์รสดีขวดละแสน เป็นน้ำทิพย์ชุบชีวิตเพื่อนมนุษยน์ที่แร้นแค้นใกล้ตาย จากโครงสร้างที่เขาไม่สามารถเข้าถึงมาเป็นสังคมเศรษฐกิจที่เราร่วมกันออกแบบได้ เพื่อมาร่วมใช้ชีวิตร่วมกันและพัฒนาสังคมต่อไป

ระดมความเห็นประเด็นสิทธิแรงงาน: CSR ที่เป็นมากกว่าการปลูกต้นไม้

Tue, 2009-08-04 03:37

http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25320

เมื่อวันที่1 .. ที่คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีการจัดประชุมระดมความเห็นในหัวข้อ CSR กับสิทธิแรงงานมีนายวรดุลย์ ตุลารักษ์ นักวิชาการอิสระ ดำเนินรายการ โดย สฤณี อาชวานันทกุล อาจารย์พิเศษคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่าถึงที่มาของแนวคิดซีเอสอาร์หรือความรับผิดชอบต่อสังคมว่าพัฒนามาจากแนวคิดเรื่องความยั่งยืนจากการผลักดันของขบวนการสิ่งแวดล้อมก่อนต่อมาจึงขยับมาพูดเรื่องสิทธิแรงงานโดยองค์การสหประชาชาติได้ประกาศUN Global Compact ซึ่งนำมาจากปฏิญญาสากลที่สำคัญที่สุดด้านสิ่งแวดล้อมแรงงานและสิทธิมนุษยชนมาไว้ด้วยกันโดย4 ใน10 นำมาจากอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO: International Labour Organization)
 
สำหรับมาตรฐานแรงงานจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันอย่างไร แบบไหนจึงจะเรียกว่ารับผิดชอบนั้น สฤณี กล่าวว่า นักวิชาการในต่างประเทศมักมองว่า ให้เอาความรับผิดชอบด้านกฎหมายเป็นพื้นฐานก่อน นอกเหนือจากนั้น ถ้ามีก็ถือว่าเป็นเรื่องจริยธรรม ซึ่งส่วนตัวมองว่า แนวคิดนี้ไม่ครอบคลุมกับประเทศกำลังพัฒนา ที่กฏหมายยังไม่เพียงพอเช่นประเทศไทย
 
สฤณี ขยายความว่า มาตรฐานแรงงานไม่ใช่แต่เรื่องพื้นฐานอย่างต้องไม่ใช้แรงงานเกินกำหนดเท่านั้น แต่ต้องเพิ่มทักษะการทำงานด้วย ในแง่เศรษฐศาสตร์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้ดูแลได้ง่าย โดยหากดูแลแรงงานได้ดีกว่าคู่แข่ง จะเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ข้อขัดแย้งจะน้อยลงและกระเทือนธุรกิจน้อยลง นอกจากนี้ บริษัทที่สนใจซีเอสอาร์ ดูแลพนักงานดีก็สามารถนำไปใช้ในการตลาดได้ด้วย
 
ทั้งนี้ สฤณีกล่าวถึงแนวโน้มการใช้มาตรฐานสากลต่างๆ ว่า จากเดิมที่บริษัทที่ใช้เกิดจากการผลักดันของบริษัทแม่ หรือบริษัทข้ามชาติที่รับซื้อสินค้า หรือเกิดจากระดับบนลงล่าง โดยไม่มีผู้มีส่วนได้เสียตัดสินใจ เริ่มมีแนวโน้มเปลี่ยนเป็นแบบจากล่างขึ้นบน คือผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายต่างๆ ร่วมกำหนดกฏเกณฑ์ ตรวจวัดและติดตามผลมากขึ้น
 
สฤณีกล่าวเสริมว่า ในหลายประเทศนั้นมีการสำรวจพบว่า เมื่อพูดถึงซีเอสอาร์คนมักต้องการให้พูดถึงเรื่อง คน ก่อน ตามมาด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อม และการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของซีเอสอาร์ในไทยคือ ธุรกิจมักครอบงำแนวคิดนี้ ทำให้ไม่มีการสำรวจ ประเมินผล และวิพากษ์วิจารณ์โครงการซีเอสอาร์
 
 
กรชัย แก้วมหาวงศ์ ผู้อำนวยการสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย นำเสนอข้อมูลและมุมมองจากฝั่งนายจ้างว่า แม้ว่ารัฐบาลยังไม่รับรองอนุสัญญาขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ หรือไอแอลโอ แต่ทางสภาองค์กรนายจ้างซึ่งตั้งมา 33 ปี มีสมาชิก 892 บริษัทก็ได้ทำอยู่แล้วผ่านหลายๆ กิจกรรม ไม่ว่าเรื่องแรงงานเด็ก แรงงานนอกระบบ การจัดอบรมเรื่องต่างๆ รวมถึงการให้บริษัทกำหนดจรรยาบรรณตาม Global Compact ซึ่งมีบริษัทที่รับไปทำราว 40 บริษัท ส่วนสาเหตุที่รัฐบาลยังไม่ยอมรับสัตยาบันนี้ไม่ทราบเหตุผลแน่ชัด สภาองค์กรนายจ้างก็พยายามจะผลักดันเพราะเรื่องนี้เป็นหน้าเป็นตาต่อนายจ้างเช่นกัน
 
ในเรื่องการยอมรับการจัดตั้งสหภาพแรงงานของนายจ้างนั้น เขากล่าวว่า ยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับนายจ้างในประเทศไทย ต้องให้เวลา และทางสภาองค์กรนายจ้างก็พยายามทำความเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นกระแสของโลก และชี้ให้เห็นตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่มีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งและสามารถเพิ่มผลิตผลให้ดีขึ้นด้วยในเวลาเดียวกัน หรืออย่างในประเทศเวียดนามก็มีกฎหมายที่ระบุเลยว่าเมื่อบรรษัทข้ามชาติจะไปตั้งโรงงานต้องอนุญาตให้มีสหภาพแรงงานด้วย
 
“พอรู้ว่าจะมีการตั้งสหภาพ นายจ้างเขากลัวไว้ก่อนโดยที่ก็ไม่รู้ว่ากลัวอะไร อาจเพราะเขาเคยมีอำนาจมาก ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ต่อไปอำนาจอาจถูกลดลง ส่วนบริษัทข้ามชาติเขาไม่ค่อยกลัวมากเท่าบริษัทไทยหรือไต้หวัน”
 
 
จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิง วิจารณ์ว่าซีเอสอาร์ที่ใช้ในเมืองไทยพูดแต่เรื่องภาพพจน์ขององค์กร แต่ไม่พูดเรื่องคน ทั้งที่หัวใจของซีเอสอาร์อยู่ที่คน และกระบวนการตรวจสอบ ทั้งนี้ จากประสบการณ์พบว่า โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าในไทย หากไม่ได้เป็นการลงทุนจากบรรษัทข้ามชาติ จะนำเรื่องซีเอสอาร์มาต่อรองกับบริษัทได้ค่อนข้างยาก
 
เขากล่าวเสริมว่าถึงอย่างไรการที่ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้นก็เป็นโอกาสที่สหภาพแรงงานและเอ็นจีโอด้านแรงงานสามารถใช้ประเด็นเรื่องนี้ปรับใช้ในการเคลื่อนไหวเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานได้กระนั้นก็ตามการจะนำจริยธรรมทางการค้าหรือซีเอสอาร์มาใช้เคลื่อนไหวกดดันของเอ็นจีโอและสหภาพฯจากฝั่งบริษัทในยุโรปมีข้อพึงระวังที่ต้องพิจารณาผลได้ผลเสียอย่างรอบด้านไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหากับคนงานเองเช่นกรณีที่แม่สอด.ตากเมื่อหลายปีก่อนมีการถอนออร์เดอร์และเกิดการเลิกจ้างคนงานพม่าหรือในบังคลาเทศหลังการบอยคอตสินค้าเด็กที่เป็นแรงงานต้องกลายเป็นโสเภณีดังนั้นจึงต้องเน้นการมีส่วนร่วมให้เห็นว่ามาตรฐานของแต่ละที่อะไรคือสิ่งที่เหมาะสมรวมถึงต้องให้การศึกษากับผู้บริโภคในยุโรปด้วย
 
 
นุศรา มีเสน อดีตเจ้าหน้าที่โครงการสิทธิมนุษยชนบริษัทอาดิดาส และนักศึกษาปริญญาโทด้านสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า นิยามของซีเอสอาร์ค่อนข้างมีหลากหลายสำหรับนักศึกษาบริหารธุรกิจอาจมองว่ามันคือการผูกมัดตนเองโดยสมัครใจของบริษัทที่จะรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ขณะที่นิยามของ OECD จะกว้างกว่านั้น ที่ผ่านมาบริษัทในประเทศไทยที่ทำซีเอสอาร์มักมีเหตุผลจากการถูกบังคับจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ และส่วนใหญ่จะเน้นไปที่รูปแบบสาธารณกุศล ดังนั้น หากจะต่อสู้เรื่องซีเอสอาร์ก็ควรเริ่มต้นตั้งแต่การนิยามความหมาย โดยต้องสร้างความหมายใหม่ให้ซีเอสอาร์เน้น “คน”
 
เธอกล่าวเสริมว่า ส่วนเรื่องสหภาพแรงงานในเวียดนามนั้น ส่วนใหญ่แล้วเป็นสหภาพที่อิงฝ่ายนายจ้างทำให้องค์กรแรงงานระหว่างประเทศไม่ค่อยให้การยอมรับนัก อย่างไรก็ตาม ที่เวียดนามก็ยังมีการรวมตัวกันผละงานซึ่งแสดงถึงความเข้มแข็งของสหภาพพอสมควร
 
 
ฉัตรชัย ไพยเสน เลขาธิการสหภาพแรงงานไทยอินดรัสเตรียลแก๊ส กล่าวว่า ซีเอสอาร์เป็นความรับผิดชอบทางสังคมของผู้ดำเนินกิจการที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียในสังคม ไม่เพียงแต่ผู้บริหาร ลูกจ้าง หรือลูกค้า แต่ยังมีผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินกิจการต่อเนื่องไปอีก โดยเขายกตัวอย่างมาตรฐานแนวปฏิบัติของ OECD หรือ มาตรฐานขององค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของบริษัทข้ามชาติบอกว่า นายจ้างต้องเปิดเผยข้อมูลให้ลูกจ้างได้ทราบ เช่น ผลประกอบการ เงินเดือนฝ่ายบริหารและส่งเสริมการปรึกษาหารือด้วยความบริสุทธิ์ใจ
 
เขายกตัวอย่างบริษัทในไทยแห่งหนึ่งซึ่งขณะนี้เลิกจ้างพนักงาน 1,900 กว่าคนว่า บริษัทนั้นอยู่ในกลุ่ม OECDถ้าเขาเปิดเผยผลประกอบการว่าขาดทุนอยู่เท่าไร ต้องการลดคนงานเท่าไร ที่จะอยู่ได้ สิ่งที่จะตามมาคือการหาทางออกร่วมกัน เช่น หากบริษัทจำเป็นต้องลดคนงานลงครึ่งหนึ่ง คนงานช่วยหาทางออกเป็นการเปลี่ยนกันทำงานคนละครึ่งเดือน ซึ่งนับเป็นแรงงานสัมพันธ์ที่ดีเชิงสร้างสรรค์ แต่บริษัทข้ามชาติหลายแห่งกลับไม่มีการหารือนำไปสู่ปัญหาสังคม แต่ถ้านำหลัก OECD มาใช้ สังคมจะยั่งยืน เพราะเมื่อคนงานมีงานทำ ก็มีเงินใช้จ่าย ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ ทำให้เงินหมุนเวียน
 
ฉัตรชัย แสดงความเห็นว่า ถ้าสถานประกอบการเปิดเผยข้อมูลว่า ธุรกิจจำเป็นต้องจ้างงานเท่าไรจึงจะอยู่ได้ก็เชื่อว่าลูกจ้างพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ เพราะหากนายจ้างอยู่รอด ลูกจ้างก็อยู่รอด เพียงแต่เรายังไม่ได้คุยกันอย่างเปิดอก เรื่องที่มีการสไตร์ทนั้น บอกตรงๆ ว่า คนงานก็ไม่อยากทุบหม้อข้าวตัวเอง นั่นคือหนทางสุดท้ายที่เขาเลือกเมื่อไม่มีทางไป
 
 
สมหมาย สราญจิตร์ รองประธานสหภาพแรงงานของบริษัทNorske Skogซึ่งเป็นบริษัทสัญชาตินอร์เวย์ผลิตกระดาษหนังสือพิมพ์อยู่ที่จังหวัดสิงห์บุรีกล่าวถึงตัวอย่างของสหภาพของเธอว่าบริษัทนี้ค่อนข้างมีโครงสร้างที่ดีโดยบริษัทแม่ในประเทศนอร์เวย์นั้นจะให้มีการคัดเลือกตัวแทนคนงานเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการบริหารด้วยและจะทำหน้าที่ดูแลคนงานในสาขาต่างๆทั่วโลกด้วยทางบริษัทยังเปิดโอกาสให้แผนกบุคคลและสหภาพจากทั่วโลกประชุมร่วมกันทุกๆ1 ปีครึ่งนอกจากนี้บริษัทยังทำตามมาตรฐานต่างๆหลายอย่างโดยไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์
 
“ยกตัวอย่างว่า จะลดต้นทุนยังต้องเชิญสหภาพเข้าไปนั่งฟังด้วย เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดเขาเลยให้รับรู้แต่แรก เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา สุดท้ายคุยกันจนมีการตั้งโครงการสมัครใจลาออก ผลตอบแทน 25 เดือนให้มากกว่ากฎหมาย” สมหมายกล่าว
 
นอกจากนี้สหภาพแรงงานในประเทศนอร์เวย์ยังมีการผลักดันให้บริษัทลงนามในข้อตกลงสากลเกี่ยวกับการพัฒนาแรงงานสัมพันธ์และสภาพการทำงานที่ดีในสถานประกอบการของบริษัท Norske Skog ทั่วโลกด้วย ซึ่งข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงแรกๆ ที่คุ้มครองสิทธิแรงงานไปไกลกว่ากฎหมายแรงงานระหว่างประเทศ มาจากการปรึกษาหารือของทุกฝ่าย รวมทั้งยังคุ้มครองครอบคลุมไปยังแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในสหภาพด้วย
 
 
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ในอดีตมีวรรณกรรมที่บอกว่าบรรษัทข้ามชาติเป็นสัตว์ร้ายที่ทำลายสังคม แต่วันนี้กลายเป็นว่าระบบการคุ้มครองแรงงานของบรรษัทข้ามชาตินั้นดีกว่าผู้ประกอบการในประเทศ กลายเป็นพอเราต้องเผชิญความจริงในสังคมที่เริ่มเปลี่ยนไป แต่ก็มักมีข้ออ้างเรื่องปัญหาในการแข่งขันเพราะจะทำให้ต้นทุนสูง ข้อขัดแย้งนี้นับเป็นภารกิจท้าทายในการต่อสู้เพื่อยกระดับการคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคมซึ่งคนส่วนใหญ่รู้สึกห่างไกลกับคำว่าแรงงาน แม้ว่าตนเองจะเป็นแรงงานด้วยก็ตาม ยังไม่ต้องกล่าวถึงความเข้าใจต่อความจำเป็นของสหภาพแรงงาน จึงต้องมีการขยายความว่า แรงงานเป็นเรื่องที่มากกว่าสมาชิกของสหภาพ คนทั้งประเทศเป็นผู้ผลิต ต้องขยายความ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นสหภาพเอาเรื่องพวกนี้ไปบวกทำให้คนในสังคมต้องจ่ายเงินมากขึ้น
 
“ตอนนี้คุณอาจเป็นผู้บริโภค แต่ไม่รู้สึกว่าเป็นแรงงาน ดังนั้น จึงเป็นปมของขบวนการแรงงานว่าจะสื่อสารกับสังคมให้เห็นว่าเรื่องนี้สำคัญได้อย่างไร เพราะกำลังเจอสภาพที่คนรู้สึกว่า อยากได้ของถูก เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับการผลิต จึงไม่รู้สึกว่าทำไมต้องบวกอีก 10-20 บาท เพื่อซื้อของบริษัทที่ดูแลแรงงานดีกว่าอีกบริษัท” พิชญ์กล่าว

อันตรายของการจัดการความรู้

  1.ถ้าหากพนง.ที่กำลังจะลาออก/โดนไล่ออกใช้อำนาจการเข้าถึงข้อมูลในบริษัทของตน  มาลบข้อมูลทั้งหลายหรือแก้ไข/ดัดแปลงจนเสียหรือเป็นความรู้ผิดๆให้องค์กร  แบบนี้ถือว่าอันตรายมากๆ

2.ถ้าองค์ความรู้รั่วไหลไปยังคู่แข่งล่ะ  จะจัดการยังไง

3.ควร Benchmarking  KM  หรือไม่  เวลาที่ทำแบบนี้ควรจะเขียนสัญญาไปเลยว่า  ห้ามดูดความรู้ที่เราเปิดเผยให้ดูนี้ลงพวก External Harddrive I.E. Western  Digital HD,Mybook อะไรพวกนี้  และถ้าทำแบบนี้  จะโดนปรับเงินอย่างน้อย 10 ล้านต่อ1 ภาพ/1 องค์ความรู้ที่ขโมยไป

ดูวิธีทุรชน ลักเด็กกลางห้าง เหตุการณ์ซ้ำซากที่ไร้ความสำคัญ

โผล่!! ลักเด็กกลางห้างสรรพสินค้า ขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมเด็กว่าเป็นเช่นไร ทางศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา ชี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุ เตือนผู้ปกครองระแวดระวังภัยเด็กให้พ้นมือเหล่ามิจฉาชีพที่แฝงตัวมา

ล่าสุด 30 เมษายน 2551 ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์มูลนิธิกระจกเงา ได้รับแจ้งเหตุจากนายสมชาย บุญมาลี ว่า ด.ช.ณัฐพงษ์ บุญมาลี หรือ แซ็ก อายุ 12 ปี ได้หายตัวไปจากห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านพระราม 2 ตั้งแต่ 27 เมษายน ทางครอบครัวไปขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดของห้างสรรพสินค้าดังกล่าวพบว่า น้องแซ็ก ได้เดินเข้ามาที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้จริง ระหว่างนั้น ปรากฏว่า มีชายคนหนึ่งเดินตามน้องแซ็กตลอดเวลาที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า จึงทำให้ครอบครัวเชื่อว่า ชายคนดังกล่าว คือ บุคคลที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้ลักพาตัวน้องแซ็กไป 

 

 

        กรณีของน้องแซ็ก ไม่ใช่กรณีแรกที่เคยเกิดขึ้น ทางศูนย์ข้อมูลคนหาย เคยรับแจ้งเหตุเด็กถูกลักพาตัวไปจากห้างสรรพสินค้ามาแล้ว 3 ราย โดยเหล่ามิจฉาชีพมีลักษณะและวิธีการล่อลวงเด็ก ดังนี้1.ใช้วิธีการเข้ามาตีสนิทกับเด็ก โดยการซื้อขนมให้ทาน รวมถึงการชักชวนให้เด็กไปเล่นเกม

2.อ้างว่าผู้ปกครองของเด็กขอให้มารับกลับบ้านแทน เนื่องจากผู้ปกครองของเด็กประสบอุบัติเหตุไม่สามารถมารับได้

3.กล่าวหาว่า เด็กได้กระทำความผิด จึงจะนำตัวเด็กไปสอบสวน

4.กรณีการลักพาตัวเด็กนั้น สามารถกระทำได้หลายวิธีไม่ใช่แก๊งรถตู้เพียงอย่างเดียว โดยคนร้ายอาจใช้วิธีอื่นเพื่อทำให้เด็กหลงเชื่อ และยังทำให้บุคคลอื่นไม่สงสัยตนเอง

 

กลุ่มเป้าหมายของเหล่ามิจฉาชีพ มีลักษณะ ดังนี้

1.เด็กชาย/เด็กหญิง ที่มีลักษณะผิวพรรณดี

2.เด็กชาย/เด็กหญิง ที่ลักษณะการแต่งกายที่ดูมีฐานะ

3.เด็กชาย/เด็กหญิง ที่มีลักษณะเชื่อบุคคลแปลกหน้าโดยง่าย

จากเรื่องดังกล่าว ศูนย์ข้อมูลคนหายฯ เคยเสนอข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้มีการประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ อย่างเร่งด่วน กรณีที่มีเด็กหายตัวไป มีการประกาศเตือนภัยเด็กหาย ตามสถานที่ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย รวมถึงการจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ในการฝึกสังเกตและเฝ้าระวังผู้ที่เข้ามาใช้บริการในห้างสรรพสินค้า แต่เรื่องดังกล่าวกับไม่ได้รับความสนใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสมือนเรื่องที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนไร้ความสำคัญในสายตาของภาครัฐ

จากสถิติของ ศูนย์ข้อมูลหายฯ พบว่านับตั้งแต่ปี 2546 ถึงปัจจุบัน พบว่า เด็กถูกลักพาตัวในกรณีต่างๆ ถึง 25ราย และยังไม่พบตัวเป็นจำนวน 11 ราย ด้วย ทางครอบครัวจึงควรมีการให้คำแนะนำบุตรหลานว่า ไม่ควรหลงเชื่อบุคคลแปลกหน้า และควรตรวจสอบด้วยการโทรศัพท์สอบถามผู้ปกครอง หากบุคคลดังกล่าวอ้างว่ารู้จักกับผู้ปกครองของเด็ก รวมถึงทางครอบครัวควรหันมาเอาใจใส่บุตรหลานของตนมากขึ้น ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกับบุคคลในครอบครัว

นอกจากนี้ เชื่อว่า เหตุการณ์ลักพาตัวเด็กกลางห้างสรรพสินค้าไม่ได้มีเพียง 4 รายเท่านั้น แต่น่าจะมีอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ หากผู้ใด พบเห็นหรือรู้เบาะแสเด็กถูกลักพาตัว สามารถโทร.แจ้งได้ที่ ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์มูลนิธิกระจกเงา โทรศัพท์ 0-2642-7991 E-mail : info@backtohome.org ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซค์ www.backtohome.org

 

 

ที่มา :
วันที่ 5 พ.ค. 2551

จี้ไอซีทีปราบอีเมล์’ลูกโซ่’

แฉสังคมไซเบอร์กลายเป็นที่ปล่อยข่าวลือ-ลวงโลก โดยใช้อีเมล์ปั้นน้ำเป็นตัว เผยแพร่เป็นจดหมายลูกโซ่เพื่อหวังให้สังคมตื่นตระหนกและเข้าใจผิดทั้งเรื่องแผ่นดินไหว น้ำท่วม โรคระบาด และอาชญากรรมแพร่สะพัดอินเทอร์เน็ต  ระบุมีความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ แต่จนถึงป่านนี้ยังจับกุมคนมือมืดไม่ได้สักราย

       เมื่อวันที่  9 ตุลาคม นายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าและผู้ดูแลโครงการเฝ้าระวังภัยเทคโนโลยีมูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยว่า  จากการเฝ้าติดตามภัยอันตรายในการเปิดรับข้อมูลข่าวสารทางคอมพิวเตอร์ นอกจากจะมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอลามกอนาจาร และข้อความหมิ่นประมาทอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว  ขณะนี้ยังพบว่ามีอีเมล์ส่งต่อกันในลักษณะจดหมายลูกโซ่ปล่อยข่าวลือ ซึ่งมีข้อมูลอันเป็นเท็จและหลอกลวง  ส่งผลให้สังคมเกิดความแตกตื่นหรือเข้าใจผิด เช่น ข่าวภัยพิบัติแผ่นดินไหว น้ำท่วม โรคระบาดรุนแรง และอาชญากรรม เป็นต้น

       “เมื่อเร็วๆ นี้  ผมได้รับอีเมล์เรื่องแก๊งรถตู้หั่นศพอาละวาดที่จังหวัดสุรินทร์  โดยตระเวนจับเด็กและผู้ใหญ่ไปฆ่าและผ่าอวัยวะภายในเป็นชิ้นๆ  เมื่อสอบถามข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่  ปรากฏว่าไม่ใช่เรื่องจริง แต่ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ เกิดความรู้สึกหวาดระแวงและวิตกจริตกับข่าวลือดังกล่าวจนไม่กล้าออกจากบ้านตอนกลางคืน” นายเอกลักษณ์กล่าว

       ผู้ดูแลโครงการเฝ้าระวังภัยเทคโนโลยีมูลนิธิกระจกเงาบอกว่า  ประเด็นนี้ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.การกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์  2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว โดยในมาตรา 14 ระบุว่า ผู้ใดนำเข้าสู่คอมพิวเตอร์  ซึ่งมีข้อมูลอันเป็นเท็จสร้างความเสียหายหรือความตื่นตระหนกจะถูกลงโทษจำคุก 5 ปี และในมาตรา 14 (5) บอกว่า หากผู้ใดเผยแพร่ต่อให้ผู้อื่นก็ถือว่ามีความผิดด้วย  ดังนั้น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะต้องเร่งตรวจสอบต้นตอผู้เผยแพร่ข้อมูลหลอกลวง  พร้อมกับมีมาตรการป้องปรามหรือสกัดกั้นไม่ให้มีการเผยแพร่อีเมล์ลักษณะนี้

       ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิกระจกเงาแนะนำให้กระทรวงไอซีทีและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลด้านเทคโนโลยีออกมาแสดงบทบาทในเชิงรุก  ไม่ควรรอให้ผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนหรือแจ้งความ เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ  อีกทั้งยังต้องทำงานในเชิงสื่อสารกับสังคมให้รู้เท่าทันพวกอีเมล์ลวงโลก  เพื่อยกระดับวัฒนธรรมการใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นประเด็นสาธารณะ ตลอดจนหน่วยงานที่ได้รับความเสียหายจากการปล่อยข่าวในอินเทอร์เน็ต  ควรจะชี้แจงข้อเท็จจริงให้สังคมรับทราบเพื่อสร้างความมั่นใจกับประชาชน โดยไม่ปล่อยให้ประชาชนเข้าใจผิดและใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง

       นายวินัย  อยู่สบาย ผู้อำนวยการสำนักกำกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ กระทรวงไอซีที  กล่าวว่า เรื่องการปล่อยข่าวลวงทางอินเทอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ยกเว้นอีเมล์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือเดือดร้อนแก่ผู้อื่น  เช่น  การหมิ่นประมาท และล่อลวงหรือยักยอกทรัพย์ ซึ่งจะต้องมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งเรื่องให้เข้าไปตรวจสอบ  อย่างไรก็ตาม อีเมล์ที่มีข้อมูลในลักษณะข่าวลือเป็นเรื่องยากลำบากที่จะดำเนินการลงโทษกับผู้เผยแพร่  เพราะต้องพิจารณาว่าข้อมูลนั้นๆ ได้กระทบต่อการดำรงชีวิต หรือก่อให้เกิดความรำคาญ หรือเดือดร้อนมากแค่ไหน

       “การตรวจสอบอีเมล์ที่เป็นข่าวลือนั้นเป็นเรื่องยาก  เพราะผู้ใช้งานอีเมล์มักจะปกปิดแหล่งที่มาทั้งชื่อนามสกุลและที่อยู่จริง  ทั้งนี้เป็นเรื่องที่คนในสังคมไซเบอร์จะต้องตรวจสอบกันเอง และผู้ใช้งานต้องมีวิจารณญาณในการเปิดรับหรือกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารก่อนส่งต่อให้ผู้อื่น” ผอ.สำนักกำกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศระบุ

       ด้าน พ.ต.อ.ศิริพงษ์  ติมุลา  ผู้กำกับการศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวว่า ถ้าผู้ใดมีเจตนาส่งอีเมล์เพื่อทำให้สังคมแตกตื่นถือว่ามีความผิด  เช่น ลักลอบขโมยข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยามาเตือนภัยธรรมชาติ แล้วปรับเปลี่ยนแก้ไขวันเวลาเพื่อให้ผู้คนตื่นตระหนก   ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.กระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้ได้รับความเสียหายจากอีเมล์ในลักษณะข่าวลือเข้ามาแจ้งร้องทุกข์ให้สืบสวนแต่อย่างใด.

 


ที่มา :
วันที่ 10 ต.ค. 2551

โปรดใช้วิจารณญาณในการช่วยคนในforward mail

:เคยไหม ?…นั่งเช็คอีเมล์ในกล่อง Inbox ทีไร วันดีคืนดี จะมี Forward Mail ส่งต่อขอความช่วยเหลือสารพัดรูปแบบ วนๆ เวียนๆ เข้ามาหา

FW: ลูกหาย!!! : ช่วย Forward ต่อด้วยนะคะ….

FW: ต้องการเลือดกรุ๊ป O ด่วน ช่วยชีวิตพี่ชาย….

  FW: ช่วย forward ด้วย เด็กจะได้รับเงินบริจาค 11 เซ็นต์ต่อ 1 เมล์

  Fw: ช่วยกันส่งต่อ เป็นการทำบุญ 1 ชีวิต

      

       หัวข้อขอความช่วยเหลือทำนองนี้ มีให้เห็นกันบ่อยๆ ยิ่งถ้า Forward Mail ไหน มีภาพ หรือข้อความสะเทือนใจ ถ้าไม่ทำอะไรก็รู้สึกตัวเองจะ “ใจดำ”  เกินไปหน่อย…ช่วยๆ เขาหน่อย แค่ฟอร์เวิร์ดต่อ ก็ยังดี

       ทันใดนั้น เมล์ฉบับที่ว่า จะยิ่งถูกส่งต่อ ส่งต่อ และส่งต่อ กันไปเรื่อยๆ

       แต่สักกี่คนจะรู้ว่าเพียงแค่ “คลิกเดียว” ของคุณ ที่ส่งต่อ Forward Mail ขอความช่วยเหลือออกไป อาจเป็นได้ทั้ง “คุณ” และ “โทษ” จากเรื่องใกล้ตัว ที่หลายคนไม่ทันได้ฉุกคิด….

     คลิกเดียว…เป็นเรื่อง

       ทันทีที่เปิดอ่านอีเมล์ขอความช่วยเหลือฉบับหนึ่ง ว่า มีคุณแม่คนหนึ่ง ตั้งครรภ์เป็นพิษ ต้องการขอรับบริจาคเลือดด่วน!  หญิงสาวผู้หวังดี ไม่รอช้า รีบส่งเมล์ถึงเพื่อนๆ ในลิสต์รายชื่อภายในออฟฟิศทันที

       ใครจะคิดว่า เพียงแค่ “คลิกเดียว” ในวันนั้น จะก่อเรื่องปวดหัว วุ่นวาย ตามมาไม่หยุด เพราะเมล์เจ้ากรรม ยังถูกส่งต่อๆ ไปอย่างไม่ยั้ง  แม้เหตุการณ์นี้ จะผ่านไปถึง 2 ปี แล้วก็ตาม

       “แค่คลิกครั้งเดียวนี่แหละ ส่งถึงคน 40 คนในบริษัท แต่จำขึ้นใจเลยค่ะ…เพราะทุกวันนี้ ยังมีคนโทรศัพท์เข้ามา อีเมล์เข้ามาถามอยู่เรื่อยๆ บางทีงานยุ่งๆ ก็ปวดหัวเหมือนกัน  ไม่รู้จะทำยังไง แก้ยังไง ก็แก้ไม่จบ เพราะเมล์ฉบับนั้น ไม่มีใครไปหยุดมันได้” หญิงสาวผู้หวังดี ไม่ประสงค์ออกนาม แต่ยินดี เล่าเรื่องของเธอ ไว้เป็นเคสอุทาหรณ์ 

       ตัวเธอเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ตอนนั้น ด้วยความหวังดี อยากจะช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนจริงๆ พออ่านเมล์แล้ว เลยส่งต่อให้เพื่อนๆ และคนในบริษัทอีก 40 คน

       แต่เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทุกครั้งที่คลิกส่งอีเมล์ถึงกันภายในบริษัท จะถูกตั้งค่าไว้อัตโนมัติ ด้านท้ายจะแนบนามบัตรติดโลโก้ของบริษัท พร้อมเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ ตามติดไปกับอีเมล์ด้วย

       จากที่คิดว่าส่งกันเฉพาะเป็นการภายในให้กับคนในออฟฟิศด้วยกัน แต่ “น้ำใจที่ปลายนิ้ว” ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะมันถูกส่งกระจายออกไปภายนอกด้วย   

       ยิ่งไปกว่านั้น บางคนอ่านแล้วหวังดี ยิ่งเห็นว่า อีเมล์นี้มีต้นทางจากคนในบริษัทที่น่าเชื่อถือ เลยช่วยเอาข้อความไปโพสต์ไว้ตามกระทู้ต่างๆ ตามเว็บประดามีในอินเทอร์เน็ต

       โทรศัพท์สายแล้ว สายเล่า กริ๊งกร๊างโทรเข้ามาสอบถามไม่หยุดหย่อน เรื่องวุ่นๆ จึงไม่จบแค่โดนคนในบริษัทต่อว่า จนต้องชี้แจงกันยกใหญ่  เพราะเมล์ที่ถูก Forward ต่อๆ กันไป บางครั้งมีผู้หวังดีอื่นๆ ต่อเติม หรือดัดแปลงข้อความ จนเลยเถิด ยุ่งกันใหญ่ เพี้ยนไปจนถึงขั้นเกิดการเข้าใจผิดว่า คนที่ป่วย คือ ตัวเธอเอง

       “ตอนหลังเพิ่งมารู้ทีหลังว่า ผู้หญิงคนนั้นเขาเสียชีวิตมา 5 ปีได้แล้ว แต่ตอนที่ได้รับเมล์ขอความช่วยเหลือนั้น ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จบแล้วหรือยัง แค่คิดว่าเราอยากจะช่วย”

       เธอ เล่าว่า ทุกวันนี้ อีเมล์ขอความช่วยเหลือลักษณะนี้ ยังมีเข้ามาเรื่อยๆ และเยอะมาก บางเมล์บอกว่า เด็กป่วยเป็นโรคนั้น โรคนี้ ถ้าช่วยคลิก หรือส่งต่อ จะได้รับเงินบริจาคเท่านั้นเท่านี้

       ด้วยนิสัยคนไทย จะมีน้ำใจชอบช่วยเหลือกันอยู่แล้ว และส่วนใหญ่คนจะสนใจที่หัวข้อและเนื้อหาที่ส่งมา มากกว่าที่จะย้อนไปดูว่า เมล์นี้ ถูกส่งต่อกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่   

       “ยอมรับว่า ช่วงแรกๆ เข็ดไปเลย ไม่กล้า Forward Mail ขอความช่วยเหลืออย่างนี้อีก แต่จริงๆ มันเป็นช่องทางหนึ่งที่ดีนะ ที่คนในสังคมช่วยเหลือกันได้ หลังๆ ตัวเองเลยใช้วิธีสกรีนมากขึ้น ถ้าจะ Forward Mail ต่อ จะดูว่าเรื่องนี้ มันจริงมั๊ย และจบไปหรือยัง หรือส่งมาตั้งแต่เมื่อไหร่” เธอ ให้แง่คิด

       การส่งต่อขอความช่วยเหลือผ่าน Forward Mail เป็นช่องทางการสื่อสารที่มีอานุภาพสูง…แต่ถ้าจะให้ดีต้องใช้ให้ถูกวิธี และมีวิจารณญาณ

“ตราบาป” ไม่เจตนา

       “เดี๋ยวนี้ ช่องทางออนไลน์ เป็นช่องทางหนึ่ง ที่คนในสังคมใช้ช่วยเหลือกันมากขึ้น  ทั้ง Forward Mail ประกาศตามหาคนหาย ตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ดต่างๆ เช่น เคยมีเคสของเด็กถูกลักพาตัว ที่โพสต์ในเว็บพันทิป ก็มีคนตื่นตัว เข้ามามีส่วนร่วมแจ้งเบาะแส กันเยอะมาก” ธิติมา หมีปาน หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์มูลนิธิกระจกเงา เล่า

       5 ปีของการเปิดตัวเว็บไซต์ backtohome.org ทำหน้าที่ทั้งเฝ้าระวัง และช่วยเหลือติดตามคนหาย ผ่านช่องทางออนไลน์ เธอ พบปัญหาว่า บ่อยครั้งที่การส่งต่อเคสความช่วยเหลือ ผ่าน Forward Mail บางเคสแม้จะตามหาจนพบแล้ว แต่ Forward Mail นั้น ก็จะยังคงถูกส่งต่อไปไม่รู้จบ 

       “กรณียิ่งถ้าเป็นเด็กผู้หญิงที่หายออกจากบ้าน พอเมล์ถูกส่งแพร่ไปในระบบ มักจะโดนคนส่วนใหญ่ในสังคม โดยเฉพาะบุคคลคนใกล้ชิดที่ทราบข่าว จะคิดต่อ หรือมองไปในทางเสียหาย แล้วว่า ทำไมถึงหายออกจากบ้าน ครอบครัวมีปัญหา หรือถูกล่อลวง ไปในทางที่ไม่ดี”

       ซ้ำร้ายกว่านั้น กรณีถ้าเด็กถูกล่อลวง หรือโดนข่มขืน และมีข่าวออกมาภายหลัง นั่นหมายถึง ภาพของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ที่เคยถูกส่ง Forward Mail ไปก่อนหน้านี้ จะมีคนรู้จักไปทั่วเพราะถูกส่งว่อนแล้วในระบบอินเทอร์เน็ต

       “เคยมีเคสหนึ่ง เป็นเด็กผู้ชายติดเกมส์ หนีออกไปจากบ้าน ครอบครัวก็เอารูป และข้อความไปโพสต์ตั้งกระทู้ประกาศตามหา ในเว็บต่างๆ ตอนหลังหาตัวเด็กเจอแล้ว แต่มีเพื่อนของน้องคนนี้ ที่ไปอ่านเจอกระทู้ในอินเทอร์เน็ต แล้วก็เอามาล้อ จนเด็กรู้สึกอาย และไม่อยากไปโรงเรียน”

       บางครั้ง ในบางกรณี จึงเหมือนกับเป็น “ตราบาป” หรือประวัติติดตัว…เพราะเจตนาดีแท้ๆ

       “ในเว็บไซต์ของเรา จะมีฐานข้อมูลผู้สูญหาย และมีเว็บบอร์ดให้คนเข้ามาตั้งกระทู้ และขึ้นรูปภาพ แต่ถ้าเป็นกรณีเด็กผู้หญิง เราพยายามจะไม่เอารูปขึ้น เพราะว่าจะมีผลกระทบเมื่อเด็กกลับมาแล้ว

       ตอนนี้ เราอยู่ระหว่างพูดคุยกันในทีม ว่ารูปแบบ Forward Mail ที่ดี ควรต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง เป็นไปได้มั๊ย ที่จะมีการจัดระบบขึ้นมา ถ้ามีข้อสงสัยเพิ่มเติมหาข้อมูลได้ที่ไหน หรือเวลาเด็กหาย ครอบครัวจะส่งเมล์หรือโพสต์ประกาศตามหา แต่เวลาหาเจอแล้ว อาจจะไม่เคยมีการส่งข้อมูลอีกว่า หาเจอแล้วนะ เคสนี้จบแล้ว” ธิติมา เล่า

บูมเมอแรงของความช่วยเหลือ

       “Forward Mail อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับชีวิตในโลกออนไลน์  แต่มุมหนึ่งของการให้ความช่วยเหลือ ที่คนไม่ค่อยมองถึง คือ ผลข้างเคียง ที่เป็นบูมเมอแรง ส่งกลับไปยังคนที่ได้รับการช่วยเหลือ” รุ่งฟ้า เกียรติพจน์  ผู้อำนวยการด้านการบริหารภาพลักษณ์องค์กรและการสื่อสารการตลาด บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เล่า

       เพราะหลายคนมักจะมองเพียงว่า ฉันช่วยแล้ว ฉันให้เงินไปแล้ว คือ ช่วยแล้วก็จบกัน หลังจากนั้นไม่เกี่ยวกับฉันแล้ว

       ถ้ายังพอจำกันได้ ต้นปี 2550 ภาพยนตร์โฆษณาชุด “ปาติหาน” ของ “ทรู” เรื่องราวของเด็กชายตัวเล็กๆ ที่ ส่งอีเมล์ขอความช่วยเหลือ “ใครมีปาติหานบ้างครับ ผมมีเงินเก็บ 80 บาท น้องของผม ไม่สะบายมาก…”

       กระแสที่เกิดขึ้นหลังโฆษณาชุดนั้น ออกอากาศ ฟอร์เวิร์ดเมล์นับไม่ถ้วน รวมถึงคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็ไหลบ่าเข้ามากระทบความรู้สึกของ “คนทำงาน” เข้าอย่างจัง

       จนต้องลุกขึ้นมาเปิดเว็บไซต์ในชื่อ helplink.net เป็นสื่อกลาง จุดนัดพบของคนให้ และคนรับ ที่เชื่อในพลังของการช่วยเหลือ เว็บน้องใหม่นี้เพิ่งจะเปิดตัวได้ 2 เดือน 

       แต่ระหว่างขลุกตัวอยู่กับเคส Forward Mail ขอความช่วยเหลือสารพัดรูปแบบ ทำให้ทั้งรุ่งฟ้า และทีมงาน มองเห็นอะไรบางอย่าง เป็นแง่มุมที่น่าสนใจใต้ปรากฏการณ์เหล่านี้

       “ส่วนใหญ่เคสที่ได้รับ Forward มา เมื่อเราโทรกลับไปเช็คประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ อาจจะเสียชีวิตไปหมดแล้ว ยกตัวอย่างเคสหนึ่ง คุณแม่เขาเสียไปประมาณปีกว่าแล้ว แต่เมล์นั้นก็ยังถูก Forward ในระบบอยู่  และเจ้าตัวเขาต้องคอยรับโทรศัพท์ที่คนโทรเข้ามาจะช่วยเหลือวันละหลายสิบสาย เพื่อที่จะตอบซ้ำๆ ว่า คุณแม่ผมเสียไปแล้ว”

       รุ่งฟ้า เล่าว่า เจอเคสอย่างนี้ค่อนข้างมาก คือ เคสจบไปแล้ว แต่ยังคงได้รับการส่งต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ล่องลอยอยู่ในระบบ กำจัดได้ไม่หมด เพราะไม่รู้ว่ากระจายไปอยู่ที่ไหนบ้าง

       จึงจุดประกายความคิดที่ว่า น่าจะต้องมีใครสักคน ลุกขึ้นมาจัดระเบียบความช่วยเหลือออนไลน์  ให้คนที่อยากช่วยเหลือ ได้ช่วยอย่างสบายใจ ส่วนคนที่ต้องการขอความช่วยเหลือ ก็มีจุดนัดพบมาเจอกันบน helplink.net

       “ส่วนหนึ่งในเว็บของเรา จะมีพื้นที่แจ้งข่าวว่า เคสไหนที่จบไปแล้ว คุณมาฝากข่าวไว้ได้ Forward Mail ฉบับนั้นๆ มันจะได้หยุดสักที บางครั้งทุกคนตั้งใจดี แต่เมื่อไม่มีการจัดการตรงนี้ กลับยิ่งทำให้คนที่ถูกช่วยเหลือ กลับยิ่งเป็นทุกข์ไปอีก คนที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัว เขาจะหลุดทุกข์ไม่ได้ บางคนอาจจะไม่รับโทรศัพท์ หรือเปลี่ยนเบอร์ใหม่ไปเลย แต่ก็มีบางคน ที่ยังต้องคอยรับโทรศัพท์เพื่อตอบคำถามเดิมๆ ”

       อีกหลากหลายปัญหาของการ Forward Mail ที่พบ เช่น ให้รายละเอียดข้อมูลไม่เพียงพอ อยากจะช่วยแต่ไม่รู้จะติดต่ออย่างไร และเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ จบไปแล้วหรือยัง

       บางเคส น่าเสียดายที่การให้ความช่วยเหลืออาจช้าเกินไป ถ้ามีใครสักคนที่มีความพร้อม ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างทันการณ์ตั้งแต่ทีแรก…บางทีปาฏิหาริย์ก็อาจจะเกิดขึ้นได้มากกว่านี้

จัดระเบียบ “น้ำใจ”

       ทั้งๆ ที่รู้ว่าการส่ง Forward Mail ขอความช่วยเหลือ อาจจะย้อนกลับมาสร้างภาระกับคนส่ง ในระยะยาว แต่ก็เป็นความหวัง และวิธีที่หลายคนเลือกใช้ เพื่อรอคอยปาฎิหาริย์ ที่เกิดจากความช่วยเหลือของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 

       แต่คงจะดีกว่านี้ ถ้ามีวิธีที่จะช่วยให้ปาฏิหาริย์แห่งการช่วยเหลือมีโอกาสเป็นจริง เร็วขึ้น ดีขึ้น มีระบบ ระเบียบมากขึ้น โดยไม่เพิ่มภาระกับคนที่ต้องการความช่วยเหลือเช่นที่ผ่านมา

       รุ่งฟ้า อธิบายถึงวิธีจัดการ เพื่อสร้างชุมชนออนไลน์ ศูนย์กลางความช่วยเหลือของคนในสังคม ที่ดีไซน์ผ่านหน้าเว็บ helplink.net ไว้อย่างชัดเจน  มีทั้งส่วนที่แบ่งตามหมวดหมู่ความช่วยเหลือไว้ตามความเร่งด่วนของแต่ละเคส เช่น เคสช่วยด่วน  ที่เกี่ยวกับคนป่วยหนัก คนหาย ภัยธรรมชาติ , เคสช่วยกันให้ชื่นใจ ที่จะเป็นการระดมความช่วยเหลือทั่วไป เช่น ช่วยเด็กด้อยโอกาสที่ต้องผ่าตัดหัวใจ , และเคสช่วยให้กำลังใจ   

       เธอ เล่าว่า เคสที่ขอความช่วยเหลือต่างๆ ผ่านหน้าเว็บไซต์ จะต้องผ่านการสมัคร และสกรีนจาก 14 มูลนิธิพันธมิตร เช่น ศูนย์บริหารโลหิต สภากาชาดไทย มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ สภาสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ  ซึ่งอย่างน้อย จะเป็นด่านหนึ่งในการคัดกรอง รวมทั้งรูปแบบการเปิดบัญชี จะต้องจ่ายผ่านมูลนิธิ ไม่ใช้การเปิดบัญชีตรงส่วนตัว

       “บางคน ถ้าความช่วยเหลือหลั่งไหลเข้ามา ถ้ามีปัญหาใช้เงินไม่เป็น จะเกิดปัญหา เช่น โดนญาติหลอก หรือบางคน เคสจบแล้ว แต่ไม่ยอมจบ ยังขอความช่วยเหลือต่ออย่างนี้ก็มี

       เราเลยพยายามทำหน้าที่เป็นเวที ให้คนเชื่อมั่น ช่วยเหลือได้สบายใจ บริจาค หรือช่วยเหลือได้เต็มที่

       แต่ส่วนที่เป็นพื้นที่แสดงความเห็นบนเว็บบอร์ด เราจะเขียนข้อความไว้เลยว่า กรุณาใช้วิจารณญาณในการพิจารณาด้วยตัวเอง เพราะมันอาจจะมีเคสที่มั่วเข้ามาโพสต์บ้าง ซึ่งเราไม่สามารถไปควบคุมได้ ”

       นอกจากนี้ ทางทีมงานจะมีการอัปเดตความเคลื่อนไหว ว่าเคสความช่วยเหลือไหนที่จบแล้ว หรือจบแล้วเป็นอย่างไรบ้าง รวมถึงวางระบบสมัครสมาชิก ต้องล็อกอินเข้ามา จึงสามารถดึงเอาเคสจากในเว็บ ไปช่วย Forward ต่อ โดยรูปแบบเนื้อหา จะบอกเพียงข้อมูลเบื้องต้น และสร้างลิงค์ให้เข้ามาดูต่อบนเว็บไซต์

       “อยากบอกว่า ในสังคมออนไลน์ คุณสามารถช่วยคนได้อีกหลายร้อยคน เพราะบางครั้งเงินก็ไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญ แต่อาจจะเป็นคำพูดดีๆ ให้กำลังใจ ที่คุณมอบให้ เข้ามาโพสต์ นั่นก็เหมือนกับได้ช่วยคนอื่นๆ ไปด้วย” รุ่งฟ้า ว่าอย่างนั้น

       การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จึงทำอะไรได้อีกหลายอย่าง มากกว่าแค่การ “คลิก” เดียวจบ และถ้าคิดจะ “คลิก” ก็ควรคลิกอย่างมีวิจารณญาณ

 
ที่มา : สำนักข่าวเนชั่น
วันที่ 24 พ.ย. 2551

- ปัญหา คือ จะหยุดเมล์ส่งต่อพวกนี้หรือกำจัดให้หายไปได้ยังไงจะดีกว่ามาก

คลิปหลุด-คลิปแอบถ่าย-แชตไลน์ ภัยคุกคามเด็กที่ต้องจับตาปี 52

ศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยีชี้ภัยเทคโนโลยีที่คุกคามเด็ก-เยาวชนเป็นปัญหาที่น่าห่วง เผยแนวโน้มปี 52 ยังคงต้องจับตามองปัญหาคลิปหลุดและคลิปแอบถ่าย, Hi5, แชต, แชตไลน์ เหตุนำไปสู่ปัญหาสารพัด ทั้งการถูกล่อลวงไปกระทำทางเพศและชิงทรัพย์สิน ชี้ที่ผ่านมาคำว่า “แอบถ่าย” ถูกค้นหามากสุด
      
       เนื่องจากใกล้จะถึงวันเด็กปี 2552 แล้ว ทาง
ศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยี (IT WATCH) ได้ประมวลภัยเทคโนโลยีในปี 2551 และแนวโน้มสถานการณ์ภัยเทคโนโลยีปี 2552 และฝากคำเตือนทิ้งท้ายไว้สำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อต่อไป รวมถึงผู้ใหญ่ หน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชนต่างๆ อันจะนำไปสู่การรวมพลังแก้ไขปัญหาภัยเทคโนโลยีเพื่อมอบเป็นของขวัญให้เด็กที่ยังตกเป็นเหยื่อในปี 2552 เอาไว้ดังต่อไปนี้
      
      
1. คลิปหลุด และคลิปแอบถ่าย
      
       เริ่มต้นปี 2551 ด้วยข่าวนักเรียน ม.1 ถูกเรียงคิวข่มขืนยับจนสลบแถมถ่ายวิดีโอคลิปแบล็กเมล์ คลิปหลุดของนักเรียนอมนกเขาบนรถเมล์ ตามมาด้วยการมอมเหล้าเด็กหญิงอายุ 14 แล้วถ่ายคลิปวิดีโอส่งต่อกันในกลุ่มวัยรุ่นโดยผู้ก่อเหตุดังกล่าวเป็นชายวัย 16 ปีเท่านั้น ข่าวเด็กหญิงวัย 14 ปี ถูกชายวัยรุ่นกว่า 10 คน รุมโทรมและถ่ายคลิปไว้พร้อมทั้งขู่ห้ามแจ้งตำรวจ
      
       จากนั้นมีข่าวว่ามีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลวงเด็กหญิงนักเรียน 3 คนขืนใจแล้วถ่ายคลิปวิดีโอไว้แบล็กเมล์ ในช่วงปลายปียิ่งมีข่าวที่เด็กตกเป็นเหยื่ออีกมากมาย เช่น เด็กหนุ่ม 6 คนรุมทึ้งเสื้อผ้าเด็กหญิง ม.2 แล้วถ่ายคลิปวิดีโอ, เด็กหญิงวัยเพียง 11 ปีถูกข่มขืนแล้วถ่ายคลิปวิดีโอ, ข่มขืนเด็ก ม.6 ถ่ายคลิปแบล็กเมล์, ม.5 ถ่ายรูปโป๊เลียนแบบดารา เป็นต้น
      
       แอบถ่าย เป็นคำที่ใช้ค้นหากว่า 4 ล้านครั้งต่อเดือนในปี 2550 จากการเปิดเผยข้อมูลของทรูฮิต และมีแนวโน้มการค้นคำนี้เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมกับข้อมูลการสำรวจ “พฤติกรรมและผลกระทบของการใช้อินเทอร์เน็ตจากกลุ่มเยาวชน” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ โดยพบว่าเด็กและเยาวชนกว่า 53.2% เคยดูสื่อลามกทางอินเทอร์เน็ต จากการเป็นผู้ชมสู่การเป็นนักแสดง ผู้ก่ออาชญากรรม และเหยื่อในที่สุด โดยเหยื่อที่อายุน้อยที่สุดคือ 11 ปี ซึ่งอาจจะเป็นการกระทำที่เกิดจากความคึกคะนอง การรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือการเลียนแบบพฤติกรรม
      
       ปัจจุบันยังมีคลิปหลุดและคลิปแอบถ่ายอีกจำนวนมากที่ถูกเผยแพร่ทางเว็บไซต์ต่างๆ กระทู้ในเว็บไซต์กว่า 3,000 กระทู้ที่โพสไว้ให้ดาวน์โหลด ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์กว่าแสนรายในแต่ละเดือน ผู้เสียหายบางส่วนที่ปรากฏอยู่ในคลิปวิดีโอยังเป็นเด็ก บางกระทู้หากนำไฟล์ไปฝากไว้ที่เว็บไซต์ที่ให้รายได้ด้วยจำนวนการดาวน์โหลด เช่น ziddu.com มันจะแฝงไปด้วยเพศพาณิชย์เนื่องจากคลิปวิดีโอที่มีการดาวน์โหลดมากที่สุด คือ คลิปวิดีโอลามก โดยคลิปหลุด และคลิปแอบถ่ายก็จัดอยู่ในประเภทนั้นด้วย ทำให้ผู้ฝากไฟล์มีรายได้จากการนี้อยู่พอสมควรตามจำนวนการดาวน์โหลด อีกทั้งการนำมาซึ่งข้อมูลที่ได้จากการกู้คืนข้อมูลและการแอบถ่ายเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างชัดเจน ยิ่งมีการนำมาเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตก็ยิ่งเป็นการสร้างผลกระทบต่อเหยื่อที่ร้ายแรงและไม่มีวันสิ้นสุด คลิปหลุด และคลิปแอบถ่ายจึงเป็น “สื่ออาชญากรรม” ไม่ใช่สื่อบันเทิง
      
       แล้วคลิปวิดีโอที่ปรากฏเหยื่อไฮเทคเหล่านี้จะต้องถูกส่งต่อไปอีกกี่ล้านครั้ง ???
      
       2. แชต, แชตไลน์
      
       ตามที่ปรากฏข่าวตามสื่อต่างๆ เช่น เด็กหญิงอายุ 14 ปีถูกแชตล่อลวงมาเพื่อกระทำทางเพศโดยใช้อุบายการซื้อของแพงๆให้เหยื่อ, หนุ่มอายุ 19 ปี แชตล่อลวงเด็กหญิงวัย 14 ปี ไปมีเพศสัมพันธ์, แชตลวงขืนใจเด็กหญิงอายุ 13 ปี เพียงเพราะได้มีการพูดคุยกันสักระยะหนึ่งจนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ อาชญากรก็จะมีการนัดพบตามที่ต่างๆ หรือออกอุบายชักชวนให้ไปเที่ยวต่างจังหวัดโดยที่ยังไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน เพื่อการกระทำทางเพศและการชิงทรัพย์สิน
      
       ข้อมูลสถิติคนหายเนื่องมาจากสาเหตุการแชตทางอินเทอร์เน็ต และทางแชตโทรศัพท์ (แชตไลน์) จากศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา ในปีที่ผ่านมามีเด็กหายไปกว่า 12 ราย เป็นเพศหญิงทั้งหมด โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ประมาณ 25% และมีอายุน้อยที่สุดเพียง 12 ปีเท่านั้น แม้จะสามารถติดตามกลับมาได้กว่า 8 ราย แต่ก็กำลังดำเนินการอีก 4 ราย บางรายยังไร้วี่แวว
      
      3. Hi5
      
       ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้ความนิยมเล่น Hi5 เป็นอันดับ 2 ของโลก ข้อมูลเมื่อเดือนมีนาคม 2551 สมาชิกในเมืองไทยมีมากกว่า 1 ล้านคน ในจำนวนผู้เล่นอินเทอร์เน็ตทั้งหมด 13.6 ล้านคน หรือเกือบ 10% มียอดลงทะเบียนสมาชิกราวๆ 8-9 พันคนต่อวัน และก็มีทีท่าว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังติด 1 ใน Top 5 ของเว็บไซต์ยอดนิยมของเด็กวัยรุ่น (สำรวจโดยเอแบคโพลล์) โดยช่วงอายุที่มีการเล่นมากที่สุดอยู่ระหว่าง 18-24 ปี คิดเป็นสัดส่วนถึง 42.19% และจำนวนของผู้หญิงที่เล่น Hi5 จะมากกว่าผู้ชายอยู่เล็กน้อย
      
       เบรต ฟิงเคลสไตล์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายของ hi5.com ยังได้ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยมีจำนวนสมาชิกมากเป็นอันดับ 12 ของโลก แต่มีอัตราการเติบโตสูงสุดติดอันดับ Top 3 เลยทีเดียว
      
       แต่ Hi5 ก็มีภัยแฝงมาด้วยเพราะถูกบางบุคคลนำไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ นำไปใช้ในการล่อลวงเพื่อกระทำทางเพศลักษณะนี้จะคล้ายกรณีแชตไลน์ที่มีการนัดพบกันแล้วก็ทำการข่มขืนกระทำชำเรา การใส่ข้อมูลเท็จลงใน Hi5 เช่น การแอบอ้างว่าเป็นนักเรียน ม.3 ขายบริการทางเพศจนนำภัยมาถึงตัวเหยื่อเมื่อผู้ซื้อบริการมาดักพบที่หน้าโรงเรียนแต่สามารถหนีได้ทันและมีผู้เห็นเหตุการณ์มาช่วยไว้
      
       แม้ตัวเลขของภัยที่มาจาก Hi5 อาจจะยังไม่มากนักแต่แนวโน้มของผู้ใช้บริการและภัยที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นก็ยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
      
       4.เด็กติดเกม
      
       ประเทศไทยเป็นแชมป์อันดับ 2 ของเอเซียในการเสพเกมออนไลน์ เหตุการณ์ที่เป็นที่ฮือฮาที่สุดคือ เด็ก ม.6 ฆ่าแท็กซี่โดยอ้างว่าเลียนแบบเกม GTA ถือว่าเป็นการก่ออาชญากรรมที่ร้ายแรงโดยผู้ก่อเหตุนั้นเป็นเด็กชายวัย 18 ปี ทำให้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีการพยายามแก้ไขปัญหาของหน่วยงานต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ความคิดเห็นสะท้อนเรื่องเกม GTA ของเด็กชายวัย 8 ขวบให้ความเห็นว่าอยากทำให้ได้เหมือนในเกมเพราะอยากได้อะไรก็จะได้ตามนั้น ส่วนข่าวอื่นๆ ที่มีมาเป็นระยะก็คือการลักทรัพย์เพื่อนำเงินมาเล่นเกมออนไลน์ โดยเหตุการณ์ที่มีผู้ก่อเหตุอายุน้อยที่สุด คือ เด็ก ป.6 โดนจับคดีลักทรัพย์เพื่อนำเงินที่ได้มาเล่นเกม
      
       ข้อมูลจากโครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการพัฒนาสังคมไทย พบว่า ร้านเกมคาเฟ่ที่จดทะเบียนในไทยมี 23,000 ร้าน หากประมาณว่าในแต่ละร้านมี 15 เครื่อง นั่นหมายความว่าในแต่ละชั่วโมงมีโอกาสที่เด็กใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างน้อย 345,000 เครื่อง เท่ากับว่าโอกาสที่เด็กๆจะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้ชั่วโมงละ 345,000 คน แต่ในความเป็นจริงพบว่า เวลาที่เด็กเข้าไปใช้บริการในร้านเกมค่าเฟ่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เข้าไปเพื่อเล่นเกม และในบรรดาเกมคอมพิวเตอร์ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ใน 10 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นเกมที่เน้นการใช้ความรุนแรง เช่น การยิง การต่อสู้ น้อยมากที่จะพบเกมที่ฝึกทักษะในการวางแผนหรือฝึกด้านทักษะชีวิต รวมไปถึงเกมที่ฝึกความชำนาญในอาชีพต่างๆ
      
       10 อันดับแรกที่ได้รับความนิยมในกลุ่มเกมออนไลน์ คือ
      
      
1. Audition
       2. Special Force
       3. DOT-A
       4. Luna Online
       5. Pucca Racing
       6. Freestyle Casual
       7. Cabal Online
       8. Ragnarok Online
       9. Perfect World
       10. Hip Street

      
       5 อันดับแรกที่ได้รับความนิยมในกลุ่มเกมแบบออฟไลน์ คือ
      
       1. Pro Evolution Soccer
       2. Need for Speed
       3. Prostreet
       4. Grand theft auto 2
       5. Red alert

       (ข้อมูลจาก โครงการวิจัยและพัฒนาระบบการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อ)
      
       สถิติคนหายเนื่องจากติดเกม จาก
ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์มูลนิธิกระจกเงา พบว่าในปีที่ผ่านมามีเด็กหายไปจำนวน 9 ราย สามารถติดตามกลับมาได้ 5 ราย และกำลังดำเนินการอยู่ 4 ราย
      
       แนวโน้มของสถานการณ์ภัยเทคโนโลยีในปี 2552
      
       เรื่องที่น่าจับตามองก็คือ คลิปหลุด และคลิปแอบถ่าย, Hi5, แชต, แชตไลน์ เนื่องจากมีสถิติการใช้งานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังพบว่ามีการเปิดให้บริการทางโทรศัพท์หลากหลายรูปแบบ ซึ่งอาจจะเป็นการนำไปสู่การล่อลวงได้เช่นเดียวกับกรณีแชตไลน์ 1900 อีกด้วย
       
      
ศูนย์เฝ้าระวังภัยเทคโนโลยี (IT WATCH) มีสิ่งที่อยากจะย้ำเตือนเด็กๆ ในปี 2552 คือ การรู้จักระวังภัยเทคโนโลยีที่จะเข้าถึงตัว แต่ก่อนนั้นภัยอาจจะเข้าถึงตัวเราได้เพราะการเจตนาปองร้ายจากผู้อื่น แต่ปัจจุบันการใช้อินเทอร์เน็ตบางครั้งก็ต้องระบุข้อมูลส่วนตัวลงไปด้วยอีกทั้งยังมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้คนอีกมากมาย ส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ภัยเข้าถึงตัวเราได้ง่ายขึ้น ดังนั้นควรรู้จักระมัดระวังการให้ข้อมูลส่วนตัวและอย่าไว้วางใจใครง่ายๆ
      
       สำหรับผู้ใหญ่หรือองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน อย่าให้เป็นเพียงการแก้ไขสถานการณ์เมื่อเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กตกเป็นเหยื่ออีก ควรร่วมกันหาแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาและเฝ้าระวังภัยทางเทคโนโลยีตั้งแต่เนิ่นๆ และอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากผู้ใหญ่และหน่วยงานแล้ว เว็บไซต์ต่างๆ ที่มีการให้บริการเกี่ยวกับคลิปหลุดและคลิปแอบถ่ายควรระงับพื้นที่ดังกล่าวซึ่งมีเด็กตกเป็นเหยื่ออยู่รายหลาย เพื่อมอบให้เป็นของขวัญวันเด็กปี 2552
 

 

ที่มา :
วันที่ 6 ม.ค. 2552

หยุดตื่นตระหนก โดยการเปิดเผยข้อเท็จจริงและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน

โดย นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ 

โครงการพัฒนาการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชน มูลนิธิกระจกเงา ขอส่งบทความล่าสุดของ นพ ประเสริญ ผลิตผลการพิมพ์ ซึ่งได้แสดงความกล้าหาญในการสื่อสารสถานการณ์ปัญหาไข้หวัดใหญ่ฯ2009 ผ่านบทความในมติชนวันนี้ ทางโครงการพัฒนาการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชนเห็นว่า สถานการณ์หวัดฯ2009 ที่ทั้งองค์การอนามัยโลก WHO และ รัฐบาลไทย ต่างได้แสดงความชัดเจนและยอมรับแล้วว่า ไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายได้ ต่อจากนี้ไป วิธีการบริหารจัดการต่อสถานการณ์นี้ คือ หัวใจของการเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์ครั้งนี้ จึงขออนุญาตนำบทความชิ้นนี้ หากท่านเห็นว่าเป็นประโยชน์ โปรดส่งต่อ

 ขอแสดงความนับถือ

โครงการพัฒนาการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชน มูลนิธิกระจกเงา

เวลาเกิดหายนะภัย เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว สิ่งที่ต้องไปถึงเหยื่อก่อนคืออาหารและน้ำเครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรคจึงจะหยุดการตื่นตระหนกได้

เวลาเกิดโรคระบาด จะให้ประชาชนหยุดตื่นตระหนกต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่า เมื่อเขาป่วยโรงพยาบาลจะมีหมอและยารักษาเขาได้

ถ้าเรามีหมอและยาพร้อม ให้บอกประชาชนชัดๆ ว่าเราพร้อม

หยุดการตายจึงจะหยุดอาการตื่นตระหนกได้

ไม่แน่ใจนักว่านายแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ หนังสือพิมพ์ และประชาชนได้รับข้อมูลตรงกัน

ที่ทราบมาจากนักระบาดวิทยาของกระทรวงสาธารณสุข และทวนสอบกับนักไวรัสวิทยาจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ยืนยันตรงกันว่าจะมีผู้ติดเชื้อ 15 ล้านคนในประเทศไทย

ในจำนวนนี้ รักษาเองในชุมชน 11 ล้านคน เป็นผู้ป่วยนอก 3.5 ล้านคน นอนโรงพยาบาล 700,000 คน ปอดอักเสบ 130,000 คน และตาย 1,200 คน

เมื่อทราบข้อมูลนี้ในครั้งแรก ไม่มั่นใจว่าควรบอกเรื่องนี้แก่คนอื่น จนกระทั่งพบว่ามติชนรายวันก็รายงานเรื่องคนตาย 1,200 คน เช่นกัน จึงรู้ว่าไม่มีอะไรน่าปิดบัง และไม่มีใครปิดบังอะไรได้

ประกอบกับโรงพยาบาลต่างๆ เริ่มมาตรการตรวจผู้ป่วยไข้หวัดแบบตรวจไปเรื่อยๆ ไม่มีเป้าหมายและไม่มียุทธศาสตร์ จึงว่าสาธารณชนควรรู้ข้อมูลที่ชัดเจน ไม่เพียงสาธารณชนควรรู้แต่นายแพทย์ระดับปฏิบัติการควรรู้ด้วย ยิ่งกว่านี้คือผู้บริหารโรงพยาบาลต่างๆ ควรรับรู้ เพื่อจะได้กำหนดเป้าหมายและวางแผนยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง

ต่อไปนี้เป็นข้อเสนอให้ถกเถียงและพิจารณา

1.ประเทศไทยจะมีผู้ติดเชื้อสิบห้าล้านคน ป่วยหนักหนึ่งแสนสามหมื่นคน และตายพันสองร้อยคน เหล่านี้เป็นการประมาณการในระยะเวลาสามปีนับจากนี้ ถ้าเรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดในสามปีจริง ระบบสุขภาพ โรงพยาบาล นายแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกระดับจนถึงเวรเปลประจำโรงพยาบาลต่างๆ สามารถรับมือได้ ด้วยความรับผิดชอบต่อหน้าที่และด้วยจริยธรรมวิชาชีพที่ดีที่สุด

แต่ถ้าทั้งหมดนี้เกิดขึ้นรวดเร็วและกินเวลาน้อยกว่าสามปี ระบบสุขภาพจะรับมือไม่ไหว และบุคลากรในระบบสุขภาพคือคุณหมอ นางพยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกระดับและเวรเปลจะล้มป่วยตามๆ กัน

2.เป็นหน้าที่ของรัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข และประชาชนทุกคนที่จะชะลอให้เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในระยะเวลาสามปีตามการคาดการณ์ขององค์การอนามัยโลก นั่นคือภายในสามปีไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 จะโจมตีประชากรโลกหนึ่งในสามและจึงจุดสมดุลตามธรรมชาติ

ประชาชนสามารถช่วยได้ถ้ารัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขสื่อสารความจริงที่ชัดเจน มีเอกภาพ มีสติ และไว้วางใจประชาชน

หากประชาชนรู้ข้อมูลตามที่เป็นจริง เห็นตัวเลขตามที่เป็นจริง ประชาชนจะให้ความร่วมมือในการปิดโรงเรียน ปิดโรงเรียนกวดวิชา ปิดคอนเสิร์ต ปิดโรงหนัง ปิดห้างสรรพสินค้า รวมทั้งปิดธนาคารและธุรกรรมการเงิน เพื่อให้การแพร่เชื้อชะลอตัวจากปัจจุบัน ให้ประชาชนเห็นประโยชน์ที่เกิดจากการปิดทุกอย่างด้วยตัวเอง

3.รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขควรพูดให้ชัดว่าเชื้อไวรัสนี้ไม่ติดต่อทางอากาศ แต่ติดต่อทางละอองฝอยที่เกิดจากการไอจาม ละอองฝอยนั้นสามารถตกอยู่ตามโต๊ะ ราวบันได ปุ่มลิฟต์ และสถานที่ต่างๆ นานสองชั่วโมง นานกว่านั้นในห้องแอร์ เมื่อเราไปสัมผัสละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสแล้วเอาไปขยี้ตา แคะจมูก หรือป้ายปาก ก็จะนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ การไอจามใส่หน้ากันตรงๆ อย่างที่นักเรียนชอบท้ากันนั้นยิ่งอันตรายมากขึ้น

การสวมหน้ากากมีประโยชน์คือทำให้ละอองฝอยที่ไอจามออกมาลดความเร็วลงและตกพื้นเกือบจะทันที ดังนั้น ที่เราช่วยกันเองได้จึงมีสองวิธีคือ ไม่ไอจามใส่หน้ากันและไม่เอามือที่ยังไม่ล้างมาสัมผัสใบหน้าตัวเอง คนปกติไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากยกเว้นจะเข้าไปในเขตที่แออัด

4.โรงพยาบาลต่างๆ ควรรู้ว่าเราหยุดการติดเชื้อไม่ได้ และเราหยุดการเจ็บป่วยไม่ได้ด้วย เป้าหมายของโรงพยาบาลมีข้อเดียวคือลดการตาย ลดการตายเป็นความสามารถของแพทย์ที่คนอื่นทำไม่ได้ เป็นคุณค่าแห่งวิชาชีพที่น่าภูมิใจสูงสุด การตายเพียงหนึ่งคนก็รับไม่ได้เพราะหนึ่งคนนั้นคือคนรักของคนหลายคนเสมอ แน่นอนว่าอย่างไรเราก็อาจจะต้องมีคนตาย 1,200 คนจริงๆ ถ้ารัฐยังไม่ตัดสินใจชะลอการแพร่เชื้อเสียที แต่ในฐานะของวิชาชีพและด้วยจริยธรรมวิชาชีพซึ่งเป็นเรื่องดีที่สุดเรื่องหนึ่งของความเป็นมนุษย์

เราควรวางยุทธศาสตร์และเป้าหมายให้ชัดเจนว่าจะลดการตายลงให้ต่ำกว่าคำทำนาย

ดังนั้น จังหวัดต่างๆ ควรทำนายได้ว่าด้วยฐานประชากรที่ตัวเองมี สัดส่วนอายุของประชากร และจำนวนกลุ่มเสี่ยงคือเด็ก หญิงมีครรภ์ คนชรา คนอ้วนเกินร้อยกิโลกรัม หรือ BMI มากกว่า 40 รวมทั้งผู้ป่วยเรื้อรังที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่ละจังหวัดทำนายคนตายไว้เท่าไร แล้ววางยุทธศาสตร์ป้องกันคนตาย

ขั้นแรก คือ ป้องกันอายุรแพทย์และกุมารแพทย์ที่มีฝีมือรักษาโรคปอดอักเสบและสภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลันไว้ก่อน รวมทั้งทีมพยาบาลผู้ช่วยที่มีฝีมือ เพราะนี่คือกลุ่มบุคคลที่มีค่าสูงสุดสามารถช่วยชีวิตคน 1,200 คนนั้นได้ ไม่ส่งอายุรแพทย์และกุมารแพทย์ที่มีฝีมือและทีมพยาบาลที่มีฝีมือเหล่านี้ไปทำงานที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโดยเปล่าประโยชน์ พูดง่ายๆ ว่าเสียของ

ขั้นสอง คือ ทำนายการป่วยของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเพื่อประเมินสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่โรงพยาบาลต้องเผชิญ จากนั้นให้วางแผนป้องกัน สำรองยาให้พร้อม และวางอัตรากำลังสำรอง รวมทั้งคำนวณหาจำนวนบุคลากรที่น้อยที่สุดที่ยังคงรักษาสภาพการทำงานของโรงพยาบาลได้ เหล่านี้เป็นการประกันให้แก่ประชาชนว่าโรงพยาบาลจะเป็นปราการด่านสุดท้ายให้แก่ทุกคน วางใจเราได้

เมื่อวางกำลังและจัดทัพโรงพยาบาลพร้อมแล้ว จึงถึงคราวที่วิชาชีพต่างๆ และเจ้าหน้าที่ทุกคนจะช่วยกันดูแลผู้ป่วยทุกคนที่เดินเข้ามาอย่างดีที่สุด โดยมีเป้าหมายว่าจะลดการตายไม่ให้ถึงเป้าที่ทำนายไว้

วิธีคือแพทย์ที่ดูผู้ป่วยต้องแม่นยำในการเริ่มต้นให้ยา Tamiflu การให้ยาช้าไม่มีประโยชน์ ความเกรงกลัวเชื้อดื้อยาหรือความเกรงกลัวฤทธิ์ข้างเคียงของยาไม่ใช่การตัดสินใจที่เหมาะสมในภาวการณ์แบบนี้ ดังนั้น แพทย์ที่ไม่มีความชำนาญในการตัดสินใจเริ่มรักษาจึงไม่มีประโยชน์มากนัก

โรงพยาบาลควรเปิดเผยให้แพทย์ทุกคนทราบว่ามียา Tamiflu ในโรงพยาบาลพอสำหรับผู้ป่วยกี่คน แล้วจัดระบบการเข้าถึงยาและการสั่งจ่ายยาอย่างมีธรรมาภิบาลดีที่สุด โดยทั่วไปเมื่อทุกคนรู้ข้อมูลทั่วกัน จะเสียสละ จะช่วยบริหารจัดการยา และหยุดยั้งการตายที่ไม่จำเป็น

การระบาดของ H1N1 เมื่อปี 1918 ซึ่งคร่าชีวิตคน 40 ล้านคน มีอัตราการแพร่เชื้อและอัตราการตายสูงกว่าการระบาดครั้งนี้มาก ดังนั้น ถ้าข้อมูลชัด ให้แพทย์ระดับปฏิบัติการและประชาชนรู้ชัด ทุกฝ่ายจะสามารถช่วยกันชะลอการแพร่เชื้อ แบ่งปันยาตามกลุ่มเสี่ยง และตัดสินใจรักษาเร็วที่สุด ลดจำนวนคนตายให้ต่ำกว่าคำทำนาย

ตำรวจเป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องถูกป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นกรณีพิเศษเพราะสังคมที่ตำรวจป่วยจำนวนมากจะตั้งอยู่ไม่ได้

ประชาชนควรได้รับคำแนะอย่างจริงใจให้สำรองอาหารและน้ำในกรณีที่ต้องปิดการติดต่อทุกรูปแบบหนึ่งถึงสองสัปดาห์

นักวิชาการมีฝีมือควรพูดความจริงตามที่เป็นจริง มิใช่พูดในสิ่งที่นักการเมืองหรือผู้บริหารต้องการได้ยิน วอร์รูมที่ดีต้องมีนักจัดการและนักวิชาการที่มีจริยธรรมนั่งอยู่ด้วย คนที่ไม่จำเป็นไม่ต้องเข้าวอร์รูมการจัดการไม่ควรมีการคุมเชิงอำนาจระหว่างฝ่ายต่างๆ

วิกฤตนี้เราผ่านได้ ถ้าไว้วางใจกัน

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act03200752&sectionid=0130&day=2009-07-20

หัวข้อพรีเซ๊นต์วิชา Po.429 สัมมนาผู้นำทางการเมือง

สวัสดีค่ะทุกคน
 
หลังจากที่เราได้ “วัดดวง” กันไปเรื่องการจัดลำดับการนำเสนอรายงานในชั้นเรียนเมื่อวันก่อน ดิฉันส่งกำหนดการการนำเสนอรายงานของทุกคนมาให้รับรู้ทั่วกันอีกครั้งค่ะ
 
ขอให้ทุกคนโชค “เอ” กับการสอบ แล้วเจอกันหลังมิดเทอมค่ะ
 
อ.นิด
 
11 สิงหาคม
ออง ซาน ซู จี – ลูกน้ำ
เช เกวารา – ป๊อป
 
18 สิงหาคม
จอร์จ บุช – กช
จอมพล ป. – วะ
 
25 สิงหาคม
เหมา เจ๋อ ตง – พจ
แม่ชีเทเรซา – นุช
 
1 กันยายน
ฮิตเลอร์ – ตองอู
เลนิน – ตี้
 
8 กันยายน
พอล พต – มายด์
At 24 Jul 2552

หลักสูตรที่คณะรัฐศาสตร์เปิด

ระดับการศึกษา : ปริญญาตรี โครงการปกติ   
   ภาควิชา : -   
   สาขาวิชาการเมืองการปกครอง
 Politics and Government
138 4
   สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ
 Public Administration
138 4
   สาขาวิชาการระหว่างประเทศ
 International Affairs
138 4
   สาขาวิชาการเมืองการปกครอง
 Politics and Government
138 4
   สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ
 Public Administration
138 4
   สาขาวิชาการระหว่างประเทศ
 International Affairs
138 4
   ระดับการศึกษา : ปริญญาตรี โครงการพิเศษ   
   ภาควิชา : การเมืองและการระหว่างประเทศ ภาคภาษาอังกฤษ(BMIR)   
   การเมืองและการระหว่างประเทศ (ภาคภาษาอังกฤษ)
 Politics and International Relations (English Program)
0 4
   ระดับการศึกษา : ปริญญาโท โครงการปกติ   
   ภาควิชา : -   
   สาขาวิชาการปกครอง
 Government
0 2
   การปกครอง
 Government
42 2
   การระหว่างประเทศและการทูต
 International Affairs and Diplomacy
42 2
   บริหารรัฐกิจ
 Public Administration
42 2
   ระดับการศึกษา : ปริญญาโท โครงการพิเศษ   
   ภาควิชา : โครงการปริญญาโท สาขาการปกครอง สำหรับผู้บริหาร (MPE)   
   การเมืองการปกครอง
 Politics and Government
39 2
   ภาควิชา : โครงการปริญญาโท สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (MIR)   
   ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ภาคภาษาอังกฤษ)
 International Relations (English Program)
45 2
   ภาควิชา : โครงการปริญญาโท สาขาบริหารจัดการสาธารณะ สำหรับผู้บริหาร (EPA)   
   การบริหารจัดการสาธารณะ สำหรับนักบริหาร
 Public Affairs
39 2
   ภาควิชา : สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ   
   ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
 International Relations(English Program)
0 4
   ระดับการศึกษา : ปริญญาโท บุคคลภายนอก   
   ภาควิชา : -   
   คณะรัฐศาสตร์ (ไม่ระบุเอก)
 
0 2
   ระดับการศึกษา : ปริญญาเอก โครงการปกติ   
   ภาควิชา : -   
   รัฐศาสตร์
 Political Science
60 2

วิชาที่ลงเทอม 1/2552 ตอนนี้

รหัสวิชา ชื่อวิชา Sec/Gr สอบกลางภาค สอบปลายภาค
  EC210   INTRODUCTORY ECONOMICS
เศรษฐศาสตร์เบื้องต้นอ

อ.ติ๊ก

810001 (C) 26 ก.ค. 2552
เวลา 09:00-11:00
ห้อง SC3004 ที่นั่ง 28
-
  EL231   ENGLISH FOR POLITICAL SCIENTISTS 1
ภาษาอังกฤษสำหรับนักรัฐศาสตร์ 1

Matthew

820001 (C) 26 ก.ค. 2552
เวลา 12:00-14:00
ห้อง SC4011 ที่นั่ง 61
-
  PH424   GREAT PHILOSOPHERS
นักปรัชญาสำคัญ

รศ.ธีรพจน์  คณะศิลปศาสตร์  เอกปรัชญา  ใส่แว่น  เรียนจบจากอังกฤษ

040001 - -
  PO300   SOCIAL SCIENCE METHODOLOGY
วิธีวิทยาทางสังคมศาสตร์

รศ.ดร.ไชนรัตน์  เจริญสินโอฬาร

320001 - (C) 1 ต.ค. 2552
เวลา 09:00-12:00
ห้อง ร.432 ที่นั่ง 1
  PO429   SEMINAR ON POLITICAL LEADERSHIP
สัมมนาเรื่องผู้นำทางการเมือง

อ.ชญานิษฐ์  ลูกศิษย์ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

230001 - -
  PO568   READINGS IN PUBLIC ADMINISTRATION
การศึกษาค้นคว้าตำราเกี่ยวกับการบริหารรัฐกิจ

รศ.ดร.ยุวดี  ศรีธรรมรัฐ

910001

 

- 568 นี้เป้นวิชาฝึกทำภาคนิพนธ์ของจริง  ต้องมีการสรุปเนื้อหาหนังสือที่ต้องใช้ในการเขียนรายงาน  ซึ่งใช้เวลาเยอะมากๆ  ไม่แนะนำให้ลงด้วยประการทั้งปวง  เพราะตอนนี้เราเองก็แย่แล้ว  และจะทิ้งวิชาไปเลย

วิชาที่ลงสำหรับเทอม 2/2552 เรียนเดือนตุลานี้

EL331   ENGLISH FOR POLITICAL SCIENTISTS 2
ภาษาอังกฤษสำหรับนักรัฐศาสตร์ 2
820002 - -
  PH371   BUDDHIST PHILOSOPHY
พุทธปรัชญา
030001 - -
  PO307   FEMINIST POLITICAL THEORY
ทฤษฎีการเมืองแนวสตรีนิยม
900001 - -
  PO311   POLITICS OF THE PEOPLE’S MOVEMENTS
การเมืองภาคประชาชน
450001 - -
  PO453   SEMINAR ON HUMAN RESOURCE MANAGEMENT
สัมมนาการจัดการทรัพยากรมนุษย์
870001 - -
  PO469   URBAN POLICY AND MANAGEMENT
นโยบายและการจัดการเมือง
540001

หมายเหตุ   C = Lecture  L = Lab  R = ประชุม  S = Self Study  T = ติว

สร้างตัวแทนการเปลี่ยนแปลงในภาคราชการ

“มิเชลคุณรู้จัก Ecole nationale d’administration หรือที่เรียกชื่อย่อว่า ENA หรือเปล่า”  ผมถามเพื่อนชาวฝรั่งเศส

 

          มิเชลตอบว่า  “รู้จักดี  ชาวฝรั่งเศสทุกคนรู้จักโรงเรียนแห่งนี้ทั้งนี้นแหละ  ที่นี่เป็นสถาบันที่ฝึกผู้นำทางภาคราชการของฝรั่งเศสออกมาจำนวนมาก  ท่านประธานาธิบดีคนปัจจุบัน  Jacques Chirac  ก็จบจากที่นี่เช่นกัน  ทำไมคุณถึงถามละครับ”

 

          ผมตอบว่า  “ตามแผนปฏิรูปราชการ  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการหรือเรียกย่อๆว่า  ก.พ.ร.  ได้ไปศึกษาดูงานที่  ENA  และได้พัฒนาโครงการ  26  เดือนที่มีลักษณะคล้ายๆกันขึ้นมา  โดยได้คัดเลือก  39  คนจากผูสมัครกว่า  900  คนที่มีอายุส่วนใหญ่ตํ่ากว่าสามสิบปีเข้าโครงการฯ  โดยที่พวกเขาจะเข้ารับการอบรมและเรียนรู้โดยการใช้ประสบการณ์จริงร่วมกันทำงาน  โดยมีผู้บริหารระดับสูงในภาคราชการเป็นพี่เลี้ยง  หรือที่เรียกว่า  Mentoring System  เช่น  ทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดแบบซีอีโอ  หรือท่านเอกอัครราชฑูตซีอีโอ  รวมทั้งการทำงานร่วมกับซีอีโอภาคเอกชน 

          พวกนักเรียนเหล่านี้มาจากภาคราชการ  เอกชน  และบางคนก็เพิ่งสำเร็จการศึกษา  หลังจากจบโครงการฯ  พวกเขาก็จะได้รับคัดเลือกเข้าหน่วยราชการต่างๆ  โดยจะได้รับการแต่งตั้งในระดับ  ซี 4 ถึงซี 8  ขึ้นอยู่กับศักยภาพของพวกเขา

 

          มิเชลทำหน้าทึ่งกับเรื่องที่เขาได้ฟัง  เขาถามต่อ  “ทำไมคุณรู้เรื่องนี้มากละครับ”

 

          ผมตอบว่า  “พอดีผมเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเล็กน้อยนะครับ  พวกนักเรียนกลุ่มนี้เขาเรียกว่า  นักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่  พวกเขาใช้สถานที่เรียนที่เรียกว่า  สถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี  ซึ่งตั้งอยู่ที่สยามสแควร์ 

           

ตามรูปแบบของ  ENA  นักเรียนสี่หรือห้าคน  จะต้องมีโค๊ชหนึ่งคน  ทำหน้าที่คล้ายๆครูพี่เลี้ยง  ที่คอยช่วยเหลือด้านการให้คำปรึกษาทางด้านวิชาการ  และด้านการปรับตัว  ผมเองก็เข้าไปช่วยให้ทักษะการโค๊ช  กับโค๊ชของนักเรียนเหล่านี้ครับ”

 

          มิเชลแสดงความเห็นว่า  “อ๋อ  ถ้าอย่างนั้น  นี่ก็คือลูกค้ารายใหม่ของคุณนะซี  ราชการเขาลงทุนจ้างคุณให้ช่วยโค๊ชพวกโค๊ชใช่ไหมละ”

         

          ผมส่ยหน้าเชิงปฏิเสธ  “ไม่ใช่ลูกค้า  สำหรับกรณีนี้  ผมอาสาเข้าไปทำโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ  ผมถือว่าเป็นการตอบแทนสังคมนะครับ  ที่จริงนะ  ผมภูมิใจด้วยซํ้าไป  ที่ได้มีส่วนช่วยประเทศของผมบ้าง  แม้จะเพียงเสี้ยวเล็กๆก็ตาม”

 

          มิเชลยิ้มพร้อมกับบอกว่า  “เกรียงศักดิ์  ผมก็อยากมีส่วนนะครับ  ผมยินดีที่จะให้นักเรียนเหล่านี้มาพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษที่โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษวอลล์สตรีทของผมได้ฟรีเช่นกัน”

 

          “ขอบคุณมากมิเชล  ผมว่าเป็นความคิดที่ดีนะ  เอาไว้ผมจะแนะนำคุณให้รู้จักกับผู้อำนวยการสถาบันฯ

 

          รูปแบบการเรียนรู้ที่นี่จะเน้นภาคสนาม  เรียนรู้จากประสบการณ์จริง  และการฝึกงาน  มีการเรียนในชั้นเรียนเป็นส่วนน้อย  อีกทั้งวิธีการเรียนในชั้นเรียนก็ค่อนข้างจะพิเศษ  แตต่างจากการฟังบรรยายแบบเล็คเชอร์โดยทั่วๆไป”           

 

          “มันดีอย่างไรหรือครับ”  มิเชลท้าทายผม  พร้อมกับยิ้มๆ            

 

          ผมไม่ถือสาหาความ  ผมรู้จักมิเชลดีว่า  เขาเป็นคนชอบถกเถียงแลกเปแลี่ยนความคิดเห็น  โดยไม่ได้มีเจตนาจะก่อกวนแต่อย่างใด  ผมพูดต่อว่า  “สองสัปดาห์ก่อน  ผมได้มีโอกาสสังเกตุการณ์  การเรียนรู้อยู่หนึ่งวัน  วันนี้นเขาเชิญผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับFTA  หรือการเปิดเสรีการค้า  โดยทั้งสองท่านมาเล่าให้ฟังในช่วงเช้า  วิธีการนำเสนอของทั้งสองท่านก็ไม่ได้เป็นการสอนแบบชั้นเรียน  เป็นการมาเล่าประสบการณ์  แลกปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัย  และให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ  เสร็จแล้วทั้งสองท่านก็ทิ้งประเด็นคำถามไว้หลายข้อ  เพื่อให้นักเรียนนำไปคิดต่อ

 

          พอช่วงบ่ายหลังจากวิทยากรทั้งสองท่านกลับไปแล้ว  นักเรียนก็มีการแบ่งกลุ่มเป็นสี่กลุ่มย่อย  พวกเขาดำเนินกระบวนการเรียนรู้ที่เรียกว่า  3D”

 

          “คุณหมายถึง 3 dimensions ภาพยนต์สามมิตินะหรือ”  มิเชลล้อผม          

 

          ผมหัวเราะ  “ไม่ใช่ครับ3D ย่อิมาจาก Dialog, Discuss และ Debrief

 

          ในกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่ม  นักเรียนจะเริ่ม D Dialog ตัวแรกด้วยการให้แต่ละคนเล่าก่อนว่า  ตนเองนั้นเข้าใจว่าอย่างไรที่วิทยากรท่านพูดมาเมื่อเช้า  โดยให้เวลาคนละไม่เกินสองนาที  ว่าง่ายๆก็คือให้แต่ละคนสรุปนั่นเอง

 

          เมื่อครบทุกคนแล้ว  ก็มาถึง D – Discuss  พวกเขาก็อภิปราย  ถกเถียง  แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน  โดยใช้คำถามที่วิทยากรทิ้งไวในตอนเช้าเป็นหัวข้อในการอภิปราย

 

          เมื่อได้เวลาอันควร  พวกเขาก็สรุปประเด็น  แล้วกลับมาที่ชั้นเรียน  เพื่อทำ  D  ตัวสุดท้าย  คือ  Debrief  หรือนำเสนอต่อชั้นเรียนทั้งชั้น”

 

          มิเชลออกความเห็นว่า  “แหม  มันดูเป็นฝรั่งเศสมากเลยนะนี่  พวกเราชาวฝรั่งเศสนะชอบถกเถียง  อภิปราย  แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน  พวกเราเพลิดเพลินกับการได้ถกเถียงกัน  ท้าทายความคิดกัน  หักล้างเหตุผลซึ่งกันและกัน  นั่นเป็นวิธีที่เราได้รับการเลี้ยงดู  และการศึกษาก็ออกแบบมาในลักษณะแบบนั้นด้วย”

 

          ผมตั้งข้อสังเกตุว่า  “นั่นอาจจะเป็นสาเหตุทำให้คนฝรั่งเศส  มีทักษะในเรื่องการคิดเชิงวิพากย์  (Critical Thinking Skills)  ก็ได้  ในขณะที่คนไทยนั้น  เรามีแนวโน้มที่จะโอนอ่อนไปตามความเห็นของอีกฝ่าย  และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าถกเถียงกัน  เพราะค่านิยมเรื่องเกรงใจ  ให้เกียรติ  รักษาหน้า  ประนีประนอม  และไม่เป็นไร  มันฝังลึก  จนเป็นอุปสรรค  การคิดเชิงวิพากย์ของเรา”

 

          มิเชลให้คำแนะนำว่า  “ถ้าจะพัฒนาทักษะนี้  ต้องเริ่มที่ค่านิยมก่อนว่า  เราตกลงที่จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้  (Agree to disagree)  ผมยังจำได้  ตอนที่ผมทำงานที่ธนาคารมีเพื่อนร่วมงานชาวไทยระดับอาวุโสคนหนึ่ง  เขานำเสนอแผนงานโครงการหนึ่งกับผม  ผมจึงท้าทายเขากลับด้วยคำถาม  เขาถึงกับตกตะลึง  แล้วย้อนบอกผมว่า  มิเชลคุณจะเอาอย่างไรก็บอกมา  ผมจึงอธิบายกับเขาไปว่า  ผมท้าทายเขาเพราะต้องการให้เขาคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆให้รอบด้าน  ไม่ใช่ว่าผมต้องการแกล้งเขา 

 

          ในทางกลับกัน  เมื่อผมมีแนวคิดอะไร  ผมก็หวังว่า  เขาจะโต้แย้ง  ท้าทาย  หรือหาทางถกเถียง  เพื่อทำให้ผมเกิดความคิดคำนึงได้รอบด้านมากขึ้น  ผมไม่ต้องการคำตอบที่บอกว่า  หัวหน้าครับ  เป็นความเห็นที่ดีมาก” 

 

          ผมพยักหน้าพร้อมทั้งสรุปว่า  “บางทีนะ  เราสองคนน่าจะพัฒนาหลักสูตรมาสอนคนไทยให้มีทักษะการคิดเชิงวิพากย์ให้เก่งขึ้นน่าจะดีกว่า”

คนไทยกับคนเยอรมัน

“ขอบคุณมากครับคุณเกรียงศักดิ์  ที่สละเวลาให้สัมภาษณ์ผม”  โจนาส  ซึ่งเป็นนักวิจัยจากเยอรมันนี  เขากำลังทำการวิจัยเรื่องการทำงานต่างวัฒนธรรมของชาวเยอรมันในสิบประเทศ  โดยเขาเดินทางไปสัมภาษณ์ผู้บริหารชาวท้องถิ่นในแต่ละประเทศ  โดยสอบถามในแปดประเด็นหลัก  ระหว่างคนแต่ละประเทศเทียบกับาวเยอรมัน

 

          หลังจากสนทนาวิสาสะสักครู่  เขาจึงเริ่มการประชุม  “ผมขอดูผลของแบสอบถามหน่อยครับ” 

 

          ผมยื่นให้เขา  ในแบบสอบถามมีการจำแนกหัวข้อออกเป็นแปดประเด็นคือ  เรื่องของกฎระเบียบ  เรื่องของความเป็นปัจเจกบุคคล  เรื่องการสื่อสารแบบตรงไปตรงมา  เรื่องของอำนาจ/สถานะภาพ  เรื่องของเวลา  เรื่องของสัมพันธภาพ  เรื่องของศาสนา  และเรื่องของการยอมรับในความแตกต่างทางวัฒนธรรม  แต่ละข้อมีคะแนนหนึ่งถึงสิบ  แสดงความสำคัญ  โดยที่คะแนหนึ่งหมายถึงสำคัญน้อยที่สุด  และสิบคือมากที่สุด  โดยในแต่ละข้อให้ผู้ตอบใหความเห็นว่า  คนไทยได้คะแนนเท่าไร  และคนเยอรมันได้เท่าไร

 

          “โจนาส  ก่อนที่จะเริ่ม  ผมขอบอกก่อนว่า  ผมไม่มีประสบการณ์ในการทำงานกับชาวเยอรมันมาก่อน  ผมรู้จักชาวเยอรมันสองสามคน  ความรู้ที่ผมมีเกี่ยวกับชาวเยอรมัน  เป็นเรื่องของข้อมูลจากการรับฟังจาก  เพื่อน  นักศึกษา  คนรู้จัก  หรือจากการอ่าน  ไม่ใช่อมูลที่ผมได้สัมผัสมาโดยตรงนะครับ”

 

          “ไม่เป็นไรคุณเกรียงศักดิ์  เท่าที่ผมดูคร่าวๆก็ค่อนข้างจะสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับคนไทยคนอื่นที่ทำงานร่วมกับชาวเยอรมันมาเหมือนกัน”

 

          ผมโล่งอกไปที  “ถ้าอย่างนั้นผมขอเริ่มที่หัวข้อแรกก่อน  ในเรื่องที่เกี่ยวกับกฏระเบียบ  ผมให้คนไทยเจ็ด  เยอรมัน สิบ  ผมคิดว่าเรื่องกฏระเบียบเราก็พอใช้ได้  แต่ไม่เต็มสิบเท่าชาวเยอรมัน  ยกตัวอย่างเช่น  บ้านผมอยู่ที่ถนนรามอินทรา  ทุกวันผมจะต้องขับรถสวนกับมอเตอร์ไซค์วันละสองสามคัน  พวกเขาเหล่านี้แทนที่ขับต่อไปอีกสามร้อยเมตรเพื่อที่จะเลี้ยวกลับโดยการยูเทอร์น  เขากลับเลือกที่จะขับสวนออกมาในเลนของผม  ซึ่งมันผิดกฏหมาย  และอันตรายมาก  ผมเชื่อว่าเรื่องแบบนี้คงจะไม่เกิดขึ้นง่ายๆในเมืองหลวงของประเทศคุณนะครับ”

 

          โจนาสผงกศรีษะ           

 

          ผมพูดต่อ  “หัวข้อต่อไปคือเรื่องของความเป็นปัจเจกบุคคล  ผมให้ห้ากับไทย  และแปดกับเอยรมัน  ผมว่าคนไทยมีความเป็นปัจเจกบุคคลน้อย  แต่มีคำนึงถึงกลุ่มมากกว่า  เราจะคอยกังวลว่าเพื่อนฝูง  คนอื่นในสังคม  เขาจะคิดอย่างไร  เราจะกังวลใจกับความรู้สึกของคนรอบข้างมากกว่า  ในที่ประชุม  เราจะไม่ท้าทายความเห็นของคนอื่น  เราจะเลี่ยงการทำให้คนอื่นเสียหน้าหรือเสียความรู้สึก  อีกทั้งเราก็ไม่อยากจะโดดเด่นขึ้นมา  ซึ่งมันสะท้อนเรื่องความเป็นกลุ่มก้อนมากกว่าปัจเจกบุคคล  เราจะรักษาบรรยากาศที่ดีของหมู่คณะมากกว่า

 

          ในขณะที่ผมคิดว่าเยอรมันอาจจะมีความเป็นปัจเจกบุคคลสูงกว่าเรา”

 

          “ในเรื่องการสื่อสารแบบตรงไปตรงมานั้น  ไทยผมให้สี่เยอรมันผมให้เต็มสิบ  อย่างที่ผมบอกไปนะครับ  ไทยเรากังวลใจเรื่องสัมพันธภาพและความรู้สึกของคนอื่น  ดังนั้นเราจะพยายามเลี่ยงที่จะพูดอะไรออกไปตรงๆ  เพราะการแสดงความคิดของเราโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกคนอื่น  อาจจะถูกมองว่าเห็นแก่ตัว  ดังนั้นเราอาจจะพูดอ้อมค้อมหรือวกวน  จนกระทั่งคนที่มาจากวัฒนธรรมอื่นเขาสับสนไปเลยก็ได้  เขาคงงงว่าเราพยายามบอกอะไรกันแน่  ในขณะที่ผมคิดว่าเยอรมันอาจจะพูดออกไปตรงๆเลยว่าเขาต้องการอะไรกันแน่  ไม่อ้อมค้อมอย่างเรา”

 

          โจนาสยิ้มเมื่อเห็นข้อมูลในข้อถัดไป  “ในเรื่องอำนาจ  และสถานะ  คุณให้เท่ากันเลยทั้งไทยและเยอรมันคือเต็มสิบทั้งคู่”

 

ผมอธิบายออกไปว่า  “เยอรมันผมไม่แน่ใจนะ  เดาเอา  แต่คนไทยนี่ชัดเลย  แม้ว่าเราจะบอกว่าประเทศเราเป็นประชาธิปไตย  เราก็ยังมีการแบ่งชั้นกันอยู่แบบไม่เป็นทางการ  เช่นในที่ทำงานคุณมีคนสามระดับ  พนักงานระดับล่างเช่นคนขับรถ  พนักงานรับส่งเอกสาร  แม่บ้าน  กลุ่มสองคือพนักงานทั่วไป  และกลุ่มสามคือผู้บริหาร  เราจะเห็นคนสามกลุ่มแบ่งแยกกันอย่างชัดเจนเวลาเขาไปทานข้าวกลางวันด้วยกัน”

 

          ผมพูดต่อ  “สำหรับเรื่องเวลา  ผมให้ไทยเจ็ด  เยอรมันสิบ  ผมคิดว่าเยอรมันจริงจังเรื่องเวลา  ไทยเราอาจจะยืดหยุ่นในเรื่องนี้  ในตอนแรก  ผมกะจะให้ซักห้า  แต่พอคิดอีกที  เดี๋ยวนี้คนไทยดีขึ้นมาก  โดยเฉพาะพวกที่ทำงานกับริษัทข้ามชาติจะตื่นตัวเรื่องนี้มากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ  แต่ก็ยังอลุ่มอล่วยอยู่นั้นเอง  ผมไม่ค่อยเห็นคนไทยตำหนิคนไทยด้วยกันมากนัก  เวลาที่เห็นอีกคนมาสายนะ”

 

          “ข้อถัดไปคือเรื่องสัมพันธภาพ  ผมให้ไทยสิบ  เยอรมันเจ็ด  เหตุผลก็อย่างที่กล่าวไปแล้วเรื่องของ  ปัจเจกบุคคลและการสื่อสารแบบตรงไปตรงมา”

 

          “สำหรับเรื่องศาสนา  ผมให้ไทยห้า  และเยอรมันเจ็ด  เพราะว่าอะไรนะหรือ  ประเทศไทยเป็นประเทศที่เก้าสิบเปอร์เซ็นต์อ้างว่านับถือศานาพุทธ  แต่ผมว่าคนในประเทศผมทำผิดศีลห้ากันมากมาย  อย่างน้อยก็สามข้อละที่ผมเห็นคนปฏิบัติฝ่าฝืน  ข้อแรกคือเรื่องของการห้ามมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่สมรส  ผมเห็นอาบอบนวดนับร้อยมีชายไทยที่แต่งงานแล้วไปใช้บริการจำนวนมาก  หากมองเรื่องของการห้ามดื่มสุรา  ประเทศผมติดอันดับต้นๆของโลก  ในเรื่องของอัตราการดื่มต่อคนต่อปี  และหากจะพูดเรื่องห้ามพูดปด  ผมว่าเราโกหกเก่งมาก  เรายินดีจะพูดโกหกเพื่อให้คนสบายใจ  แทนที่จะพูดอะไรแบบตรงไปตรงมา

 

          ผมว่าคนไทยปฏิบัติตามหลักศาสนาน้อยนะครับ  แต่ว่าหากเราพูดถึงขนบธรรมเนียม  หรือความเชื่อ  เรื่องโชคลางของขลัง  หรือพิธีกรรมแล้วละก็  เราอาจจะมีมากเกินไปด้วยครับ”

 

“สำหรับเรื่องสุดท้ายเป็นความรู้สึกนะครับ  ผมว่าเรื่องการยอมรับคนที่มาจากต่างวัฒนธรรม  ผมให้เท่ากันคือหกทั้งคู่”

สอนคนไทยให้มีทักษะในการวิเคราะห์ทางธุรกิจ

เมื่อตอนต้นปีนี้  ธนาคารออมสิน  ได้ส่งผู้บริหารจำนวนสี่สิบคนไปเข้าหลักสูตรเรื่องการบริหารธุรกิจสำหรับผู้นำยุคใหม่ที่ University of Southern California – Marshall School              Business (USC)  เป็นเวลาสองสัปดาห์

 

        เพื่อเตรียมความพร้อมทางด้านภาษาอังกฤษ  ธนาคารฯจึงได้ว่าได้จ้าง Wall Street Institute สถาบันสอนภาษาอังกฤษอบรมผู้บริหารเหล่านี้แบบเร่งรัดสามสัปดาห์  โดยผมมีส่วนร่วมในการจัดอบรมสัมนาเชิงปฏิบัติการหรือเวิร์คช๊อบในหัวข้อชื่อ  เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพในอเมริกา                

 

        ปรากฏว่ามีผลตอบรับที่ดีมากทั้งจากทาง  USC  และผู้เข้าอบรมในรุ่นที่แล้ว  เมื่อเดือนที่ผ่านมาธนาคารฯ  ก็มีผู้บริหารอีกรุ่นหนึ่งจำนวนสามสิบสามคน  จะไปเรียนที่  USC  ในโครงการเดียวกัน  คราวนี้เราตัดสินใจจะพัฒนาการสัมนาเชิงปฏิบัติการโดยเพิ่มทักษะการวิเคราะห์ทางธุรกิจให้มากขึ้น  สาเหตุก็เนื่องมาจากว่าที่  USC  นั้นเขาใช้กรณีศึกษเรียนเป็นส่วนใหญ่  ผู้เรียนจะต้องวิเคราะห์กรณีศึกษาทางธุรกิจเกือบทุกวัน 

 

        จากการอบรมแบบในคราวที่แล้ว  ที่เราสอนพวกเขาให้เรียนรู้เรื่องค่านิยมของอเมริกัน  และการเรียนรู้  การกล้าแสดงออก  การนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ  ซึ่งท่านสามารถหาอ่านได้จาก 

http://www.thaicoach.com/main.php?info_id=130

 

        ผมและมิเชล  ซึ่งเป็นวิทยากรอีกท่านหนึ่ง  เราสองคนจึงนั่งวางแผนการสอนก่อนทีจะสอนสองสัปดาห์

 

        มิเชลเริ่มด้วยการพูดกับผมว่า  “เราจะรักษาส่วนเดิมไว้ส่วนใหญ่  แล้วเราจะเพิ่มเรื่องการวิเคราะห์ธุรกิจ  คุณว่าอย่างไรละเกรียงศักดิ์” 

ผมตอบไปว่า  “เห็นด้วยครับ  จากข้อมูลที่เราได้กลับมาทั้งมหาวิทยาลัย  และผู้เรียนนั้น  ผมว่าดีมาก  แต่เราต้องพัฒนาต่อไป  คราวที่แล้วผู้เรียนเขาชอบนะที่เราใช้หนังเรื่อง  The Apprentice   season 1 (2004)”  ผมหมายถึงดีวีดีที่ผมสั่งซื้อมาจากอเมซอนดอดคอม  The Apprentice เป็นรายการเรียรลิตี้โชว์ที่โด่งดังมากเมื่อปีท่แล้วในอเมริกา  รูปแบบก็คือการที่นายโดแนลด์  ทรัมป์  มหาเศรษฐีชาวนิวยอร์ค  รับสมัครผู้เข้าแข่งขันจำนวนสิบหกคน  ซึ่งคัดมาจากผู้สมัครกว่าสองแสนคน  คนเหล่านี้จะมาอยู่ร่วมกันเป็นเวลาสิบห้าสัปดาห์  แต่ละสัปดาห์จะมีเกมธุรกิจให้ลงมือแข่งกันจริงๆ  ทีมที่แพ้จะถูกคัดออกคราวละหนึ่งคน  ในที่สุดคนที่เหลือรอดคนสุดท้าย  จะได้เป็นซีอีโอของบริษัทในเครือทรัมป์เป็นเวลาหนึ่งปี  รายการนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง  ขนาดที่ว่าโรงเรียนบริหารธุรกิจชื่อดังหลายแห่งในอเมริกา  นำไปบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรเอ็มบีเอของเขา

 

        “เกรียงศักดิ์  ผมคิดว่า  เราเริ่มด้วยการฉายหนังเกมส์แรก  ที่ทั้งสองทีมต้องขายนํ้ามะนาวในถนนที่ นิวยอร์คเป็นเวลาหนึ่งวัน”  ผู้แข่งขันสิบหกคนถูกแบ่งเป็นทีมหญิงและชายเท่าๆกันทีมละแปดคน   

 

        “โอเค  แล้วอย่างไรต่อละ”                          

 

        “หลังจากนั้นเราก็แบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อยสี่กลุ่ม  สองกลุ่มสังเกตทีมชาย  อีกสองกลุ่มสังเกตทีมหญิง  แต่ละกลุ่มให้ฝึกวิเคราะห์เป็นภาษาอังกฤษว่า  ทีมที่ตนสังเกตนั้น  เขาทำได้ดีอย่างไรบ้าง  และสิ่งใดบ้างที่ควรต้องปรับปรุง  แล้วห้นำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ

 

        เมื่อเขาจบการนำเสนอแล้ว  เราก็จะแนะนำกระบวนการในการวิเคราะห์  และวางแผนธุรกิจให้เขาดู  เรามาช่วยกันคิดดีกว่า  ว่าหากเราได้รับมอบหมายให้มีทีมงานแปดคน  มีเงิน  250  เหรียญ  และมีเวลาหนึ่งวัน  ต้องทำการขายนํ้ามะนาวในนิวยอร์คให้มากกว่าอีกทีมหนึ่งนั้น  เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง”                  

สองชั่วโมงผ่านไป  ผมและมิเชลร่วมกันระดมความคิดมาเป็นกระบวนการง่ายๆแปดขั้นตอน  โดยแต่ละขั้นตอนนั้นมีเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์คือคำถาม  เราจะใช้คำถามเป็นตัวจุดประกายทางความคิดให้กับผู้เรียนในขณะที่เขาระดมความคิดกัน  ขั้นตอนทั้งแปดคือ

 

1. ขั้นแรกเลยคือเลือกผู้นำ  โดยการตั้งคำถามว่า  ใครมีศักยภาพในการนำ  ใครมีศักยภาพในการกระตุ้นให้ทีมงาน  ออกความคิดเห็นและมีส่วนร่วมได้ดีที่สุด  และใครพอมีความรู้ในเรื่องที่ได้รับมอบหมายมาบ้าง

 

2. จากนั้นก็มาดูทรัพยากรและข้อจำกัด  โดยการตอบคำถามว่า  เรามีทรัพยากรอะไรบ้าง  เรามีข้อจำกัดอะไรที่ควรคำนึง           

 

3. จากนั้นเราก็มาดูเป้าหมาย  พร้อมกับทำการคำนวณแบบคร่าวๆว่า  เราต้องทำการขายเท่าไร  สมมติว่าเราต้องการชนะอีกทีมหนึ่ง  เราคาดว่าเราควรจะขายให้ได้สองเท่าของเงินลงทุน  เราจะทำอย่างไร  ดังนั้น  เราก็อาจจะมีเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมว่า  ขายนํ้ามะนาวให้ได้ห้าร้อยเรียญภายในเวาลหกชั่วโมงบนถนนในนิวยอร์ค  ถ้าเราต้องกันคนสองคนให้ทำหน้าที่ผลิต  เราจะมีคนทำหน้าที่ขายหกคน  ถ้าเราตั้งราคาขายแก้วละ 1 หรียญ  เราต้องขาย 500  แก้ว  หมายความว่าเราต้องขายให้ได้  14  แก้วต่อคนต่อชั่วโมง  หรือคร่าวๆคือทุกสี่นาทีต้องขายให้ได้หนึ่งแก้ว  เราก็ถามทีมงานของเราว่า  เป็นไปได้หรือไม่  หากคิดว่าได้  ก็ไปที่ขั้นตอนต่อไป

 

4. เพื่อให้ประสบผลสำเร็จ  ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง  เช่นทำเลที่มีคนกระหายนํ้า  มีคนพลุกพล่าน  เราต้องอยู่ในพื้นที่ในจังหวะที่มีคนด้วย  ซึ่งอาจจะเป็นพักเที่ยงหรือเย็น  น้ำต้องมีรสชาดอร่อย  ต้องขายเร็วแข่งกับเวลา อย่างนี้เป็นต้น

 

5. แล้วเราก็ทำรายละเอียดของแผนงานออกมาโดยตอบคำถามว่า  เราจะเขียนแผนงานออกมาพอสังเขปให้เห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

6. นอกจากนี้แผนสำรองละ  ถ้าคิดว่าอาจจะมีสาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้บ้าง  จะแก้ไข  หรือมีแผนสำรองไว้อย่างไร

 

7. แล้วแจกงาน  ใคร  ทำอะไร  ที่ไหน  เมื่อไร  อย่างไร                

 

8. ลงมือทำ  และติดตามผลพร้อมปรับแผนเป็นระยะ  เราจะลงมือทำอย่างไร  จะติดตามผมเมื่อไร  ความถี่ขนาดไหน    

                         

        “เอาละเกรียงศักดิ์  พอมาถึงช่วงนี้  เราให้หลักการกับเขาแล้ว  เราจะลองให้เขาฝึกใช้กับกรณีศึกษาใหม่  โดยเราจะฉายเกมที่โดแนล  สั่งให้สองทีมบริหารร้าน  แพลเน็ท  ฮอลลีวู๊ดแข่งกัน” 

 

        ร้านแพลเน็ทฮอลลีวู๊ด  เป็นร้านอาหารที่มีคอนเซ็ป  มีพื้นที่กว้างขวางมาก  ตั้งอยู่ที่ไทม์สแควร์ในนิวยอร์ค  นอกจากขายอาหารและเครื่องดื่มแล้วร้านเขายังขายสินค้า  ของประดับ  ร้านนี้ก่อตั้งโดย  ซิลเวสเตอร์สไตลัน  บรู๊ซ  วิลลิส  อาร์โนลด์  ชวาเซ็งเกอร์  ในร้านจะมีของแต่งกาย  เครื่องประดับจากภาพยนตร์ดังๆหลายเรื่อง

 

        “เมื่อผู้เรียนลองฝึกใช้กระบวนการเสร็จ  เราก็จะฉายทีมสองทีมว่าเขาทำอย่างไร ปรียบเทียบกับการวางแผนของผู้เรียนว่าแตกต่างกันอย่างไร”

 

        ในที่สุด  เราก็ทำการสอนผู้บริการธนาคารออมสินตามที่เราเตรียมไว้  ปรากฏว่าเมื่อจบหลักสูตร  เราถามความเห็นจากผู้เรียน  พวกเขาต่างบอกว่าการเรียนรู้ครั้งนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพวกเขามาก  เพราะว่านอกจากการใช้ภาษาอังกฤษที่คล่องแคลาวขึ้นแล้ว  พวกเขายังเพิ่มทักษะการวิเคราะห์  และการวางแผนธุรกิจ  โดยมีขั้นตอนง่ายๆเป็นแนวทาง  พวกเขาเชื่อว่านอกจากจะนำไปใช้ในการเรียนรู้ที่  USC  แล้ว  เขาน่าจะนำมาใช้ในการวิเคราะห์ธุรกิจที่ธนาคารอีกด้วย

http://www.thaicoach.com/new/column.php?info_id=212

คำแนะนำในเรื่องความต่างวัฒนธรรมสำหรับการประเมินผล

การประเมินผลงาน  พัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย  อัลวิน  ทอล์ฟเลอร์ผู้เขียนหนังสือโด่งดังระดับโลกที่ชื่อ  คลื่นลูกที่สาม  ได้จำแนกสังคมออกเป็นสามยุคโดยอุปมาอุปมัยเสมือนคลื่น  โดยคลื่นลูกแรกคือเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นโลกยุคเกษตรกรรม  คลื่นลูกที่สองคือเมื่อสามร้อยกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นยุคอุตสาหกรรม  และคลื่นลูกที่สามคือยุคข้อมูลข่าวสารเมื่อห้าสิบปีที่ผ่านมา  หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมากว่ายี่สิบปีที่แล้ว  พอมาถึงยุคนี้กูรูหลายท่านก็เลยเรียกว่าคลื่นลูกที่สี่  คือยุคสังคมความรู้ 

 

          วิวัฒนาการนี้มีผลต่อการบริหารและการจัดการ  เพราะว่าผู้จัดการและผู้นำต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคม  บทบาทผู้จัดการก็ปรับเปลี่ยนไปจากการเป็นผู้มีอำนาจ  ก็เป็นการมอบอำนาจ  จากการรวมศูนย์  ก็เป็นการกระจายตัว  จากการชี้นำสั่งการก็เป็นการสร้างการมีส่วนรว่ม  และจากการจัดการก็เป็นการโค๊ช  หรือจัดสิ่งแวดล้อมให้น่าทำงาน

 

          ผลต่อเนื่องที่ตามมาก็คือ  การประเมินผลงานในยุคสมัยใหม่แบบมืออาชีพก็มีหลักการที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย  บุคลากรสมัยนี้ใช้สมองมากกว่าแรงงาน  เขาต้องการมีส่วนร่วม  เขาต้องการให้ผู้บริหารฟังเขามากขึ้น  เขาอยากให้การจัดการโปร่งใส  และที่สำคัญ  เขามีความสามารถทำให้เขามีทางเลือกมากขึ้น  องค์กรต้องรักษาเขา  ไม่ใช่เขาง้อองค์กรอีกต่อไป

 

          การประเมินผลงานควรจะเป็นการสื่อสารสองทาง  ใช้ข้อมูลประกอบการประเมินไม่ใช่ใช้อารมณ์ของหัวหน้า  ต้องสมดุลย์ระหว่างจุดแข็งและจุดอ่อน  เป็นการประเมินที่มีความพอดีทั้งความสัมพันธ์และผลงาน  และพิจารณาทั้งพฤติกรรม  กิจกรรม  และผลลัพธ์  ที่สำคัญจบลงด้วยความเข้าใจว่าใคร  ต้องทำอะไร  เมื่อไร  และอย่างไร

 

          ในหนังสือ  ฝ่ากฎเพื่อผลสำเร็จ เขียนโดยมาร์คัส  บัคกิ้งแฮม  และเคิร์ท  คอฟฟ์แมน  ซึ่งเขียนโดยอิงผลการวิจัยผู้จัดการแปดหมื่นคน  เขาพบว่าผู้จัดการชั้นยอดนับหมื่นจะให้ความสำคัญกับการประเมินผลงานคนของเขา  โดยเฉลี่ยผู้จัดการชั้นยอดใช้เวลาสี่ชั่วโมงสำหรับคนหนึ่งคนในแต่ละปีพูดคุยเรื่องของผลงน  บางคนใช้เวลาไตรมาสละชั่วโมง  บางคนเดือนละยี่สิบนาที  จากกบทสมัภาษณ์มีหัวหน้างานท่านหนึ่งบอกว่า  “ถ้าคุณให้เวลาคนของคุณน้อยกว่าปีละสี่ชั่วโมงต่อคนไม่ได้  ก็แสดงว่าคุณมีลูกน้องมากเกินไป  หรือไม่ก็คุณไม่ควรเป็นผู้จัดการ”

 

ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำสำหรับชาวต่างชาติในการประเมินผลงานพนักงานชาวไทย  ท่านที่ต้องการภาษาอังกฤษโปรดหาอ่านได้จากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์วันเดียวกันหรือที่  www.thaicoach.com

 

  1. สร้างความเป็นกันเองก่อนเริ่มการประเมิน  คนไทยนั้นเหมือนเครื่องยนต์ดีเซล  ต้องเผาหัวซักหน่อย  ถ้าขืนกระโดดเข้าไปประเมินเลย  เราอาจจะเกร็งๆกันอยู่  หัวหน้าที่ดีจะหมั่นสังเกตคนของตน  เขาอาจจะแวะมาเยี่ยมเยียนที่โต็ะทำงานของลูกน้องเพื่อสังเกตว่าลูกน้องเป็นคนแบบไหน  เมื่อถึงเวลาประเมินจะได้ชวนสนทนาได้  คนเราหากเริ่มต้นคุยในสิ่งที่เขาสนใจก่อน  เขาก็จะผ่อนคลาย  เรื่องที่คนสนใจเช่น  ครอบครัว  งานอดิเรก  กีฬา 
  2. หลังจากอุ่นเครื่องแล้ว  ให้บอกขอบข่ายของการประเมินว่า  มีขั้นตอนอะไรบ้าง  โดยทั่วๆไปมักจะมีสี่ส่วนคือ  ผลงานเทียบเป้าหมาย  จุดแข็ง  จุดอ่อน  และความก้าวหน้าในอนาคต
  3. ควรจะบอกกติกาในการพูดคุย  เช่นเป็นการสื่อสารสองทาง  ให้มีใจเปิดกว้าง  สามารถแสดงความคิดเห็นได้  หากสงสัยก็ถามได้  ที่สำคัฯคือ  ให้ตกลงกันก่อนว่าเราสามารถจะเห็นแตกต่างกันได้  (agree to disagree)  เพราะคนเราไม่มีทางที่จะเห็นอะไรเหมือนกันไปหมดทุกเรื่อง  คนไทยอาจกลัวที่จะแสดงความเห็นแตกต่างกับนาย  หากท่านเป็นนายคาดหวังอย่างไรต้องบอกเขา
  4. เมื่อจบการทบทวนเป้าหมาย  เริ่มที่จุดแข็ง  ขอให้ชัดเจนและตรงประเด็น  เพราะเขาจะเชื่อถือว่าท่านจริงใจหรือไม่จากข้อมูล  เมื่อจะเริ่มเข้าสู่เรื่องจุดอ่อน  อาจจะพูดว่า  ไม่มีใครเพอร์เฟ็คท์หรอกนะ  ทุกคนมีจุดแข็งและจุดอ่อน  ผมจะบอกจุดอ่อนเพื่อเป็นเสมือนกระจกเงาสะท้อนภาพให้คุณปรับปรุง…
  5. พยายามรักษาสมดุลย์  หัวหน้างานส่วนใหญ่กว่าร้อยละเก้าสิบของเวลาพูดแต่จุดอ่อนของลูกน้องขณะประเมิน  เพียงร้อยละสิบของเวลาพูดถึงจุดเด่น  ที่จริงควรจะกลับกัน  หรืออย่างน้อยครึ่งๆก็ยังดี  เพราะว่าถ้าหัวหน้ารอถึงปลายปีค่อยมาบอกจุดอ่อนของลูกน้องเป็นกระบุง  แทนที่จะบอกตั้งแต่เห็นเมื่อต้นปี  แสดงว่าหัวหน้าปล่อยให้ความเสียหายในงานเกิดมาตั้งนานแล้ว  ไม่รู้ว่าใครควรโดนตำหนิดีหนอ  ในกรณีนี้
  6. ระวังรักษาสีหน้า  นํ้าเสียง  อย่าแสดงอารมณ์ออกมา  ใจเย็น  แสดงความอดทน  เพราะท่านเป็นหัวหน้างาน  อาวุโสกว่าเขาด้วยหน้าที่  ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ได้มากกว่า
  7. ต้องระวังเมื่อคนของท่านบอกว่า YES หรือ ยิ้ม  หากไม่แน่ใจควรจะถาม  เพราะว่าเขาอาจจะไม่ได้สื่อสารตรงกับสิ่งที่เขาคิดก็ได้

 

สำหรับคนไทยที่ต้องเข้ารับการประเมินจากชาวต่างชาติ

  1. หากหัวหน้าท่านใจกว้าง  และบอกให้ท่านแสดงความคิดได้เตมที่  ขอให้กล้าแสดงออก  คนต่างชาติส่วนใหญ่รับฟังความเห็นของลูกน้องได้  เพราะว่าธรรมเนียมเรื่องอาวุโสเขานั้นไม่จริงจังมากมายแบบคนไทยเรา
  2. ควรมีข้อมูลเกี่ยวกับผลงานของตัวเองในระหว่างปี  ทำอะไรโดดเด่นบ้าง  มีรายละเอียดอย่างไร  เมื่อไร  อย่าอายหรือเขินที่จะพูดถึงผลงานตัวเอง  เพราะว่ามันเป็นเวลาสำคัญ  ดีที่สุดก็คือให้นึกว่ากำลังสอบสัมภาษณ์เลื่อนขั้น  (ที่จริงมันก็เป็นเช่นนั้น)  เพราะว่าเรากำลังพูดถึงการนำเสนอตัวเราเพื่อเงินเดือน  และผลตอบแทน  ตลอดจนความก้าวหน้าของเราเอง                      
  3. หากเราทำอะไรพลาดมาในระหว่างปี  ยอมรับก่อนที่เขาจะบอก  จะเสียความรู้สึกน้อยกว่า  นายส่วนใหญ่อยากให้พนักงานเป็นคนพูดออกมาเองมากกว่า  เขาก็ไม่อยากพูดให้เราเสียความรู้สึกหรอก  แต่ที่สำคัญคือรู้ว่าผิดแล้ว  เราต้องบอกนายเราได้ว่า  ได้เรียนรู้อะไรบ้าง  จะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกอย่างไรในอนาคต  และจะดีเยี่ยมยอดเลย  ถ้าเราสามารถบอกเพื่อนร่วมงานได้ว่า  ระวังนะผมพลาดมาแล้ว  อย่าพลาดแบบผม  นั่นเป็นวิธีที่เราจะได้ประโยชน์จากข้อผิดพลาด  ทำให้คนมองเราว่าเราเป็นมืออาชีพ  สมัยนี้คนที่ผิดแล้วรู้นั้น  ได้รับความเคารพมากกว่า
  4. 4.      อย่าคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว  นายส่วนใหญ่ยุ่งมากกว่าเรา  เขาไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยมาเชือดเฉือนเราหรอก  ที่จริงการที่เขาบอกเราตรงๆนั้น  แม้ว่าจะเสียความรู้สึกบ้าง  แต่เรามีโอกาสแก้ตัว  ไม่มีใครสมบูรณ์ 
  5. Agree to disagree  ขอให้เข้าใจว่าเราและนายเราอาจจะคิดเห็นแตกต่างกัน  เป็นธรรมดาของคน  ออสการ์  ไวลด์นักประพันธ์ชาวไอริชเคยกล่าวไว้นานมาแล้วว่า  “ความจริงจะไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป  ทันทีที่คนสองคนรับรู้มัน”

http://www.thaicoach.com/new/column.php?info_id=213

ทัศนคติทางวัฒนธรรมกับวิธีคิดที่ต้องเปลี่ยนแปลง

ในแต่ละปีองค์กรต่างๆ  ใช้เวลากับการวางแผนทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นแผนการกำหนดงบประมาณ หรือแผนการเกี่ยวกับกระบวนการทำงานในส่วนต่างๆ

 

เมื่อพูดถึงการวางแผน หรือ Planning ในภาษาอังกฤษ ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของฝรั่งคนหนึ่งที่อยู่เมืองไทยมานานว่า ทำไมคนไทยจึงไม่ค่อยชอบวางแผน ทัศนคติที่ว่า “รอดูไปก่อน” หรือ “ง่ายๆ สบายๆ” เป็นทัศนคติที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างชาวไทยกับชาวตะวันตก ข้อสมมติฐานนี้มีพื้นฐานมาจากมุมมองทางสังคมศาสตร์ที่มีต่อประเทศไทย เมื่อเราดูจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่า เมืองไทยเป็นเมืองที่มั่งคั่ง ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ และตั้งอยู่บนชัยภูมิที่ดี มีสภาพภูมิอากาศที่ดีตลอดทั้งปี แม้ว่าอาจจะร้อนไปหน่อยในช่วงหน้าร้อนก็ตาม

 

สมัยก่อน เรามีคำพูดที่ติดปากว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ซึ่งหมายความว่า เรามีอาหารให้กินกันตลอดปี ไม่มีอด แถมยังหาได้ง่ายชนิดที่มีกองอยู่เต็มหน้าบ้าน ดังนั้น “เราจะกักตุนอาหารไปทำไม” ภัยธรรมชาติแรงๆอย่างแผ่นดินไหว หรือ อากาศที่หนาวจัดจนหิมะตกก็ไม่มี ดังนั้น คนไทยจึงไม่จำเป็นต้องวางแผนเพื่อความอยู่รอด พอเช้าขึ้นมาคนไทยก็เข้าป่าหรือไม่ก็ไปตามแหล่งน้ำเพื่อไปหาอาหารประจำวัน ฉะนั้นพวกเราจึงไม่ได้มีความคิดเรื่องการวางแผนเพื่อเอาชนะธรรมชาติอย่างชาวตะวันตก ที่กล่าวได้ว่าการวางแผนมีความจำเป็นสำหรับพวกเขาอย่างมาก

 

พวกเราชาวไทยมักจะชอบล้อเลียนคำว่า แพลน-นิ่ง (Planning) เพราะคำว่านิ่งหมายถึง ไม่เคลื่อนไหว พอเราพูดภาษาอังกฤษว่า “แพลน….นิ่ง” ก็เลยกลายเป็นวางแผนแต่แล้วก็นิ่งสมชื่อ ปรากฏว่าไม่เกิดอะไรขึ้นเลยจริงๆ

 

อย่างไรก็ตาม คนไทยต้องมีสำนึกว่าความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้อยู่กับพวกเราตลอดไป มีแต่จะลดน้อยลงทุกที และเราก็อยู่ห่างจากแม่น้ำและภูเขาออกมาเรื่อยๆ ถ้าหากเรายังมีทัศนคติแบบเดิมๆอยู่ เราจะไม่รอดในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ คนไทยจะต้องคิดเรื่องการวางแผนกันใหม่ โดยการวางแผนจะต้องคิดถึงการนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่สักแต่วางแผน แต่ก็แพลนแล้วนิ่งเท่านั้น

 

เราลองมาดูกรณีศึกษาเรื่องหนึ่งว่าค่านิยมในการวางแผนงานและวิธีการทำงานในรูปแบบไทยๆ  กับองค์กรที่มีผู้บริหารชาวต่างชาตินั้นมีความยุ่งยากอย่างไร

 

สถานการณ์ตัวอย่าง: บริษัทแห่งหนึ่งแต่เดิมเคยเป็นบริษัทไทย 100% แต่หลังจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียครั้งที่ผ่านมา ทำให้บริษัทแห่งนี้ร่วมทุนกับหุ้นส่วนต่างชาติมาได้ 2 เดือนแล้ว และมีการว่าจ้างผู้บริหารชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นด้วย

 

เดือนที่ผ่านมามีการจัดประชุมฝ่ายปฏิบัติการโดยหัวหน้าคนใหม่ชื่อ  Sam  ที่เป็นชาวอเมริกัน เพิ่งมาอยู่เมืองไทยเป็นครั้งแรก และถือเป็นการทำงานในต่างประเทศครั้งแรกของเขาด้วย

 

เมื่อจบการประชุม เขาเสนอให้มีการส่งรายงานประจำทุกๆสิ้นเดือนเพื่อเป็นการรายงานถึงปัญหา อุปสรรค และประเด็นที่ควรนำมาพูดคุยกัน ตลอดจนวางแผนการทำงานในเดือนถัดไปด้วย เขาถามที่ประชุมว่า ใครมีปัญหาหรือมีอะไรท้วงติงหรือเปล่า ปรากฏว่า ไม่มีคำถามหรือประเด็นใดๆถูกยกขึ้นมาเลย เขาสังเกตว่า ผู้เข้าประชุมพยักหน้าบ่อยๆระหว่างการประชุม เขาจึงสรุปว่า ลูกน้องชาวไทยเป็นนักฟังที่ดี เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เขาคิดว่าเขาสามารถบริหารคนไทยได้ไม่ยากเท่าไร เพราะคนไทยเชื่อฟัง อ่อนน้อมถ่อมตน และอัธยาศัยดี (ยิ้มตลอด) เขาเห็นว่าคนไทยพร้อมปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆ และยังไม่ถามมากเกินไปเหมือนลูกน้องเก่าที่อเมริกา

 

เวลาผ่านไปจนกระทั่งวันที่ห้าของเดือน  Sam  เรียกประชุมด่วน และขอรายงานที่ควรต้องเสร็จ และควรจะส่งได้แล้วจากผู้บริหารชาวไทยทั้งหกคน

 

เขาถามว่า ทำไมไม่มีรายงานอยู่ในแฟ้ม ท่าทางและน้ำเสียงแสดงความโกรธอย่างเห็นได้ชัด พวกผู้จัดการไทยตอบว่า ก่อนอื่นเลย พวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องทำรายงานออกมาอย่างไร ไม่รู้ว่าจะเขียนแบบไหน รูปแบบเป็นอย่างไร ยิ่งเป็นภาษาอังกฤษด้วยยิ่งไม่ทราบใหญ่ อีกประการหนึ่งก็คือ พวกเขาคิดว่า ในเมื่อยังไม่ได้ระบุวันที่แน่ชัด วันส่งก็น่าจะยืดหยุ่นได้อยู่แล้ว เพราะโดยปกติ ถึงแม้จะมีการระบุวันส่งงานกันอย่างชัดเจน ก็ยังมีการยืดหยุ่นกันอยู่ตลอดเวลา เมื่อได้ฟังดังนั้น หัวหน้าฝรั่งก็ถึงกับโกรธจัด ผลุนผลันออกจากห้องประชุมไปทันที ผู้จัดการชาวไทยทั้งหกคนตกใจมากกับเหตุการณ์และปฎิกิริยาของเจ้านายชาวอเมริกัน

http://www.thaicoach.com/new/column.php?info_id=247

การสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในพระพุทธศาสนา

ผศ.ธีรโชติ  เกิดแก้ว

          เทคนิคการสอนที่กล่าวแล้วข้างต้นเป็นวิธีการที่พระพุทธเจ้าเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทั้งสิ้น ส่วนรูปแบบการสอนที่พระพุทธเจ้าทรงใช้สอนนั้นมีหลายวิธี   ซึ่งในที่นี้จะขอนำเสนอเป็นตัวอย่างเฉพาะรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้เท่านั้น ดังต่อไปนี้
         1. การสอนแบบบรรยาย เป็นวิธีการสอนแบบอธิบายให้ครอบคลุมเนื้อหาเป็นการจำแนกหลักธรรมตามลำดับซึ่งส่วนใหญ่จะใช้อธิบายตัวสภาวธรรมหรือหัวข้อธรรมที่เรียกว่า “ธัมมาธิษฐาน”  โดยยกตัวอย่างประกอบ (บุคลาธิษฐาน)  เป็นวิธีการหนึ่งที่ทรงใช้กับบุคคลหรือกลุ่มคนโดยพระองค์จะกำหนดตัวผู้เรียนออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
             1.1 บุคคล วิธีที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นการสอนทฤษฎีแล้วให้ผู้เรียนได้ไปศึกษาค้นคว้าหาความรู้เอง พระองค์จะเป็นเพียงผู้ให้หลักการเท่านั้น วิธีนี้จะเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการศึกษาและแก้ปัญหาด้วยตัวเองเป็นสำคัญ เรื่องนี้ ศึกษาได้จากภิกษุหลาย ๆ รูปที่เรียนกรรมฐานจากพระพุทธเจ้าแล้วก็ออกไปหาสถานที่ที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมแล้วลงมือปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความจริงด้วยตนเอง ถ้าติดขัดประการใดก็จะกลับไปทูลถามพระพุทธเจ้า หรือเมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบก็จะทรงให้ความช่วยเหลือด้วยการชี้แนะให้
            1.2 กลุ่มย่อย มีวิธีการหลายอย่าง เช่น ให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น เป็นการฝึกทักษะการแสดงออกของผู้เรียน  เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน    หรือใช้วิธีการถามตอบ เช่น ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตรที่มีใจความเกี่ยวกับขันธ์กับกฎไตรลักษณ์แก่พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5
            1.3 กลุ่มใหญ่ จะเน้นการบรรยายชี้นำ เช่น แสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระอรหันต์จำนวน 1,250 รูปที่วัดเวฬุวัน เป็นต้น
         2. วิธีการสอนแบบเปรียบเทียบ (อุปมา อุปไมย)    เป็นวิธีการหนึ่งที่พบว่าพระพุทธเจ้าทรงใช้มาก ซึ่งลักษณะของการเปรียบเทียบนั้นจะเน้นตัวอย่างที่ผู้เรียนรู้เห็นหรือคุ้นเคยเป็นอย่างดีแล้ว เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เข้าใจเนื้อหาที่ทรงแสดงได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีหลายลักษณะ เช่น
             2.1 เปรียบเทียบเพื่อให้เห็นหลักปฏิบัติ เช่น จงรักษาความดีให้เหมือนกับเกลือที่รักษาความเค็ม
             2.2 เปรียบเทียบเพื่อให้เห็นความจริงของชีวิต เช่น ชีวิตก็เหมือนฟองน้ำที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และแตกสลายไปชั่วเวลาไม่นาน (หลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
             2.3 เปรียบเทียบให้เห็นภาพพจน์ที่ชัดเจน เช่น ภิกษุผู้ทุศีล หลอกลวงชาวบ้านเลี้ยงชีพก็เหมือนกับมหาโจรที่จี้ปล้นชาวบ้านผู้บริสุทธิ์
             2.4 เปรียบเทียบให้เห็นเนื้อหาของธรรม เช่น คนประมาทก็เหมือนกับบุคคลที่ตายแล้ว เป็นต้น
         3. วิธีการสอนแบบถามตอบ  (ปุจฉา วิสัชนา) เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงนำมาใช้แก่บุคคลต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ความสงสัย ให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อหาของเรื่องที่ทรงแสดงได้อย่างแจ่มแจ้ง วิธีการสอนแบบนี้ศึกษาได้จากพระสูตรที่จัดอยู่ในคำสอนประเภท “เวทัลละ” หมายถึง พระสูตรที่มีลักษณะเป็นการถามตอบ อาจกล่าวสรุปได้ 3 ลักษณะ คือ
             3.1 พระองค์เป็นผู้ถามและตอบเอง วิธีนี้ส่วนใหญ่จะใช้กับผู้เรียนกลุ่มใหญ่ที่ไม่สามารถเจาะจงไปที่ตัวบุคคลได้
             3.2 พระองค์เป็นผู้ถามให้ผู้เรียนเป็นผู้ตอบ โดยมีวัตถุประสงค์หลาย ๆ ประการ เช่น ถามเพื่อทราบความรู้ของผู้เรียน เป็นการประเมินในเบื้องต้นว่าผู้เรียนรู้อะไร ไม่รู้อะไรเพื่อจะได้แก้ไขได้อย่างถูกต้อง หรืออาจจะถามเพื่อให้ผู้เรียนตอบเพื่อโยงเข้าสู่เนื้อหาที่จะสอน เช่น การถามเรื่องขันธ์ 5 ในอนัตตลักขณสูตรแก่พระปัญจวัคคีย์ว่าเที่ยงหรือไม่ สรุปประเด็นเรื่องการถามตอบในพระสูตรนี้จะอยู่ในกรอบของกฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง
             3.3 ผู้เรียนเป็นผู้ถาม พระองค์เป็นผู้ตอบ เป็นวิธีที่ทรงใช้ในหลาย ๆ ลักษณะ ขึ้นอยู่กับผู้ถาม บางครั้งผู้ถามก็ถามเพื่อทดสอบความรู้ บางครั้งผู้ถามก็ถามด้วยความสงสัยหรือไม่รู้จริง ๆ และต้องการที่จะได้คำตอบที่ถูกต้องซึ่งพระองค์ก็ทรงแก้ให้ผู้ถามเข้าใจอย่างถูกต้อง แต่บางคนไม่ยอมรับก็มี
         4. การสอนแบบโยนิโสมนสิการ เป็นการสอนให้ผู้เรียนได้รู้จักคิด มุ่งเน้นการฝึกผู้เรียนให้ใช้ความคิดอย่างถูกวิธี คิดอย่างเป็นระบบ รู้จักวิเคราะห์ ไม่มองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างตื้น ๆ หรือเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น จัดเป็นสำคัญของการศึกษาเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นขั้นของการสร้างปัญญาที่บริสุทธิ์ เป็นอิสระทำให้ผู้เรียนสามารถช่วยตัวเองได้และนำไปสู่จุดหมายของการเรียนรู้อย่างแท้จริง    ในหนังสือพุทธธรรมของพระราชวรมุนี    (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) (2529:670) ได้สรุปถึงวิธีการคิดแบบโยนิโสมนสิการไว้ 4 ข้อ คือ
                4.1 อุบายมนสิการ หมายถึง การคิดหรือพิจารณาโดยอุบาย คือคิดได้ถูกวิธีที่ทำให้เข้าถึงความจริงหรือหยั่งรู้ตัวสภาวลักษณะและสามัญลักษณะ คือกฎของไตรลักษณ์ ในแง่ของการประยุกต์ก็คือครูจะต้องหาวิธีการสอนที่เน้นให้เด็กได้วิธีคิดที่ดี ถูกต้องและเป็นการคิดด้วยตัวของเขาเอง ครูเป็นแต่เพียงผู้ให้แนวทางเท่านั้น
               4.2 ปถมนสิการ หมายถึง การคิดได้ถูกทาง คิดอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนหรือลำดับของการคิดต่อเนื่องกัน สามารถเชื่อมโยงจากเนื้อหาไปสู่แนวปฏิบัติได้
               4.3 การณมนสิการ หมายถึง การคิดแบบมีเหตุผล เป็นการคิดแบบสืบค้นตามความสัมพันธ์กันของเหตุและปัจจัย ซึ่งสามารถคิดได้ 2 ทาง คือคิดจากเหตุไปหาผลว่า เหตุนี้จะนำไปสู่ผลในลักษณะไหนอย่างไร หรือจากผลไปหาเหตุว่า ผลนี้เกิดมาจากเงื่อนไขหรือสาเหตุใดก็ได้
               4.4 อุปปาทกมนสิการ หมายถึง การใช้ความคิดให้เกิดผลที่พึงประสงค์ เช่น การคิดหาวิธีการที่จะทำให้หายโกรธ มีสติหรือทำจิตใจให้เข้มแข็ง เป็นต้น
 ข้อสำคัญเกี่ยวกับการสอนแบบนี้ ก็คือ ครูจะต้องทำหน้าที่เพียงผู้ให้หลักการหรือแนวทางเท่านั้น ส่วนหน้าที่ของการคิดค้นหาคำตอบหรือความจริงเป็นหน้าที่ของผู้เรียนเป็นสำคัญและวิธีคิดแบบนี้สามารถสรุปเป็น 2 หลักการใหญ่  (พระราชวรมุนี. (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) 2529:676-7) คือ
             (1) วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย หมายถึง การพิจารณาปรากฏการณ์ที่เป็นผลให้รู้ว่าเกิดมาจากสาเหตุใด มีปัจจัยใดบ้างที่สัมพันธ์สืบทอดกัน ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธี คือ คิดแบบปัจจัยสัมพันธ์ ตัวอย่าง เช่น “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เมื่อไม่มีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ” (อิทัปปัจจยตา) และอีกวิธีหนึ่งก็คือการคิดแบบสอบสวนหรือตั้งคำถาม เช่น “เมื่ออะไรหนอมีอยู่ อุปาทานจึงมี…”
            (2) วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบหรือกระจายเนื้อหา เป็นการคิดที่มุ่งให้มองและรู้จักสิ่งทั้งหลายตามสภาวะของมันตามความเป็นจริง เช่น “เพราะคุมส่วนประกอบทั้งหลายเข้า จึงมีศัพท์ว่า รถ ฉันใด เมื่อขันธ์ห้ามีอยู่ สมมติว่าสัตว์ จึงมีฉันนั้น”
 จากหลักการคิดแบบโยนิโสมนสิการที่กล่าวมาจะเห็นว่า การเรียนรู้ในพระพุทธศาสนาต้องการให้คนได้วิธีการคิดอย่างถูกต้อง เป็นระบบอันจะนำไปสู่การเข้าใจเรื่องต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ไม่ติดอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอกหรือมองด้านใดด้านหนึ่งเป็นสำคัญแล้วสรุปว่ามันเป็นอย่างที่เห็นซึ่งจะทำให้คลาดเคลื่อนจากความจริงได้
             5. การสอนแบบวิภัชวาท (การวิเคราะห์) หมายถึง การสอนที่เน้นให้ผู้เรียนได้รู้จักแยกแยะเนื้อหาเพื่อให้เกิดความรู้    ความเข้าใจที่ถูกต้อง  และคำว่า “วิภัชช์”  ยังเป็นชื่อเรียกพระพุทธศาสนาที่สะท้อนให้เห็นถึงหลักการในพระพุทธศาสนาที่เน้นให้ผู้ศึกษาสามารถแยกแยะเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงได้นามว่า “วิภัชชวาที”  หมายถึง ผู้ที่ฉลาดในการแยกแยะหรือจำแนกหลักธรรมต่าง ๆ เช่น
              5.1 จำแนกโดยส่วนประกอบ เช่น ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของชีวิตมนุษย์
              5.2 จำแนกโดยลำดับ เช่น ไตรสิกขา ลำดับหรือขั้นตอนของหลักธรรมสำหรับฝึกฝนอบรมมนุษย์
              5.3 จำแนกโดยความสัมพันธ์ของเหตุและปัจจัย เช่น ไตรวัฎฎ์ หมายถึง กิเลส แรงขับภายในที่ทำให้คนแสดงพฤติกรรมออกมที่เรียกว่า “กรรม” และทำให้คนได้รับผลกรรมนั้นซึ่งจะดีหรือชั่วขึ้นอยู่กับลักษณะของกรรมที่กระทำลงไปเรียกว่า “วิบาก หรือผลกรรม”
              5.4 จำแนกโดยเงื่อนไข เช่น อิทัปปัจจยตา “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เมื่อไม่มีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ” เป็นต้น (ธีรโชติ  เกิดแก้ว. 2545:2-3)
               ข้อสรุปของการสอนวิธีนี้ก็คือความสามารถในการจำแนกแยกแยะหรือวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง ผู้เรียนหรือครูต้องยึดหลักการในข้อที่ 4 ด้วย เนื่องจากวิธีคิดที่ถูกต้องและเป็นระบบจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง
           6. การสอนแบบสาธิต คือการสอนแบบทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วให้ผู้เรียนกระทำตามซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการของการสร้างความคิดรวบยอดของผู้เรียน เช่น สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าได้ถูกพระนางมาคันทิยา พระมเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้าอุเทนจ้างให้คนมาด่าด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย พระองค์ไม่ทรงโต้ตอบจนพระอานนท์ทนไม่ไหวทูลขอให้พระพุทธเจ้าหนีไปเมืองอื่น พระพุทธเจ้าทรงให้สติแก่พระอานนท์ว่า ถ้าเราไปเมืองอื่นแล้วเจอเหตุการณ์ในทำนองนี้เราจะทำอย่างไร พระอานนท์ทูลว่าก็หนีไปเมืองอื่น พระองค์ทรงให้ข้อคิดว่าการกระทำเช่นนั้นไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาที่ถาวร แต่การแก้ปัญหาที่ถาวรต้องใช้สันติวิธี หมายถึง ใช้ความอดทน อดกลั้น ไม่โต้ตอบแล้วทรงแสดงโทษของการประทุษร้ายบุคคลที่ไม่ทุษร้ายตอบว่ามีโทษอย่างไร โดยข้อสรุปของการสอนแบบนี้ของพระพุทธเจ้าก็คือทรงเน้นการปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เหล่าสาวกและเหล่าสาวกก็ได้ยึดแนวปฏิบัติของพระองค์เป็นหลักในการดำเนินชีวิตของนักบวชสืบต่อมา    ซึ่งอาจจะนำมาเป็นข้อสรุปเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของไทยประการหนึ่งที่ว่า “สังคมไทยมิได้ขาดผู้สอน เนื่องจากครูผู้สอนมีเต็มแผ่นดินไทย แต่สังคมไทยขาดตัวแบบที่ดีต่างหาก” ดังนั้น ครูที่ดีต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์ทั้งในแง่วิชาการและจริยธรรม
             รูปแบบการสอนทั้ง 6 ข้อที่กล่าวข้างต้น ล้วนมีลักษณะยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยมุ่งเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษาแก่ผู้เรียนอย่างเต็มที่โดยมุ่งให้ผู้เรียนได้ใช้ศักยภาพทางปัญญาที่เรียกว่า “พุทธภาวะ” ที่มีอยู่ในตัวเอง ซึ่งถูกปกปิดไว้ด้วยอวิชชาคือความไม่รู้จริงออกมาเพื่อให้เกิดการหยั่งรู้ความจริงในระดับสูงสุดที่เรียกว่า “พระอรหันต์” จัดเป็นผู้สำเร็จการศึกษาอย่างสมบูรณ์แบบ

อนาคตเศรษฐกิจไทย : สู่ความเข้มแข็งและยั่งยืน

อนาคตเศรษฐกิจไทย : สู่ความเข้มแข็งและยั่งยืน 

http://www.academic.hcu.ac.th/forum/board_posts.asp?FID=186&UID=

 

·        ปัจจัยภายนอกที่กระทบต่อเศรษฐกิจของไทยที่สำคัญ : ภาวะน้ำมัน เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าชะลอตัว

ภัยแล้ง

  • ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

1)        มีการพึ่งพิงการส่งออกที่สูง อาจเป็นปัญหาหากตลาดที่ส่งออกมีปัญหา

2)        การส่งออกเป็นสินค้าอุตสาหกรรม ที่มีส่วนประกอบของการนำเข้าสูง ไทยส่งออก 100 บาท

        มีสัดส่วนของการนำเข้าสูงถึง 43 บาท ทำให้มีมูลค่าส่งออกสุทธิน้อย

3)        การบริโภคสินค้าคงทนทนมีมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยการนำเข้าสูง

4)        ในภาคบริการเริ่มมีความสำคัญขึ้นในหลาย ๆ ส่วน  การท่องเที่ยวยังเป็นหลัก

5)        ภาคการเกษตรยังพึ่งพิงธรรมชาติ มากกว่าการใช้เทคโนโลยีเห็นได้ว่าการขยายตัวของประเทศ

        ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ในประเทศที่เจริญจะมีการนำเข้า ในอุตสาหกรรมภาคบริการสูง

        กว่า (มีการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมอยู่สูงแล้ว จึงพัฒนาไปสู่ภาคบริการ) ซึ่งภาคบริการจะมี

        ความมั่นคง

    ค่อนข้างสูงมากกว่า เนื่องจากการใช้แรงงานภายในประเทศได้ด้วย

 

  • ปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ : แรงงาน ทุน ทรัพยากร

        แรงงาน    : ควรต้องทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน เพื่อให้คนมีเงินเดือนสูงขึ้น (คนส่วนใหญ่มีรายได้จากเงินเดือน) แต่ทำไม่ได้ เนื่องจากประเทศจีน ประเทศตะวันออกกลาง มีแรงงานเข้าสู่ตลาดโลกสูง จึงต้องเพิ่ม Human Capital โดยเพิ่มทักษะแทน

        ทุน           : ต้องมีการแสวงหาทุนเพื่อนำทุนมาผลิตสินค้าต่อทรัพยากร : ต้องใช้ให้คุ้มค่า โดยมีการใช้และเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมของสังคม

  • เรื่องของพลังงานยังเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากถึงแม้จะมีการลดการนำเข้าน้ำมันดิบ แต่มีการเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันดิบในประเทศ ซึ่งยังต้องให้ความระมัดระวัง เนื่องจากทรัพยากรภายในประเทศอาจลดลงและหมดไปอย่างรวดเร็ว
  • การส่งเสริมธุรกิจ Health Care ยังคงต้องระมัดระวัง เนื่องจากประชากรในชนบทยังได้รับการบริการทาง

ด้านสุขภาพอย่างไม่เพียงพอ

  • การแก้ปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อาจต้องเพิ่มการออม และนำเงินไปลงทุนในโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐและ ต้องเปิดช่องว่างให้มีการออกเงินจากเงินลงทุนต่างประเทศได้ และต้องมีการลงทุนในภาคเอกชนและโครงการ Mega Project ของภาครัฐด้วย โดยต้องมีการประเมินโครงการอย่างถูกต้อง
  • นักอุตสาหกรรมต้องการนักรบ คือคนที่มีทักษะไม่ใช่คนที่เป็นนักบริหาร ทิศทางคือต้องปรับให้มีทั้ง 2 อย่าง
  • ลอจิสติกส์ประเทศไทยมีต้นทุนสูงกว่าประเทศอื่นมาก
  • การบริการต้องเน้นที่จิตใจ และจิตวิญญาณของการบริการ และเป็นตัวจักรสำคัญในการสร้าง GDP โดยที่

ไม่ต้องหัก Import Content

  • ต้องมีการพัฒนาให้มีทรัพย์สินทางปัญญาให้เกิดมากขึ้น
  • การเป็น Oversea Investment เพราะทำให้การดำเนินงานของกิจการในประเทศ มีข้อจำกัดในการดำเนินงาน ไม่ค่อยมีความเป็นอิสระ แต่หากเราจะทำ FDI ไปยังต่างประเทศก็ยังไม่มีความสามารถเพียงพอ
  • Cluster การรวบรวมอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ที่มีการ Synergy ในการร่วมมือกันทำธุรกิจ
  • Value Added คล้ายกับการบวกตัวเลขทางคณิตศาสตร์ Value Creation (มูลค่าสร้างสรรค์) เหมือนกับกราฟ Log ที่จะเพิ่มขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อย ๆ
  • ปรัชญาการศึกษามีผลการวิจัยจาก Harvard ว่าอยู่ที่วัฒนธรรมของตะวันออก ศาสนาพุทธจึงควรต้องเน้นและศึกษาอย่างจริงจัง
  • การพัฒนาต้องอยู่บนความพอเพียงต้อง Balance ทุก ๆ ด้านทั้งเศรษฐกิจและสังคม สิงคโปร์มี KPI ตัวใหม่ด้านสังคมคือ Single Parent มีสูงขึ้นมากตาม GDP ที่เพิ่มขึ้น
  • ประเทศไทยมีแนวโน้มจะต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลกมากขึ้นจะช่วยทำให้มีเสถียรภาพได้อย่างไร เนื่องจากมี การค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่ GDP ไม่ได้โตเท่ากับการเพิ่มขึ้นของการค้าระหว่างประเทศ

 ·        เนื่องจากมีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทาง ธปท. จำเป็นต้องใช้นโยบายการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดการใช้จ่าย

        และการก่อหนี้ในภาคครัวเรือน

  • ภาคแรงงานต้องมีการจัดการเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงาน เพื่อช่วยในการสร้างเศรษฐกิจและความสมดุลทางด้านสังคม

 

 

การศึกษากับการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

  • การศึกษาเป็นตัวสร้างโอกาสและตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นตัวสร้าง Knowledge Based Economy
  • แรงงานส่วนใหญ่ในประเทศยังเป็นแรงงานที่ไม่ได้รับการศึกษา โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อาหาร สิ่งทอ (Non-S&T)
  • ทักษะของพนักงานก็มีปัญหา ผู้ประกอบการต้องการพนักงานที่มีทักษะ เช่น ทักษะความคิด คอมพิวเตอร์ ภาษา การสื่อสาร
  • ผลการวิจัยพบว่า พนักงานที่มีทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์จะได้รับค่าจ้างสูงกว่า
  • สถาบันการศึกษาต้องผลิตคนให้มีคุณภาพ (ปริมาณมีเยอะเพียงพอ) แต่สถานประกอบการ หรือผู้ใช้แรงงานมักจะบอกว่าไม่ตรงตามความต้องการ
  • การปรับโครงสร้างเนื่องจากภาวะการแข่งขันเป็นระดับโลก ไม่ได้แข่งเฉพาะภายในประเทศ ฉะนั้นต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับคนอื่น : ต้องมีการทำ Value Creation สร้างคุณค่าในตัวสินค้าใให้มีความแตกต่างอย่างชัดเจน เพื่อการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน จึงต้องพิจารณาประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีการผลิตและต้องมีการพัฒนาให้ครบทั้งวงจร
  • ทิศทางของการพัฒนาอุตสาหกรรม

-          อุตสาหกรรมรถยนต์   ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ Champion มีการสร้างและลงทุนทางด้าน R&D รองรับ

-          อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์  มีความจำเป็นต้องลงทุน R&D เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

 -          อุตสาหกรรมเหล็ก  อุตสาหกรรมปิโตรเคมี  มุ่งไปสู่การผลิตวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อใช้ใน

         การพัฒนาหรือผลิตเป็นสินค้าประเภทอื่น

-          อุตสาหกรรมยาง  ทำการผลิตผลิตภัณพ์ที่มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ยางล้อเครื่องบิน ถุงมือยาง

        เป็นต้น

 

  • เห็นได้ว่าในทิศทางของการพัฒนาจำเป็นต้องมีการพัฒนาทางด้านฐานความรู้โดยเน้นในเรื่องของ S&T
  • จำนวนแรงงานมีอยู่มากในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องนุ่งห่ม สิ่งทอ
  • อุตสาหกรรมรถยนต์ ปิโตรเคมี จะมีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน (Damand > Supply)
  • กำลังคนเชิงคุณภาพภาคอุตสาหกรรม มักพบว่าแรงงานขาดความรับผิดชอบและเจตคติในการทำงาน

ความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ยังมีอยู่น้อย รวมถึงภาษาและเทคโนโลยี จึงต้องมีการ

ปรับปรุงหลักสูตร การเรียนในระดับมัธยมปลายโดยเพิ่มสายเทคโนโลยีเข้าไป ทางด้านสายอาชีพยังคงมีความหลากหลาย ไม่รู้ว่าอะไรที่สำคัญ อาจารย์ยังไม่รู้ในเรื่องของการนำไปใช้ มักสอนในเชิงทฤษฎีมากกว่าการประยุกต์ใช้การฝึกอบรมไปเน้นการสร้างโอกาส แต่ไม่เน้นเรื่องการยกระดับเทคโนโลยี ควรเน้นการฝึกอบรมที่มีการตอบสนองในแต่ละพื้นที่มากกว่าแบบกว้างทั่วประเทศ อาจมีการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนทักษะหลายๆ อย่าง ควรเน้นความสามารถและประสบการณ์มากกว่าการได้รับใบปริญญาเพื่อเอาไปเรียนต่อ

  • แรงงานส่วนใหญ่เป็น Non-S&T  และอยู่ในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน
  • ผลตอบแทนค่าจ้างในอุตสาหกรรม จะให้ค่าจ้างสูงสำหรับแรงงานที่จบปริญญาตรี จึงทำให้คนที่จบ ปวช. ปวส.อยากเรียนต่อ
  • การพัฒนาคนต้องมีการศึกษาแล้วทำให้เขาทำงานได้จริง โดยจะมีการกำหนดมาตรฐานอาชีพขึ้นมา (ใช้ Competency เป็นตัวกำหนดมาตรฐานอาชีพ) รัฐจะมีการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิขึ้น
  • อุดมศึกษาต้องเน้นการต่อยอดงานวิจัย เป็นการคิดค้นเทคโนโลยีชั้นสูง ต้องมีการคิดค้นศาสตร์ใหม่ๆ
  • ใบปริญญาเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่นายจ้างจะดู แต่ความสามารถจะเป็นตัวตัดสินใจในการรับและ Promote

 

 

ค่าใช้จ่ายและต้นทุนการศึกษาในระบบการศึกษาของประเทศไทย

 

  • ได้มีการเสนอวิธีการจัดทำบัญชีต้นทุนการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ของประเทศและมีแนวโน้มที่จะเร่งให้มีการจัดทำ  โดยคณะผู้อภิปรายได้มีการถกเถียงกันในเรื่องของการเก็บข้อมูล ประเภทของข้อมูลที่จะเก็บ
  • มีการกำหนดค่านิยาม (แบบ Green Cost) เรื่องต้นทุนการศึกษาต้องมีการศึกษาถึงความชัดเจนอีกครั้ง เพราะมีประเด็นในการให้คำนิยามและความเกี่ยวข้องกันอยู่สูง
  • การศึกษาโดยเฉลี่ยมีประมาณ 7 ปีและมีการตั้งเป้าหมายเป็น 9.5 ปี ภายในปี 2550
  • การศึกษาต้องมุ่งที่การพัฒนาปัญญาของผู้เรียน ฉะนั้นต้องมีการพัฒนา Competency  ต้องมีการปรับแนวคิด กระบวนการทางการศึกษามีการให้ค่าใช้จ่ายกับบุคลากรให้เพิ่มมากขึ้น ควรเน้นที่ระดับพื้นฐานมากกว่า ควรเน้นที่การให้นักศึกษารู้จักการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ต้องสร้างให้นักศึกษาคิดเป็นตั้งแต่เด็ก ครูต้องเป็น Facilator สร้างบรรยากาศให้นักศึกษาอยากเรียน มีการเรียนเป็นแบบ Project Based Learning มีการให้ Ratio ครู : นักศึกษาให้เพิ่มมากขึ้น สร้างผู้เรียนให้มีความสุข ต้องมีระบบและวิธีคิดที่ถูกต้องเป็นแบบ Play and Learn
  • Life Long Learning มีการใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ อ่านหนังสือค้นคว้าอยู่เสมอ
  • ระดับอาชีวศึกษต้องมี Partner  ใช้โรงงานเป็นสถานศึกษา
  • ระดับอุดมศึกษาจะมีการเปิดเสรีทางการศึกษา นั่งรองบประมาณไม่ได้ ต้องสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว จะทำให้มี Fully Utilize Resource Human Capital ได้อย่างไร ต้องมีการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ฉะนั้นต้องมีการบริหารและจัดการที่ถูกต้อง
  • การลงทุนในการศึกษามีความสำคัญเท่ากับการลงทุนในเครื่องจักร เพราะเป็นส่วนหนึ่งทำให้คนกินดีอยู่ดี ฉะนั้นการจัดบัญชีต้นทุนทางการศึกษามีรายละเอียดมากจึงต้องมีบัญชีการบริหารในการจัดการ
  • การศึกษาควรวัดในเรื่องของการลงทุนเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ตลอดชีพ และเป็นกิจกรรมที่มีความหลากหลายและต้องใช้เวลาเยอะมากทั้งเวลาของนักเรียนและของผู้ปกครอง

มายาภาพในละครทีวีกับปัญหาสังคม

ถ้าพูดถึงประเด็นเรื่องมายาภาพกับปัญหาสังคมจากบทละครที่ตัวละครแสดงออกมา อาจกล่าวสรุปไว้เป็นแนวทางพิจารณาได้เป็น ๒ ประเด็นหลัก คือ
         ๑. มายาภาพที่สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม
         ๒. มายาภาพที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสังคม
         ประเด็นแรก เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงภาพแห่งความเป็นจริงของปัญหาสังคมและผลกระทบทั้งที่เกิดขึ้นในอดีต กำลังเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บทละครที่ผู้ประพันธ์และผู้กำกับมอบให้ผู้แสดง ๆ ออกมา เพื่อนำเสนอปัญหาและผลกระทบเหล่านั้น อาจแยกออกได้เป็น ๒ ระดับคือระดับปัจเจกบุคคล เช่น การติดสุรา เสพยาเสพติด ความไม่รับผิดชอบ การเป็นหนี้สิน การคบเพื่อนที่ไม่ดี ตลอดจนการมีทัศนคติ ค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง และระดับสังคม เช่น ปัญหาความยากจน  ครอบครัวแตกแยก การทะเลาะวิวาท ชู้สาว การขายบริการทาเพศ การค้าขายอาวุธสงคราม ยาเสพติด การคอร์รัปชัน เป็นต้น ซึ่งปัญหาและผลกระทบเหล่านี้ ผู้ประพันธ์บทละครพยายามชี้ให้เห็นภาพแห่งความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และแนวโน้มของปัญหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้ผู้ชมได้ตระหนักและหาทางป้องกันปัญหาเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า
         ประเด็นที่สอง มายาภาพที่ตัวละครแสดงออกมา แม้จะผ่านการกลั่นกรองของผู้ประพันธ์ ผู้กำกับที่ต้องการแสดงความจริงในบางเรื่อง บางแง่มุมออกมาให้ผู้ชมได้ตระหนักและรับรู้เพื่อหาทางป้องกันและแก้ไขร่วมกันก็ตาม แต่บทละครก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาสังคมได้เช่นกัน ขอให้ดูตัวอย่างต่อไปนี้ ประกอบการพิจารณา
         ๑. การแต่งกายที่ผิดระเบียบของมหาวิทยาลัยของตัวละครที่แสดงเป็นนักศึกษา เช่น เอาเสื้อออกนอกกางเกง กระโปรง การแต่งกายด้วยเสื้อผ้านักศึกษาที่เน้นสมัยนิยมมากกว่าความถูกต้องตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย     ส่งผลให้เกิดการเลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าวของเยาวชน
         ๒. การประชดประชัน ไม่ว่าจะเป็นนางเอกประชดพระเอก หรือผู้ที่แสดงเป็นลูกประชดพ่อแม่ด้วยการกระทำต่าง ๆ ที่ไม่ถูกต้อง เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เด็กอาจซึมซับเอาพฤติกรรมดังกล่าว ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบอย่างผิด ๆ ได้
          ๓. การแก้ปัญหาด้วยอบายมุข มีละครหลายเรื่อง หลายบท หลายตอนที่สะท้อนถึงการแก้ปัญหาอย่างไม่ถูกต้อง เช่น เมื่อผิดหวังหรือเกิดการไม่เข้าใจกันระหว่างพระเอกกับนางเอก พระเอกจะหาทางออกด้วยการดื่มสุรา มายาภาพในลักษณะนี้ อาจมีอิทธิพลต่อผู้ชมโดยเฉพาะเยาวชน ทำให้เกิดการเลียนแบบวิธีแก้ปัญหาดังกล่าว
         ๔. การกรีดร้องของนางร้ายที่ผิดหวังจากพระเอก หรือไม่ประสบกับความสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในลักษณะเกินความจริง แม้ว่าจะสะท้อนถึงธรรมชาติของมนุษย์บางคนที่ต้องการได้อะไรมาอย่างง่าย ๆ พอเมื่อผิดหวังก็จะแสดงอาการดังกล่าวออกมา นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่อาจนำไปสู่การเลียนแบบและการมีค่านิยมที่ชอบได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมาอย่างง่าย ๆ พอผิดหวังจากเรื่องนั้น ๆ ก็มักจะแสดงอาการทุรนทุราย กรีดเสียงร้องออกมาอย่างน่าตกใจ
         ๕. การมองผู้อื่นด้วยสายตาเหยียดหยามของนางร้าย ตัวร้าย หรือการใช้สายตาแสดงออกถึงความคิดมุ่งร้าย หรือความพยาบาท คิดร้ายต่อผู้อื่น เป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่อาจนำไปสู่การปลูกฝังค่านิยมแห่งความเคียดแค้นและชิงชัง
         ๖. การไม่สะท้อนถึงการทำมาหากิน แต่สะท้อนภาพของความฉาบฉวยเรื่องการทำมาหากินที่ปรากฏในละคร   ซึ่งขัดกับหลักความเป็นจริงที่ว่ามนุษย์จะต้องทำมาหากินด้วยความรับผิดชอบ ขยัน อดทนจนกว่าจะตั้งตัวได้ ซึ่งจะต้องใช้หลักจริยธรรมเหล่านี้ค่อนข้างสูง การสะท้อนแง่มุมดังกล่าวอาจทำให้คนซึมซับเอาความฉาบฉวยในเรื่องนี้ได้
         ๗. เน้นเรื่องการบริโภคมากกว่าการแสวงหา ซึ่งเราจะเห็นพฤติกรรมที่ตัวละครแสดงออกมาหลายเรื่องที่มุ่งให้ผู้ชมเห็นสังคมแห่งการบริโภคหรือวัตถุนิยม เช่น การรับประทานอาหารตามภัตตาคารหรือร้านอาหารที่หรู ๆ และอาหารที่มีราคาแพง การใช้เสื้อผ้าราคาแพง แฟชั่นที่นำสมัย การใช้รถยี่ห้อดัง ราคาที่แพง เป็นต้น พฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลให้เกิดการเลียนแบบ และเกิดค่านิยมในการบริโภคตามกระแสค่านิยมทางสังคมที่ไม่หยุดนิ่ง
         ๘. พฤติกรรมความรุนแรงที่แสดงออกมาโดยตัวละคร เท่ากับเป็นการปลูกฝังค่านิยมให้แก่ผู้ชม โดยเฉพาะเยาวชน หลายครั้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งผู้ต้องหาให้การยอมรับว่าเลียนแบบจากละครหรือภาพยนตร์ เช่น การปล้นเลียนแบบตี๋ใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่า บทละครได้พยายามชี้นำให้คนเห็นว่าการแก้ปัญหาด้วยการสร้างความรุนแรงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น การฆ่าโจร ผู้ร้ายที่เป็นภัยร้ายแรงต่อบ้านเมือง ได้แก่พ่อค้ายาเสพติด  เป็นการกระทำเพื่อป้องกันหรือรักษาความชอบธรรมหรือผลประโยชน์ให้แก่สังคม เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ชอบธรรม ไม่ผิดกฎหมาย ยิ่งกระทำต่อผู้ร้ายด้วยวิธีการรุนแรงมากเท่าไร อาจทำให้ผู้ชมส่วนหนึ่งชอบใจ สะใจมากขึ้น พระเอก นางเอก หรือผู้ช่วยที่แสดงบทดังกล่าวจะได้รับการยกย่องว่าเป็นฮีโร่ กลายเป็นการปลูกฝังค่านิยมแห่งความรุนแรงให้แก่ผู้ชมโดยไม่รู้ตัว
         ๙. อัตนิบาตกรรมหรือการฆ่าตัวตาย ในละครหลายเรื่อง เช่น แม่อายสะอื้น นางเอกฆ่าตัวเองตาย เพราะเสียใจที่ตนเป็นต้นเหตุทำให้พ่อต้องเสียชีวิต เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่อาจนำไปสู่ค่านิยมเรื่องการฆ่าตัวตายของคนในสังคม
         ๑๐. การปล่อยชีวิตให้จมปลักอยู่กับสิ่งชั่วร้าย เช่น จมอยู่กับสุรา ยาเสพติด การพนัน เป็นต้น เป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นภาพของชีวิตที่ประสบกับปัญหา ท้อถอย หมดหวัง แต่เป็นลักษณะของการขาดปัญญาที่อาจส่งผลให้เกิดการเลียนแบบของคนที่ขาดวิจารณญาณได้
         ๑๑. มักจับผิด เป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่เราจะพบในละครเกือบทุกเรื่อง โดยเฉพาะตัวนางร้าย หรือบริวารที่คอยจับผิดฝ่ายตรงกันข้ามอยู่ตลอดเวลา เพื่อหาทางเล่นงานให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย นอกจากนี้พฤติกรรมดังกล่าวยังมีลักษณะสาดโคลนใส่กัน เพื่อชิงความได้เปรียบและเหยียบฝ่ายตรงกันข้ามให้ย่อยยับไป
         ๑๒.  หูเบา เป็นอีกพฤติกรรมหนึ่ง มักจะถูกถ่ายทอดออกมาจากตัวพระเอก นางเอกเป็นส่วนใหญ่ พฤติกรรมดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนถึงโมหะ ความเขลา ขาดปัญญา ไม่ใคร่ครวญ ไม่ตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่เชื่อตามคำกล่าวหาหรือประจักษ์พยานบางอย่าง ซึ่งก็มักบังเอิญเป็นเหตุให้มีการเข้าใจผิดกันทุกทีระหว่างนางเอกกับพระเอก
         ๑๓. ขาดความยุติธรรม เป็นอีกพฤติกรรมหนึ่ง ที่มักจะสะท้อนออกมาจากผู้แสดงที่รับบทเป็นพ่อแม่ที่ไม่ยึดความเป็นกลางต่อลูก โดยจะลำเอียงเข้าข้างลูกคนใดคนหนึ่ง ส่วนใหญ่จะเป็นตัวร้ายในเรื่อง และจะมีอคติต่อลูกอีกคนหนึ่งก็คือพระเอกหรือนางเอกที่จะต้องถูกดูถูก เหยียดหยาม ดุด่า แม้ในเรื่องที่ไม่ใช่เหตุ นอกจากนี้ยังสะท้อนออกมาในตัวละครที่รับบทเป็นสามีที่มีภรรยา ๒ คน มักจะเข้าข้างใด ข้างหนึ่งอย่างขาดเหตุผล
         ๑๔. รักสนุกจนขาดวิสัยทัศน์ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของพฤติกรรมที่ตัวละครบางคนในบางเรื่องแสดงออกมา อาจนำไปสู่การเลียนแบบของผู้ชม
         ๑๕. การให้ค่าของคนที่วัตถุภายนอกมากกว่าคุณธรรม อาจก่อให้เกิดค่านิยมที่ผิดคือการวัดค่าของมนุษย์ที่วัตถุภายนอก ไม่ได้มองไปที่คุณธรรมหรือความดี
         ๑๖. ความอิจฉาริษยา อยากมี อยากเป็นเหมือนคนอื่น ทำให้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มา อาจนำไปสู่การสร้างค่านิยมแห่งความอยากมี อยากเป็นในทางที่ผิดได้
         ๑๗. การดูถูก การดูหมิ่น หรือการเหยียดหยามผู้อื่น เป็นอีกพฤติกรรมหนึ่งที่มักจะสะท้อนออกมาจากผู้แสดงที่รับบทเป็นคุณหญิง คุณนาย ผู้ลากมากดีทั้งหลาย ที่คอยแต่จะกดขี่ ข่มเหงผู้ที่ด้อยกว่า และพูดจาดูถูก ถากถาง
         จากประเด็นตัวอย่างของมายาภาพที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ โดยเน้นไปที่พฤติกรรมเชิงลบหรือพฤติกรรมที่อาจส่งผลให้เกิดปัญหาแก่ตน ผู้อื่น และสังคมได้ ซึ่งมายาภาพเหล่านี้ผู้ดูละครจะต้องแยกแยะให้ออกจนสามารถบอกคนอื่นได้ โดยเฉพาะคนที่ใกล้ชิดที่เราต้องชี้ให้เขาเห็นภาพแห่งความจริง จนเขาสามารถคิดด้วยตัวเองได้ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการมองมายาภาพในประเด็นที่อาจนำไปสู่ปัญหาเท่านั้น แต่มายาภาพของละครในเชิงบวก เราก็สามารถพิจารณาได้ในประเด็นตรงกันข้ามกับทุกข้อที่กล่าวมา เพื่อให้เห็นถึงผลกระทบของมายาภาพที่มีต่อพฤติกรรมของคนในสังคมเพิ่มขึ้น ขอยกตัวอย่างการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและผู้ปกครองในเรื่องผลกระทบของสื่อโทรทัศน์ที่มีต่อเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ได้พบประเด็นที่น่าสนใจที่ได้จากการสังเกตของผู้ปกครองของเด็กต่อพฤติกรรมของลูกหลานของตนในหลายเรื่อง เช่น
         ๑. การบริโภคตามสื่อโฆษณา เช่น ขนม อาหาร เครื่องดื่ม ของเล่น เป็นต้น
         ๒. การเลียนแบบดารา นักร้อง พิธีกร ในเรื่องของการแต่งกาย การใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้คำด่า คำพูดที่ก้าวร้าว และการแสดงออกทางกิริยา ท่าทางที่ก้าวร้าว รุนแรง เช่น การชกต่อย ตบตีตามแบบละครมากขึ้น
         ๓. การแสดงออกด้านพฤติกรรมทางเพศที่ผู้ปกครองกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อบุตรหลานมากที่สุดคือภาพยนตร์ต่างประเทศ รองลงมาคือละครทีวีช่วงก่อนและหลังข่าว การ์ตูนญี่ปุ่น/ฝรั่ง รายการเพลง/มิวสิค และการแต่งกายของพิธีกร/ผู้ดำเนินรายการ ตามลำดับ นอกจากนี้ผลการสำรวจยังได้ระบุอีกว่า พฤติกรรมทางเพศจากสื่อโทรทัศน์ที่มีผลกระทบต่อการแสดงออกด้านพฤติกรรมทางเพศมากที่สุดได้แก่การแต่งกายวาบหวิว ค่านิยมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น การแสดงออกทางเพศในที่สาธารณะ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และการแสดงออกถึงท่าทางพฤติกรรมทางเพศ เช่น การกอดจูบ ลูบคลำ เป็นต้น โดยผู้ปกครองเด็กส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๕.๕ ระบุว่าสื่อต่าง ๆ มีส่วนกระตุ้นให้เกิดการเลียนแบบความรุนแรงของเด็ก มีเพียงร้อยละ ๔.๕ ที่ระบุว่าไม่มีส่วน
         จากข้อสรุปถึงผลการสำรวจความคิดเห็นและการเฝ้าระวังของผู้ปกครองข้างต้น ทำให้เราได้เห็นว่าสื่อโทรทัศน์โดยเฉพาะภาพยนตร์และละครทีวีมีอิทธิพลต่อการเลียนแบบของเด็กและเยาวชนอย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองจะต้องเฝ้าระวังบุตรหลานของตน และในขณะเดียวกันก็ต้องชี้นำให้เด็กได้สติปัญญา หรือพูดง่าย ๆ ก็คือดูละครเป็น หมายถึง การดูเพื่อประเทืองปัญญา มิใช่เพื่อสนองตัณหาหรือเพื่อความบันเทิง สนุกสนานเพียงอย่างเดียว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับการพัฒนามนุษย์

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับการพัฒนามนุษย์” มีใจความว่า ปีฉลองครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มักมีกิจกรรมการจัดการบรรยายและมักเชิญตนไปบรรยายเรื่องภารกิจของพระเจ้าอยู่หัว ทั้งเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนามนุษย์, วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

ดร.สุเมธ กล่าวด้วยว่า ความคิดและพระราชปรัชญาต่างๆ ของพระเจ้าอยู่หัว เป็นสิ่งที่ต้องติดตามและต้องสังเคราะห์ออกมาเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจที่สามารถนำมาปฏิบัติ สิ่งที่น่าเสียดาย คือ ชาวไทยชอบเห็น และได้ยินแต่ไม่เคยฟังพระเจ้าอยู่หัวรับสั่ง ไม่คิดตามว่าที่รับสั่งอย่างนั้นหมายความว่าอย่างไร พระองค์อยากให้ปฏิบัติอย่างไร อยากให้ทำอะไร ส่วนมากมักชื่นใจและผ่านเลยไป นับเป็นเนื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง

ตลอด 60 ปี งานพัฒนาโครงการของพระองค์ งานความคิดที่เรียกว่า เป็นทฤษฎีแนวความคิดเป็นเรื่องลึกซี้งมากมีครบทุกมิติ แต่ขาดการนำมาศึกษาหาความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง นำไปเป็นแนวทางตนเอง บริหารองค์กร และที่สำคัญคือ นำไปบริหารประเทศชาติ หลายคนสงสัยว่าแนวทางของพระเจ้าอยู่หัวจะสามารถปฏิบัติได้หรือไม่ ที่ผ่านมา ไม่มีความพยายามศึกษา มีแต่หาเหตุผลว่าทำไมถึงรับสั่งเช่นนั้น ผมยืนยันว่า ก่อนที่พระองค์จะรับสั่งอะไร พระองค์ได้ทรงวิเคราะห์ ครุ่นคิด สิ่งที่รับสั่งเป็นผลพวงจากการปฏิบัติ หลายคนออกมาพูดเรื่อยเปื่อย ออกมาจากหนังสือทั้งนั้น”

ดร.สุเมธ แสดงความเห็นด้วยว่า ประสบการณ์ของที่แห่งหนึ่งไม่สามารถนำไปปฏิบัติในสถานที่อีกแห่งหนึ่งได้ มักล้มเหลว เพราะไม่มีอะไรที่เป็นของสำเร็จรูป ในเรื่องนี้พระองค์ได้รับสั่งเมื่อตนเข้าไปถวายงานครั้งแรกเมื่อปี 2524 คำสำคัญคำนั้น คือ คำว่า “ภูมิสังคม” ท่านทรงรับสั่งว่ามาทำงานกับพระองค์ท่านนั้นเป็นการพัฒนา การสร้างกิจกรรมใดๆ ต้องยึดหลักภูมิสังคม แรกๆไม่เข้าใจ ท้ายสุดได้ความสรุปเป็นสุดยอดของวิชาการว่าต้องยึดภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำลมไฟ เป็นที่ตั้ง เพราะไม่มีที่ใดเหมือนกัน ลักษณะภูมิประเทศล้วนไม่เหมือนกัน ประเทศไทยทั้ง 4 ภาค มีภูมิประเทศคนละแบบ

เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวต่อว่า ความหลากหลายของสังคมมีมากมาย ทั้งประเพณีค่านิยม หลักการปฏิบัติ ความหลากหลายเป็นเรื่องที่ต้องให้ความเคารพ หากเอาทฤษฎีของต่างประเทศมาใช้ เชิญวิทยากรต่างประเทศมาบรรยาย จ่ายเงินมากมาย เพื่อฟังประสบการณ์ของเขา

ความจริงก็มีประโยชน์ แต่ขอเตือนสติว่าต้องเลือก นอกจากรู้เขาแล้วต้องรู้เราด้วย เวลานี้แนวโน้มทั้งหมดฟังเขาและเชื่อเขาจนทะเลาะกันทั้งบ้านทั้งเมือง และอย่าลืมว่า เขามาจากภูมิสังคมที่แตกต่างจากเรา ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เขาพูดเราต้องทำตามถือเป็นเรื่องที่อันตราย

ที่ผ่านมา มีนักบรรยายคนหนึ่งช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาตัวเขาเปลี่ยนไป ครั้งแรกมาถึงพูดแต่ทุนนิยม ประเทศไทยต้องปรับตัวให้ทัน แต่ในช่วงหลังเปลี่ยนไป เริ่มเอนเอียงมาถึงเรื่องความสุขที่พระเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งไว้เมื่อ 60 ปี ที่ผ่านมา แต่ไม่มีใครแสวงหา พยายามแสวงหาความร่ำรวยที่เป็นต้นตอของความทุกข์ อนาคตของประเทศไทยความสำคัญอยู่ที่การพัฒนาการเกษตรไม่ใช่อุตุสาหกรรมอย่างที่ใฝ่ฝัน และได้รับกรรมทุกครั้งไป”

ดร.สุเมธ กล่าวด้วยว่า ระบบทุนนิยม เสรีนิยม หรือบริโภคนิยม ล้วนเป็นระบบที่ถูกกิเลส ตัณหานำพา ทุกวันประชาชนจะถูกกระตุ้นให้บริโภค กระทั่งสติและปัญหาหายไป ในทศวรรษหน้าข้าราชการไทยจะเป็นโรคเสนประสาททั้งหมดยิ่งรวย มีรายได้มากเท่าใดการโกงจะมีมากเท่านั้น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ดี คือ ทำให้มนุษย์และธรรมะอยู่ด้วยกันอย่างสมดุล มาตรวัดความสุขของประเทศไทยอยู่อันดับที่ 32 ขณะเดียวกัน ประเทศมหาอำนาจที่สุด ร่ำรวยที่สุดอยู่อันดับที่ 150 ต้องเลือกจะต้องการหรือไม่ มีอำนาจแต่ว่าทุกข์ที่สุด

ประเทศรวยที่สุดอย่างญี่ปุ่น ขณะนี้ต้องซื้อออกซิเจนกระป๋อง นั่นหรือคือสิ่งที่เราต้องการ ผมว่าไม่น่าจะใช้ ถ้าเราฉลาด พระเจ้าอยู่หัวทรงวางการพัฒนามนุษย์วางเป้าหมายว่าคนทุกคนต้องมุ่งสู่ประโยชน์สุขใช้คนเป็นศูนย์กลางวางแผนไว้ไม่มีใครเข้าใจและไม่มีใครทำ ในอีก 10 ปี คิดว่า ประเทศจีนน่าจะเป็นหนึ่งของโลก จีนประกาศว่าจะใช้คนเป็นศูนย์กลาง เราคิดก่อนเขา วางแผนก่อน แต่ไม่ปฏิบัติ จีนพัฒนาอุตสาหกรรมไปก่อน พอเข้าที่วกกลับมาช่วยเกษตรกรรม ประเทศไทยไปเรื่อยๆ ไปไหนไม่รู้โตแล้วมันก็แตกหลายครั้งแล้ว มนุษย์จะเก่งเป็นดอกเตอร์นั้นไม่สำคัญ หากต้องมีธรรมะ มีคุณธรรมเป็นฐานสำคัญใครไม่รู้สึกเรื่องความดีเรื่องธรรมะผมว่าไม่ใช่เป็นมนุษย์”

เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวต่อว่า พระเจ้าอยู่หัวอยู่ท่ามกลางประชาชน คือ ทรงงาน อย่างที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถทำได้ ไม่น่าเชื่อว่าพระองค์ทำงานมากกว่าพวกเราหลายเท่า ทำด้วยจิตวิญญาณ วันแรกที่ตนเข้าไปถวายงานพระองค์รับสั่งเงื่อนไขการทำงานกับพระองค์ว่า “ขอบใจมาทำงานกับฉัน มาช่วยฉันทำงาน ฉันไม่มีอะไรจะให้นอกจากความสุขที่จะมีร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น” นับตั้งแต่วันนั้นชีวิตตนมีความสุข เงื่อนไขที่พระองค์ทรงวางไว้เมื่อส่วนรวมดีแล้ว เราซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวมจะไม่ดีขึ้นหรือ และหากเอาแต่ประโยชน์ตัวเองคนอื่นจะทุกข์หมด อย่างไรก็ตาม ดร.สุเมธ กล่าวด้วยว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่เคยให้สิ่งของโดยที่ไม่ให้ความรู้ สิ่งสำคัญคือ พระองค์จะให้ประชาชนช่วยตนเอง สามารถพัฒนาตนเองได้

เวลาพระองค์ท่านจะทรงงานอะไรจะรับสั่งว่าไปตามพรรคพวกมา คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านดิน น้ำ ป่าไม้ มานั่งปรึกษาหารือ เมื่อตกลงกันเสร็จแล้วลงไปถามประชาชนว่าเอาหรือไม่ และต้องเป็นประชาธิปไตยด้วย แม้ชื่อโครงการยังใช้คำว่าอันเนื่องมาจากตามพระราชดำริ พระองค์จะทรงตรัสว่าถ้าไม่เห็นด้วยก็ต้องกราบบังคมทูลฯ กระทั่งตกลงทั้ง 2 ฝ่ายแบบกระจ่าง ที่ผ่านมา พระเจ้าอยู่หัวมักเสด็จฯไปท้องถิ่นทุรกันดาร พบประชาชนเพื่อศึกษาภูมิสังคมอย่างแท้จริง การพัฒนาชุมชนต้องใช้หลัก คือ ระเบิดจากข้างใน ต้องให้เขาพร้อมก่อน อย่างตัดถนนเข้าไปในหมู่บ้าน คนที่ใช้คือคนในเมือง คนที่หมู่บ้านไม่ได้ใช้ แถมเข้าไปเอาทรัพยากรของเขาออกมา ต้องรอให้เขาพร้อมแล้วค่อยให้เขาเปิดตัวเอง”

ดร.สุเมธ กล่าวด้วยว่า “รัฐบาลชุดไหนมา ไม่ว่ารัฐบาลตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ หรือรัฐบาลเดี๋ยวนี้ชอบสร้างศูนย์บริการวันสตอปเซอร์วิส สำหรับการลงทุน สำหรับอุตสาหกรรม อำนวยความสะดวกหมด ไม่มีใครคิดทำวันสตอปเซอร์วิส สำหรับเกษตรกรบ้างเลย ให้เขาง่ายหน่อย สอนวิธีการบริหารกับเกษตรกร “คนเก่งหากไม่มีคุณธรรมแม้มีใบปริญญาเอก 3 ใบ หากคิดจะโกง บริษัทตลอดเวลา รับรองได้เปลี่ยนประธานบริษัทแน่นอน ต้องอดกลั้น อดออม ละเว้นความชั่ว พูดจนเมื่อยขี้เกียจพูด อย่าลืมที่พระเจ้าอยู่หัวเคยตรัสไว้ว่าทุจริตนิดเดียว ขอให้มีอันเป็นไป เพราะฉะนั้นขอให้มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองต่อผู้อื่น”

ดร.สุเมธ กล่าวย้ำให้คนไทยทุกคนนำพระราชดำรัส 4 ประการ ที่พระราชทานให้เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา ไปปฏิบัติ “คือ 1.คิด พูด ทำขอให้มีความเมตตาไม่ใช่ฟัดกัน กัดกันตลอดเวลา 2.ให้ช่วยเหลือประสานงานสามัคคีทำงานให้สำเร็จแก่ตนเองและประเทศชาติ 3.ปฏิบัติตนอยู่ในกฎระเบียบ เคารพกฎหมาย 4.พยายามทำความคิดให้ถูกต้องมั่นคงมีเหตุผล อย่าทำด้วยอารมณ์ตัณหา ไม่ใช่กัดกันไปเรื่อยๆ วุ่นวายไม่รู้จะจบตรงไหน ทั้ง 4 ข้อคนไทยนำไปปฏิบัติประเทศชาติจะอยู่ได้”

ที่มา :// http://www.manager.co.th/asp-bin/PrintNews.aspx?NewsID=9490000100586

มองต่างมุมกับเทคโนโลยี EM

            ในกระแสของการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม Effective microorganisms หรือ EM ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการแก้ปัญหา EM เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในการใฃ้งานหลายด้าน เริ่มจากด้านแรกของการพัฒนาคือ การนำไปใช้ในการเกษตร เพื่อปรับปรุงคุณภาพของดินทำให้ดินมีคุณภาพที่ดี การนำมาทำเป็นปุ๋ย โดยเชื่อว่ามีความปลอดภัยในการงานใช้ เนื่องจากไม่มีองค์ประกอบของสารเคมีที่ทำให้เกิดการตกค้างในสิ่งแวดล้อมหลังจากการใช้ จนกระทั่งปัจจุบันเทคโนโลยี EM มีการนำไปประยุกต์ใช้ในงานด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพในงานด้านปศุสัตว์ การบำบัดน้ำเสีย สิ่งปฏิกูล ขยะ รวมไปถึง การนำมาบริโภค เป็นต้น

          สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาไปไกลจากจุดเริ่มต้นอย่างมาก การใช้ประโยชน์จาก EM ในหลาย ๆ ด้านยังเป็นข้อถกเถียงกันว่าใช้ประโยชน์ได้กับทุกงานจริงหรือไม่ เพราะผลสำเร็จของการใช้ EM สามารถอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และหลักการทางวิชาการได้ไม่ทุกกรณีนั่นเอง บทความนี้จึงนำเสนอในหลากหลายแง่มุมของเทคโนโลยี EM ทั้งด้านที่มีเหตุผลมารองรับและด้านที่ยังเป็นข้อสงสัย ฉะนั้นการวิจัยในเชิงวิชาการจึงมีความจำเป็นที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการหาคำตอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะสามารถยืนยันได้ว่าการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี EM คือคำตอบของการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง

http://www.academic.hcu.ac.th/forum/board_posts.asp?FID=139&UID=

Dr.Vorapot Kanokkantapong

พัฒนาอย่างไรให้เด็กไทยฉลาด

โดย อาจารย์ อารีย์  มั่งเกียรติสกุล

http://www.academic.hcu.ac.th/forum/board_posts.asp?FID=115&UID=

                จากการสำรวจในโครงการวิจัยพัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย พ.ศ. 2544 ได้สรุปผลออกมาเป็นที่น่าตกใจว่า เด็กไทยมีค่าเฉลี่ยของคะแนนระดับเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเด็กในประเทศอื่น ๆ   และระดับเชาว์ปัญญายังลดลงเมื่ออายุมากขึ้น โดย

                กลุ่มอายุ    1-3  ปี      มีระดับเชาว์ปัญญา  102.5

                                กลุ่มอายุ    3-6  ปี      มีระดับเชาว์ปัญญา    94.7

                                กลุ่มอายุ    6-13   ปี   มีระดับเชาว์ปัญญา    91.2

                                กลุ่มอายุ   13-18  ปี   มีระดับเชาว์ปัญญา    89.9

พบว่าเด็กไทย อายุ 0 – 5 ปี มีภาวะขาดสารอาหารเฉลี่ยทั้งประเทศ  ร้อยละ  22.6         และพบสตรีที่ตั้งครรภ์มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นน้อยกว่าเกณฑ์  ส่งผลให้ทารกที่คลอดมีน้ำหนักแรกเกิด  <   2,500  กรัม    มากกว่า   ร้อยละ 9    อีกทั้งยังพบปัญหาเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก และเป็น Thalassemia     หรือเป็นพาหะ Thalassemia ในขณะตั้งครรภ์   มารดาที่มีภาวะขาดสารอาหารย่อมส่งผลให้ทารกในครรภ์ขาดสารอาหารด้วย  โดยเฉพาะในช่วงระยะตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์จนถึง  2  ปี เป็นระยะที่สมองของเด็กมีการเจริญเติบโตมากที่สุด 

 ซึ่งสารอาหารที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองและสติปัญญาของเด็ก ได้แก่

Ø  โฟเลทหรือกรดโฟลิค   มีหน้าที่สร้างและซ่อมแซม DNA และ DNA methylation

ถ้ามารดาขาดขณะตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก อาจทำให้เกิด neural tube defect ในทารกแรกเกิด

Ø  ธาตุเหล็ก   มีส่วนช่วยในการสร้าง myeline และเป็น cofactor ช่วยสร้าง neurotransmitter

ถ้าขาดจะมีผลเสียต่อการทำงานของสมอง สติปัญญา การเรียนรู้ และพฤติกรรม

Ø  ไอโอดีน   เป็นสารที่ใช้ในการสร้างฮอร์โมนไธรอยด์  ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมอง

Ø  สังกะสี   มีบทบาทสำคัญในกระบวนการของ gene replication  , activation ,repression ,DNA transcription  และ tranlation และการสังเคราะห์โปรตีน  เด็กที่ขาดจะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการช้า  ภูมิต้านทานต่ำ

Ø   DHA  และ ARA   ร้อยละ 15-20 ของกรดไขมันในสมองเป็น DHA และARA และในไตรมาสที่ 3 ทารกในครรภ์จะเริ่มมีการสะสม  DHA ที่จอตา ทารกที่ขาดน่าจะมีผลกระทบต่อพัฒนาการ การทำงานของสมองและจอตา

Ø  นมแม่   มี DHA , ARA , hormone , nerve growth factor  ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของสมอง  มีการวิจัยพบว่าทารกคลอดก่อนกำหนดที่เลี้ยงด้วยนมแม่ เมื่อโตขึ้นจะมีระดับสติปัญญาสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่

    นอกจากปัญหาเรื่องโภชนาการของมารดาที่ตั้งครรภ์ และตัวเด็กแล้ว  การวิจัยยังพบว่าเด็กไทยจำนวนมาก ขาดการกระตุ้นที่เหมาะสมในระยะ 2 ปีแรก  ทำให้ใยประสาท (dendrite) เชื่อมต่อกันได้น้อย หรือหยุดการเชื่อมต่อ   ทารกอายุ 6 เดือน – 2  ขวบ เป็นวัยที่สมองและร่างกายเติบโตเร็วมาก  จึงต้องการอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน เพียงพอ    มิฉะนั้นจะทำให้ สมองฝ่อ  ร่างกายแคระแกรน

รศ. ธัชชัย  โกมารทัต  อาจารย์ประจำสำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำวิจัยเรื่อง Play Quotient (PQ) หรือความฉลาดที่เกิดขึ้นจากการเล่น  พบว่าเด็กไทยเกือบ 100% มีคะแนน PQ ต่ำกว่าระดับปานกลาง  โดยเฉพาะเด็กในกรุงเทพฯ ต้องเผชิญความเครียดมากกว่าเด็กต่างจังหวัด

สรุปได้ว่าปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาสมองและสติปัญญาของเด็กไทย ประกอบด้วย

1.       มารดาขาดสารอาหารในระยะตั้งครรภ์

2.       ทารกและเด็กได้รับอาหารที่ไม่เหมาะสม

3.       เด็กไม่ได้รับการกระตุ้นหรือส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสม

4.       เด็กมีวิถีชีวิตอยู่กับการเรียนหนังสือเป็นหลัก มีเวลาในการเล่นน้อยลง

และ แนวทางการพัฒนาสมองและสติปัญญาของเด็กไทย จึงมีดังนี้

1.       พัฒนาระบบ ANC หรือระบบการฝากครรภ์ ให้สมบูรณ์

2.       ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

3.       ให้อาหารเสริมทารกตามวัย

4.       พัฒนาระบบ Well Baby Clinic ให้สมบูรณ์

5.       ส่งเสริมให้เด็กเล่นอย่างเหมาะสมตามวัย  เลือกของเล่นหรือกิจกรรมที่เสริมสร้างพัฒนาการทางสติปัญญา

6.       สนับสนุนให้เด็กไทยรู้จักฟังเพลงคลาสสิค เพราะมีการวิจัยแล้วพบว่าจะช่วยพัฒนาสมองทั้งสองด้าน มีผลให้อารมณ์สงบ เยือกเย็นขึ้น และพัฒนาสติปัญญาในเรื่องของเหตุผลได้ดี

คุยอะไรกันในเวที ‘ซีเอสอาร์’ (CSR) ระดับโลก

ดร.โสภณ พรโชคชัย*

http://www.academic.hcu.ac.th/forum/board_posts.asp?FID=383&UID=
ตั้งแต่ปลายปี 2551 ถึงต้นปี 2552 มีเวที ‘ซีเอสอาร์’ (CSR: Corporate Social Responsibility หรือความรับผิดชอบต่อสังคมขอววิสาหกิจ) ระดับโลกหลายรายการ ทั้งที่ในประเทศไทย อินเดีย และที่สิงคโปร์อีก 2 ครั้ง ผมได้รับเชิญเข้าร่วมทั้งหมด แต่มีโอกาสไปช่วยงานเป็นวิทยากรเพียง 2 ครั้ง เพราะถ้าขืนรับหมด สงสัยไม่ต้องทำมาหากินพอดี! ผมปฏิบัติ CSR ในบริษัทของผม แต่ไม่ได้ทำอาชีพ CSR นะครับ
.
ทางประชาชาติธุรกิจบอกให้ผมช่วยเขียนบทความมาคุยสรุปให้ฟังหน่อยว่าในระดับโลกนั้น เขาพูดถึง CSR กันในแง่มุมใดบ้าง ผมจึงรับสนองนโยบายด้วยบทความนี้
.
.
การตีความ CSR
เรามาเริ่มต้นที่เรื่องหลักการก่อนว่าเขาตีความ CSR อย่างไร อาจกล่าวได้ว่าเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่าลำพังการแจก การเป็นอาสาสมัคร การให้ ไม่ใช่สาระหลักของ CSR แต่เป็นในรูปแบบคุณหญิงคุณนายยุคใหม่ ความจริงแล้ว ถึงแม้การให้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของ CSR แต่ต้องประกอบด้วยการทำตามกฎหมายโดยเคร่งครัด และการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณทางธุรกิจและทางวิชาชีพ เพื่อการคุ้มครองผู้ถือหุ้น ผู้บริโภค คู่ค้า ชุมชนและสังคมโดยรวม
.
องค์กร Transparency International – Malaysia เสนอให้ยึดหลัก UN Global Compact 10 ข้อ 4 ด้าน คือด้านการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน ด้านการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อแรงงาน ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ การเอาแต่ทำดีด้านสิ่งแวดล้อมเพียงด้านเดียวจึงไม่อาจถือได้ว่ามี CSR อย่างแท้จริง และอาจกลายเป็นบิดเบือน ทำดีเอาหน้าก็ได้
.
.
CSR กับมูลค่าทางธุรกิจ
.
CSR เริ่มกลายเป็นสิ่งที่สังคมตระหนักมากขึ้น ถือเป็นพลังของผู้บริโภค ที่เริ่มกดดันให้วิสาหกิจต่างๆ ต้องมี CSR ที่จับต้องได้ ไม่ใช่แบบ “ลูบหน้าปะจมูก” วิสาหกิจต้องมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน มีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา มีความรับผิดชอบ CSR จึงถือเป็นภาระอันศักดิ์สิทธิ์ที่วิสาหกิจต้องมี ต้องทำ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ ไม่ใช่สมัครใจทำ เพราะแบบเป็น “ทิป” หรือแค่ “คืนกำไร” ให้ลูกค้า วิสาหกิจที่มี CSR จึงมีมูลค่าสูงกว่าวิสาหกิจที่ “ตีหัวเข้าบ้าน”
.
วารสาร Marketing Journal ฉบับเดือนพฤษภาคม 2550 กล่าวว่า ครึ่งหนึ่งของคนทำงานปฏิเสธที่จะทำงานกับบริษัทที่เขาไม่เชื่อถือ และ ราวสามในสี่ของคนทำงานที่สุ่มตัวอย่างถามดูพบว่า พวกเขาอยากทำงานกับบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านจรรยาบรรณหรือคุณธรรมมากกว่าจะพิจารณาในแง่รายได้ ดังนั้นวิสาหกิจที่มี CSR จึงมีมูลค่าทางธุรกิจที่แน่นอน
.
ในเชิงธุรกิจ บริษัทที่มีชื่อเสียง อาจใช้เงินถึง 10% ของรายได้ต่อปีเพื่อการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้ายอมรับและเชื่อถือในคุณภาพ และนี่ก็คือ CSR ที่แท้ ในทางตรงกันข้ามมีธนาคารขนาดใหญ่ของสก็อตแลนด์ต้องเข้ารับการฟื้นฟูจนกลายสถานะเป็นธนาคารของรัฐไปเมื่อต้นปีมานี้เอง แม้ก่อนหน้านี้ธนาคารดังกล่าวจะป่าวประกาศว่า ตนเอง “เจ๋ง” อย่างนั้นอย่างนี้ มุ่งอำนวยสินเชื่อให้กับวิสาหกิจที่ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นี่แสดงให้เห็นว่าการ “ลูบหน้าปะจมูก” ทำดีโดยอ้างว่ามี CSR นั้น ช่วยอะไรไม่ได้เลย หากขาดความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นเท่าที่ควร
.
.
ผู้ชอบชูธง CSR
.
ในมาเลเซีย กลุ่ม YTL ซึ่งมีบริษัทในเครือทำโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็โหมโฆษณาว่าตนมี CSR และยังได้รับมาตรฐาน ISO 14000 และมาตรฐาน Green Rating นอกจากนี้โรงงานปูนซีเมนต์ของกลุ่มนี้ได้รับมาตรฐาน ISO 14000 และมาตรฐาน 4 ดาวจากสมาคมปูนซีเมนต์โลก ส่วน Quezon Power (Philippines) ซึ่งก็เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินเช่นกัน ก็ “คุย” ว่าตนมีกิจกรรม CSR ต่างๆ นานา
.
จะสังเกตได้ว่า บริษัทที่ดำเนินธุรกิจหมิ่นเหม่ต่อการทำลายสิ่งแวดล้อม มักต้องทำ CSR แบบบริจาค การให้ การช่วยเหลือชุมชนและสังคมอย่างออกหน้าออกตา นอกจากนี้ยังต้องพยายาม “ญาติดี” กับองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO รวมทั้งสื่อสารมวลชนต่างๆ เพราะหากดำเนินการผิดพลาดไป ก็อาจได้รับการผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง
.
แต่ก็น่าสังเกตว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น คงมีมาตรฐานการรักษาสิ่งแวดล้อมที่น่าเชื่อถือได้พอสมควร เพราะประเทศเพื่อนบ้านของเรา ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอื่น ๆ ต่างก็มีโรงไฟฟ้าเช่นนี้ และก็ไม่มีข่าวว่ามีปัญหาอะไร แต่สำหรับในไทย การต่อต้านของ NGO และชาวบ้านส่วนหนึ่งช่างแรงมากจนรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องไม่สามารถทำอะไรได้ นี่อาจเป็นจุดอ่อนประการหนึ่งของการพัฒนาประเทศในอนาคตก็ได้
.
.
การบำเพ็ญประโยชน์ที่น่าสนใจ
.
แม้การบำเพ็ญประโยชน์อาจไม่ใช่ด้านหลักของ CSR แต่ก็เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนควร “คืนกำไร” แก่สังคม ในฟิลิปปินส์ มี สมาคมวิสาหกิจเอกชน (League of Corporate Foundation) ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานทั้งภาคเอกชนและภาคประชาสังคม 70 หน่วยงานร่วมกันจัดตั้งขึ้นเพื่อบำเพ็ญประโยชน์ โดยเฉพาะในปี 2550 สามารถระดมเงินบริจาคได้ถึง 4,270 ล้านบาท การบำเพ็ญประโยชน์ของกลุ่มนี้ก็คือ การจัดการศึกษาให้กับเยาวชน ทั้งนี้ในฟิลิปปินส์ มีผู้ไม่รู้หนังสือถึงราว 9.2 ล้านคน (10%) และในเด็กที่เข้าเรียนประถมศึกษา 100 คน มีผู้สามารถเรียนจบระดับประถม ระดับมัธยมปลาย และระดับมหาวิทยาลัยเพียง 63%, 32% และ 14% ตามลำดับ
.
การบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมนั้น นอกจากเป็นการส่งเสริมภาพพจน์ ยังอาจจำเป็นต่อการขายยิ่งนัก อย่างเช่นบริษัทขายยา ในบางประเทศมักต้องไป “จิ้มก้อง” ผู้สั่ง-ใช้ยา ซึ่งแสดงถึงกระบวนการสั่งซื้อที่อาจไม่โปร่งใส การบำเพ็ญประโยชน์อย่างหนักหน่วงของบริษัทยาสามารถช่วยให้การสั่งซื้อยาสะดวกขึ้น ผู้สั่งซื้อก็ไม่ต้องเกรงถูกตรวจสอบมากนัก เพราะบริษัทที่มา “จิ้มก้อง” สร้างชื่อไว้สวยงาม กลายเป็นเหตุผลที่สั่งซื้อจากบริษัทดังกล่าว
.
นอกจากนี้ในที่ประชุมนานาชาติ ยังมีสายการบินบางแห่งพยายามมานำเสนอเรื่องการรณรงค์ลดโลกร้อนกันอย่างขนานใหญ่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเดินทางโดยเครื่องบิน มีส่วนเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 2% เท่านั้น ซึ่งต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับการเดินทางด้วยวิธีอื่น อย่างไรก็ตามสายการบินหลายแห่งก็ต้องพยายามรณรงค์เรื่องเหล่านี้เพื่อการเสริมภาพพจน์
.
.
การสร้างวัฒนธรรมองค์กร
.
เราต้องพยายามสร้างวัฒนธรรม CSR ในองค์กร โดยก่อนอื่นผู้บริหารหมายเลขหนึ่งต้อง “เอาด้วย” เพราะ “ถ้าหัวไม่กระดก หางก็ไม่กระดิก” นั่นเอง ผู้รู้นานาชาติบอกว่า วิสาหกิจที่มี CSR ต้องเริ่มต้นที่ผู้นำก่อน การทำ CSR นั้น เราต้องทำอย่างเป็นธรรมชาติ โดยการใช้สอยทรัพยากรที่มีอยู่ในวิสาหกิจ ในเชิงกลยุทธ์ CSR ที่ดีเริ่มในภาคส่วนงานที่เราดำเนินการ เช่น หากเป็นการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ความคุ้มราคาย่อมเป็นประเด็นรณรงค์ CSR อันดับแรกๆ แต่ถ้าเป็นกิจการบริการ คุณภาพย่อมเป็นประเด็นหลัก เป็นต้น
.
ในวิสาหกิจหนึ่งๆ พนักงานควรได้รับการศึกษาและได้รับการกระตุ้นให้เข้าร่วมกิจกรรม CSR อย่างต่อเนื่องและมีแผนการที่แน่ชัดเพื่อให้การเคลื่อนไหวด้าน CSR นี้มีนัยสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับวิสาหกิจเอง และโดยนัยนี้จึงมีการเสนอให้ดำเนินการตามขั้นตอนคือ
.
1. การกำหนดมาตรฐานจรรยาบรรณพนักงานและนักวิชาชีพภายในวิสาหกิจ
2. มีการฝึกอบรมความรู้แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง
3. มีการสื่อสารภายในวิสาหกิจอย่างสม่ำเสมอ
4. มีระบบรายงานผลที่ทันการณ์เช่น ระบบ Online หรือ Intranet ภายใน
5. มีการควบคุมให้ปฏิบัติตามแผน CSR โดยเคร่งครัดที่มุ่งเน้นประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียโดยไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งผู้ถือหุ้น ลูกจ้าง ลูกค้า ชุมชน และสังคมโดยรวม
6. มีระบบการให้รางวัลแก่พนักงานที่ช่วยส่งเสริมวัฒนธรรม CSR เป็นต้น
.
องค์การรถไฟฟ้าสิงคโปร์สรุปว่า การทำ CSR นั้น ทำให้พนักงานมีความรับผิดชอบต่อลูกค้ามากขึ้น และเพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของวิสาหกิจ และการนี้ย่อมเป็นผลดีต่อวิสาหกิจเอง ทำให้ภาพพจน์ดูดีขึ้น ช่วยให้ดึงดูดคนดี ๆ มาร่วมงานมากขึ้น และเป็นการลดความเสี่ยงทางธุรกิจด้วย
.
.
สร้างผลเชิงบวก
.
นอกจากพนักงานในวิสาหกิจแล้ว ผู้ให้บริการวัตถุดิบหรือสินค้า (Suppliers) ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สามารถให้การศึกษาและการรณรงค์เรื่อง CSR อีกด้วย วิสาหกิจขนาดใหญ่จะจัดให้มีการอบรม-สัมมนากับ Suppliers เพื่อให้พวกเขามีความตื่นตัวด้าน CSR และนำ CSR ไปปฏิบัติในวิสาหกิจของตนอย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีการประเมินผลอีกด้วย การนี้จะทำให้ CSR ขยายตัวมากขึ้น
.
การให้ความรู้แก่ชุมชนโดยรอบและสังคมโดยรวมก็มีความสำคัญ วิสาหกิจที่ดีไม่ใช่เพียงไป “ซื้อเสียง” เอาใจชุมชนด้วยการแจกหรือการทำดีด้วยเท่านั้น แต่ต้องให้ความรู้แก่ชุมชนด้วยว่า วิสาหกิจที่มี CSR นั้น มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อชุมชน พนักงาน ผู้ถือหุ้น คู่ค้า ลูกค้า ฯลฯ ตามกฎหมายและตามมาตรฐานจรรยาบรรณทางธุรกิจและทางวิชาชีพอย่างไร เพื่อว่าชุมชนและสังคมและได้ร่วมตรวจสอบและสร้างความน่าเชื่อถืออย่างแท้จริงให้กับวิสาหกิจเหล่านั้น
.
.
จำเป็นต้องมีการสื่อสารที่ดี
.
การสื่อสารที่ดีเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะ
.
1. ถ้าเราต้องการให้ผู้มีส่วนได้เสียของวิสาหกิจเรา เข้าใจและกระตุ้นให้นำ CSR ไปสู่ภาคปฏิบัติ เราก็ต้องมีสื่อที่มีประสิทธิผลและต่อเนื่อง
.
2. ถ้าเราต้องการให้สังคมได้รับรู้ว่าเรามี CSR อย่างไร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่องค์กรของเราได้อย่างไร เราก็ต้องมีการนำเสนอผ่านสื่อที่มีประสิทธิผลเช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็เป็นการลงทุนไปโดยไม่ได้เก็บเกี่ยวเท่าที่ควร
.
รายงาน CSR ที่ดีต้องชี้ให้เห็นชัดเจนว่าได้ดำเนินการ CSR อย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร วัดผลได้อย่างไร มีตัวเลขออกมาอย่างชัดเจน ตามมาตรฐานรายงาน CSR ของ CERES-ACCA North American รายงานจะให้น้ำหนักด้านความสมบูรณ์ 40% ความน่าเชื่อถือ 35% และการสื่อสารที่ชัดเจน 25% การรายงานที่ชัดเจน โปร่งใสและเป็นรูปธรรม จึงมีความจำเป็นสำหรับวิสาหกิจที่มี CSR
.
.
บทสรุป
.
ในระดับนานาชาตินั้น มีความเข้าใจต่อ CSR ค่อนข้างชัดเจนว่าหมายถึงการที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัด การมีมาตรฐาน-จรรยาบรรณธุรกิจหรือวิชาชีพ และการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม วิสาหกิจที่มี CSR ย่อมมีมูลค่าสูงกว่า เป็นที่ยอมรับในสังคม และมีความเสี่ยงต่ำกว่า สำหรับการบำเพ็ญประโยชน์นั้น ถือเป็นกิจกรรมอาสาสมัคร การทำดีเช่นนี้ก็อาจมีทั้งเป็นจิตสำนึกชอบทำดี หรือเป็นการทำดีเพื่อปกปิดหรือสร้างภาพบ้าง อย่างไรก็ตามการรณรงค์ CSR ยังควรก่อผลต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งคู่ค้า พนักงาน ชุมชนและสังคมอีกด้วย และสุดท้ายที่น่าสนใจก็คือ การสื่อสารให้สังคมได้รับรู้กิจกรรม CSR อย่างโปร่งใสและชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นในการรณรงค์ CSR อย่างมีประสิทธิภาพ
.
.
* ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ขณะนี้เป็นประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (www.thaiappraisal.org) ผู้เขียนหนังสือ “CSR ที่แท้” ซึ่งอ่านได้ฟรีที่ http://csr.igetweb.com และยังเป็นกรรมการหอการค้าสาขาจรรยาบรรณ สาขาเศรษฐกิจพอเพียง และสาขาอสังหาริมทรัพย์ และกรรมการสภาที่ปรึกษาของ Appraisal Foundation ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกาที่แต่งตั้งขึ้นโดยสภาคองเกรส Email: sopon@thaiappraisal.org
.
.
หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกประชาชาติธุรกิจ 16-18 และ 23-25 มีนาคม 2552 หน้า 30
.
.
CSR
= Corporate Social Responsibility
= ความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ (องค์กร หน่วยงาน บริษัท รัฐวิสาหกิจ วิสาหกิจเอกชน ฯลฯ)
= รับผิดชอบตามกฎหมาย (Hard Laws) ตามจรรยาบรรณธุรกิจ/วิชาชีพ (Soft Laws) รวมถึงการบริจาคหรือช่วยเหลือสังคม
= การรับผิดชอบทั้งต่อผู้ถือหุ้น ลูกจ้าง คู่ค้า ลูกค้า ชุมชนโดยรอบและสังคมโดยรวม
ดูอ้างอิงได้ที่
UNIDO: http://www.unido.org/index.php?id=o72054&L=2
Wikipedia: http://en.wikipedia.org/wiki/Corporate_social_responsibility
CSRNetwork: http://www.csrnetwork.com/csr.asp
UK Govt: http://www.csr.gov.uk/whatiscsr.shtml
Singapore Govt: http://www.csrsingapore.org/whatiscsr.php

Dendrobates เล่ม 3 แม้แต่นางเอกก็ยังโดนข่มขืน!

เล่มนี้กำลังสอนให้เราได้รู้ว่าภัยมืดในเมืองนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายแค่ไหน  ในเรื่องนี้ผมคิดว่า ประตูม้วนที่ปิดลงมาปิดกั้นสายตาของคนภายนอกที่กำลังเดินถนนห่างออกไปแค่ไม่กี่เมตรกับพวกชั่วที่กำลังข่มขืน+แบล็คเมล์นางเอกนั้น  ได้แสดงให้เห็นถึงอันตรายของร้านค้าที่ใช้ประตูม้วนแบบดึงลงมานะครับ  ว่าอาจกลายเป็นแหล่งทำชั่วโดยไม่มีทางที่คนข้างนอกจะรู้ได้เลย  เหมือนกับนางเอกที่พอรู้ว่าตัวเองโดนแบบนี้เข้าไปก็ร้องไม่ออก….ทั้งที่ถ้าร้องส่งเสียงออกไป  คนข้างนอกก็น่าจะสงสัยหรือมาช่วยได้บ้าง

ปกติผมก็ไม่ได้ใส่ใจกับประตูแบบนี้หรอก  แต่พอได้อ่านเล่มนี้เข้า ถึงเพิ่งรู้สึกว่ามันอันตรายได้ขนาดนี้เลยทีเดียว….

สรุปคือ  เรื่องกบราตรีนี้ออกแนว Realistic ได้ดีมากๆ  คนอ่านจะได้เห็นเลยว่าผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึงจะถูกกระทำได้ขนาดไหน  และจะหนักกว่านี้อีกถ้าไม่มีพระเอกมาช่วย  หรือคุณคิดว่าไงครับ?

สงสารนางเอกมากๆเลย….

jsoc  2  Sep  2552

 

แนวไหนเหรอครับ ดูที่สปอยล์น่าจะเป็นดราม่าไม่ก็เสียดสีสังคมรึเปล่า น่าสนแฮะชื่อไทยใช้ชื่อไรเหรอ(ชอบแนวเสียดสีสังคม โลกบัดซบ พวกนี้อ่ะ)

 

สะท้อนออกมาทางมังกะแบบนี้ชักสงสัยแล้วสิว่าสังคมญี่ปุ่นมีอัตราการข่มขืนต่ำจริงหรือเปล่า……

เล่มแรกก็อึ้งละที่นักเรียนหญิงถูกตำรวจข่มขืนจนท้อง + อัดเป็น AV ขายอีก (ช่วยลบที……)

 

ชื่อไทยมันออกตลกๆเเฮะ มันออกเเนวอาคุเมทสึรึเนี่ย

#2 ที่ญี่ปุ่นอัตราข่มขืนต่ำจริงๆครับ เพราะมีที่ระบายเเบบAVเยอะมั๊งนะ เเถมเรื่องSEXธรรมดาๆนี่ รู้สึกคนญี่ปุ่นก็มีกันน้อยใน ในเฮตาเลียก็บอกไว้ ส่วนชาติที่มีมากสุดคือกรีซ

 

เห็นข้อมูลของ คห.11แล้ว อยากให้คนที่จะแบนสิ่งต่างๆแบบไม่ค่อยคิดอะไรได้ดูจัง

 

ต้องกำจัดละครตบ-จูบและแนวพระเอกข่มขืนนางเอกเป็น 10 รอบไม่ผิดให้หมดจากไทยแลนด์ซักที

ละครงี่เง่าอย่าง  สงครามนางฟ้า  และที่เคน ธีรเดชเล่นมาก่อนนี้ – สวรรค์เบี่ยง  จำเลยรัก   ชิงชัง(ก.ย. 2552 ) ต้องโดนแบนทั้งหมดเล่นงานไล่มาเลย   ตั้งแต่ตัวทีมงาน  คนคิดบท  ผู้กำกับว่าเอาสมองใฝ่ต่ำมาคิดละครบัดซบ   เอาเปรียบเพศแม่ขนาดนี้ ได้ยังไง   ถ้าเรามี

อำนาจตรงนี้จะทำแบบนี้ คือ
1.เรียกพวกกองละครทุกช่องมาคุย  ถามถึงแนวความคิดที่ผ่านมาทั้งหมดว่าทำไมถึงดัดแปลงบทละครได้ถึงขนาดนี้  และถ้าจะทำละครที่ไม่ต้องมีพวกนางร้ายร้องกรี๊ดๆจะทำได้มั้ย    ถ้าไม่ได้ก็มีปัญหาแน่นอน
2.ยกตัวอย่างละครเกาหลีที่ชอบดูกันให้เปรียบเทียบว่า  เราเป็นไงและเกาหลีเป็นไง   เขาดูดีมีระดับกว่าใช่หรือไม่  ประเทศอื่นก็เอามาดูด้วย   แล้วทำไมเราจะทำแบบดีๆอย่างนั้นไม่ได้บ้าง
3.วางนโยบายใหม่แต่รวมความเห็นจากพวกนี้และประชาชนทั่วไปทั้งทางตรงและทางเน็ต  รวมคนไทยในต่างแดนด้วย
4.ตั้งโทษในเชิงธุรกิจแก่พวกที่ยังแหกคอกทำละครงี่เง่าออกมา โดย  ปิดละครฉับพลันทันทีภายใน  1 ชม.ที่พบ   เรียกผู้บริหารช่องนั้นๆที่ปล่อยผ่านละครงี่เง่าออกมามาพบเพื่อถามว่า  คุณอยากไปทำงานที่อื่นไกลๆใช่หรือไม่หรือผมควรไล่คุณออกตอนนี้เลยดีมั้ย หืมม์?
5.ถ้ายังมีพวกค้านแบบไม่ยอมฟังใดๆ  ก็จะยึดคลื่นคืนมาจากเอกชนมาเป็นของรัฐตามเดิม   ให้พวกเอกชนไปแข่งกันในดาวเทียมกันเอง
6.ร่วมกับช่องทีวีไทย  พัฒนาคลื่นให้มีการโหวต+คอมเม้นท์แต่ละรายการว่าดี/แย่ขนาดไหน   เรื่องไหนแย่ก็โดนลดเวลาลงเรื่อยๆทีละ 1ชม.
7.ละครถ้ายังไม่ปรับตัวดีขึ้น   จะถูกบัญญัติไม่ให้สร้างละครอีกต่อไป   ให้เป็นรายการแบบอื่นแทนซึ่งที่จริงก็ขาดอยู่เยอะ  ทั้งรายการเพื่อเด็กและรายการเพื่อสาธารณะดีๆ
8.รายการที่มักง่าย  เอานสพ.มาอ่านให้คนฟังจะโดนเล่นงานเป็นรายต่อไป  พวกนี้จะโดนปรับให้ต้องไปหาข่าวมาเองเท่านั้น  จะไปเจาะลึกหรืออะไรก็แล้วแต่  แต่ไม่ใช่มานั่งอ่านแต่ละฉบับอย่างสบายใจเฉิบ  พวกทำนาบนหลังนักหนังสือพิมพ์ชัดๆ!
9.ต้องมีการใส่วิชา  การรู้เท่าทันละคร/ซีรีย์/ซิทคอม  ในโรงเรียน-มหาลัย-หมู่บ้าน-ชุมชน  ในเน็ตยิ่งต้องมี  ให้คนมาออกความเห็นกันว่าได้ข้อคิด  ไอเดียอะไรบ้าง   เป็นวิชาบังคับที่ต้องเอาให้ผ่าน  ถ้าตกก็ต้องซ่อมให้ผ่านไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม
10.ให้นโยบายว่า  ละครไทยต้องต้องมาจากการเขียนบทโดยคนไทยเท่านั้นและต้องทันสมัย   และมีจุดที่ห้ามใส่ลงไปในบท คือ 

1)พวกแหกปากร้องกรี๊ดๆเกิน 2 ครั้ง แบบไม่มีเหตุผล    2)ฉากข่มขืน   3)การแสดงความอิจฉา   4)การที่ตัวละครไม่มีฉากทำงานในอาชีพนั้นๆ  เอาแต่นั่งโต๊ะ  คุยมือถือ  เป็นการแสดงความปัญญาอ่อนอย่างร้ายแรง   5)เวลาตัวละครอกหักก็นั่งแดกเหล้าอย่างเดียว  งานการไม่ทำ   และมีอีกเยอะที่ไม่ควรมี…
11.ละครที่เป็นการรวมตัวแทนคนในอาชีพต่างๆในไทยตามที่เป็นจริงทั้งหมด   คนพม่า  ไม่มีสัญชาติก็รวมมาด้วย
12.ให้มีเวทีสาธารณะเพื่อการวิพากษ์ละครเรื่องต่างๆทั่วประเทศ  ทุกจังหวัด  แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสิ่งที่ได้จากละครไทย

Ah, my Goddess – Hild és Urd

skuld get her angel noble scarlet

Belldandy & Urd – Different sisters

Moondance (ah my goddess)

Ah my Goddess – The Corrs : Love Gives, Love Takes

ในโลกแห่งความเป็นจริง คุณมีต้นทุนที่ต้องจ่ายสูงมากสำหรับการเป็นผู้นำขบวน 100 อสูร

ในการ์ตูน นูระ  หลานจอมภูต  เจ้านั่นอาจโชคดีที่ได้มีโอกาสเป็นผู้นำเหล่าอสูรมากมายเกือบ 100  แม้จะไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ก็เถอะ

ในทางกลับกัน เมื่อพิจารณาในแง่ไสยศาสตร์  การที่จะเป็นแบบยูระนั้นยากมาก  ไม่ใช่เพราะว่าคุณเป็นมนุษย์ 100 % แต่เป็นเพราะคุณต้องเช่าบูชาบรรดากุมารทอง+หุ่นพยนต์+ลูกกรอก+พราย+นางรับ(ผ้ายันต์)  แบบนี้กว่า 100 ชิ้น ยิ่งถ้าไม่อยากมีชิ้นที่ซ้ำๆกันแล้วล่ะก็  คุณก็ยิ่งต้องจ่ายเงินเช่ามาเพิ่มขึ้น   และนี่ก็คือความจริงที่สามารถวิเคราะห์ได้   ทั้งชื่อของลูกๆของคุณแต่ละตัวอีก  คาถาที่ต้องท่องให้แต่ละตัวอีกล่ะ เหอๆ  ปวดหัวตายก่อนแน่รับรอง…

Opera 10 browser is here

August 31, 2009 11:09 PM PDT

http://news.cnet.com/8300-17939_109-2-1.html?tag=mncol

The Opera 10 browser is now ready to download for Windows, and Mac, and Linux, three months after the beta first emerged (hands-on Opera 10 beta review).

If you’ve been keeping up with the beta updates, the final build of the cross-platform browser shouldn’t surprise you. Opera Turbo, the browser’s much-publicized compression engine for slow-poke connections, remains a feature highlight. Opera claims that Opera Turbo runs the browser up to eight times faster on suffering connections than do competing browsers.

The refreshed user interface is also noteworthy. Joining the new default skin (changed from version 9.6), are changes to tab bar behavior. The conventional tabs double as thumbnail images. Double-click the thin gray bar below the tabs (indicated by dots) or click and drag to expand open tabs into preview windows that you can navigate by clicking among them.

Other enhancements include an expanded Speed Dial (a feature that has later been adopted and adapted in Google’s Chrome browser) that shows more commonly visited Web pages than in previous Opera browsers. You’re also able to customize it with a background picture. You’ll see that spell check will be applicable to any text field (for 51 languages), and that Opera’s incorporated e-mail client takes a page from Google’s books by threading e-mail conversations.

Developers get access to a newer version of Opera Dragonfly, the publisher’s online development tools, but everyone can benefit from the speedier rendering engine that, according to Opera, makes version 10 up to 40 percent faster than version 9.6–before switching on Turbo’s compression.

Despite all the additions that Opera hopes will keep Opera 10 competitive, there are still two notable omissions for this final release. The first is Opera Unite, which uses your browser as a Web server for sharing your content with others. The second is the Carakan JavaScript engine that promises to process JavaScript about 2.5 times as fast as the engine used in Opera 10 alpha.

Related story: Opera 10 browser to emerge Tuesday

Examiner.com scoops up NowPublic

September 1, 2009 1:40 PM PDT

Citizen news site NowPublic has been sold to another company in the “hyperlocal” space, Examiner.com, the two companies announced Tuesday.

The two sites will operate independently, but Examiner will integrate NowPublic’s technology into its site and will encourage NowPublic’s contributors to also write for Examiner–right now, the buyer says it has grown 200 percent since the beginning of the year (it launched in April 2008) and has 15,000 active contributors, hoping to hit 30,000 by year’s end.

NowPublic’s executives, including CEO Leonard Brody, will join the management team of Clarity Digital Group, parent company of Examiner.

“Every day, we hear discussions about whether hyperlocal content will ever be scalable, sustainable, or profitable as a business entity,” Examiner CEO Rick Blair said in a release. “With the acquisition of NowPublic, we have the technology to further engage our community of more than 17 million unique visitors per month, and distribute our stories in new and innovative ways.”

Was this a bargain-basement acquisition? The companies did not disclose financial terms. But an insider in the space told CNET News that NowPublic had been shopping itself to some pretty big media companies for some time at a higher price than potential buyers were willing to pay. The company had raised about $12 million in venture funding.

Many media companies have simply been launching their own “citizen journalism” initiatives, like CNN’s iReport and blogging experiments from newspapers like the Washington Post, which could make an exit tougher for the smaller players.

Digital-media companies like AOL and InterActiveCorp have also made plays to dominate the local-news market–AOL recently acquired local-focused start-ups Patch and Going, the former of which was already a personal investment on behalf of CEO Tim Armstrong, and the Barry Diller-run IAC has been placing a big emphasis on business directory Citysearch.

Originally posted at The Social

This USB device will self-destruct in 5 seconds

April 17, 2009 10:27 AM PDT

 

Now this is something any spy could use.

Fujitsu Labs unveiled a self-destructing USB drive Friday. It’s still just a prototype, but it appears ready to solve real-world problems.

It’s larger than the average 1GB USB drive, but there’s also a lot more going on inside. The device has a processor and a battery. The owner of the drive has two options: the information can be automatically erased after a set time period, or if the USB drive is plugged into a non-authorized computer, the data will erase itself or the entire device will become unusable.

Fujitsu also plans to ensure that the data on the secure device can only be uploaded to a specific server. By installing Fujitsu’s file redirect software on a PC, it can prevent data from the USB drive from being uploaded to file-sharing networks, sent as e-mail attachments, or printed, according to Fujitsu.

Beyond international espionage, there are very practical applications for the average corporate cubicle dweller with Fujitsu’s new technology. The software/hardware combination can be used to prevent data theft, but also to keep companies in line with compliance rules.

Fujitsu says the prototype is still undergoing internal testing, and that consideration for the device becoming an actual product will come later

Hello Kitty taser an elegant weapon for a less civilized age

July 7, 2009 2:03 PM PDT

http://news.cnet.com/crave/security/?tag=rtcol;tags

This Hello Kitty Taser Gun was brought to my attention by Hello Kitty Hell, a blog with the tagline, “One Man’s Life With Cute Overload.” This poor man’s online existence has been reduced to his hatred of a tiny cartoon cat, and who could blame him? The existence of this Hello Kitty taser gun makes me want to open it up and point it at my head.

You have to question the intentions of these designers…is the gun supposed to make little girls less fearful about attacking their in-store competition? Maybe it’s meant to fool criminals into thinking their victims are unarmed, only to be met with 50,000 volts of adorable electricity. The device is a custom version of the Taser C2, a unique weapon that uses “propelled wires to conduct energy to affect the sensory and motor functions of the nervous system.” The gun can shoot out 15 feet of insulated conductive wire, but it can also be used as a direct contact stun device. Double the fun!

Note: Further research into this product confirms my suspicions that this is simply a Photoshopped picture of Taser’s “Metallic Pink” version of the C2 gun. The world can continue to spin…for now.

Mint.com starts keeping an eye on your budget

August 18, 2009 12:01 AM PDT

http://news.cnet.com/8301-13515_3-10311557-26.html?tag=mncol;posts

Mint.com is the premiere web-based money management solution available Tuesday. The site pulls transaction information from your various financial accounts and presents the data in a beautiful, easily digestible format. CEO Aaron Patzer boasts that 50 percent of Mint’s users have used the service to stick to a budget for the first time in their lives. Hoping to raise that number even more, its latest update, available now, focuses on making it easier for users to control their spending with advanced budgeting tools.

While Mint already had some budgeting features before the new update, it was mostly simplistic and offered little in the way of customization options. Features found in this update include the ability to set up and manage specific budgets for categories of purchases, monitor the overall effects of budget changes, budget for specific expenses (such as taxes), and track all of these budgets in real time. Users are now also able to distinguish between personal and business accounts to help separate their associated expenses. Finally, in typical Mint fashion, it has added a great looking graph visualization of your net income, broken down by month

With this update, Mint is also pushing its users to transfer their dormant 401k accounts in to rollover IRAs through its “Ways to Save” feature, claiming that the action will result in an additional $65,000 in savings (on average) when retirement rolls around. While Mint’s intent with Ways to Save appears to be genuine, be sure to properly evaluate and investigate these offers before signing up. Mint’s main revenue stream comes from affiliate fees garnered from its users signing up for these offers.

These new features are certainly a welcome addition to Mint’s already strong offering. Bringing responsible money management to users is an admirable goal, especially in this economy. Mint’s new budgeting features should help to show even more people the way.

4chan may be behind attack on Twitter

July 5, 2009 3:26 PM PDT

http://news.cnet.com/8301-13515_3-10279618-26.html?tag=mncol;posts

 

Update: Twitter has reacted to this raid by removing the term from its trending topics, but evidence can still be found on Twitter Search.

Twitter saw a huge influx of fake accounts on Sunday, pushing the NSFW trending topic, #gorillapenis, all the way to the top of the list. Popular image board 4chan /b/, along with other various sites, appears to be behind this latest raid on Twitter. 4chan, a hub of Internet culture and memes, has long been the spawning point of various raids on sites, most recently YouTube Porn Day. Before that, they were responsible for hacking Time Magazine’s voting system for the World’s Most Influential Person, making the site’s creator, moot, the winner by a wide margin.

 They are calling this latest effort “Operation Shitter.” As you can see in the instruction set image, the blame is trying to be laid on Ebaum’s World, which is, as far as we can tell, not involved in the raid. Blaming things on Ebaum’s World is sort of a tradition on 4chan. A wiki (with information now pulled) was also formed to give instructions on how to systematically game Twitter’s trending topics. The wiki suggests that raiders use a script, written by them, to spam the hashtag.

A similar NSFW trending topic on the subject of Mollie Sugden also sprung up recently after her death. While I’m not for censoring people by any means, when attacks like this pop up, Twitter has to have a better detection mechanism in place, ready to deal with it, especially as Twitter gets more and more mainstream attention

 

Comment

The only problem is if an FBI investigation was being done on whoever individual(s) was and/or were behind which ever act(s). Then said individual(s) from the FBI could verify the actual source. The problem here is these sites use the ever powerful excuse, “We were just kidding with what we said, it was a lie and a joke” One of these days the Feds will play the ultimate joke on these people if they actual are in fact up to no good.

 

These actions are totally unacceptable and are widely known as CYBERCRIME. Users have to be more careful when they address issues like this because the WWW is based on the user’s reliability and general use of Netiquette. (http://en.wikipedia.org/wiki/Netiquette) Internet should be a better place for everyone and not a sanctuary of were terror and harassment reign. (I put too much emotion in the last sentence but you got the meaning of better WWW.)

 

Sad. You make the trending topic for a few minutes. big deal. Everybody forgets about it the moment the trend dissapears.

The admin of 4chan has done a great job brainwashing the teenagers of 4chan to do his dirty deeds for him. Obviously it was a scheme to get more traffic and press for his website through twitter.

 

The admin of 4chan has clearly stated in the rules not to do it. Look at it this way, you put thousands of bored web browsers alone together on a forum where they post anonymously and a few will do bad things. Even if you put a few thousand together in real life the bad stuff would happen if it were on a daily basis which this is. Most these stunts are perptrated by well written scripts (yes the writers are well educated on this stuff but waste time doing dumb deeds) which can skip those text codes and do hundreds of actions a minute. So if only 5 people did it picture about a 1000 actions such as votes a minute, which is sufficent in a lot of the systems. So it’s not really 4chan responsible. It’s the few who did it that are. Most do it because they want to see the reaction of people, or **** some people off. The site is so overloaded and has been far before this news story the site goes down for a few minutes every 14 min. It’s hard for an admin to see all the threads since theres so many posts at all times ect. The site has around 20 boards, with thousands of threads, and 10′s of thousands (if not 100′s) at the same time. Due to abuse by almost all previous admins, the site is lacking some admins to completely moderate it (why would someone want to watch a site for free? why not do something funny here and there to the users is the logic why i see its abused). The site uses a report feature so if something violates the rules and a few people report it it gets taken down. Most dont care enough to report incidents such as this so they go unnoticed. Many years ago there was one person who made bomb threats on the site towards nfl games. He was arrested after the admin gave his information to the fbi. The thing is news stories blamed the site itself not the person which is the same issue here. The admin rarely ever posts because the main board is meant to be completely random and as original as possible so he tries to stay aside as long as the few rules are followed (basically anything illegal).

แฉเบื้องหลังคดีไม้เถื่อนซุกโรงพักพบวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง

 

2 กย. 2552 12:29 น.

นายกิตติศักดิ์ โตมรศักดิ์ นายอำเภอแม่สอด จ.ตาก เปิดเผยกับ “คมชัดลึก” ถึงความคืบหน้าใน การสอบสวนคดีจับไม้เถื่อนใน สภ.พะวอ ว่าในตอนนี้ยังสรุปชัดไม่ได้โดยยังอยู่ในชั้น สอบสวนเจ้าหน้าที่ป่าไม้ผู้กล่าวหาและเข้าจับกุมว่ามีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง แต่เท่าที่ดูพบว่าพนักงานสอบสวนยังสอบแบบหลวม ๆ ตนในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนจึงให้คำแนะนำพร้อมตั้งประเด็นให้สอบเพิ่มเติมอีก 10 ประเด็น ในการสอบสวนของตำรวจ ตอนนี้ยังไม่ถือว่ามีอุปสรรค แต่หากยังสอบไปแบบขาดความกระตือรือร้น ก็จะกระตุ้นด้วยการส่งปลัดอำเภอเข้าไปเป็นพนักงานสอบสวนร่วมเพื่อเร่งรัดคดีให้เร็วขึ้น คดีนี้จะเร่งรัดให้สรุปสำนวนได้ภายในเดือน ก.ย. ตามที่ นายคมสัน เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก กำชับมา

นายอำเภอแม่สอด กล่าวว่าขบวนการลอบตัดไม้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อำเภอแม่สอด เกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งการลักลอบตัดไม้ทำเงินได้มหาศาล เนื่องจากไม้ที่ถูกตัดมีราคาสูงตามคุณภาพความสูงของพื้นที่ และเมื่อถูกส่งไปขายนอกพื้นที่โดยเฉพาะในภาคกลาง จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกกว่า 7-10 เท่า หรือโดยเฉลี่ยต้นละกว่า 200,000-300,000 บาท ช่วงนี้เจ้าหน้าที่บางหน่วยงานจำเป็นต้องใช้เงินในการวิ่งเต้นซื้อหาตำแหน่ง การลักลอบตัดไม้เถื่อนจึงเป็นทางเลือกในการหาเงินเพราะไม่ซับซ้อนเหมือนค้ายาเสพติด ไม้เถื่อนเหล่านี้ หากผ่านไปได้แต่ละล็อต โอกาสที่จะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำในคราวเดียวจึงมีมาก

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=403209&lang=T&cat=hot

รวบ2ดช.ร่วมกันรุมซ้อมเฒ่าวัย64ก่อนชิงทรัพย์

2 กย. 2552 13:50 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้าที่ผ่านมา พ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผกก.สน.ปทุมวัน รายงานเหตุคดีอุกฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่มายัง พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 31 ส.ค. เวลา 13.00 น. ร.ต.ท.คนึงนุช ทศไพรินทร์ พนักงานสอบสวน (สบ 1) สน.ปทุมวัน รับแจ้งเหตุจากนายสี สีมา อายุ 64 ปี ว่าถูกคนร้าย 5 คนร่วมกันปล้นทรัพย์ ขณะผู้เสียหายกำลังเดินอยู่ที่บริเวณทางเดินริมถนนพระราม 4 บริเวณทางลงรถไฟฟ้าใต้ดิน แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กทม.
เมื่อไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบมีด้วยกันทั้งหมด 5 คน ทราบชื่อในเวลาต่อมา คือ นายสุรเดช คงอินทร์ ผู้ต้องหาที่ 1 ด.ช.เอ ผู้ต้องหาที่ 2 และ ด.ช.บี อายุ 14 ปี ผู้ต้องหาที่ 3 ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออีก 2 คนหลบหนีไปได้ โดยทั้งหมดเข้าไปรุมต่อยผู้เสียหายที่บริเวณศีรษะและใบหน้าหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายล้มลงกับพื้น จากนั้นผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ได้ล้วงเอากระเป๋าสตางค์ซึ่งมีเงินสด 6,300 บาท และมือถือยี่ห้อโนเกีย 1 เครื่อง ราคาประมาณ 2,500 บาท จากกระเป๋ากางเกงของผู้เสียหายไป ก่อนผู้ต้องหาทั้งหมดจะพากันหลบหนีไป
จากนั้นเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ผู้เสียหายจึงมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและในวันเดียวกันพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ออกหมายจับนายสุรเดช คงอินทร์ ด.ช.เอ และ ด.ช.บี ตามหมายจับที่ จ.390 , 391 และ 392 / 2552 ลงวันที่ 31 ส.ค. ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.ปทุมวัน สามารถจับกุม ด.ช.เอ และ ด.ช.บี ตามหมายจับได้ในวันที่ 31 ส.ค. นำส่งพนักงานสอบสวน ส่วน นายสุรเดช ถูกจับในคดีอื่นและได้อายัดตัวไว้แล้ว ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 คนที่หลบหนีอยู่ระหว่างการสืบสวนติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=403231&lang=T&cat=

 

ไปซะแล้วประเทศชาติกู…..

สโมสรฟุตบอลใช้เงินซื้อนักเตะน้อยลง 90 ล้านปอนด์

2 กย. 2552 08:00 น.

เจฟฟ์ เมเชอร์ หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบทุจริตในวงการกีฬาของบริษัท เคพีเอ็มจี กล่าวว่า สโมสรในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มียอดรวมการใช้จ่ายเงินในปีนี้ 119 ล้านปอนด์ หรือ 6,664 ล้านบาท ลดลงจาก 210 ล้านปอนด์ หรือ 11,760 ล้านบาท ในปีที่แล้ว 2008 ถึง 81 ล้านปอนด์ หรือ 4,536 ล้านบาท หลังปิดตลาดนักเตะ เมื่อคืนที่ผ่านมา เนื่อจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลก รวมทั้งอัตราแลกเปลี่ยนเงินระหว่างเงินปอนด์กับเงินสกุลยูโร และมาตรการภาษีในอังกฤษ ที่เก็บมากกว่าประเทศอื่นๆในยุโรป แต่โดยรวมสโมสรต่างๆ ระมัดระวังด้านการเงินอย่างมาก ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจในขณะนี้
ทั้งนี้ สโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของอังกฤษ เป็นสโมสรที่ใช้จ่ายเงินซื้อนักเตะมากที่สุดในอังกฤษโดยใช้ไปประมาณ 120 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 6,600 ล้านบาท ส่วนสโมสรที่ใช้เงินซื้อนักเตะมากที่สุดในปีนี้ ได้แก่ สโมสร เรอัล มาดริด ของสเปนโดยใช้ไปประมาณ 230 ล้านปอนด์ หรือ 12,650 ล้านบาท
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=403113&lang=T&cat=

ชุดขาวปล่อย”ตอร์เรส”ซบเคตาเฟ่สุดถูก!

ราชันชุดขาว”รีล มาดริด จัดการปล่อยตัว มิเกล ตอร์เรส ฟูลแบ็กดาวรุ่งซบตัก”อาซูลอน”เคตาเฟ่ 5 ปีเรียบร้อยแล้ว ด้วยค่าตัว 2 ล้านปอนด์(ราว 112 ล้านบาท) 
  
    “สกาย สปอร์ต”สื่อกีฬายักษ์ใหญ่ของอังกฤษ รายงานว่าสโมสรฟุตบอล”ราชันชุดขาว”รีล มาดริด มหาอำนาจแห่งศึกลา ลีกา สเปน ปล่อยตัว มิเกล ตอร์เรส ฟูลแบ็กดาวรุ่งให้กับสโมสรฟุตบอล”อาซูลอน”เคตาเฟ่ คู่แข่งร่วมลีก ค่าตัวเพียง 2 ล้านปอนด์(ราว 112 ล้านบาท)พร้อมสัญญาค้าแข้งกับ เคตาเฟ่ เป็นระยะเวลา 5 ปี ด้าน มิเชล กุนซือเคตาเฟ่ ซึ่งเคยเป็นโค้ชฝึกสอน มิเกล ตอร์เรส สมัยที่เป็นโค้ชเยาวชนให้กับ รีล มาดริด ได้ออกมากล่าวว่า

     “การเข้ามาของ ตอร์เรส จะช่วยให้ทีมของเราแข็งแกร่งขึ้น และเขาได้ตัดสินเลือกสโมสรที่เหมาะสมกับตัวเขาแล้ว ทางเราดีใจกับการมาที่นี้ของเขา”อนึ่ง มิเกล ตอร์เรส เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับทีมแชมป์ยุโรป 9 สมัย ตั้งแต่ปี 2005 โดยลงเล่นทั้งในชุดเล็กไล่ขึ้นมาถึงชุดใหญ่ในปี 2007 และทำสถิติลงสนามมาแล้ว 52 นัด ยังทำประตูไม่ได้

     Getafe capture Torres Defender leaves Real for local rivals Torres is believed to have agreed a five-year deal at Getafe after they struck a fee of €2million for the full-back.

ที่มา www.rakball.net

วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2552 เวลา 13:29 น

จาก www.teenee.com

กรุงเทพนี่หาที่นั่งว่างๆและห้องน้ำสาธารณะไม่ได้เลย

    สังเกตมานานแล้วเวลาเดินทาง  หาทั้ง 2 อย่างนี้ไม่ได้เลย  มีแต่ต้องนั่งตามขอบบันได  ยิ่งในห้างยิ่งแย่เข้าไปใหญ่  ไม่มีที่นั่งเอาเลย  ห่วยมากๆ  คิดแต่ให้คนเดินๆๆอย่างเดียวและคงหวังให้คนเดินซื้อของในห้างอย่างเดียว  โดยไม่ได้คิดเลยว่าลูกค้าที่เข้าห้างเขาก็เมื่อยขาเป็นเหมือนกัน

     อย่างแรก  ที่นั่งว่างๆที่สามารถนั่งเขียนหรืออ่านหนังสือได้แบบฟรีๆน่ะไม่มีเลย  มิน่าถึงมีการเปิดร้านกาแฟเพื่อให้คนมานั่งคุยกันและเขียนหนังสือได้  เพราะมันไม่มีที่เลยนั่นเอง

     ต่อมา  ห้องน้ำ  อันนี้เรื่องใหญ่  พอจะหาเข้าทีก็ต้องสอดส่ายสายตามองหาปั๊มน้ำมัน  หรือไม่ก็ห้างต่างๆซึ่งก็ไม่ได้มีมากขนาดเห็นได้ทุกซอยหรอกนะ   ส่วนที่มีอยู่แบบที่เก็บตังค์คนละ  3 บาทนั้นก็ห่วย  ดูได้จากที่อนุสาวรีย์หรือตลาดกม.7 รามอินทรา  หรือข้างๆหอทรงพิเชษฐ์  หลังประตูมธ.รังสิต   เวรมากๆ   นี่ทำให้เรามีความคิดมานานว่าอยากจะสร้างห้องน้ำสาธารณะให้มีมากๆ  เช่น  หลังป้ายรถเมล์  มีกล้องวงจรปิดและคนดูแลเพื่อไม่ให้มีมครมาแอบวางระเบิดหรือทิ้งเด็กไว้ในชักโครก

   กทม.นี่ห่วยจริงๆ

ความคิดเห็นต่อ 5 Step to Tiranny

1.Us  and  them
จากวีดีโอ  การแบ่งแยกเด็กออกจากกันด้วยสีดวงตาและจากเสื้อผ้าที่สวมใส่นั้น  เป็นสิ่งที่เห็นชัดเจนในประเทศไทย  คือ  กรณีคนเสื้อเหลือง-เสื้อแดงที่แบ่งฝ่ายกันชัดเจนทั้งแนวทางการเคลื่อนไหวและอุดมการณ์  แต่ภาพการอยู่อย่างสันติของคนทั้งสองสีที่เคยปรากฎให้เห็นในจอทีวีกลับไม่มีการขยายความต่อว่ามีที่อื่นอีกหรือไม่  อีกทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์นั้นถือว่าเป็นผู้เล่นหลักที่คอยเติมเชื้อไฟยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งและแบ่งพวกกันมากกว่าเดิม  สิ่งนี้ควรมีการแก้ไขโดยเร็วไม่ว่าจากสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือจากภาครัฐ
 
2.Obey order
จากการทดลองไปขอที่นั่งจากผู้โดยสารคนอื่น  โดยมีคนที่สวมเครื่องแบบข้าราชการไปด้วยปรากฎว่า  ผู้โดยสารคนอื่นยอมลุกให้แต่โดยดีโดยแทบไม่ถามอะไรเลยด้วยซ้ำ  แสดงให้เห็นชัดเจนว่า  เราหวาดกลัวต่อเครื่องแบบที่คิดเอาเองว่าน่าจะเป็นเครื่องแบบของทหารหรือตำรวจ  แม้ว่าจะยังไม่แน่ชัดนักก็ตามแต่เราก็มักจะยอมสยบให้แก่อำนาจราชการที่แฝงมากับเครื่องแบบนี้ก่อนเสมอ   ทั้งที่จริง ข้าราชการควรจะอ่อนน้อมและเป็นฝ่ายยอมตามคำขอของประชาชนผู้ที่เสียภาษีให้พวกเขามากกว่า
 
นี่เป็นปัญหาที่ทำให้เห็นว่า  ในสังคมนั้นขาดคนที่มีความคิดเป็นตัวของตัวเองและมีเด็ดเดี่ยวในความคิดนั้นอยู๋เป็นจำนวนมาก  ทำให้การใช้อิทธิพลแฝงแบบไม่ต้องพูดสักคำนี้ยังคงดำรงอยู่ได้ตลอดมา
 
3.Do ” them ” harm
การกล่าวหา/ใส่ร้ายฝ่ายอื่นที่ไม่ใช่พวกตนว่าไม่ใช่คนนั้น  เคยเกิดขึ้นมาแล้วประเทศไทย คือ ในสมัยที่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดนกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์  จนถูกกลุ่มทหารตำรวจและกลุ่มกระทิงแดงยิงใส่และทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม  
 
ในอีกด้านหนึ่ง  การใช้สถานีวิทยุเป็นเครื่องมือในการปลุกระดมด้วยข้อมูลเท็จบ้างจริงบ้างให้แก่ประชาชนจำนวนมาก  ซึ่งเข้าข่ายการโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองผู้คน  และย่อมเกิดผลลัพธ์ที่ร้ายแรงเมื่อผู้คนเชื่อตามข่าวนั้นๆ  จึงเห็นได้ว่าต้องมีการควบคุมสถานีวิทยุให้อยู่กับร่องกับรอย  อย่าให้มีโอกาสด่ากราดใส่กันอย่างหยาบคายเหมือน  ASTV  และสถานีความจริงวันนี้ ของคนเสื้อเเดง
 
4.Stand up  or  Stand  by
นี่ยิ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องการอยากจะย้ำอีกครั้งว่า  สังคม (เช่นในวีดีโอ) ขาดคนที่มีความกล้าหาญเป็นส่วนตัว  เป็นกล้าหาญทางความคิดที่จะออกมาตั้งคำถาม สงสัยต่อการกระทำหลายๆอย่างที่ชวนเคลือบแคลงของรัฐ  เพราะคนส่วนใหญ่มักเงียบและทำเป็นมองไม่เห็นต่อพฤติกรรมที่ชั่วร้ายต่างๆเพราะไม่อยากมีปัญหา 
 
ปัญหา คือ  เราจะทำอย่างไรให้ผู้คนส่วนใหญ่เกิดความกล้ามากพอที่จะถามและแสดงตัวออกมาว่าเขาไม่ค่อยเห็นด้วย   อยากให้ทางรัฐบอกรายละเอียดของเรื่องนั้นๆให้มากกว่านี้หน่อย
 
5.Execute
เมื่อทุกอย่างข้างต้นขมวดปมมาถึงขั้นนี้  ก็จำเป็นต้องหาวิธีช่วยเหลือผู้ตกเป็นเหยื่อมากกว่าที่จะเจรจากับผู้กระทำผิด  หากเป็นไปได้ควรมีการประชุมกันของกลุ่มที่ต้องการแก้ไขสถานการณ์ให้เกิดสันติ  มีการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีหน่วยที่ทำหน้าที่เป็นประธานในการควบคุมอย่างชัดเจน
 
แต่หากพูดไปแล้ว ควรมีการลดทอนปัจจัยที่จะทำให้เกิดความรุนแรงถึงขนาดขั้นที่ใช้วิธีฆ่าหรือสังหารต่อคนที่ตนเองเห็นว่าเป็นศัตรู  โดยที่มีการร่วมมือกันของผู้มีความคิดตรงกันมาร่วมกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้
 
  4803611666  วิชา สัมมนาผู้นำทางการเมือง  อ.ชญานิษฐ์  พูลยรัตน์

เว็บบอร์ดฟรี smfnew.com รุ่นใหม่จาก SMF

http://www.smfnew.com/

Why Us?

SMFnew.com allows you to create your own forum via our free SMF hosting system. Not only is it free, but the support you will receive is simply concise and straight to the point. With fast servers, 99% uptime guaranteed, we promise you will not be disappointed with our hosting. Our services to you are top notch and are unbeatable by other forum hosts. Just view some of our stunning features right here. Don’t forget, you will never be charged! We are currently running version SMF 1.1.10. Sign Up For Free Now!

We also have a support forum to help you every step of the way. With friendly staff and a happy community, you have no reason not visit and receive free 24/7 support from it!

We know uptime is important. This is why we have chosen a strong server to support our sites. View our uptime reports

 

Features

  • SMF 1.1.10 – The latest from version of SMF
  • Huge amount of space – attachments and avatars
  • Less Traffic Limitations – Get your forum out there!
  • Unlimited Members – A little boom to your forum
  • Unlimited Posts – Make it popular!
  • Unlimited Database Size – Take as much as you need
  • Over 40 Themes – Make your forum special
  • An arcade – Amuse your members
  • Portal System – Be inviting
  • Member Group Legend – Recently Added!
  • Profile Comments – Recently Added!
  • Embedded Media – Recently Added!
  • Fully Supported – We are ready!
  • Forum Subdomain – forum.smfnew.com to get you started
  • Add a Domain – Why not have your very own .com

EniCycle จักรยานล้อเดียวที่ใครก็ขี่ได้

25  ส.ค.  2552

ใครที่ชื่นชอบ”เซกเวย์”สองล้ออัจฉริยะที่สามารถทรงตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์ แถมยังควบคุมได้ง่ายมาก ด้วยการโน้มตัว เพื่อควบคุมความเร็ว และแฮนด์สำหรับบังคับเลี้ยวซ้าย หรือขวา แต่สำหรับ EniCycle จักรยานล้อเดียวไฮเทคฯคันนี้ มันมีหลักการทำงานคล้ายเซกเวย์ ต่างกันตรงที่ล้อเดียว และไม่มีแฮนด์ให้บังคับใดๆ ทั้งสิ้น และที่น่ามหัศจรรย์มากๆ ก็คือ คุณสามารถขี่มันได้โดยใช้เวลาฝึกหัดเพียง 30 นาที โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานของการเล่นกายกรรมมาก่อนแต่อย่างใด

EniCycle เป็นต้นแบบจักรยานล้อเดียวที่ทรงตัวได้เอง ผลงานของนักประดิษฐ์นามว่า Aleksander Polutnik ประเทศสโลวีเนีย เอ็นนิไซเคิลประกอบด้วยมอเตอร์ที่มีกำลัง 1,000 วัตต์สามารถใช้ขี่ได้นาน 3 ชั่วโมง โดยไจโรสโคปที่ใช้ตรวจจับระดับการทรงตัวในแนวดิ่งจะสามารถทำงานด้วยความเร็วถึง 100 ครั้งต่อวินาที (100Hz) สปริงที่ทำหน้าที่โชค ล้อ และที่วางเท้าสองข้าง คลิปสาธิตข้างล่างนี้จากรายการ The Gadget Show ของอังกฤษ คงจะเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีถึงความง่ายในการใช้งาน แม้พิธีกรจะมีการล้มกันบ้างเล็กน้อยก็ตาม (ให้ความรู้สึกเหมือนหัดขี่จักรยานครั้งแรกเลยนิ) :p

http://hitech.sanook.com/technology/product_13187.php

[Spoil] Pumpkin scissors 6 : Interval “คุณพี่สาวสุดยอด”

วันนี้เพิ่งไปถอย pumpkin scissors เล่ม 6 มาหลังจากรอจนเหงือกแห้งกะรอดูความเทพของมีดคู่ (แต่กลายเป็นเห็น “หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ” แทน) แต่ไอ้ที่ต้องฮาจนต้องกุมท้องคือฉาก Interval ของท่านพี่คนโต โซลิช แบรนบอลด์ (คนผมดำท่าทางใจเย็นแบบเชือดนุ่มๆ) ตอนที่คุณฟาละมีดันไปพูดเรื่องให้รางวัลจนเจอ “ตบรางวัล” ไปอย่างดีนั่นสุดยอดจริงๆ ฮากับเสียงโหยหวนที่ว่า “ทำไมต้องให้พี่มาพ่ายศึกในบ้านตัวเองด้วยยยยย~” RIP นายพล มิซาเอล แบรนบอลด์ ขอให้พยายามกับ “ศึกหนัก” ของท่านให้เต็มที่เถอะนะ (ไม่ได้ขอ 1 ขอ 3 ซะด้วย)

จากคุณ : peTOUCHso เขียนเมื่อ : 21 ส.ค. 52 22:21:59

 

แต่ผมชอบหมดเลยนะทั้ง 3 ศรีพี่น้องเลย แต่ยอมรับว่าเล่มนี้คุณพี่สาวคนโตโซลิสสุยอดจริงๆ ตอนแรกก็นึกว่าตาลายเห็นเลข 2 เป็น 3 แต่มันคือจริงๆสินะ(แบบว่าคุณสามีต้องทำสงครามอีกตั้ง 2 ครั้งแน่ะสู้เค้านะ)

แต่คนรองเอลิสก็มาแหวกแนวดีเห้นเจ้ากี้เจ้าการกับคุณน้องเรื่องหาสามีซะจริง ไม่นึกว่าตัวเองที่แต่งแล้วจะอ่อนถึงขนาดแค่จูบยังอาย(ฮาดี….ว่าแต่คู่นี้เค้าจีบกันยังไงเนี่ย จนเมดต้องแน่ะว่าให้เริ่มจูบกันเลย)

ส่วนคุณน้องประเภทชอบของแปลกสินะ สเป็คล่ำๆน่าจะโดนทางบ้านแอนตี้กว่าพี่สาวคนรองอีกนะ(เอาน่าก็เป็นพระเอกนี่) แต่ถ้าดูข้อมูลจากตอนเข้าโรงพยาบาลแล้ว….อาจจะรุ้สึกน่าสงสารขึ้นมาแล้วสิ

ปล.ยัยผู้ช่วยด็อกเตอร์นั่นมันนิวไทป์ใช่ม้า ขนาดไม่เคยเห็นตัวยังจินตนาการได้เหมือนมากขนาดนี้เลยนะเนี่ย

จากคุณ : wingaura
เขียนเมื่อ : 22 ส.ค. 52 08:47:18 A:125.25.79.67 X: TicketID:190907
   

 

 

 

แย่จริงๆ แฮะ ทำให้ความรู้สึกอยากซื้อลดลงมหาศาลเลยฟ่ะ -3-

แปลว่าทาง VBK ไม่ได้ตามข่าว หรือว่าเพราะไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่เลยไม่สนใจกันล่ะเนี่ย… (บอร์ดติดต่อก็ไม่มี ส่งเมล์ถึงกองบ.ก.โดยตรงก็เหมือนจะไม่เข้าหู ท่าทางคงต้องโทรไปคุยโดยตรงอย่างเดียวสินะ อยากรู้เหมือนกันว่าจะแก้ตัวกลับมาแบบไหน)

ว่ากันเรื่องเนื้อเรื่องต่อดีกว่า กรณีของแรนเดลกับอลิซ อยากให้ทุกท่านที่อ่านเล่มไทยได้อ่านช่วงเล่ม 7 – 9 เร็วๆ จัง เพราะเป็นเล่มของคู่นี้โดยเฉพาะเลยครับ มีช็อตหวานๆ ระหว่างสองคนนี้อยู่เยอะมาก โดยเฉพาะช็อตในภาพข้างล่างนี่…

อ่านถึงฉากนี้ครั้งแรก…แทบกระโดดตัวลอยเลยครับ เชียร์คู่นี้มานานมาก ดีใจสุดๆ ที่ในที่สุดก็ได้มีช็อตหวานๆ แบบนี้ซะที ชอบรองจากฉากที่อลิซบอกแรนเดลในเล่ม 7 ตอน 20 ว่า “เวลามีทหารยศร้อยโท 2 คน ถ้าจะเรียกร้อยโทให้หมายถึงชั้นเท่านั้น” เลยละ

ปล. – ที่ขำที่สุดก็คือ หลังจากเหตุการณ์ในภาพนี้แล้ว อลิซจะถูกโซลิสถามต้อนเอาตรงๆ ตอนแวะไปเยี่ยมพี่สาวด้วยว่า “โดนคุณร้อยโทคนนั้นทำ xxx มาเหรอจ๊ะ”

ปล.2 – เนื้อเรื่องช่วงเล่ม 7 – 9 เป็นช่วงที่ผมอยากทำ Spoil มากเลยนะ เพราะเป็นช่วงเนื้อเรื่องที่มันส์ที่สุดในเรื่องนี้แล้ว ทั้งฉากดราม่าหวานปนขมระหว่างคู่พระนางกลางสนามรบ ทั้งฉากดราม่าของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในเรื่องช่วงนี้ รวมถึงฉากแอ็คชั่นระหว่างคนต่อคน + คนต่อรถถังที่มันส์ปนดิบยิ่งกว่าตอนไหนๆ เลย (ในตอนนี้แหละครับที่เราจะได้เห็นแรนเดลงัดเอา “Marman-ccheda” หรือ “ตะไกรไชรถถัง” ที่เคยใช้ตอนสู้กับบักตู้ปลาพ่นไฟในเล่ม 3 ออกมา “ไชเนื้อคน” ให้ดูเป็นครั้งแรก บอกได้คำเดียวว่า “อย่างหลอน” ครับ เรียกว่าถ้าไปเจอคุณพี่เดินสับกรรไกรชุ้งชั้งๆ เข้ามาละก็ ผมคนนึงละที่ขอวิ่งป่าราบก่อนใครเพื่อนเลย )

แก้ไขเมื่อ 22 ส.ค. 52 11:27:47

แก้ไขเมื่อ 22 ส.ค. 52 10:45:41

แก้ไขเมื่อ 22 ส.ค. 52 10:44:03

แก้ไขเมื่อ 22 ส.ค. 52 10:43:47

แก้ไขเมื่อ 22 ส.ค. 52 10:27:45

 

 

อยากทำอยู่ครับ แต่ไม่รู้ว่าจะมีเวลาทำเมื่อไหร่นะครับ เพราะเรื่องนี้แปลยากกว่า World Embryo ซะอีก (ถ้าทำจริง ไม่อยากทำแบบละเอียดเพราะหนักหัว แต่ถ้าไม่ละเอียดก็กลัวจะสื่ออารมณ์ตัวละครได้ไม่ถึงเครื่อง เลยยังสองจิตสองใจอยู่จนทุกวันนี้แหละครับ ^^;;;)

เขียนไปเขียนมา ลืมพูดถึงคุณพี่โซลิสกับสามีคุณพี่เลยแฮะ ชอบบัญญัติประจำตระกูลของสามีคุณพี่จริงๆ แฮะ “รอดกลับมาคือเกียรติของทหาร” (ธรรมดาเค้าต้อง “ตายในสนามรบถือเป็นเกียรติของทหาร” ไม่ใช่เรอะ) ดูเป็นสามีทหารที่เฮฮาดี ผิดกับอิเมจทหารยุคก่อนที่หลายคนจะดูแข็งๆ ไม่ค่อยยืดหยุ่นเลย

ส่วนเหตุผลที่ขอรางวัลเป็นลูก 3 คนนั่น ถ้าคุณ peTOUCHso ได้อ่านเหตุผลของคุณพี่โซลิสในเล่ม 9 ละก็ คงต้องชอบพี่โซลิสขึ้นอีกเยอะเลยละครับ ผมอ่านช่วง Interval เล่ม 6 ทีแรกยังนึกเลยว่าฉากนี้อ.อิวานากะแกใส่มาเอาฮาเฉยๆ พอได้รู้เหตุผลของคุณพี่ที่อยากมีลูกแล้ว เล่นเอายิ้มปนอึ้งบวกซึ้งนิดๆ เลยละครับ

 

 

แหม…พูดแบบนี้ยิ่งอยากอ่านเป็นสามเท่าแล้วสิ (ตอนนี้ผมเดาว่าเพราะผระทับใจ 3 หน่อแห่งหน่วย 6 + สามีทำงานที่มีความเสี่ยงสูงมาก)

ที่คุณ Drake ว่า “รอดกลับมาคือเกียรติของทหาร” (ธรรมดาเค้าต้อง “ตายในสนามรบถือเป็นเกียรติของทหาร” ไม่ใช่เรอะ)

ผมกลับชอบความแนวคิดของ บัญญัติประจำตระกูล อันนี้นะเพราะความตายในหน้าที่แม้จะดูมีเกียรติแค่ไหนก็ตาม แต่สำหรับคนที่เรารักและรักเรา การรอดกลับมาได้ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

เหมือนที่พี่เทพลิโป้ จาก หงสาฯ กล่าวไว้แหละครับ “การมีชีวิตรอดนั่นสำคัญกว่าตายอย่างมีเกียรติมากนัก เพราะเมื่อตายแล้วก็จบสิ้น มีชีวิตต่างหากจึงมีหนทางต่อไป”

การแก้ปัญหาของผู้นำ

ถ้าคุณกำลังจมอยู่ในบึงจระเข้ คุณย่อมต้องการผู้นำทีมที่มองเห็นสถานการณ์เหนือผิวน้ำ และพาคนในทีมไปสู่พื้นดินที่ราบสูงอย่างรวดเร็วที่สุด ในยามคับขัน เช่นนี้ผู้นำในอุดมคติที่เป็นทั้งฮีโร่และสามารถทำงานเป็นทีมในเวลาเดียวกันควรเป็นเช่นไร ?

ลักษณะในอุดมคติของผู้นำยุควิกฤตเศรษฐกิจ 

ในภาวะเศรษฐกิจดีคงเป็นเรื่องปกติที่จะปล่อยให้ผู้นำแต่ละแผนกและผู้บริหารองค์กรบริหารงานเพื่อเป้าหมายองค์กร ตามปกติ แต่ยามเศรษฐกิจคับขัน ทรัพยากรขาดหาย คุณคงไม่ต้องการให้เกิดการแข่งขันแย่งชิง “น้ำขวดสุดท้าย” ในขณะที่จระเข้กำลังว่ายเข้ามาจู่โจมคุณ ! ดังนั้นผู้นำองค์กรและผู้บริหารระดับสูง ขององค์กรควรจะหันมาปรับและพัฒนาความคิดให้เข้ากับสภาวการณ์เช่นนี้ให้ดีที่สุด

คุณลักษณะที่จำเป็น 2 ประการ สำหรับผู้นำในยุควิกฤตเศรษฐกิจ ได้แก่ วุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego maturity) และการมองภาพองค์รวม หรือการคิดในภาพรวม (conceptual thinking)

ควบคุมภาวะทางอารมณ์และสติให้มั่น

ผู้นำที่มีความเหมาะสมในสถานการณ์ ที่เศรษฐกิจกำลังถดถอยเช่นนี้คือ ผู้นำที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) สูง ซึ่งจะรู้สึกผ่อนคลายกับตัวเองและไม่ถูกกดดันจากปัญหาที่มีความซับซ้อนหรือท้าทายมาก เช่น ในสถานการณ์ที่บุคคลรอบข้างเกิดความตื่นตระหนกและโยนความผิดซึ่งกันและกันผู้ที่ขาดวุฒิภาวะ ทางอารมณ์จะโต้ตอบ โดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น

ในขณะที่ผู้ที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) สูงจะสามารถนิ่งและควบคุมตนเองได้ จะไม่ตื่นตระหนกและรีบตัดสินใจลงมือปฏิบัติทันที แต่จะพิจารณาและวิเคราะห์รายละเอียดเพื่อหาวิธีการรับมือที่เหมาะสมพร้อมๆ ไปกับการหาโอกาสเพื่อเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับอนาคต โดยใช้หลักการบริหารที่อาศัยความร่วมมือในหน่วยงานมากกว่าการเน้นการแข่งขัน

วิธีการพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature)

การพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ ไม่ได้เกิดจากการอบรมแต่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ ดังนั้นองค์กรบางแห่งจึงใช้วิธีผลักดันให้บุคลากรเผชิญความท้าทายนอกกรอบความถนัดของตัวเอง (แต่อยู่ในความควบคุมขององค์กร) เพื่อพัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) ของผู้นำในองค์กร เช่น PepsiCo ที่ใช้วิธีการนี้ในการสร้างผู้นำที่มีอายุน้อยแต่วุฒิภาวะทางอารมณ์สูง

ทุกองค์กรควรทบทวนให้เกิดความแน่ใจว่า ผู้นำสำคัญในองค์กรนั้นมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) และคอย สอดส่องหาผู้ที่สามารถมองเห็นเข้าใจคนและสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน สามารถพูดถึงข้อดีและข้อเสียของเพื่อนร่วมงานและคู่แข่ง เพราะผู้นำเหล่านี้จะสามารถมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤตการณ์ และให้การดูแลลูกน้องของตนเองไปพร้อมๆ กันได้

คิดหาไอเดียใหม่ๆ ได้ในยามที่ต้องการ

การมองภาพองค์รวมหรือการคิด ในภาพรวม (conceptual thinking) เป็นความสามารถของผู้นำใน “การคิด นอกกรอบ” และเป็นผู้ที่สามารถคิดหาวิธีการแปลกใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อให้งานบรรลุจุดหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ที่มีลักษณะความคิดเช่นนี้สามารถ เห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น เช่น สามารถมองเห็นคำตอบจากข้อมูลที่ดูเหมือนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องนั้น ซึ่งผู้ที่มีความคิดเชิงวิเคราะห์ (analytical thinking) อาจจะพลาดจุดนั้นไป คนที่มีความคิดเชิงสังเคราะห์นั้นมีความจำเป็นสำหรับช่วงเศรษฐกิจขาลง เนื่องจากคนเหล่านี้สามารถมองเห็นโอกาสทางธุรกิจขณะสิ่งที่คนอื่นๆ คาดไม่ถึง

ตัวอย่างของบุคคลที่มีลักษณะเช่นนี้ เช่น เดฟ โนแวค (Dave Novak) ผู้ซึ่งนำพาให้พิซซ่า ฮัทขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว และทำให้ทุกคนรู้จักพิซซ่า ฮัท เขาสามารถมองเห็นว่าความจริงแล้วบริษัทพิซซ่า ฮัทนั้นอยู่ในธุรกิจส่งพิซซ่า (pizza distribution business) เขาจึงนำเอา ความคิดนี้มาสร้างเป็นโมเดลทางธุรกิจใหม่โดยมีการส่งตรงพิซซ่าถึงบ้าน รวมทั้ง มีการจัดตั้งแผงขายพิซซ่าในสถานที่ที่เป็นจุดขายที่ดี และสามารถตั้งร้านขายพิซซ่า ที่เป็นเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงได้ในเวลา ต่อมา

การสอนให้มีความสามารถในการมองภาพองค์รวมซึ่งเป็นภาพที่กว้างกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้นยากเช่นเดียวกับการสอนให้มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) ผลการวิจัย ของบริษัทเฮย์กรุ๊ป พบว่า การฝึกที่จะมองภาพองค์รวมนั้นมักเกิดขึ้นในช่วงมัธยมศึกษา และมักพบในหมู่นักเรียนที่เรียนทางด้านสายศิลปศาสตร์ โดยนักเรียนมักจะต้องใช้การคิดวิเคราะห์จากวิชาที่บังคับเรียนอยู่เเล้ว เช่น ประวัติศาสตร์และวรรณคดี เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการปูพื้นให้คนเหล่านี้มีการสั่งสมวิธีการคิดในภาพรวมมาตั้งแต่ต้น

การคิดในภาพรวมนั้นถือเป็นแกนหลักของการคิดทำสิ่งใหม่ๆ (innovation) และความคิดสร้างสรรค์อันเป็นปัจจัยในอุดมคติยามขาดแคลนทรัพยากร ดังนั้นในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ท้าทายเช่นนี้ผู้นำในอุดมคติไม่ใช่ทั้งผู้ที่มีความ กระตือรือร้นเป็นพิเศษ หรือผู้ที่มุ่งลดต้นทุนเป็นหลัก หรือผู้ที่คิดวิเคราะห์คำนวณเก่ง แต่ผู้นำที่สามารถนำพาให้ธุรกิจ ประสบความสำเร็จได้ควรจะเป็นผู้นำที่สามารถมองข้ามปัญหาและสามารถมองเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในสถานการณ์ ที่คับขันได้

โดยสรุปแล้วผู้นำที่ดีนั้นควรจะมี “วุฒิทางอารมณ์” (emotional intelligence) ที่เหมาะสมในการบริหารจัดการ ให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันได้แก่ วุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) และการคิด ในภาพรวม (conceptual thinking) กล่าวคือ เป็นผู้นำที่สามารถควบคุมอารมณ์และความประพฤติของตนโดยไม่ถูกครอบงำโดยความเครียดอันเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจที่รุมเร้า สามารถนำทีมงานและองค์กรไปสู่เป้าหมายโดยมีวิสัยทัศน์และมุมมองใหม่ๆ สร้างสรรค์ แก่องค์กร

แนวทางเบื้องต้นในการพัฒนาให้เกิดวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) และการคิดเชิงสังเคราะห์หรือการคิดในภาพรวม (conceptual thinking)

คุณลักษณะทั้งสองประการนี้สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ โดยในเบื้องต้นสิ่งที่องค์กรควรเริ่มพิจารณาและพึงปฏิบัติ คือ ควรมีการจัดประเมินและพัฒนาคุณลักษณะทางวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) และการคิดในภาพรวม (conceptual thinking) ให้แก่เหล่าผู้นำและผู้บริหาร ทั้งนี้เพื่อให้ทราบและเข้าใจผลลัพธ์ของพฤติกรรมตน

โดยเริ่มแรก ควรทำความเข้าใจก่อนว่าคุณลักษณะทั้งสองนั้นคืออะไร มีประโยชน์ใดต่อตัวผู้นำและผู้บริหาร สามารถส่งผลต่อการปฏิบัติงานขององค์กรได้อย่างไร ในท้ายที่สุด (recognition and understanding)

จากนั้นจึงประเมินคุณลักษณะเหล่านี้เพื่อให้ผู้นำและผู้บริหารได้เข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของวุฒิภาวะทางอารมณ์ (ego mature) การคิดในภาพรวม (conceptual thinking) และรู้ว่าตัวเองมีคุณลักษณะนั้นๆ ในระดับที่มากน้อยเท่าไร (self assessment) เพื่อที่จะสามารถฝึกและประยุกต์ใช้คุณลักษณะทั้งสองตัวนี้อย่างสม่ำเสมอ และสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่องค์กร ได้จริง (practice & on-the-job- application)

คอลัมน์ Hr corner
โดย ฐาณิฏา โขมพัตราภรณ์ (Consulting Director) วรรณาภรณ์ ไชยะโท (Consultant) จรสพงษ์ สุวรรณสุทธิ (Consultant) บริษัท เฮย์กรุ๊ป จำกัด

 

 

เกมออนไลน์ 2552 เติบโตในอัตราที่ชะลอลง

10 เมษายน 2552-ปีนี้มีเกมออนไลน์ให้บริการใหม่ 4 เกม ทำให้เกมออนไลน์ให้บริการอยู่ในประเทศไทยมีจำนวนสะสมสูงถึง 67 เกม ภายในปีนี้คาดว่าจะมีเกมออนไลน์เปิดให้บริการรวมมากกว่า 70 เกม โดยปัจจัยส่งเสริมมาจากราคาค่าบริการอินเตอร์เน็ตต่ำ แต่มีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลที่สูงขึ้น และราคาคอมพิวเตอร์ที่ถูกลงจะช่วยสนับสนุนให้การเล่นเกมออนไลน์ในประเทศไยังคงขยายตัวได้อีก แต่อาจไม่ส่งผลให้มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นมากนัก
           แม้ภาวะการแข่งขันในตลาดเกมออนไลน์ปี 2552 จะรุนแรงขึ้น ด้วยจำนวนเกมออนไลน์ที่เปิดให้บริการเพิ่มมากขึ้น ขณะที่จำนวนผู้เล่นเกมกลุ่มหลัก คือ นักเรียน นักศึกษาลดลงตามโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป อีกทั้งกำลังซื้อของกลุ่มผู้เล่นเกมออนไลน์มีแนวโน้มชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจที่หดตัว
          แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของผู้ผลิต และผู้นำเข้าเกมออนไลน์ เช่น การพัฒนาและเลือกเกมที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากเกมอื่นในตลาดมาให้บริการในประเทศ การขยายกลุ่มผู้เล่นไปยังกลุ่มวัยทำงาน และวัยสูงอายุด้วยเกมแนวแคชชวล การขยายช่องทางการจัดจำหน่าย การแสวงหารายได้จากช่องทางอื่น และการจัดกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์การเล่นเกมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตที่ต่ำลง จะช่วยทำให้จำนวนผู้เล่นเกมออนไลน์ และการใช้จ่ายเงินในเกมออนไลน์อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
          แต่การแสวงหารายได้เสริมจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากการพึ่งพารายได้จากผู้เล่นเกมโดยตรงจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าตลาดเกมออนไลน์ของประเทศไทยในปี 2552 ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากปีที่ผ่านมา โดยขยายตัวประมาณ 8 – 10 % ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 3,300 ล้านบาท
          อย่างไรก็ตาม การเล่นเกมออนไลน์ในปริมาณที่พอเหมาะถือเป็นสิ่งที่ดี จะช่วยเพิ่มทักษะ และผ่อนคลายความเครียด แต่หากเล่นมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อการเรียน การงาน และความสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ ในชีวิตจริง ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองอาจจำเป็นต้องให้คำแนะนำในการเล่นเกมออนไลน์แก่บุตรหลานในวัยเรียนที่อาจยังไม่สามารถพิจารณาไตร่ตรองถึงผลกระทบต่างๆ ได้มากนัก เพื่อให้เกมออนไลน์เป็นความบันเทิงที่มีประโยชน์ พัฒนาสมอง ผ่อนคลายความเครียด และเสริมสร้างจินตนาการ มากกว่าที่จะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคม
 

ข้อควรระวังเรื่องชายคาบ้าน – กฎหมาย

วันที่ 6 สิงหาคม 2552

 

http://www.komchadluek.net/detail/20090806/23133/รู้ทันกฎหมายเปิดช่องมองข้างบ้าน.html

 

คมชัดลึก : คนข้างบ้านก็ให้คุณให้โทษกับเราได้ไม่น้อย หลายบ้านก็มีการทักทายไปมาหาสู่รู้เรื่องครอบครัวของกันและกัน และอีกหลายบ้านก็ต่างคนต่างอยู่ หรือที่ไม่ดูดำดูดีกันไปเลยเพราะไม่เคยคิดจะเป็นมิตรด้วยก็มี

 

การมีเพื่อนบ้านก็เหมือนการคบคนทั่วไป  ควรมีช่องว่างเอาไว้จะได้มีความเกรงใจและลดความเสียดทานในการกระแทกกระเทือนต่อกันได้ 

 ตัวบ้านก็ไม่ต่างจากคนเท่าไหร่ ควรเว้นระยะห่างกันเอาไว้อย่าได้ชิดสนิทแนบเป็นใช้ได้  โดยต้องสร้างห่างข้างบ้านอย่างน้อย 50 เซนติเมตร ดูไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้บ้านกลายเป็นมีซอกหลืบไป ได้คนออกแบบไม่เอาไหน บ้านก็ไม่มีสไตล์ไร้รสนิยมได้อีก

 อยู่บ้านก็ไม่อยากได้บรรยากาศเรือนจำ การทำผนังบ้านจึงต้องมองเรื่องของแสงสว่างรวมทั้งการระบายอากาศ   แต่ก็ไม่อาจทำตามใจได้แบบไร้ข้อกำหนด

 แม้หน้าต่างจะเปิดออกไปแล้วอยู่ในรัศมี 50 เมตรที่เว้นเอาไว้ กฎหมายยังบังคับให้ถอยออกไปอีกช่วงหนึ่ง สำหรับบ้านสองชั้นต้องกันที่ออกไปไม่น้อยกว่า 2 เมตร บ้านสูงกว่านั้นก็ต้องกันถึง 3 เมตรไปเลย

 บ้านที่มีพื้นที่อาณาเขตไม่มากมาย  การเว้นห่างอย่างที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ทำให้บ้านกลายเป็นกระท่อมได้เหมือนกัน ที่กฎหมายให้ทำเช่นนั้นเพราะถือเป็นการทำช่องเปิด เปิดเมื่อไหร่ก็ได้เห็นเพื่อนบ้านในระยะใกล้ประชิดเกินไปไม่สมควร

 ถ้าอย่างนั้นเลยไม่เจาะเปิดช่องให้ยุ่งยาก ทำเป็นช่องกระจกใสให้แสงผ่านเข้ามาได้ กฎหมายบอกไม่ได้ต้องเว้นระยะไว้อย่างเป็น “ช่องเปิด”  แม้จะไม่ได้เปิดออกไปเป็นหน้าต่างประตูที่ไหน ก็อยู่ในความหมายของช่องเปิดเช่นกัน การทำกำแพงห้องเป็นกระจกใสแทนฝาผนัง ไม่ว่าจะกั้นเป็นกระจกยกแผงหรือแบ่งเป็นกี่ช่องก็ตามที รวมทั้งที่ทำเป็นกล่องแก้ว (glass box) หรือเจาะช่องกลมๆ เอาไว้เพื่อติดพัดลมดูดอากาศ ก็ฟันธงเด็ดขาดว่าเป็นช่องเปิดทั้งสิ้น

 ถ้าจะทำช่องเปิด กฎหมายก็เปิดช่องให้ทำได้ โดยต้องไปขอให้คนข้างบ้านเขายินยอมให้ทำได้เป็นลายลักษณ์อักษร  

 บ้านไหนชอบทำระเบียงเอาไว้ดูสุริยุปราคาก็ถือว่าเป็นช่องเปิด ต้องรักษาระยะห่างเอาไว้ให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย

 บ้านไหนรวยจัดมีขนาดพื้นที่มากกว่า 10,000 ตารางเมตร หรือวัดความสูงของอาคารได้มากกว่า 23 เมตรก็มีเหตุต้องย่นระยะถอยห่างจากข้างบ้านและรอบด้านอาคารถึง 6 เมตร โดยทำเป็นผิวจราจรด้วย คนรวยก็หนีไม่พ้นกฎกติกาและต้องหันมาสนใจคนข้างบ้านที่มันจนกว่าอยู่ดี

 แม้ว่าจะไม่อยากยุ่งกับคนข้างบ้านเท่าไหร่ แต่หากจะทำอะไรในบ้านตัวเองอย่างนี้ก็ต้องมีความเกรงใจว่าทำไปแล้วมันทำให้ความเป็นส่วนตัวของเพื่อนบ้านขาดหายไป หรือเพื่อนบ้านขยายบ้านหรือทำช่องเปิดเมื่อไหร่ ก็ต้องวัดระยะห่างกันไว้ให้ดี

 มีปัญหากับใครที่ไหนก็ไม่หลอกหลอนเท่ากับมีกับคนข้างบ้าน เพราะการอยู่อาศัยติดกันไม่อาจตัดสัมพันธ์เด็ดขาดได้ เว้นช่องว่างกันไว้ ทั้งคนทั้งบ้านก็จะช่วยให้ห่างไกลจากโอกาสทะเลาะพิพาทได้

 มีเรื่องกับคนข้างบ้านเมื่อไหร่  ถ้าไม่คิดจะย้ายก็ต้องใช้ชีวิตไม่สุขสงบแน่นอน

“ศรัณยา ไชยสุต”

จีนเผยโตบนพื้นฐานความมั่นคงทางวัฒนธรรม

คมชัดลึก : จีนเผยเคล็ดลับความสำเร็จบริหารประเทศบนรากฐานความมั่งคั่งทางวัฒนธรรม ในเวทีประชุมรมต.วัฒนธรรม เป็นตัวอย่างการฟื้นฟูประเทศด้วยวัฒนธรรมกับ 22 ประเทศ ขณะที่ชาวมองโกเลียกว่า 2 หมื่นคนแห่ชมงานเทศกาลศิลปะแห่งเอเชีย ครั้ง 11

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน สาธารณรัฐประชาชนจีน นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นผู้แทนนายธีระ สลักเพชร รมว.วธ. เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีวัฒนธรรมแห่งเอเซีย (Asia Cultural Ministerial Round-table Meeting) ซึ่งมีประเทศต่างๆเข้าร่วม 22 ประเทศ ณ โรงแรมฮอลิเดอินน์ ว่า การประชุมในวันที่ 2 ที่ประชุมเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีวัฒนธรรมและผู้แทนได้เสนอความคิดเห็นหรือข้อเรียกร้องทางวัฒนธรรมที่มีประโยชน์ต่อภูมิภาคเอเชีย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ยกตัวอย่าง สาธารณรัฐประชาชนจีนเน้นการบริหารวัฒนธรรม มรดกทางวัฒนธรรม โดยทุ่มงประมาณสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ละปีมีการจัดงานมหกรรมอุตสาหกรรมวัฒนธรรมตามเมืองใหญ่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เน้นการบริหารประเทศบนรากฐานความมั่งคั่งทางวัฒนธรรม ประเทศฟิลิปปินส์เน้นการสร้างอัตลักษณ์ของประชาชนในประเทศท่ามกลางกระแสโลภิวัฒน์ให้มีความเป็นตัวของตัวเองสูง

 ปลัดวธ.กล่าวต่อไปว่า ประเทศเนปาลมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่ว่าจะเป็นชาวพุทธ ฮินดู มุสลิม สามารถอยู่ร่วมกันได้บนความแตกต่าง มีจุดเด่นที่สวนลุมพินีวัน สถานที่ประสูติสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และแหล่งท่องเที่ยว ขณะที่ประเทศสิงค์โปร์เน้นการลงทุนทางด้านวัฒนธรรม อาทิ การสร้างโรงละคร ห้องพิพิธภัณฑ์ หอสมุดแห่งใหม่ให้เป็นแหล่งศึกษาองค์ความรู้ที่ทันสมัยแก่ประชาชน สุดท้ายประเทศศรีลังกามีการบริหารวัฒนธรรมจากรากเหง้าของตนเอง ให้ความสำคัญกับเมืองมรดกโลก เรียกว่า สามเหลี่ยมวัฒนธรรมของศรีลังกา คือ เมืองอนุราชปุระ เมืองปุรูนา และเมืองแคนดี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ

 “ในส่วนของไทยเราได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ พัฒนางานด้านศิลปวัฒนธรรม โดยรัฐบาลได้ทุ่มงบสนับสนุน 8,000 ล้านบาทดูแลอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับประชาชน ในฐานะผู้แทนไทยเห็นว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น จึงได้เน้นย้ำต่อที่ประชุมว่า เมื่อผู้แทนของแต่ละประเทศนำประสบการณ์การบริหารงานวัฒนธรรมมาแลกเปลี่ยนกันแล้ว เมื่อกลับไปประเทศของตนควรนำข้อคิดเห็นในประเด็นต่างๆ กลับไปพัฒนาประเทศ พร้อมกับรายงานรัฐบาลของตนเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนที่เข้มแข็ง ผลักดันนโยบายใช้มิติวัฒนธรรมเพื่อบริหารประเทศให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม และควรมีเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนอุปสรรคปัญหาการบริหารงานด้านวัฒนธรรมในระดับเอเชียอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของประเทศไทยผมคิดว่าการได้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้จะเป็นการขยายความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรมระหว่างไทยกับนานาชาติเพิ่มมากขึ้น

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงค่ำของวันที่ 18 ส.ค. เวลา 21.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายไชหวู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมจีน เป็นประธานเปิดงานเทศกาลศิลปะแห่งเอเชีย ครั้ง 11 ที่ ชิงฉาเธียร์เตอร์ กลางใจเมืองเออร์ดอส โดยมีรัฐมนตรีวัฒนธรรมและผู้แทนจาก 22 ประเทศ สื่อมวลชน ประชาชนชาวมองโกเลียเข้าร่วมกว่า 20,000 คน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่อลังการ แต่ละประเทศได้ส่งการแสดงพื้นบ้านและการแสดงของชนเผ่าเข้าร่วม ในส่วนประเทศไทยได้ส่งการแสดงรำขวัญข้าว และการแสดงประยุกต์แบบร่วมสมัยเข้าร่วมแสดงด้วย

จูหยวนจาง เล่ม 7 สาระเล็กๆ

หมัดโป๊ยก่วย  —ยอดแผ่นฟ้า   ธาราเอ่อล้น   แอ่งน้ำวน  ล้อมโจมตี   อัคคีลาม 

คัมภีร์ตะวันเดือด  — สว่างทั้ง 3 โลก   ตะวันเฉิดฉาย   ตะวันสาดส่อง   ตะวันอัสดง   ตะวันอรุณรุ่ง  ปัจฉิมคล้อย

ข้า..ชื่อ…ขอให้ฟ้าหนุนส่ง   ทหารมาตั้งทัพต้าน  น้ำมาใช้ดินขวาง   วายุจงมาตามบัญชาข้า!

โซ่พระศรีอาริย์  

หยินหยางโคจร  สลับขั้วฟ้าดิน

วิชากระบี่สวรรค์   นพอัสนีบาต    พลังผลึกฟ้า

คัมภีร์จันทราซ่อน —- ฝ่ามือเงาจันทร์   ดัชนีจันทร์ยะเยือก   ดาบจันทร์เสี้ยว   โล่จันทร์เพ๊ญ   เท้าจันทร์เสี้ยว

สกัดความรู้จากการ์ตูน เดชผลึกฟ้า 5 วิถี เล่ม 6 -7

ป้ายหยินหยางดูดซับพลังจากเซียบสราญรมย์ได้ แล้วสลายพลังนั้นทันที

เซียนสราญรมย์มีพลัง ดรรชนีสะท้านฟ้า  มรรคาบรรลุเซียน  โพธิสัตว์พันกร   พายุเหมันต์

แม่ชีใจพิฆาต มี หยินหยางไร้จีรัง  ประสานหยินหยาง  ลำแสงเสียงฟ้า

ปราสาททมิฬ  กินเนื้อที่ 10 ลี้ อาคาร 108 แห่ง  มีป้อมทุกๆ 10 ก้าว

จี้หยกขจัดมาร  ของหาวเจี๋ย

หาวเหมิ่ง พี่ชายของหาวเจี๋ย พระเอก  มีท่า  ฝ่าวงปลิดแม่ทัพ  เหนือฟ้าภูตอุดร- เฝ้ารักษาเมือง

พรรคฟ้า มี เถี่ยจู้ ฉายา ดาบฟ้า  มีดาบมหาพรหม  ท่า จักรวาลสะท้านฟ้า  พายุคลั่งทลายพิภพ  ลำแสงเทพเจิดจ้า

เถี่ยกัง  บุตรชายของดาบฟ้า  ท่า ดาบพิฆาตคีรี  หมื่นภูตเรียกวิญญาณ   ดาบผันคีรี

กระบี่จันทรา  เหวินซิ่ว

กระบี่สุริยัน  ถาวซุ่น

กระบี่ดารา  เว่ยหลิง

โอสถใจอสูร

เปาจ้วง คือ ตัวซวย

เถี่ยไก้  คือ ยาจกเหล็ก

แหล่ง Tu love-ru

 
 
 
www.mangafox.com   สแกนตั้ง 1 ยันล่าสุดแบบอังกฤษ

คิดยังไงกับสังคมการ์ตูนไทยครับ?

ผมไม่เข้าใจ และไม่อยากเข้าใจความเห็นของพวกผู้ใหญ่<หัวโบราณ>จริงๆ
ผมก็คนนึงที่อยู่ในวัยทำงานแล้ว..เรื่องพวกภาพเซอร์วิสหรือภาพที่มันดูโหด+รุนแรงจะเซนเซอร์ก็เซนเซอร์ไปสิครับ   ความจริงผมก็ไม่อยากให้เซนเซอร์เท่าไรหรอก..ทำให้ภาพมันไม่สมบูรณ์..ไม่ได้คิดไม่ดีนะครับ   แต่ทำไมต้องมาแบนด้วย..รับไม่ได้จริงๆ..
คือจะต้องรออ.เค้าเขียนเรื่องนั้นๆจบใช่มั๊ยครับหรือว่ารอเรื่องเงียบ  พอออกมาก็เป็นเรื่องอีก หรือแย่กว่านั้นก็คือไม่ได้อ่านอีกเลย<ต้องไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มใช่มั๊ย..ทั้งๆที่ไม่อยาก>
ทั้งๆที่แบ่งระดับคนอ่านแล้วนะ..แต่ว่าก็ว่าเถอะเป็นเพราะคนไทยไม่ทำตามกฏเอง   แต่เรื่องขายหนังสือก็พูดยากนะครับ..ไม่มีทางรู้หรอกว่าซื้อไปแล้วเด็กหรือผู้ใหญ่จะอ่าน   แต่ผมก็ว่ามันไม่เห็นจะเกี่ยวเลยที่ว่าเด็กดูการ์ตูนแล้วจะเอาไปทำตาม<มันเกี่ยวไรกะการ์ตูนวะ>
แล้วถ้าจะบอกว่ามีรูปโป๊ก็ไม่เห็นด้วยส่วนนึงเห็นด้วยส่วนนึง..แต่ก็อย่างว่าถ้าเด็กมันจะดูมันก็ไปเปิดnetไม่ดีกว่ารึ ยังแย่กว่าการ์ตูนอีก  <ไม่ได้หมายความว่าสนับสนุนนะครับ..ผมแค่จะเปรียบเทียบแถมส่วนใหญ่แต่ละบ้านก็มีcomกันทั้งนั้นแล้วเด็กสมัยนี้ยังเล่นcomมากกว่าอ่านการ์ตูนอีกต่างหาก>   เซนเซอร์ไปก็จบ จะเอาขาวแทบทั้งช่องแบบRainbowก็ได้ไม่ว่าอยู่แล้ว..<แต่อย่าแบน!!>
———-> ขอร้องเต๊อะ
ps. อยากอ่านZetmanอะ<เห็นเล่ม8แล้วแบบว่า…มันส์โคตร>
รองมาก็Gantz
…เฮ้อ <บ่นไปก็เท่านั้น..ก็คงต้องรอ รอ และรอ> เศร้าจัง

แก้ไขเมื่อ 15 พ.ค. 51 02:22:14

จากคุณ : ขุนพลธนูไฟ – [ 15 พ.ค. 51 01:16:17 ]
 
 
 
เซนเซอร์มากๆ บางทีญี่ปุ่นเขาก็ไม่ยอมนะครับ
ถือว่าไปเปลี่ยนผลงานเขามากเกิน
ไม่ใช่ว่าแค่ขายได้ได้ตังค่าลิขสิทธ์แล้วเขาจะโอเคหมด

 

มันก็จริงนะ…
แต่ตั้งแต่เริ่มอ่านฉบับscan กับลองซื้อฉบับจริง(ภ.ญี่ปุ่น)มาลองอ่านดู ก็เริ่มชักจะลังเลละว่า… ไปตั้งใจเรียนภาษาญี่ปุ่นจริงๆจังๆดีกว่ามั้ยนะ

แบนมาก เซนเซ่อร์มาก…ซื้อการ์ตูนฉบับไทย บางทีก็ชักเสียดายตัง

 
 
ก็คุณโตแล้วนี่นา
แล้วเด็กๆหละ คุณไม่สนใจ

แต่พวกผู้ใหญ่เค้าสนใจเด็ก

มันก็จริงอยู่ การ์ตูนที่คุณอ่านเด็กๆไม่อ่านกัน

เพียงแต่ว่า สำหรับผู้ใหญ่ เค้ามองว่า การ์ตูนนั้นมีให้เด็กอ่าน

คุณที่คุยในโลกอินเตอร์เนตนี้อยู่ในอยู่ในสังคมเดียวกับคุณ เลยเข้าใจและเห็นด้วยกับคุณ

ถ้าคุณ(ซึ่งโตแล้ว)ลองไปอ่านให้คนทั่วไปเห็น

ส่วนมากเขาก็คิดแบบไทยๆว่า โตแล้วยังอ่านการ์ตูนอยู่อีกหรอ
(ไม่ต้องมองไกล แม่เราก็พูดแบบนี้ เพื่อนที่ไม่อ่านการ์ตูนก็ด้วย)

ดังนั้น สังคมไทย = การ์ตูนสำหรับเด็กเท่านั้น

 
 
อยากให้คุณมองกลับกัน พวกผู้ใหญ่เหล่านั้นเค้าโตมากับการ์ตูนที่ไม่หลากหลายแบบปัจจุบัน
ที่มีแต่การ์ตูนสดใส วอล์ทดิสนี่ โดราเอมอน

แต่พวกคุณโตมากับการ์ตูน เกมส์ให้เลือกเต็มไปหมด

ทำไมไม่ลองกลับมาคิดหาวิธีที่

ทำอย่างไรให้ผู้ใหญ่เหล่านั้นมองและคิดได้ว่า

การ์ตูนนั้นไม่ใช่สำหรับเด็กอีกต่อไปแล้ว

สำหรับการ์ตูน คนไทยส่วนมากบริโภคอย่างเดียว มีแต่จ่ายออกไป
(เดี๋ยวนี้ยิ่งมีเนต จ่ายน้อยลง ทั้งของลิขสิทธิ์ และของ import)

แต่เรื่องใช้การ์ตูนสร้างคุณค่าให้ประเทศ มันยังไม่ชัดเจนพอ ที่ทำให้ผู้ใหญ่ และคนไทยทั้งประเทศเห็นค่าของการ์ตูน(และเกมส์)มากนัก

เอาเป็นว่า เด็กรุ่นใหม่ก็ทำให้ผู้ใหญ่เขาเห็นหน่อยว่า การ์ตูนที่คุณๆชอบกันหนะ มันมีประโยชน์ สร้างคุณค่าและรายได้ให้ประเทศ (ไม่ใช่บริโภคกันอย่างเดียว แล้วไม่เห็นอะไรเลย ส่วนมากได้ดีก็ไปทำให้เมืองนอกทั้งนั้น รอกลับมาทำให้ประเทศชาติอยู่เหมือนกัน)

เขาจะได้เลิกคิดว่า การ์ตูนสำหรับเด็กเท่านั้น

(เด๋วก็มาบอกอีกว่า ผู้ใหญ่ไม่สนับสนุน ใครได้ A สังคมช่วยไปสืบให้หน่อยว่า ก่อนการ์ตูนญี่ปุ่นจะบูม รัฐบาลเขาสนับสนุนการ์ตูนเป็นสินค้าหลักของประเทศตั้งแต่เมื่อไหร่ แบบว่าตกสังคม)

ขอบคุณที่อ่านจบ ใครคิดแบบอื่นบ้าง

 

 
 
หนังหรือ หนังสือแมกกาซีนสำหรับผู้ใหญ่ที่มีฉากโป๊เปลือยมากไป
สังคมไทยก็ยังไม่ยอมรับกันนะครับ ไม่ใช่เซนเซอร์แต่การ์ตูน
ลองเทียบหนัง-หนังสือแมกกาซีนของไทยกับของต่างประเทศ
ดูจะเห็นว่าคนละเรื่อง

ดังนั้นถึงแม้ว่าจะให้การ์ตูน เป็นของสำหรับผู้ใหญ่
ก็ยังต้องเซนเซอร์อยู่ดีนะแหละครับ

 
 
 
สรุปคือ จะบ่นว่าทำไม Zetman ไม่ได้พิมพ์ต่อ?
ถ้าได้อ่านเล่มสุดท้ายที่พิมพ์ในไทย เป็นเรื่องแรกเลยมั้งที่สนพ.นี้ เซ็นเยอะขนาดนั้น (มันก็แรงเกินไป จนเกือบจะ h ไปแล้วนั่นแหละ) แค่นั้นก็น่าจะพออธิบายได้แล้ว คนทำธุรกิจ เขาก็คงไม่อยากมีปัญหาหรอก
แล้วที่บอกว่า ——–> แต่ผมก็ว่ามันไม่เห็นจะเกี่ยวเลยที่ว่าเด็กดูการ์ตูนแล้วจะเอาไปทำตาม<มันเกี่ยวไรกะการ์ตูนวะ> ———-> อันนี้เราขอเถียงสุดตัว ไม่ว่าจะการ์ตูน ละคร เกม ยังไงมันก็มีผลต่อเด็กแน่นอน เอาเป็นว่าถ้าคุณมีลูก จะอยากให้ลูกดู, อ่าน การ์ตูน H การ์ตูน guro แบบเลือดสาด ไส้ทะลักมั้ยล่ะ

แล้วก็เลิกเหอะ แบบที่ว่า พอการ์ตูนมีปัญหา ก็จะมีคห.ว่า ทีพวกละคร ทีพวกหนังสืออย่างว่า ทำไมไม่ไปจับ มาจับแต่การ์ตูน
อะไรผิด ก็ว่าไปตามนั้นแหละ ไปยกอย่างอื่นมาเปรียบเทียบ มันก็ไม่ได้ดูดีขึ้นสักเท่าไรหรอก

P.S เราก็อยากอ่าน ทั้ง Zetman และ gantz แต่ก็เข้าใจเหตุผลที่มันพิมพ์ต่อไม่ได้

 
 
 
ตัองดูว่าผู้ใหญ่ใช้ความคิดความรู้สึกแบบผู้ใหญ่ดูการ์ตูนแล้วตัดสิน หรือ ใช้ความคิดความรู้สึกของเด็กมาตัดสิน เท่าที่เห็นๆ น่าจะเป็นข้อแรกซะมากกว่า
เช่นการ Cen อก นามิ ถามว่านั่นใช้ความรู้สึกของเด็กหรือความรู้สึกของผู้ใหญ่ กันแน่ ?
มองเห็นได้ชัดว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกตนเองว่าผู้ใหญ่ ใช้อารมณ์ความต้องการณ์ของตนเป็นเครื่องตัดสิน ต้องCen ทั้งๆที่ควรมองให้ครบถึงภาพรวมของการ์ตูนว่าเน้นอะไร ผู้เสพได้อะไรเป็นส่วนใหญ่

แยกแยะไม่ได้นี่หรืออ่างตนว่าโตแล้วเป็นผู้ใหญ่แล้ว

 
 
 
มันไม่ใช่ว่าพอพวกผู้ใหญ่ตายๆไปแล้วมันจะจบเรื่องหรอก
แนวคิดที่ว่า การ์ตูนมีไว้สำหรับเด็กเท่านั้น คนในห้องนี้ยังเป็นเลย
อย่างตอนที่มีคนบอกว่า โดราเอมอนมีไว้ให้เด็กดูเท่านั้น ผู้ใหญ่จิตใจสกปรกเกินกว่าจะดูได้

ก็มีหลายความเห็น เห็นด้วย อืมม์ไหนจุดยืนบอกว่ามันมีไว้สำหรับผู้ใหญ่ด้วยไง

บอกว่าทำไมเค้าไม่เซ็นเซอร์นิตยสารชุดว่ายน้ำ
ถ้าหากเค้าเซ็นเซอร์จริงก็ไม่พอใจอีก

บอกว่าทำไมต้องเซ็นเซอร์การ์ตูน ในเมื่อในเนตมันโป๊กว่า
ถ้าเค้าบล๊อคเนตก็ไม่พอใจอีก

แทนที่เราจะหาข้อดีของการ์ตูน แต่กลับไปอ้างว่าในเนตมันโป๊กว่า อย่างอื่นมันโป๊กว่า แล้วมันจะไปพัฒนาได้ยังไง
 

 
 
 
มองดูว่ามันเกินไปมั้ยสิครับ
1 กรณีการ์ตูนบางเรื่องก็เซอวิสเกินไปจริงๆ
2 กรณีการเซ็นเซ่อร์ก็เกินไปจริงๆ(ในกรณีทีวีเช่นเซนบุหรี่ เซนชิซึกะ) 

แต่ในหนังสืออย่างzetman/เหนือฟ้าฯ อะไรพวกนี้ ผมว่ามันตรงกับข้อ1นะ  เรตมันสูงเกินไปฉากxxx เห็นแบบจะๆ  ยังไม่นับเรื่องความรุนแรง (บ้านเราไม่ค่อยระวังเรื่องความรุนแรง ทั้งๆที่ตปท.เค้าให้ความสำคัญมากกว่าฉกโป๊ด้วยซ้ำ) ซึ่งภ้ารวมเรื่องความรุนแรง ไอ้เรื่องที่ว่าๆมานี่เรตพุ่งปรี๊ดเลยครับ

ทำออกมาก็เสี่ยงโดนจับแบบตอนgantz เรียกเก็บคืนกันแทบไม่ทัน   ไม่ทำต่อก็โดนบ่นแบบในกระทู้นี้
ถือว่าซวยคนอ่านไป พยายามหาทางดิ้นอ่านกันเอาเอง 

ปล.มีลูก ผมก็ไม่ยอมให้ลูกอ่านการ์ตูน3เรื่องข้างบนนี้ตอนยังเด็กอยู่หรอกครับ  ไม่เกี่ยวกับว่าจะเอาไปทำตามรึป่าวหรอก มันเกี่ยวกับการปลูกฝัง

ปล2. ผม1คนล่ะไม่อยากให้เมืองไทยเป็นสังคมเปิดมากๆ แบบญี่ปุ่นด้วย
 
 
 
ตอบ คห.16
ญี่ปุ่นเริ่มส่งออกการ์ตูนอย่างเป็นจริงเป็นจัง หลังสงครมโลกครั้งที่ 2 ครับ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงครามดังนั้นจึงต้องพยายาม ปรับความเข้าใจกับนานาประเทศ และสิ่งที่ทำได้ก็คือการส่งออกวัฒนธรรมเพื่อเป็นหลักฐานว่าเราเป็นประเทศอารยะ และสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้โดยวิธีอื่นที่ไม่ใช่สงคราม

ฝั่งบ้านเรานั้นเป็นวัฒนธรรมแบบอ่อน คือเป็นวัฒนธรรมที่สามารถรองรับของคนอื่นได้ง่าย ก้อเลยรับเข้ามาด้วย สังเกตว่าคนรุ่นพ่อแม่ จะอ่านการ์ตูนหน้ากากเสือและเล่นเคนโด้ ก้อเพราะนโยบายอันนี้ แต่หลังยุคสงครามโลกมาโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคสงครามเย็นที่แข่งขันอุดมการณ์ทางการเมือง ในขณะที่เพื่อนบ้านเราเลือกที่จะเป็นคอมมิวนิสต์ เราเลือกที่จะเป็นประชาธิปไตย และผลลัพท์ที่ได้คืออย่างที่เห็นทุกวันนี้คือมันมีแค่ครึ่งใบ ทำให้หลักการของประชาธิปไตยที่แท้จริงถูกบิดเบือนและเปลี่ยนแปลง ตามความเหมาะสมของกลุ่มผู้ปกครอง และมันก้อรวมไปถึงความคิดเห็นในเรื่องการอ่านการ์ตูนของเด็กด้วย

วิธีแก้ไขไม่ขอพูดถึงนะครับ เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้ในชั่วอายุผม ก้อแค่อยากจะบอกว่า ตอนนี้ผมทำงานแล้ว แต่ก้อยังอ่านการ์ตูนอยู่ครับ
 
 
1. มุมมองของคนแตกต่างกันเสมอครับ จะยุคไหนก็แล้วแต่ ผมอยากบอกว่าคนอ่านการ์ตูนในห้องนี้เป็นสังคมส่วนน้อย แล้วก็เป็นของแปลกสำหรับคนส่วนใหญ่(ที่จขกท.อาจไม่มีโอกาสเปิดโลกกว้างไปเจอ)
ผมชอบคำนึงในลักกี้สตาร์ ว่าเกิดเรื่องอะไรก็ไปโวยวาย ชาวบ้านเค้าหาว่าโอตาคุดิ้นพล่าน ประมาณนั้น
2. ถ้าผมถามว่าคุณมีลูก คุณจะเลือกปิดกั้นเน็ทแต่ปล่อยให้ลูกอ่านหนังสือทั้งๆที่หน้าปกมันบอกความรุนแรงได้อย่างงั้นเหรอครับ
แต่ถ้าถามผม เด็กเล็กๆยังไงก็ไม่ชอบอ่านลายเส้นดิบๆหรือโหดๆอยู่แล้วนะ ยังไงผมว่าตัวการ์ตูนมันเลือกคนอ่านเองแล้วนะ เพียงแต่ถ้าเป็นผม ผมเลือกจะทำกิจกรรมร่วมกับลูกด้วยดีกว่า ทั้งปลอดภัย ทั้งอบอุ่น ไม่ต้องปล่อยให้การ์ตูนเลี้ยงลูก
ปล.อ่านแสกนไม่ก็ดิบๆดีกว่า ฝึกภาษาครับ หึหึ ชอบของ ichigo 100% ของ akatsuki, yanime แปลดีมากๆ
 
 
 
คิดเหมือน คห. 27 นะพี่
คือ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม…ทำไมอย่างฝรั่ง หรือ ญีปุ่่น บ้านเมืองเค้าไม่เห็นเซ้นเซอร์ สื่อต่างๆก็ค่อนข้างถ่ายทอดรุนแรงกว่าบ้านเรามาก แต่ทำไมเยาวชนของไทยยังดูคุณภาพต่ำกว่าของเค้า (อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวอะนะคะ ไม่ทราบแน่ชัดเหมือนกันว่าข้อเท็จจริงเป็นยังไง) แต่ความรู้สึกเราเหมือน…ทำไม ของต่างประเทศเค้าแรงกว่า แต่เยาวชนเค้าควบคุมตัวเองได้มากกว่าเรา? ทำไมบ้านเมืองเรา ผู้ใหญ่พยามคุม พยามเซนเซอร์ ทั้งปิดกั้นเรื่องเซ็กส์ แต่เด็กไทยก็กลับควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ (หรือเราควบคุมตัวเองได้ แต่ผู้ใหญ่คิดว่าเราคุมไม่ได้???)

ความจริงแล้วทุกครั้งที่เราอ่านการ์ตูนแล้วมีเซนเซอร์แรงๆ เราก็รำคาญเสมออะนะ…บางทีถ้าให้เห็นๆไปเลยอาจจะไม่คิดอะไร แต่บางครั้งเอา “คว้าง” ไปแปะไว้ตรงหน้าอกกลับชวนคิดกว่า แต่บอกตรงๆอะค่ะ ว่าเราก็ไม่ใช่พวก อยากจะเป็นผู้นำลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง เป็นแกนนำล่ารายชื่อไปถกกับกองเซนเซอร์แต่อย่างใด…ก็แค่คนเสพการ์ตูนธรรมดา ที่เรารู้สึกรำคาญเวลาเห็นการเซนเซอร์หนัง หรือการ์ตูนอย่างไร้สาระ พวกนี้มันทำให้เรากลายไปฝึกภาษาตปท. แล้วไปอ่านของจริงแทนเอาเลย กลายเป็นเราไปสนับสนุนวัฒนธรรมเค้าทางอ้อมอีก Ha~(ถึงจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุก็เถอะ แต่ก็ได้ภาษาเพิ่มมาอะนะ)

 

 

 

 

อืม……….เราก็เห็นด้วยนะผู้ใหย๋คิดว่าการ์ตูนเป็นเรื่องเด็กๆๆ ชอบว่าการ์ตูนมันไร้สาระ(เราโดนพ่อว่าบ่อยมาก)แล้วไอ้ที่ผู้ใหญ่กินเหล้าจนเมา มันเรียกว่าไรว่ะ มันไม่ไร้สาระกว่าหรือไงว่ะ
 by : deathline [2008-05-15 21:32:57]

——————————————————————————–

ยัง……………….ยังไม่จบ
แล้วจะบอกให้นะว่าที่ญี่ปุ่นอ่ะมช่องสำสรับเรื่องเซ็กโดนเฉพาะด้วยล่ะ ช่งนั้นอ่ะจะมีแต่เรื่องที่เกี่ยวกับเซ็กล้วนๆๆเลยล่ะ แต่ประเทศเขาคุมได้เหอะๆๆๆๆๆๆๆๆ
 by : deathline [2008-05-15 21:35:59]

น้าอี๊ดได้รางวัลตู้หนังสือจากมติชน 116 เล่ม

ได้มาจากการตอบคำถามในรายการ  ข่าวเด่นเย็นนี้  ทางช่อง 3 ตอนเย็นเมื่อวาน คือ   พุธ  ที่ 16 ก.ค.2551  ปีชวด

ไปรับที่ตึกช่อง 3 ด้วยรถน้าตาไปกัน 2 คน  ได้มาถึงที่บ้านตอนบ่าย  หนังสือดีๆของมติชนเพียบเลย

อย่าง  ลับ ลวง พราง    ประกาศิตอสูร   มหาลัยเหมืองแร่   ดีๆทั้งนั้น

น้าอี๊ดโทรไปตอบคนแรกเลย  คำถามมีว่า รายการ 2 รายการที่นายก สมัครไปออกรายการน่ะชื่อว่าอะไรบ้าง

รวมๆแล้วทั้งตู้แบบ 3 ชั้นนี้น่าจะสัก 2 หมื่นขึ้นท่าจะได้  มี ปริทัศน์มวยไทย  ของ ท่านเขตร  ศรียาภัย  ด้วย

กำลังอยากอ่านต่อพอดี ขี้เกียจยืมที่ห้องสมุดป๋วย  มันหนักน่ะนะ  เหอๆ…

เนื้อเรื่องของ โอ้ นางฟ้า The movie

http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.aicanime.com/products/amg/image/top.jpg&imgrefurl=http://www.aicanime.com/products/amg/index.html&h=480&w=358&sz=60&hl=th&start=1&tbnid=XNqaEZrN9mGrZM:&tbnh=129&tbnw=96&prev=/images%3Fq%3Doh%2Bmy%2Bgoddess%2Bthe%2B%2Bmovie%26gbv%3D2%26svnum%3D10%26hl%3Dth

นี่แหละที่เราต้องการจะรู้มานานแล้ว  ได้แต่ดูยูทูปไปวันๆ   วันนี้จะได้รู้แล้ว  ดีใจจัง  สุดยอด!!

Keiichi is an ordanary colleage student at NIT and belongs to NIT MCC(Motor Cycle Club). But there is a difference between him and other people. He lives with 3 beautiful sisters in a temple. And the 3 sisters are Goddess’!
It all began one day when he accedently called out Balldandy, the middle of 3 sisters, and was told by her “I came here to make your wish come true. But you can only make one wish” Keiichi answered: “I wish a girl like you will stay with me forever.” His answer was the start of his rather unusual life with 3 Goddess’.

***************
The season comes to April. NIT campus is busy welcoming the freshmen, also Keiichi and Belldandy. They are busy recruiting new MCC club members among other work…
On campus, a recruiting event being held by Sora Hasegawa, the leader of MCC, just started and all the best machines are lined up in front of MCC’s office. Keiichi and Belldandy’s sidecar, “Racing Kneeler”, is the center of attention. The freshmen couldn’t take their eyes off of beautiful Belldandy from the moment she took off the helmet and got out of the sidecar. The first student who files to enter MCC is a beautiful young girl named Morgan with mysterious atmosphere about her. The other male freshmen seeing 2 beautiful girls in MCC rush to become the members as well. At that moment, Tamiya-senpai and Ohtaki-senpai show up and scare the freshmen away. Fujimi Chihiro blames Tamiya and Ohtaki for messing up the event. However they are forgiven by Belldandy, who thanks them for their efforts that made only the people who really love motorcycles stay.

***************
A welcome party is held for the MCC club later that night in MCC office. Sora Hasegawa is drunk and approaches Keiichi. Even Megumi fans the fire to make Sora get closer to Keiichi. The strange atmosphere reaches Belldandy who is singing Karaoke. All the cups and classes suddenly break and Belldany has no idea why the magic is coming out without any reason and destroying the festive atmosphere. She feels embarrassed and rushes out the door. Keiichi runs out of the MCC office after her.

****************
At the same time, Urd is informed by Peorth that a prisoner, who is supposedbe locked in the moon jail forever, escaped with the aid of an unknown group. Urd rushes to the NIT campus. She finds not only Belldany and Keiichi standing there, but also the shadow of a stranger.

The stranger’s name is Celestin. He declares that he is Belldandy’s teacher and has come to pick her up to return to Heaven. Keiichi is confused by what happened in front of him. Just when Keiichi is trying to figure out what is going on, Celestin kisses Belldandy and She suddenly looses consciousness…
Celestin leaves telling Keiichi:” I know you care about her very much. But I want to give her a chance to choose what she really wants.”……Heaven is in chaos! Somebody has hacked the network system and sent numerousvirus’ into to it….

Belldandy finally wakes up, but the first words to come out from her mouth to Keiichi is ” I am Belldandy from Relief Goddess Office. I have come to make your wishes come true. But you can only make one wish.”
All her memories about Keiichi have been deleted!

The chaos in heaven is getting more serious. Goddess’ in Heaven have to shut down the network between Heaven and Earth until they remove all of the virus’. Not only can Urd and Skuld not bring Belldandy back to Heaven to cure her disease, but they have to rely on their own power to solve everything. Is Celetine the hacker and what is his purpose?
Goddess’ in Heaven find out the virus came from Belldandy and ask Urd to give her astrong dose of an antiviral vaccine. But it is a very dangerous vaccine that if it fails will not only remove Keiichi’s memories, but all of her memories…
Belldandy decided to take the vaccine even though the people around her are stronglyagainst it. Keiichi who understands Belldandy tells her:” Even if you loose all of your memories about us. Even it means we have to be separated for years…as long as we can meet again, no matter how many times, or how many years it will take, I will try again!”The Vaccination process starts. They finally find the source of virus. But just the moment before the vaccine reaches the core of the virus in Belldandy, something unusual happens!

Everything that has happened so far was just the beginning of Celetin’s plot!
What does Celestin really want?
What will happen to Keiichi and Belldandy?

“I remember Keiichi told me never give up till the end.”

“Even it means I have to against God, I will protect you forever.”

 

It’s been 3 years since Belldandy came to live with Keiichi. Now, Celestin, a man from Belldandy’s past, threatens Keiichi and Belldandy’s bond as well as the entire Goddess System. Celestin, Belldandy’s mentor, has returned from imprisonment with a plan to infect the Goddess System with a virus. Key to that plan is Belldandy. But to use her in his plan, Celestin must destroy the ties that bind Belldandy and Keiichi together.

When rumors of an AMS movie began circulating, fans became very excited. The idea of a feature-length movie budget to anime Keiichi, Belldandy and the rest was a compelling one. When the movie was finally released, it lived up to the expectations. To put it bluntly, this is one of the most beautiful anime movies in recent memory.

The movie concerns Celestin, Belldandy’s mentor from Heaven, and his efforts to wrest control of Heaven. He causes Belldandy to lose her memories of Keiichi, and Keiichi must somehow find a way to get her memories back. The movie Keiichi is a strong, confident young man, something of a surprise in the one-guy-surrounded-by-a-bunch-of-babes genre. He never once backs down from Celestin or Heaven. Even in the midst of a celestial fight, he runs into danger to protect Belldandy. With Belldandy’s character either unconscious or out of it for most of the movie, Keiichi must shoulder more of the story, and the writers do an excellent job of making him believable and sympathetic without once castrating him. He’s no Leon from Bubblegum Crisis, but I don’t see Leon committing himself wholeheartedly to Priss’ happiness, either.

 

 

 

Belldandy

  Urd

  Skuld

 

 

 

Keiichi

  Celestin

   Morgan – ยัยเจ้าหญิงภูตตัวดี

Celestin is an excellent villain in that he’s very three dimensional. The goals he’s working for are quite noble, even if his methods are extreme. The flashbacks to Belldandy as a child show us a younger, more idealistic Celestin, as well as the crimes he committed for what he believed in. Another character introduced in the movie is Morgan, the fairy princess who lost the man she loves to a cruel law, and who will fight with Celestin to help him overthrow Heaven.

The movie manages the tightrope act of giving existing fans what they expect such as motorcycles, humor, romance and the usual cast of secondary characters, while at the same time telling a story that will have to stand on it’s own. The various elements of animation, character design, writing, acting, directing and music all combine to make this an indispensable part of any anime fan’s collection

 

 

รายชื่ออนิเมดีดีๆ โนตม

Amaenaideoyo!!
Amaenaideyo!! MS
Ashita no Yoichi!
B.Reaction
Benten-sama ni wa iwanaide
Battle Club
Boing
Cambrian
Change 123
Cynthia the Mission
Desire
Devil 17
Dispatch!!
Eiken
Eidron Shadow
Freezing
Gacha Gacha
Gakuen heaven
Gekkoh
Girls Bravo
Girl Friend
Girl Girl Ball Shoot Girl
Girls & the Bigman
Girls Zaurus
Girls Zaurus DX
Glass no Megami
Goshusho-sama Ninomiya-kun
Hatsukoi Limited
High School of the Dead
Hiyoko Brand – Okusama wa Joshikousei
Ichitoousen Official Anthology
Iinari! Aibure-shon
Ikkitousen
Inukami!
IO
Joshi Kousei
Juusho Mitei
Jyouoo
Kamen no MaidGuy
Kanokon
KissxSis
Koibana Onsen
Love Junkies
Magikano
Mai no Heya
Miss Wizard
MuvLuv Alternative
Muvluv Unlimited
Nae ga Yuru
Nante Tantei Idol
Nidaime wa Cosplayer
No Bra
Okitsune-sama de Chu
Omamori Himari
Pastel
Peach!
Peridot
RappiRangai
Rosario+Vampire
Saving Life
Seikon no Qwaser
Sekirei
Shina Dark

Shuffle!
Sexy, eh?!
Tenjou Tenge
To Love-Ru
Tonagura!
Toshiue no Hito
Tsubame Syndrome
Umisho
Unbalance X Unbalance
Virgin na Kankei
W Name
With Karin
Wild Pitch
Toritsu Mizusho!
Yuria 100 Shiki
Zero In
Zetman

ประเทศไทยเข้าไปอยู่ในการ์ตูนเรื่องไหนบ้าง

มีเยอะนะ
บากิเงี้ย นักมวยไทยโดนดีดไข่ตายก็มี
กันดั้ม 00 รวมอยู่กะสหพันธ์ ไปแล้ว
แถมพวก CB มีฐานอยู่โคโลนี่กรุงเทพอีกตะหาก

 

ก้าวแรกสู่ซังเตด้วยครับ

 

จริงๆก็มี แองเจิ้ลฮาร์ทด้วย แต่เพราะเนื้อหารุนแรงเลยเลี่ยงไปใช้ชื่ออาณาจักร ธรรมมานันท์ แทน ทั้งๆที่ดูยังไงก็ไทยแลนด์ดีๆนี่เอง

 

วันพีช เกาะจายา ก็มีส่วนวัฒนธรรมของไทยครับ

(มีจั่วบนหลังคาบ้านเรือน)

 

ส่วนใหญ่จะมีคนไทยอยู่ในการ์ตูนศิลปะการต่อสู้เยอะนะครับ
ส่วนใหญ่จะเป็นนักมวยไทยกันแทบทุกคนเลย
ลองๆไล่ดูเท่าที่ผมนึกออก

- ฉ่ำอุรา เรื่องถึงจะเห่ยฯ
- ครุฑ  เรื่อง อะไรหว่าจำไม่ได้แล้ว(ขอโทษด้วย)
- สัมวัน ไคโอ และอีก2-3 คนออกมาเป็นตัวประกอบออกมาให้โดนตื้บ เรื่องบากิ
- (จำชื่อไม่ได้)  เรื่อง คุณชายพันธุ์โชะ
- (จำชื่อไม่ได้)  เรื่อง Tough  

ถ้าการ์ตูนเกี่ยวกับมวยไทย(กึ่งๆแฟนตาซี) ที่เขียนโดยคนญี่ปุ่น และเนื้อเรื่องดำเนินในประเทศไทยด้วย  ก็พอจำได้เรื่องนึงครับ
เรื่อง “มาโมรุ”  นี่แหละครับ (คนวาดคนเดียวกะคินนิคุแมน)  พระเอกมาฝึกมวยไทย ในประเทศไทย
และต้องสู้กับนักมวยไทยที่ชั่วร้าย  เพื่อปกป้องและสืบทอดวิชามวยไทยด้านดีๆ

 

ครุฑ  = ลุยแหลกเกินหลักสูตร

 

ยอดเชฟครัวท่านฑูต ก็มีครับ อาหารไทยเพียบเลย ผัดไทย ส้มตำ งูป่น
ยุทการกระเพาะเหล็กก็มีนะครับ แข่งกิน ต้มยำ 10 ถ้วย

เอ๊ะ!! ทำไมเรามาตอบแต่การ์ตูนเกี่ยวกับทำอาหารล่ะ???

 

คุณชายพันโชะไง
ที่นักมวยเก่งๆเป็นคนไทยที่ดังในญี่ปุ่น แต่จำชื่อไม่ได้แล้ว
>_<

 

พูดถึงความสุดยอดของมวยไทย

พระเอกในเรื่อง”นักสู้สังเวียนเลือด”ถึงกับต้องโกงมวยไทยเลยครับ

ไม่งั้นสู้คนไทยไม่ได้

ผิดพลาดยังไงขออภัย อ่านเมื่อนานมาแล้วครับ

 

Black Lagoon ทำไมประเทศไทยช่างโหดเยี่ยงนี้

 

Black Lagoon ครับไทยนี่โคตรแหล่งของมาเฟีย

 

EXE
ดูยังไง ก็ประเทศไทย

ป่าผี
สิงห์ไกรภพ
บางระจันทร
แฟนฉัน
คลาสเมท
การ์ตูนไทยสตูดิโอ้ทั้งหลาย ฯลฯ

ปล.ไม่ได้บอกนิว่า ต้องเป็นการ์ตูน ญี่ปุ่น

 

เรื่องนี้ไง อาภาไชยจากเคนอิจิลูกแกะพันธุ์เสืออ่ะ
นักมวยไทยเป็นอาจารย์คนไทยของพระเอกชื่ออาภาไชยของเรียวซัมปาคุอ่ะ
แต่ไม่แน่ใจว่ามีพูดถึงเมืองไทยตรงๆรึเปล่า

 

คุณชายพันธ์โชะ นักมวยไทยชื่อสามารถค่ะ

เหมือนเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระเอกเลย

 

ซึบาสะ ตอนเตะกับไทย นี่ในเรื่องรู้สึกไทยจะเทพอยู่พอสมควร รู้สึกญี่ปุ่นจะเหนื่อยหนักพอสมควรกว่าจะชนะไทยได้

แต่ให้กลับไปอ่านตอนนี้คงรู้สึกแปลกๆพิกล อยากให้บอลไทยกลับไปเหมือนในซึบาสะบ้าง

อีกเรื่องก็ “สามารถ” จากคุณชายพันธุ์โช๊ะ อันนี้ก็โครตเทพ

 

เคยอ่านเรื่อง “น้อย” หรือ Noy
เป็นเรื่องของความรักระหว่างสาวญี่ปุ่นกับหนุ่มไทย น่ารักมาก ๆ
รู้สึกว่าน้อยจะเรียนธรรมศาสตร์หรือไงนี่แหละ ถ่ายทำในประเทศไทยตลอดทั้งเรื่อง มีฉากสนามหลวง ฯลฯ สมจริงและดูอบอุ่นมาก ๆ

น่าจะมีคนเอามีพิมพ์ใหม่นะ ถ้ามีพีอาร์ดี ๆ หนังสือเล่มนี้จะขายดี

 

ยูโก บุรุษเหล็ก พระเอกมาโดนระเบิดที่เมืองไทย

 

Rider Blade the Movie : Missing Ace ก็พูดถึง “แผ่นหินโบราณ” ถูกค้นพบใน “ประเทศไทย”

 

หมอใน spriggan  (ผ่าตัดคนด้วยมือเปล่า)

 

คุณครูสิ้นหวัง – - -> เหรียญบาท / ท่านผู้นั้น

 

เจ้าสาม นักมวยสามบาท เรื่องสั้นของคนเขียน จินมี่หมัดเหล็ก

 

เท่าที่นึกออกและไม่ซ้ำนะครับ

1. เรื่องสั้นของคนเขียนจินมี่หมัดเหล็ก จำชื่อเรื่องไม่ได้ เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับมวยไทย ตัวเอกเป็นเด็กในค่ายมวยที่มีค่าตัว 3 บาท(มั้ง ลืมๆแล้ว) แล้วฟลุกๆต้องไปสู้กะแชมป์มวยไทย เป็นเรื่องเดียวที่รู้จัก ที่ใช้เมืองไทย, คนไทย ทั้งเื่รื่อง ไม่นับการ์ตูนที่คนไทยวาดนะ

2. เปิดประตูสู่สวรรค์ (Passport Blue) ของ คนเขียน B.B., Odds, นักรบเกราะปิศาจ และอื่นๆ ตัวร้ายใช้กรุงเทพฯ เป็นฐาน

3. จำชื่อเรื่องไม่ได้อีกแล้ว ของวิบูลย์กิจ ตัวเอกเป็นดาราแอคชั่นที่ไปฝึกที่ฮ่องกง แล้วมีแคสติ้งดารา มี จา พนม (จิมมี่ จา ในเรื่อง) ไปแข่งด้วย

เท่าที่ดูคร่าวๆมีพูดถึง 2-3 แง่
1. มวยไทย
2. ความเป็นประเทศโลกที่ 3 แต่ไม่กันดารเกินไป (เหมาะกะการใช้เป็นฐานของตัวร้ายต่าง)
3. อาหาร (ในการ์ตูนทำอาหาร หรือเกี่ยวกะอาหาร)

อีกหน่อยน่าจะมีเคอิโงะ ^_^

 

3×3 Eyes นักมวยไทยชื่อ ชาติชาย จารุบัญชัย

 

มารูโกะ ไงเต็มๆ

มีตอนนึง  มารูโกะได้รางวัลมาประเทศไทย

เจอเพื่อนชื่อ ผุสดี

 

#25

(สปอยสึบาสะ)
ตอนนั้นเฮียวงะไม่ได้ลง มิซากิไม่ได้ลง ตัวญี่ปุ่นมีแต่พวกซึบาสะ ชินโง น้องอ้อย
แต่พอหลังจากนั้นที่พวกเฮียวงะกลับมา อีกทีมนึงที่จะแข่งกับญี่ปุ่นเป็นทีมถัดไป(จำไม่ได้)บอกว่า

“ลบเทปที่แข่งกับทีมไทยทิ้งไปซะ”

 

ส่วนใหญ่จะเป็นการ์ตูนต่อสู้เนอะ ที่มีตัวประกอบเป็นนักมวยไทย

แต่ที่มาดำเนินเรื่องในไทยก็มี
-20th Century boy มีมานิดหน่อย ช่วงเจาะชีวิตโอ๊ตโจะ
-ยอดเชฟครัวท่านทูต นี่มาเที่ยวเมืองไทยเลย
มีนายกบนหารด้วย พระเอกมีเพื่อนเป็นคนไทยสู้ชีวิตด้วย

 

แกงกะหรี่ มีพูดถึงประเทศไทยอยู่เรื่อยๆ ตอนนึงมีพูดถึงกระปิตรา ตราชั่ง ด้วย

 

# 1
ก้าวแรกสู่ทะเล…ไปแล้วไปลับไม่กลับมาครับ

มีนักมวยไทยหลายคน
มิยาตะ มาอยู่เมืองไทย ต่อยมวยในเมืองไทยด้วย

 

อ้อ สูตรฮิต เมนูฮอต ด้วยครับ อาหารประเภทแกงของไทยหลายอย่างก็ขึ้นชื่อ มีวิธีทำให้อีกต่างหาก…

ความเป็นไทยที่ปรากฎในการ์ตูน คงเกิดจากความประทับใจของผู้เขียนมั้งครับ นั่นก้แสดงว่า ของไทยก็สุดยอดไม่แพ้ใคร…

 

ถ้าตัวพระเอกได้พลังสายฟ้าและลาวาในมือคนละข้างถือว่าสมดุลมั้ยครับ

เดาว่าคงกำลังคิดตัวเอกสินะครับ แล้วตอนแรกออกแบบให้มันใช้ไฟ แต่กลัวแพ้น้ำเลยให้มีสายฟ้าด้วย

ไม่ก็ออกแบบให้ใช้สายฟ้า แต่กลัวแพ้ดินเลยมีไฟมาเสริม

ก็ดูดีครับ แต่ตัวละครที่ไร้จุดอ่อนแบบนี้ไม่น่าสนใจเลย

 

ลาวา สามารถล้อมละลายวัตถุและของแข็งได้ แต่จะจับตัวแข็งเมื่อโดนความเย็น
สายฟ้า เป็นสิ่งที่ถ้าใช้โจมตีแล้วจะป้องกันได้ยาก ยกเว้นจะห่อหุ้มด้วยของแข็งที่แน่นหน้าและไม่นำไฟฟ้า และจะนำไฟฟ้าได้ดีกับน้ำ

เป็นความสามารถที่ไร้ข้อกังขาเลยถ้าเอามารวมกัน เหมาะตัวประกอบใช้แล้วทิ้ง มากกว่า ก่อนที่จะเก่งเกินหน้าเกินตา

 

เก่งไปอ่ะ
จะเหลืออะไรให้พอแพ้ทางมะ
ลาวา –> ออกแนวธาตุไฟ
สายฟ้า –> ตรงตัวอ่ะ
ไม่เสียเปรียบธาตุน้ำแน่นอน
อาจจะแพ้ธาตุดิน มั้ง ถ้าไล่ไม่ผิดนะ

แต่ถ้าเอาสองมือรวมกันอาจได้แพดเดิ้ลป๊อบรสใหม่นะ ^ ^

 

คิริคในโซลอีเตอร์นี่นา(ไม่ใช่ลาวาแต่เป็นไฟ) Pot Of Fire , Pot Of Thunder

 

สมควรเป็นสกิลของพระรองครับ 555+

 

ลองหาอ่านดราก้อนเควสต์ภาคได ศัตรูตัวหนึ่งครึ่งหนึ่งเป็นไฟอีกครึ่งเป็นน้ำแข็ง

ตามนั้นเลย ถ้ารู้จักใช้เรียกว่าเก่งสุดๆ

 

ผมว่าให้มีจุดอ่อนบ้างก็ดีนะครับ เรื่องมันจะได้ดูลุ้น

อีกอย่าง สายฟ้าสามารถต่อยอดความสามารถได้อีกหลายอย่าง

อาจจะสร้างสนามแม่เหล็กจากกระแสไฟฟ้า หรือสร้างคื่นความร้อนไมโครเวฟ

ก็ได้แล้วแต่ท่านจะคิดออก ผมว่าเก่งด้านเดียวแต่พัฒนาจนสุดนี่ดูคลาสสิกดี

 

สีท่าเหมือนจะเขียนการ์ตูนหรือแต่งอะไรสักอย่างสินะครับ

ถ้าใพระเอกใช้ทั้งลาวากับสายฟ้าได้ในตัวละครเดียวกัน แล้วอยากให้มีควาสมดุล
ไม่เทพจนเกินไป สร้างขีดจำกัดในการใช้พลังเอาก็ได้นะ ยกตัวอย่าง

หากตัวละครไหนมีความสามารถในการใช้สายฟ้าอย่างเดียว อนุภาพในการทำลาย
ของตัวละครนั้นๆ ควรจะมากกว่าของพระเอกเยอะ!! ส่วนตัวพระเอกอาจจะเก่ง
ตรงที่มีความสามารถ2ชนิด ทำให้มีรูปแบบการโจมตีที่หลากหลาย แต่พลังในการทำลาย
อาจจะไม่มากเท่าพวกสายบริสุทธิ์ เป็นต้น

ไม่รู้ว่าจะช่วยได้รึเปล่านะครับ

 

 

งั้นก็อย่าให้ใช้พร้อมกันได้ดีกว่าครับ ใช้ได้ทีละข้าง
ใส่เงื่อนไขอะไรสักอย่าง หรือถ้าจะเปลี่ยนธาตุก็ต้องรอเวลาครู่หนึ่ง
ระหว่างที่รอจะป้องกันตัวไม่ได้ ต้องหลบคู่ต่อสู้ไปก่อน

 

เมพมาก จริงๆมันก็ใช้ได้นะ
เอาไว้เป็นตัวละครลับไปเลย
เพราะเดี๋ยวเป็นพระเอกมันจะออกแนว เทพหยิ่งเกินไปอ่านะ

 

จ.ข.ก.ท ก็เล่นตัดเข้าเรื่องไม่บอกที่มาเลยว่าจะเอาไปทำอะไร ค.ห. 2 เค้าก็เลยว่าแบบนั้นอะ(แต่ถ้าคนที่อ่านนิยายแบบที่แต่งเล่นกันตามบอร์ดหรือเป็นคนแต่งก็คงจะเข้าใจ) =_=”

ถ้าจะให้ตอบมันก็แล้วแต่ตรรกะที่กำหนดในเรื่องนั้นแหละครับ เพราะของทุกอย่างย่อมต้องมีจุดอ่อน แต่สายฟ้ากับลาวานี่ผมว่ามันแหม่งๆยังไงไม่รู้นะ เหมือนจะเป็นอุปสรรคของตัวละครตัวนี้ในอนาคตเลยแหละ ผมบอกไม่ถูกนะมันค่อนข้างจะเบรคกันมาก สายฟ้านั้นเด่นที่ความไวและความแม่นยำพลังจะแรงก็ต่อเมื่ออัดพลังให้มันหลายๆโวลต์ขึ้นไปอีก(ดูตามหลักธรรมดาๆน่ะ) แต่ลาวาจะเด่นด้านความรุนแรงแต่ช้ามากแถมกระจายมั่วอีกจนยิงพุ่งไม่ค่อยดี รัสมีโจมตีจะต่ำน่าดู(นอกวงรัศมีโจมตีเป็นรอดหมด)

ผมคิดว่าน่าจะยืนพื้นที่พลังสายฟ้าเป้นหลักแล้วค่อยให้พลังลาวานี่เป็นส่วนเสริม แบบสายฟ้าใช้โจมตีตามถนัดไปเลย ส่วนลาวาเอาไว้เป้นกับดักโจมตีปิดทางหนีมากกว่าน่ะแบบ สายฟ้า:ลาวา 70:30 น่ะครับ แต่ก็แค่แนะนำนะจะเอายังไงก็ขึ้นกับ จ.ข.ก.ท แหละครับ

Hild ใช้ชีวิตร่วมกับ Keiichi

AMG TV Season 2, Episode 22 (Raw)

from  http://tokenasian.animeblogger.net/

 

คิดดูว่าถ้าหากเป็นฮิลด์จริงๆก็คงน่าสนุกดีเหมือนกัน  เพราะมีอำนาจ+พลังมากกว่าเบลจังซะอีก  ขนาดร่างเด็กพลัง 1 ใน 1000  ยังต้านพวกนางฟ้าได้ซะขนาดนั้น  เหอๆ

 

 

การพยากรณ์ชะตาด้วยอี้จิง (แบบใช้เหรียญ)

การพยากรณ์ชะตาด้วยอี้จิง จะมีคำแนะนำทำนายทั้งหมด 64 รูปแบบ มาจากการผสมผสานรวมตัวจากอี้จิงในระดับเบื้องต้นใน 8 รูปแบบแรก (8×8 = 64) โดยที่มาของการเปลี่ยนแปลงผสมผสานรูปแบบต่างๆจนได้เป็น 64 รูปแบบนั้น มาจากผลงานของกบัตริย์นามพระเจ้าเวน ผู้ครองนครชู ทางตะวันตกของจีน ตามตำนานเล่าว่า พระเจ้าเวนถูกจักรพรรดิ ชู ฉิน จับกุมขัง ต่อมาในปี 1143 ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าเวนใช้เวลาในที่จองจำด้วยการจับคู่ปรับเปลี่ยนรูปแบบอี้จิงพื้นฐานเสียใหม่ ได้ 64 รูป พระองค์ยังเขียนพลังคำอธิบายกลั่นกรองความสัมพันธ์ของพลังต่างๆ ในแต่ละสัญลักษณ์ ทั้งยังแนะนำความสัมพันธ์ของคำถามที่ถูกยกขึ้นมาในการให้คำปรึกษา หลังจากออกจากคุกแล้ว พระเจ้าเวนก็ทำสงครามกับจักรพรรดิ ชู ฉิน มีชัยชนะและสถาปนาต่อมา เป็นการง่ายดายมากที่คุณต้องการคำทำนายแนะนำจากอี้จิง เพียงแค่คุณมีเหรียญสำหรับพยากรณ์แค่ 6 เหรียญซึ่งเป็นชนิดเดียวกัน หรือจะจัดทำไพ่กระดาษซักชุด 64 ใบ เขียนเส้นอี้จิงทั้ง 64 ประการลงไปในแต่ละใบ อธิษฐานจิตในคำถาม เขย่าเหรียญในมือแล้วโปรย แล้วเรียงเหรียญบนพื้นเป็นแนวตั้งจากเหรียญที่ใกล้ตัวที่สุด หรือ เลือกไพ่มาซักใบ  สังเกตเหรียญหรือรูปแบบในไพ่ แล้วจงรับคำทำนาย ซึ่งหากทำนายโดยเสี่ยงเหรียญ จะแทนตัวเลข คือ ด้านหัว จะเป็นเลข 1 และด้านก้อย จะเป็นเลข 2 อ่านเหรียญไล่ขึ้นไปจากล่างขึ้นบน แล้วไปเปรียบเทียบคำทำนายต่อไป

 

คำทำนายและรูปแบบอี้จิงอย่างง่ายทั้ง 64 แบบ

วิธีการอ่านทำนายเสี่ยงเหรี่ยญอี้จิง ด้านหัวคือ1 ก้อยคือ2 เมื่อโยนทำนายให้เรียงเหรียญที่ใกล้ตัวเป็นเหรียญอันแรกวางล่างสุดแล้วไล่ขึ้นไปตามลำดับ ธาตุในวงเล็บคือพลังงานล่างกับบนที่ส่งอิทธิพลต่อกัน

111111 เฉียน (ฟ้า/ฟ้า) มังกรที่ถูกขังถึงน้ำอีกครั้ง ความสดชื่นและโชคหวนคืนมังกรที่ถูกขัง ความยินดีปรากฎที่สีหน้า ทั้งมวลสำเร็จสมประสงค์ โชคดียิ่งขึ้นในอนาคต   

111112 กวย (ฟ้า/ทะเล) ผึ้งหนีรอดจากใยแมงมุม ใยแมงมุมดั่งคุกแห่งฟ้า ผึ้งขยับปีกกลับติดแน่น โชคดีมีลมพัดใยขาด จึงพ้นภัยมีอิสระ นับแต่ตอนนี้อดีตผ่านพ้น  

111121 ต้าหยู (ฟ้า/ไฟ) โค่นต้นไม้จับนกกระจอก ใช้ความเด็ดขาดจักบรรลุเป้า แล้วส่วนที่เหลือจะไปไหนเสีย อย่าพอใจกับสิ่งที่เป็นรอง เลือกใช้วิธีการที่มั่นใจ   

111122 ต้าชวง (ฟ้า/สายฟ้า) ช่างไม้พบไม้งาม ช่างไม้ผู้มีฝีมือดี บรรจบพบเจอท่อนไม้งดงามยิ่ง สองสิ่งดีร่วมกันย่อมสร้างสรรค์ กำเนิดผลงานตระการตา   

111211 เฉียวชู (ฟ้า/ลม) ฟ้าครึ้มแต่ขาดฝน แม้เมฆเต็มฟ้าแต่ฝนไม่ตก ข้าวสาลีไหม้เกรียมเพราะแล้งจัด ไฉนฟ้าครึ้มแต่ขาดฝน ชาวนาได้แต่ครวญเมื่อเห็นฟ้า   

111212 ซือ (ฟ้า/น้ำ) ไข่มุกจรัสผุดบนดิน ไข่มุกจรัสผูกฝังไว้นาน จวบจนบัดนี้ไม่มีใครรู้ ลมพัดฝุ่นปลิวหายสิ้น ไข่มุกจรัสปรากฎอีกครั้ง   

111221 ต้าชู (ฟ้า/ภูเขา) ค้นหาจุดอ่อน คิ้วขมวดเพราะกระวนกระวาย มีเรื่องตั้งพันอย่างสุมจิตใจ จากนี้จงโจมตีที่จุดอ่อน แล้วหนีไปไหนก็ได้ไม่ต้องกลัว  

111222 ไถ (ฟ้า/ดิน) สอบได้ทั้งสามคราว หลังจากศึกษาหนักได้เข้าสอบ ที่หนึ่งสามครั้งกลับบ้านสุขสันต์ ที่เคยวิตกกังวลสูญสิ้น ความปิติเริงร่าครอบคลุมโลก   

112111 ลู่ (ทะเล/ฟ้า) หงส์ร้องบนเขาซุย หงส์ร้องบนเขาซุยคนยินทั่ว หงส์เหินลงบนเขาซุยทิศประจิม หงส์ขับขานก่อเกิดสติปัญญาและบุญกุศล เริ่มจากนี้มั่งมีศรีสุข      

112112 ตุย (ทะเล/ทะเล) ฉวยเอาน้ำปั้นโคลน ปั้นดินปั้นโคลนต้องใช้น้ำ หากมีลมสมควรเดินทาง อย่าพลาดโอกาสที่ผ่านมาเอง แล้วทุกสิ่งทุกอย่างสมใจปอง  

112121 กุย (ทะเล/ไฟ) ถูกรวบรัดให้ขายหมูกับแพะ ท่านมหาเสนาถูกรวบรัด ให้ขายสัตว์เลี้ยงก่อนโชคหวนคืน ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน สัตว์ถูกส่งให้ฆ่าไปแล้ว  

112122 กุยเม (ทะเล/สายฟ้า) ปีนต้นไม้จับปลา จะจับปลาทำได้แต่ในน้ำ กลับปีนขึ้นต้นไม้โง่งมงาย ขึ้นต้นไม้จับปลางานยากยิ่ง หากคิดว่าตนฉลาดกว่าใครก็คงไม่สำเร็จ  

112211 ชุงฟู (ทะเล/ลม) เดินบนแผ่นน้ำแข็ง ผู้เดินทางบนถนนกำลังเร่งรีบ อยากข้ามสายน้ำแข็งที่ไม่มีสะพาน จึงต้องเดินอย่างระมัดระวังยิ่ง เพราะผิดเพียงก้าวเดียวย่อมตกน้ำ   

112212 เชี่ย (ทะเล/น้ำ) ประหารขุนทัพแล้วตั้งศาลบูชา บรรพบุรุษช่วยผู้แสวงโชค เทพตั้งศาลขุนทัพผู้วายชนม์ แม้ทุกข์ทับทวีเทวษไห้ แต่วิญญาณขุนทัพสิ้นร้าย  

112221 ซุง (ทะเล/ภูเขา) ผลักรถเข็นเสียสมดุล ผลักรถเข็นบนทางคดเคี้ยวแสนยาก เหมือนรถเข็นเสียสมดุลบนไหล่เขา ไม่ว่าทำอะไรล้วนขาดพลัง อาจเลี่ยงภัยได้แต่ไม่พ้นเรื่องยุ่ง   

112222 หลิน (ทะเล/ดิน) ผู้ปกครองมีเมตตาธรรม เมื่อจักรพรรดิไร้ธรรมประชาเศร้า ได้แต่หวังให้เมฆผ่านตะวันฉาย หากผู้ปกครองเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ประชาราษฎร์สุขสันติ   

121111 ตุงเจน (ไฟ/ฟ้า) เซียนบอกทาง เมื่อมีเรื่องสุมใจย่อมลังเล มิรู้หนทางบรรลุจุดหมาย เมื่อเซียนบอกทางวิถีย่อมเปิดให้ ความวิตกกังวลล้วนหายสิ้น  

121112 โกะ (ไฟ/ทะเล) ดินระแหงได้ฝน หน่ออ่อนสูญสิ้นเพราะความแห้งแล้ง บัดนี้ฟ้าบันดาลให้ฝนตก เมื่อหมดความหดหู่ย่อมเริงร่า ทุกเรื่องราวสมดังใจหมาย

121121 ลี่ (ไฟ/ไฟ) ขุนนางสวรรค์นำสุข ดุจดังได้พบขุนนางสวรรค์ ความสุขความเจริญลงสู่โลก ความหวังและโครงการนำสุขสันต์ สันติสุขแทนวิตกโศกเศร้า   

121122 เฝง (ไฟ/สายฟ้า) กระจกเงาเก่ากลับเปล่งประกาย กระจกเงาเก่ามัวหมองมานาน เมื่อทำความสะอาดเช็ดถู กลับเปล่งประกายสดใสดังจันทร์ ผู้ครอบครองจะมีวาสนา      

121211 เชีย (ไฟ/ลม) เพ่งดอกไม้ในกระจก ดอกไม้งามบานในกระจกเงา น่าดูยิ่งแต่มิอาจได้มา อย่าหลงรักดอกไม้ในกระจก ดอกไม้ในกระจกใช่ของจริง  

121212 ชีชี (ไฟ/น้ำ) สอบได้ที่หนึ่ง ผู้ที่สอบได้เป็นอันดับหนึ่ง เมื่อสอบได้ที่หนึ่งสุขเปี่ยมล้น กิจการต่างๆย่อมไม่สูญเปล่า โครงการและความหวังสำเร็จ   

121221 ปี (ไฟ/ภูเขา) ความสุขมาถึงประตูบ้าน ดนตรีบรรเลงเพลงสุขสันต์ ดาวแห่งความสุขทอแสงถึง โชคลาภและความสุขพรั่งพร้อม แม้วิบัติกลายเป็นปราโมทย์   

121222 หมิงไอ (ไฟ/ดิน) ทำลายสะพานหลังข้าม หลังข้ามน้ำทำลายสะพานสุดเศร้า ใต้ดาวร้ายไม่รู้ควรไปไหน พึงรีบข้ามสะพานแล้วทำลาย ความชอบพอกลายเป็นเกลียดชัง   

122111 หวูวาง (สายฟ้า/ฟ้า) นกถูกจับขังในกรง นกบินมาติดแน่นอยู่ในแร้ว นกติดในกรงขังบินหนีไม่รอด พยายามหนีแต่ไม่สำเร็จ จึงได้แต่ยอมรับชะตากรรม     

122112 สุย (สายฟ้า/ทะเล) ผลักรถเข็นบนดินแห้ง ย่ำเท้าบนโคลนเลนมาแสนนาน ผลักรถเข็นฉับพลันทางปรากฎ ขอเพียงพยายามอีกหนเดียว รถเข็นก็จะขึ้นบนทางแห้ง  

122121 ชิโฮ (สายฟ้า/ไฟ) คนโซได้อาหาร ยามโชคไม่เข้าข้างเหมือนคนโซ ครั้นมีคนให้อาหารหายหิว คนโซได้อาหารพลังชีวิตฟื้น เมื่อท้องอิ่มจิตใจย่อมเบิกบาน  

122122 เช็ง (สายฟ้า/สายฟ้า) นาฬิกาทองบอกโมงยามกลางดึก นาฬิกาทองตียามดึก เสียงกังวานได้ยินทั่ว เมื่อมีโอกาสควรลงมือ ควรเห็นค่าสำคัญของเวลา   

122211 ไอ (สายฟ้า/ลม) ไม้แห้งออกดอก กงล้อแห่งโชคลาภหมุนไป ไม้แห้งไปหลายปีออกดอกอีก ต้นไม้กลับงอกงามสะพรั่งยิ่ง ชูกิ่งแตกใบสะพรั่งบานเบิก   

122212 ชุน (สายฟ้า/น้ำ) ผมยุ่งสางยาก ลมพัดด้ายพันหาต้นปลายยาก ต้องใช้เวลาค่อยๆสะสาง เมื่อหาไม่พบปลายขดด้าย ควรพักเรื่องไว้ทีหลังก่อน   

122221 ไอ (สายฟ้า/ภูเขา) ไปเยือนนักปราชญ์ ไท่กงตกปลาที่แม่น้ำเหว่ย เจ้าเหวินหวางมาเยือนปราชญ์ไม่คาดฝัน การเยือนปราชญ์ที่ริมฝั่งน้ำ คือเครื่องหมายแห่งความสุข   

122222 ฟู (สายฟ้า/ดิน) ผัวเมียทะเลาะกัน ผัวเมียทะเลาะเบาะแว้งสันติสูญสิ้น ครอบครัวไร้สุขทุกข์ทับทวี จักเดือดร้อนรำคาญใจ ลมพัดแรงจนเป็นพายุ   

211111 กู (ลม/ฟ้า) พบเพื่อนไกลบ้าน พบเพื่อนไกลบ้านแสนปลาบปลื้ม นับเนื่องไปโชคดีทวีคูณ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนได้ผลดี ไม่ต้องกังวลถึงอนาคต      

211112 ต้า (ลม/ทะเล) ฝันถึงทองและเงินยามวิกาล ฝันถึงทองและเงินตลอดคืน ยามตื่นไม่มีแม้แต่เหรียญเดียว ฝันกลางคืนตื่นมาพลันสลาย จงพอใจในโชคชะตาที่เกิดขึ้น  

211121 ติง (ลม/ไฟ) ชาวประมงได้กำไร นกสองตัวตกลงบนหาดทราย พยายามจะบินแต่ไม่ขึ้น ประมงเฒ่าเจอกำไรสองต่อ ความโชคดีบังเกิดขึ้นไม่คาดฝัน   

211122 เฮง (ลม/สายฟ้า) ปลาว่ายเข้าแห คนหาปลาโชคดียิ่ง ปลาว่ายแข่งมาเข้าแห ปลาแข่งเข้าแหอย่างร่าเริง คนอื่นไม่ได้สิ่งใด เขามาถึงก็สำเร็จ   

211211 ซุน (ลม/ลม) เรือจมกลับลอย เรือโดดเดี่ยวจมทรายอยู่บนชายหาด ถ่อติดแน่นเคลื่อนหน้าหลังไม่ได้ ครั้นแล้วฝนตกน้ำท่วมใหญ่ เรือลอยโดยไม่ต้องพยายาม  

211212 ชิง (ลม/น้ำ) บ่อแห้งกลับมีน้ำ บ่อน้ำแห้งถูกทิ้งไปนานแล้ว วันหนึ่งกลับมีน้ำใช้ขึ้นอย่างฉับพลัน บ่อน้ำแห้งกลับมีน้ำขึ้นใหม่ เหมือนมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น

211221 คู (ลม/ภูเขา) ผลักโม่หินบนทางขรุขระ ผลักโม่หินบนทางขรุขระแสนลำบาก หวังเจริญบั้นปลายกลับเป็นทุกข์ จิตใจลังเลระส่ำระส่าย ความเลวร้ายเกิดขึ้นเพราะความเร่งร้อน  

211222 เช็ง (ลม/ดิน) ฝันเห็นตะวันขึ้น ฝันเห็นตะวันขึ้นบอกสิ่งใหม่ นิมิตรหมายที่ดีเห็นแน่ชัด ตื่นมาบังเกิดพบความสุข ทุกอย่างเลื่องลือเจริญรุ่งเรือง   

212111 ซุง (น้ำ/ฟ้า) สองชายแย่งทางกัน ดังสองชายแก่งแย่งหนทางกัน ต่างก็อยากจะไปของตนก่อน สองคนวิวาทต่างไม่ยอมกัน ไม่ยอมให้อีกฝ่ายไปก่อนตน   

212112 ดุน (น้ำ/ทะเล) ยื่นไม้แต่กลับผลักบันได สหายหยาบช้าชอบหลอกผู้คน ไปมาหาสู่ถกพันโครงการ คำพูดคำจาไพเราะหนักหนา ดีแต่ยื่นไม้กลับผลักบันได ในยามไร้โชคช่างน่าเศร้านัก อะไรซักอย่างก็ยังไม่ได้ จะขึ้นหรือลงล้วนไม่สำเร็จ

212121 เวยชี (น้ำ/ไฟ) ได้ดาวพฤหัสบดี ดาวพฤหัสส่งผลเลวร้าย ดาวพฤหัสกำหนดทุกสิ่งปั่นป่วน ระมัดระวังจักเลี่ยงภัยได้ พ้นช่วงนี้ไปอุปสรรคสิ้น     

212122 เซี่ย (น้ำ/สายฟ้า) พ้นความเดือดร้อน พ้นกับดักหมื่นความทุกข์ล้อมรอบ ทันใดพลันปรากฎคนมาช่วย ปล่อยให้เขาทำไปไม่คัดค้าน เมื่อพ้นเคราะห์โชคชะตาเปลี่ยน   

212211 ฮวน (น้ำ/ลม) เห็นทองบนอีกฝั่งแม่น้ำ ขุมทรัพย์อยู่ที่ฝั่งตรงข้าม แต่แม่น้ำกว้างและลึกเกินไป ดังโชคที่มือคว้าไม่ถึง คิดทั้งวันคืนไร้ประโยชน์   

212212 คาน (น้ำ/น้ำ) มองหาจันทร์ในน้ำ แสงจันทร์สะท้อนในน้ำ เห็นแต่เงาใช่ของจริง คนเมาถือเป็นจันทร์แท้ แต่ทุกสิ่งล้วนว่างเปล่า  

212221 เม็ง (น้ำ/ภูเขา) โจรน้อยลักเงิน จักประสบความสูญเสียบ้างเล็กน้อย ด้วยเหตุที่ใจกว้างเกินไป ไม่ว่าจะระวังเพียงใด โจรน้อยจักลักเงินจนได้   

212222 ชิ (น้ำ/ดิน) ได้ชัยเมื่อม้าศึกมาถึง ขุนศึกรับบัญชาให้เดินทาง สวมบังเหียนม้าศึกคว้าธนู ยิงศรต้องใบหลิวห่างร้อยก้าว เป็นนิมิตรดีแน่แท้จริงเทียว   

221111 ตุน (ภูเขา/ฟ้า) เมฆบังอาทิตย์ เมฆทึบบังสุริยาจนมิแสง เหมือนดังแกล้งให้นภาไม่สดใส ความชัดเจนเหมือนถูกบดบังไป จะทำการสิ่งใดให้ระวัง

221112 เชี่ยง (ภูเขา/ทะเล) เมล็ดแทงหน่อขึ้นบนดิน เมื่อโชคหลีกลี้ทองคำไร้สี ครั้นไม้เหี่ยวแห้งกลับแทงหน่อ จุดเปลี่ยนตอนนี้คือความสุข ไม่ช้าความสุขจักสิ้น   

221121 ลู่ (ภูเขา/ไฟ) รังนกที่ถูกเผา นกสร้างรังอยู่บนต้นไม้ คนชั่วร้ายหาทางเผามัน เมื่อนกกลับรังพบว่าถูกเผา จิตใจก็โศกเศร้าอาดูร   

221122 เซี่ยวกัว (ภูเขา/สายฟ้า) เร่งข้ามสะพานไม้ ผู้ผ่านทางข้ามสะพานไม้แผ่นเดียว กระวนกระวายและหน้าตาตึงเครียด ถ้าข้ามอย่างรวดเร็วทำได้ไม่ยาก เมื่อลังเลย่อมไม่มีวันสำเร็จ  

221211 เฉีย (ภูเขา/ลม) นกหลุดจากกรง นกงามบังเอิญหลุดจากกรง นกงามพบโอกาสยอดเยี่ยม นกพ้นความทุกข์ทั้งปวง ย่อมบินตามใจได้ทุกทิศ   

221212 ฉี (ภูเขา/น้ำ) ฝนและหิมะขวางทาง ฝนตกท่วมทางหิมะเต็มฟ้า ผู้ผ่านทางทุกข์ยากและเหน็บหนาว เหนื่อยอ่อนเพราะดิ้นรนในโคลนน้ำ ต้องอดทนเมื่อไม่ได้ดังใจ  

221221 เคน (ภูเขา/ภูเขา) คนแคระพยายามเก็บผลพุทธา คนแคระสุดเอื้อมกิ่งพุทธา หัวใจเต้นระริกเพราะอยากคว้า สุดเศร้าเพราะเอื้อมมือคว้าไม่ถึง จงอดทนเมื่อไม่สมประสงค์ เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องให้เฉยเสีย   

221222 เฉียน (ภูเขา/ดิน) สองชายแบ่งทรัพย์ ฟ้าช่วยให้คนจนพบขุมทรัพย์ สองชายแบ่งเท่ากันไม่วิวาท ต่างมีส่วนในทองคำของตน แผนการของทั้งสองบรรลุผล   

222111 ผี (ดิน/ฟ้า) เสือตกหลุม เสือตกหลุมจักทำอะไรได้ รุกก็ไม่ได้ถอยก็ไม่ได้ หวังพึ่งสิ่งใดยากลำบาก ทำการตอนนี้อย่าพึ่งรีบตัดสินใจ     

222112 สุย (ดิน/ทะเล) ปลาหลีฮื้อกลายเป็นมังกร ปลาหลีฮื้อเล่นน้ำตกใจแห กระโดดผ่านประตูกลายเป็นมังกร ต้นหลัดสลัดใบเป็นด้ายทอง ดอกท้อเบ่งบานบ่งบอกโชคลาภ   

222121 ชิน (ดิน/ไฟ) ขุดดินพบทรัพย์ การถอนหญ้าเป็นงานอันจืดชืด สำหรับผู้หวังจะพบทองคำ แต่เมื่อขุมทรัพย์ค่อยๆปรากฎ ช่างเป็นโชคดีอะไรเช่นนี้   

222122 หยู (ดิน/สายฟ้า) มังกรสู่ถิ่น เทพไท่กงยกธงเหลืองขึ้นโบก ขับไล่วิญญาณร้ายบนเขาซุย มังกรเขียวจึงเข้าไปแทนที่ มังกรเขียวครองตำแหน่งบังเกิดสุข   

222211 กวน (ดิน/ลม) ฝนตกบนดินแห้ง ดอกบัวเหี่ยวผลบานหลังฝน สายฝนนำความชุ่มชื้นมาให้ เหมือนกับว่าจะมีสุขให้ชื่นใจ หลังจากที่ห่อเหี่ยวกับเรื่องราวมานาน  

222212 ปี (ดิน/น้ำ) เรือได้ลมส่ง เมื่อลมส่งเรือชักใบแล่นลิ่ว ลมดีช่วยเรือลิ่วถึงจุดหมาย ฟ้าช่วยให้เดินทางอย่างราบรื่น ประสงค์ใดไม่ต้องพยายาม หากแน่ใจทิศทางจักราบรื่น   

222221 โป (ดิน/ภูเขา) เหยี่ยวและพิราบอยู่ในแมกไม้เดียวกัน กลางคืนพิราบทำรังในป่า ไม่รู้ว่าเหยี่ยวพักนอนที่นั่น เหยี่ยวมีจิตใจโหดเหี้ยมลึกซึ้ง นี่คือภัยที่กำลังจะมา  

222222 คุน (ดิน/ดิน) เสือหิวพบเหยื่อ แกะอ้วนพลัดฝูงหลงทางบนภูเขา เสือหิวยินดีที่ได้พบเหยื่อ เสือหิวพบเหยื่อเพียงแต่แยกเขี้ยว กระเพาะอิ่มเอิบจิตใจอิ่มเอม

“กู่เจิง” พิณจากแดนสวรรค์

เรียบเรียงโดย ชนก สาคริก
ที่มา – http://www.thaikids.com/kujeng/kujeng.htm

กู่เจิง เป็นชื่อเรียกพิณจีนโบราณชนิดหนึ่งซึ่งมีกระแสเสียงอ่อนหวานไพเราะน่าฟัง เครื่องดนตรีนี้เรียกกันหลายชื่อตามสำนวนภาษาของแต่ละท้องถิ่นเช่นชาวจีนแต้จิ๋วเรียก “โกวเจ็ง” หรือ “เจ็ง” คนไทยเรียก “เจ้ง” หรือ “จะเข้จีน” ส่วนภาษาจีนกลางหรือชาวจีนแผ่นดินใหญ่เรียก “กู่เจิง” หรือ “เจิง” ชาวยุโรปเรียก Gu-Zheng ที่จริงแล้วชื่อของเครื่องดนตรีชนิดนี้เรียกเพียงพยางค์เดียวคือ เจิง หรือ เจ็ง ส่วนคำว่า กู่ หรือ โกว นั้นเป็นคำขยายในภาษาจีนหมายถึงสิ่งที่เก่าแก่โบราณ ดังนั้นถ้าจะเรียกตามสำนวนภาษาไทยให้มีความหมายเต็มแล้วชื่อของเครื่องดนตรีชนิดนี้ควรจะเรียกว่า “พิณจีนโบราณ” ที่เรียกว่าพิณจีนโบราณนั้นก็เพราะเครื่องดนตรีชนิดนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานนับเป็นพันปี คือมีความเก่าแก่พอๆกับอายุของกำแพงเมืองจีนหรืออาจจะเก่ากว่ากำแพงเมืองจีนเสียด้วยซ้ำไป

เมื่อไม่นานมานี้มีหนังสือ National Geographic ฉบับหนึ่งรายงานว่าได้มีการขุดค้นสุสานโบราณของเจ้าหญิงองค์หนึ่งทางตอนใต้ของประเทศจีนซึ่งมีอายุเก่าแก่ประมาณ 2000 ปี สิ่งที่พบในสุสานโบราณแห่งนั้นนอกจากพบศพมัมมี่ของเจ้าหญิงจีนในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์แล้วนักโบราณคดียังได้พบข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์อีกมากมายหลายชิ้น ที่น่าสนใจคือได้พบเครื่องดนตรีรูปร่างหน้าตาแปลกพิศดารชิ้นหนึ่งยังอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์เป็นกล่องไม้กลวงยาวมีสายไหมขึงเรียงรายอยู่บนผิวหน้าด้านบนซึ่งก็คือเครื่องดนตรีที่เรียกว่า กู่เจิง นั่นเอง

นอกจาก กู่เจิง แล้วยังมีเครื่องดนตรีอื่นๆอีกหลายชนิดในสุสานแห่งนั้น แสดงว่าเจ้าหญิงองค์นี้คงจะเป็นนักดนตรีหรือไม่ก็รักดนตรีมาก แม้สิ้นพระชนม์ไปแล้วข้าราชบริพารยังจัดเครื่องดนตรีถวายตามไปด้วย การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันความเก่าแก่โบราณของ กู่เจิง ได้เป็นอย่างดีว่า มีประวัติความเป็นมาไม่น้อยกว่า 2000 ปี

ตามตำนานโบราณของจีนกล่าวไว้ว่า กู่เจิง นี้เป็นเครื่องดนตรีที่เกิดขึ้นในยุคของจักรพรรดิ์ จิ๋นซีฮ่องเต้ โดยพัฒนามาจากพิณโบราณอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีมาก่อนหน้านั้น พิณโบราณชนิดนั้นเรียกกันว่า “เส็ก” มีขนาดใหญ่มากโดยมีสายถึง 50 สาย แต่ไม่เคยมีใครได้เห็นตัวจริงหรือแม้แต่ภาพเขียนของเส็กเลย ทั้งนี้เพราะตำหรับตำราและภาพเขียนของแคว้นต่างๆในยุคนั้นได้ถูกจักรพรรดิ์จิ๋นซีฮ่องเต้เผาทำลายไปจนหมดสิ้นเมื่อทรงมีชัยชนะเหนือแคว้นเหล่านั้น จักรพรรดิ์จิ๋นฯทรงมีพระประสงค์จะให้ชาวจีนในยุคนั้นเรียนรู้เฉพาะภาษาและตำราของแคว้นจิ๋นของพระองค์เท่านั้นเพื่อสะดวกในการปกครอง ตำราหรือภาพเขียนของ เส็ก คงถูกเผาทำลายไปด้วยในครั้งนั้น

อย่างไรก็ดีเมื่อบ้านเมืองสงบจากศึกสงครามแล้ว ช่างดนตรีในยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้ก็ได้คิดประดิษฐ์ พิณ ขึ้นมาใหม่ชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นกล่องไม้กลวงยาวมีสาย 25 สาย ซึ่งก็คือ กู่เจิง นั่นเอง

กู่เจิงนี้ได้แพร่หลายเป็นที่นิยมบรรเลงกันมากในหมู่ผู้รู้หรือนักปราชญ์ เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่ซับซ้อนต้องใช้ทักษะและสมาธิในการบรรเลงมากจึงจะสามารถบรรเลงได้ไพเราะน่าฟัง เรื่องนี้ดูจะมีเค้าความเป็นจริงอยู่บ้างคือไม่ค่อยจะมีใครเคยเห็นการบรรเลงพิณชนิดนี้เนื่องจากผู้ที่สามารถบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดนี้มีน้อยมากไม่เหมือนอย่าง ขิม ปี่แป๋ (พิณหยดน้ำ) หรือ ซอเอ้อหู (ซออู้จีน) ซึ่งจะพบเห็นการบรรเลงได้บ่อยกว่า นอกจากนั้นถ้าสังเกตดูจาก ภาพเขียนจีน รูปปั้น หรือ ภาพยนต์จีนโบราณ จะพบว่าผู้ที่เป็นตัวเอกของเรื่องเท่านั้นจึงจะสามารถดีดพิณชนิดนี้ได้ แสดงว่าไม่ใช่เครื่องดนตรีที่จะสามารถเล่นได้ง่ายนัก อย่างเช่นเรื่องสามก๊กตอนที่ขงเบ้งแต่งกลศึกลวงสุมาอี้นั้น ในบทร้องของไทยตอนหนึ่งแต่งไว้ว่า “..ขึ้นนั่งยังกำแพงแสร้งตีขิม พยักยิ้มให้ข้าศึกนึกฉงน..” ที่กล่าวว่าขงเบ้งนั่งตีขิมนั้นที่จริงน่าจะเป็นนั่งดีด “กู่เจิง” มากกว่าทั้งนี้เพราะมีทั้ง ภาพเขียน รูปปั้นจากเมืองจีน รวมทั้งภาพยนตร์เรื่องสามก๊กซึ่งแสดงภาพขงเบ้งนั่งดีดพิณชนิดนี้บนตัก (ดังในรูป) ไม่เคยมีภาพขงเบ้งนั่งตีขิมเลย เคยมีผู้รู้ให้ข้อสังเกตว่าการที่บทร้องใช้คำว่า “นั่งตีขิม” นั้นผู้แต่งบทร้องคงได้ยินเพี้ยนมาจากคำว่า “คิ้ม” เนื่องจากคำว่าคิ้มในภาษาจีนหมายถึงพิณที่ขึงสายดีดทุกชนิด ตามท้องเรื่องของสามก๊กกล่าวว่าขงเบ้งนั่งดีดคิ้ม (หมายถีงดีดกู่เจิง) ผู้แต่งอาจได้ยินเป็น “ขิม” จึงแต่งบทร้องว่าขงเบ้งนั่งตีขิมบนกำแพงลวงสุมาอี้ ส่วนขิมนั้นชาวจีนเรียกว่า หยางฉิน เป็นเครื่องดนตรีที่สามัญชนสามารถเล่นกันได้ทั่วไปตามโรงงิ้วหรือสถานบันเทิงต่างๆ คนระดับขงเบ้งซึ่งเป็นจอมปราชญ์และชนชั้นสูงจึงไม่น่าจะบรรเลง ขิม แต่ควรบรรเลง กู่เจิง หรือ คิ้ม มากกว่า

ที่เรียกกู่เจิงว่า “พิณสวรรค์” นั้นเพราะตามตำนานของจีนกล่าวไว้ว่า เครื่องดนตรีชนิดนี้เทพยดาเป็นผู้สร้าง เดิมเป็นพิณขนาดใหญ่มีสาย 50 สาย เรียกว่า เส็ก มีเสียงไพเราะน่าฟังดุจเสียงจากสวรรค์ (เรื่องพิณ 50 สาย นี้มีข้อน่าสังเกตคือทางอินเดียก็มีเรื่องตำนานที่กล่าวถึงพิณ 50 สายของเทพเจ้าอยู่เหมือนกัน เข้าใจว่าคตินี้จีนอาจได้รับมาจากอินเดียก็ได้)

ตำนานเรื่องพิณสวรรค์ของเทพยดานั้นเป็นความเชื่อของกลุ่มบุคคลที่เน้นทางคตินิยมเพราะเห็นว่า กู่เจิงนี้มีรูปร่างแปลกประหลาดพิสดารซับซ้อนและมีเสียงไพเราะน่าฟัง ไม่น่าจะเป็นการประดิษฐ์คิดค้นโดยมนุษย์ธรรมดาอีกทั้งยังมีมานานแสนนานแล้วด้วย

แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมองตรงกันข้ามคือเชื่อว่ากู่เจิงนี้พัฒนามาจากเครื่องดนตรีพื้นบ้านของแคว้นฉิน (จิ๋น) ชนิดหนึ่งเรียกว่า “กู่ฉิน” กู่ฉินเป็นเครื่องดนตรีที่ขึงสายดีดเช่นเดียวกับกู่เจิงแต่ต่างกันตรงที่กู่ฉินเป็นเครื่องดนตรีขนาดเล็กมีเพียง 5 สาย หรือ 7 สาย และไม่มีหย่อง (Fret) หนุนรองรับสายไว้ทุกสายเหมือนกู่เจิง ได้มีผู้ขุดค้นพบเครื่องดนตรีที่เรียกว่า กู่ฉินนี้ในประเทศจีนหลายแห่งด้วยกันดังในภาพข้างบน ทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ขนาดใหญ่ผ่าครึ่งซีกแล้วกรุพื้นด้านล่างให้มีสภาพเป็นกล่องเสียง ผิวด้านบนมีลักษณะโค้งงอตามลักษณะของกระบอกไม้ไผ่ ตรงปลายทั้งสองด้านขึงสายตึงอยู่ 5 หรือ 7 สาย ปลายด้านหนึ่งมีหมุดไม้ทำเป็นลูกบิดหมุนปรับความตึงของสายได้ ลักษณะของกู่ฉินนี้ดูน่าจะเป็นต้นเค้าของกู่เจิงได้มาก ช่างดนตรีในยุคของจิ๋นซีฮ่องเต้คงจะพัฒนาให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและใช้ลิ่มไม้เล็กๆหนุนรองรับสายไว้ทุกสายเพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดแรงสั่นสะเทือนจากสายลงสู่ผิวหน้าด้านบนทำให้เสียงดังก้องกังวานมากขึ้น

การบรรเลงกู่ฉินนั้นในยุคหนึ่งนิยมทำตัวกู่ฉินด้วยกล่องโลหะและใช้สายโลหะ เวลาดีดจะใช้ปลอกนิ้วที่ทำด้วยโลหะรีดสายที่ดีดไปด้วยทำให้เกิดเสียงสูงๆต่ำไพเราะน่าฟัง แต่เสียงยังคงเบากว่า กู่เจิง มาก เพราะไม่ได้ใช้หย่องถ่ายทอดแรงสะเทือนเหมือนกู่เจิง กู่ฉินเป็นพิณโบราณของแคว้นฉิน มีกระแสเสียงไพเราะน่าฟัง แต่บรรเลงยากกว่า กู่เจิง เพราะต้องใช้นิ้วรีดสายให้เกิดเป็นเสียงต่างๆ

ยังมีตำนานเก่าของจีนที่กล่าวโยงใยถึงความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องดนตรี “กู่เจิง” ของจีน กับ เครื่องดนตรี “โกโตะ” ของญี่ปุ่นอยู่เรื่องหนึ่ง ตำนานเล่าว่ามีขุนนางจีนท่านหนึ่งมี กู่เจิง ขนาด 25 สายอยู่ตัวหนึ่งซึ่งมีเสียงไพเราะน่าฟังเหนือกว่ากู่เจิงของผู้ใดทั้งสิ้น เนื่องจากกู่เจิงตัวนี้เคยถูกไฟไหม้จนเกรียมไปนิดหนึ่ง หลังจากถูกไฟไหม้แล้ว เสียงของกู่เจิงตัวนี้ยิ่งก้องกังวานไพเราะน่าฟังยิ่งขึ้นจนเป็นที่ต้องการของนักดนตรีทั่วไป ครั้นต่อมาขุนนางท่านนี้ถึงแก่กรรมโดยกระทันหันไม่ทันได้สั่งเสียว่าจะมอบกู่เจิงตัวนี้ให้เป็นสมบัติของใคร บุตรสาว 2 คนของท่านขุนนางจึงทะเลาะแย่งชิงกู่เจิงตัวนั้นกันอย่างรุนแรง ภรรยาของท่านขุนนางหรือมารดาของหญิงทั้งสองขัดใจขึ้นมา จึงใช้กระบี่ผ่ากู่เจิงตัวนั้นออกเป็นสองซีกตามแนวยาว โดยซีกที่มีสาย 12 สายมอบให้กับพี่สาว ส่วนซีกที่มี 13 สายมอบให้แก่น้องสาว น้องสาวได้นำเอากู่เจิง 13 สายติดตัวเดินทางไปอยู่ยังประเทศญี่ปุ่น และได้เป็นต้นกำเนิดของเครื่องดนตรี โกโตะ ของญี่ปุ่นซึ่งมีรูปร่างคล้ายกู่เจิงแต่มีเพียง 13 สาย

กู่เจิงมีหลายขนาด ตั้งแต่ 12 สาย ไปจนถึง 26 สาย และมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันออกไปตามรสนิยมของแต่ละท้องถิ่น ยาวบ้าง สั้นบ้าง กว้างบ้าง แคบบ้าง แล้วแต่จุดประสงค์และจินตนาการของช่างผู้ผลิตเครื่องดนตรี แต่สภาพโดยรวมแล้วจะมีส่วนที่คล้ายกันคือตัวกู่เจิงมีลักษณะเป็นกล่องไม้กลวงยาว ผิวด้านบนมีลักษณะโค้งมีหย่องไม้หนุนรองรับสายกู่เจิงไว้ทุกสาย ตรงส่วนปลายด้านขวามือของตัวกู่เจิงจะมีหมุดสำหรับปรับเทียบเสียงที่สามารถหมุนไปมาได้ หมุดเหล่านี้บางแบบก็เป็นไม้ใช้เสียบลงมาในแนวตั้งแต่ส่วนใหญ่จะซ่อนไว้ในส่วนหัวของกู่เจิงโดยมีฝาครอบปิดไว้เพื่อความสวยงาม

สายของกู่เจิงนั้นในสมัยโบราณใช้สายไหมหรือสายเอ็นเป็นส่วนใหญ่ แต่มาในยุคหลังๆนิยมใช้สายโลหะเช่นทองเหลือง ทองแดง หรือสายเหล็ก ปัจจุบันจะนิยมใช้สายโลหะที่ไม่ขึ้นสนิม หรือสายโลหะที่ขวั้นเกลียวด้วยไนลอนโดยรอบ เพราะมีน้ำหนักดีและไม่ระคายนิ้วมือเวลาที่ดีดบรรเลง

ชาวจีนนั้นเป็นทั้งนักปรัชญาและนักประดิษฐ์ ดังนั้นช่างจีนจึงนิยมแฝงปรัชญาไว้ในสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างด้วยเสมอ การประดิษฐ์ตัวกู่เจิงนี้ก็เช่นกัน ช่างจีนโบราณเชื่อว่าเทพยดาเป็นต้นกำเนิดในการประดิษฐ์กู่เจิง และเสียงของกู่เจิงเปรียบเหมือนเสียงดนตรีจากสรวงสวรรค์ จึงออกแบบกู่เจิงโดยแบ่งแผนภูมิของตัวกู่เจิงออกเป็น 3 ส่วน คือ

1) ส่วนที่เป็นสวรรค์ 2) ส่วนที่เป็นภูมิมนุษย์ 3) ส่วนที่เป็นวังบาดาล
ส่วนที่เป็นแดนสวรรค์นั้นก็คือแนวสายกู่เจิงที่เรียงรายอยู่ด้านบน เพราะเป็นต้นกำเนิดเสียงดนตรีอันไพเราะดุจเสียงจากสวรรค์ ช่วงระหว่างสายกู่เจิงและผิวหน้าโค้งด้านบนเป็นความเวิ้งว้างของท้องฟ้า ส่วนหย่อง (Fret) ที่เรียงรายหนุนรองรับสายกู่เจิงนั้นมีความหมาย 2 นัยคือ หมายถึงขุนเขาบนพื้นโลกที่สูงตระหง่านหนุนค้ำสวรรค์ไว้ หรือ หมายถึง ฝูงวิหค เช่น ห่านป่า นกเป็ดน้ำ หรือ นกกระเรียน ที่บินเรียงแถวเป็นแนวทะแยงอยู่บนท้องฟ้า ส่วนบริเวณผิวด้านบนที่มีลักษณะโค้งแผ่กว้างนั้นเปรียบเหมือนมหาสมุทร ตัวกู่เจิงโดยรอบเปรียบเหมือนแผ่นดิน จึงนิยมวาดรูปป่าเขาลำเนาไพรหรือฝูงสัตว์เอาไว้โดยรอบ ส่วนที่เป็นวังบาดาลนั้นคือผิวพื้นด้านล่างซึ่งกรุเป็นช่องไว้ 2 ช่องใหญ่ๆ หมายถึง สระหงส์ และ วังมังกร

สระ หงส์-มังกร นี้อาจมีรูปร่างผิดแผกแตกต่างกันออกไปบ้าง เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือทำเป็นช่องไว้ให้เสียงกู่เจิงก้องกังวานออกมาดีขึ้นนั่นเอง รวมความแล้วส่วนต่างๆของกู่เจิงนั้นล้วนมีความหมายในเชิงปรัชญาและมีคุณประโยชน์ในการบรรเลงทั้งสิ้น
ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมาเป็นการยืนยันและแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานแนวคิดในด้านปรัชญาเข้ากับสิ่งประดิษฐ์ของช่างจีนดังที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้ในตอนต้น

สำหรับการบรรเลง กู่เจิง เป็นเพลงไทยนั้น ผู้เขียนได้ริเริ่มนำเอาพิณชนิดนี้มาบรรเลงเพลงไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 โดยซื้อกู่เจิงมาจากร้านแห่งหนึ่งในถนนแปลงนามซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมต่อระหว่างถนนเยาวราชและถนนเจริญกรุง เป็นกู่เจิงจากมณฑลซัวเถาในประเทศจีน กู่เจิงตัวนี้เป็นแบบโบราณและมีขนาดเล็กคือมีสาย 16 สาย ใช้หมุดปรับเทียบเสียงเป็นลูกบิดไม้ปักเรียงไว้ด้านบน อุปกรณ์ที่ใช้ในการปรับเสียงคือกระบอกไม้ที่ส่วนปลายทำเป็นปลอกทองเหลืองสี่เหลี่ยมไว้สำหรับสวมลงบนหัวหมุดเทียบเสียงแล้วใช้มือหมุนปรับความตึงของสายกู่เจิงให้มีเสียงสูงต่ำตามต้องการ

ตอนที่ซื้อมานั้นยังไม่ทราบว่าวิธีดีดบรรเลงเป็นอย่างไร ถามผู้ขายก็บอกว่าไม่ทราบเพราะเล่นไม่เป็น แม้วิธีการตั้งเสียงก็ไม่ทราบเช่นกัน แต่ก็ซื้อมา 1 ตัวเพราะเห็นว่าแปลกดี ที่จริงผู้เขียนเคยเห็นเครื่องดนตรีชนิดนี้ในภาพยนต์จีนกำลังภายใน เห็นว่ามีเสียงไพเราะน่าฟัง เมื่อพบว่ามีขายในถนนแถวเยาวราชจึงซื้อมาทดลองดีดดู ตัวที่ซื้อมาตอนนั้นราคา 1600 บาท ต้องค้นหาวิธีตั้งเสียงอยู่นานพอสมควรจึงทราบว่า ระบบเสียงของกู่เจิงนั้นตั้งเสียงในระบบ “ห้าเสียง” หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า Pentatonic Scale จึงมีเสียงไพเราะอ่อนหวานเมื่อใช้นิ้วกรีดไล่ไปตามสายของกู่เจิง เมื่อทราบวิธีการตั้งเสียงแล้วจึงเริ่มคิดค้นวิธีดีดด้วยตนเองเพราะไม่ทราบว่าจะไปหาความรู้ได้จากที่ใด ผู้เขียนเห็นว่าเครื่องดนตรีชนิดนี้แฝงปรัซญาเอาไว้จึงมีแนวคิดที่จะผสมผสานปรัชญาจีนเข้ากับวิธีการดีดกู่เจิงจึงใช้หลักปรัชญาเรื่อง “ธาตุทั้งห้า” ของจีนเข้ามาเป็นหลักในการบรรเลงคือ

ชาวจีนถือว่าโลกนั้นประกอบไปด้วยธาตุที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน 5 ชนิด คือ

1) ธาตุดิน เป็นธาตุที่หนักแน่นมั่นคง เป็นแม่ธาตุของสรรพสิ่งทั้งปวง เป็นผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกรวมทั้งสัตว์และมนุษย์ ธาตุดินยังหมายรวมไปถึงหินทุกชนิดด้วยดังนั้นธาตุดินจึงเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งที่มีรูปธรรม ในขณะที่ฟ้ากลับว่างเปล่าไร้รูปธรรม

2) ธาตุทอง เป็นธาตุที่มีประกายสดใสแวววาว และ มีคุณค่า เมื่อโลกก่อกำเนิดใหม่ๆนั้นนอกจากดินและหินแล้วยังมีแร่ธาตุโลหะอีกมากมายหลายร้อยหลายพันชนิดปะปนอยู่ในดินด้วย แร่โลหะเหล่านี้มีคุณสมบัติแตกต่างจากดินและหินจึงถือว่าเป็นธาตุอีกชนิดหนึ่งและเนื่องจากทองคำเป็นโลหะที่ได้รับการยกย่องทั่วไปว่าเป็นธาตุที่มีคุณค่าเหนือกว่าธาตุโลหะอื่นจึงเรียกธาตุที่สองนี้ว่าธาตุทอง

3) ธาตุน้ำ เป็นธาตุที่เยือกเย็น และมีความเลื่อนไหลพริ้วพรายไร้รูปทรงที่แน่นอน เมื่อโลกมีพื้นดินและมีแร่ธาตุโลหะอุดมสมบูรณ์แล้วจึงบังเกิดธาตุน้ำขึ้นหล่อเลี้ยงพื้นดินให้ชุ่มฉ่ำ ถือกำเนิดแม่น้ำลำคลองรวมทั้งทะเลและมหาสมุทร อันจะเป็นแหล่งที่ให้กำเนิดชีวิตต่อไป

4) ธาตุไฟ (พลังงาน) เป็นธาตุที่ร้อนแรง เจิดจ้า และไหวระริกอยู่เป็นนิจ เมื่อ มีดิน มีแร่ธาตุ มี น้ำแล้ว ได้บังเกิดธาตุไฟคือพลังงานขึ้น ธาตุไฟเป็นธาตุร้อนซึ่งเปล่งประกายเจิดจ้า เปลวไฟ มักสั่นไหวและบันดาลให้เกิดแสงสว่าง นอกจากนั้นยังเป็นธาตุสำคัญที่กระตุ้นให้กำเนิดสิ่ง มีชีวิตด้วย

5) ธาตุไม้ ธาตุไม้นั้นเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งมีชีวิตทั้งมวล เมื่อมีดิน แร่ธาตุ น้ำ และไฟ ครบแล้วสิ่ง มีชีวิตจึงก่อกำเนิดขึ้นมาได้ ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตนั้นย่อมสามารถเคลื่อนไหวได้ ธาตุไม้จึงเป็น ธาตุแห่งการเคลื่อนไหวมีชีวิตชีวา และ ร่าเริง
ผู้เขียนได้คิดวิธีการดีดกู่เจิงโดยอาศัยหลักการทำนองเดียวกับคุณสมบัติของธาตุทั้งห้าคือ

1) การดีดแบบธาตุดิน – คือการดีดสายกู่เจิงให้เกิดเสียงที่มีพลังหนักแน่น เป็นการดีดสาย 2 สายพร้อมกันซึ่งอาจจะเป็นคู่เสียงที่เป็นโน้ตตัวเดียวกันหรือคนละตัวโน้ตก็ได้ การดีดแบบธาตุดินนี้เรียกว่า “ดีดควบ” ซึ่งแบ่งเป็น “ดีดควบนิ้ว” และ “ดีดควบมือ”

2) การดีดแบบธาตุทอง – คือการดีดสายกู่เจิงด้วยเสียงโน้ตตัวเดียวกันที่อยู่คนละบันไดเสียงสลับต่อเนื่องกันไปจนเกิดเสียงดัง ติง-ตัง ๆ ต่อเนื่องกันคล้ายกับเสียงโลหะกระทบกัน อันเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของธาตุทองหรือธาตุโลหะที่มักมีเสียงก้องกังวาน

3) การดีดแบบธาตุน้ำ – คือการใช้นิ้วมือหรือปิ๊กกรีดสายกู่เจิงให้เกิดเสียงกราวต่อเนื่องกันไป อาจจะกรีดเข้าหาตัวหรือกรีดออกจากตัวก็ได้ เสียงของการกรีดจะฟังดูคล้ายกับเสียงของสายน้ำไหล การกรีดธาตุน้ำนี้มีหลายกระบวนเช่นกรีดแบบ สายน้ำไหล เกลียวน้ำวน ดอกฝนโปรย หยาดพิรุณไหลริน เป็นต้น การกรีดแต่ละแบบล้วนมีความไพเราะแตกต่างกันทั้งสิ้น สามารถเลือกใช้ได้ในทุกท่วงทำนองเพลง การดีดแบบธาตุน้ำนี้ดูจะเหมาะสมกับการบรรเลงกู่เจิงมากกว่าเครื่องดนตรีอื่นใดทั้งสิ้นเพราะให้อารมณ์และจินตนาการเหมือนกับสายน้ำไหลจริงๆ

4) การดีดแบบธาตุไฟ – คือการกรอสายกู่เจิงด้วยปิ๊กให้มีเสียงไหวระริกต่อเนื่องกันเป็นเสียงยาวคล้ายกับการไหวของเปลวไฟ การกรอนี้อาจจะกรอทีละเส้นหรือกรอทีละหลายๆเส้นต่อเนื่องกันไปก็ได้ เป็นวิธีดีดกู่เจิงที่เรียกว่าการดีดแบบธาตุไฟ

5) การดีดแบบธาตุไม้ – คือการใช้นิ้วหรือปิ๊กดีดสายกู่เจิงต่อเนื่องกันไปทีละเส้นเรียกว่า “การดีดเก็บ” ท่วงทำนองการดีดเก็บนี้เป็นวิธีดำเนินทำนองหลักที่ใช้กันทั่วไปทุกประเภทเครื่องมือดนตรี ทำนองเพลงจะดำเนินติดต่อกันไปทีละพยางค์แล้วแต่จินตนาการของผู้ประพันธ์เพลง ผู้บรรเลงต้องเคลื่อนไหวมือและนิ้วมือได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ดังนั้นจึงจัดให้เป็นการดีดแบบธาตุไม้เพราะต้องเคลื่อนไหวไปมาอยู่ตลอดเวลา

วิธีการดีดกู่เจิงทั้งห้าวิธีหรือห้าธาตุนี้ เมื่อฝึกได้คล่องแล้วจะสามารถบรรเลงเพลงไทยด้วยพิณชนิดนี้ได้ไพเราะน่าฟังมาก ทั้งนี้เพราะเสียงของกู่เจิงมีเอกลักษณ์พิเศษที่ไม่เหมือนเครื่องดนตรีชนิดใดทั้งสิ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้ธาตุน้ำกรีดวนเวียนไปมาแล้วฟังดูคล้ายกับการไหลวนของสายน้ำจริงๆ เมื่อนำมาบรรเลงเพลงไทยเช่นเพลงเขมรไทรโยคยิ่งเสริมจินตนาการของบทเพลงให้เด่นชัดได้มากยิ่งขึ้น เพราะทำให้ผู้ฟังมีความรู้สึกเย็นสบายคล้ายกับได้ไปนั่งชมธรรมชาติอยู่ข้างน้ำตกจริงๆ แม้ว่ากู่เจิงจะเป็นเครื่องดนตรีของต่างชาติแต่มีคุณลักษณะที่ช่วยเสริมบทเพลงไทยให้ไพเราะน่าฟังขึ้น การนำเอาเครื่องดนตรีต่างชาติมาบรรเลงเพลงไทยจึงเป็นการเสริมเพลงไทยให้น่าฟังยิ่งขึ้น มิใช่เป็นการละทิ้งวัฒนธรรมไทยดังเช่นที่บางคนเข้าใจ

เล่นโดยเครื่องดนตรี กู่เจิง

เพลงเย้ยยุทธจักร จากภาพยนต์เรื่อง เดชคัมภีร์เทวดา
http://www.imeem.com/simplyoe/music/XEq7zGvZ/14/?rel=1

รวมเพลงที่บรรเลงโดยกู่เจิงครับ
http://www.musicpatio.com/downloads.shtml

จาก blog ของคุณ แมคทำดีมากครับ มีเพลงเพาะๆด้วย
古箏 กู่เจิง เสียงพิณจากแดนสวรรค์

โน๊ตเพลง กู่เจิง
http://www.mysteriousclub.com/discuz/viewthread.php?tid=172&extra=page%3D1

 

จาก  http://www.mysteriousclub.com/discuz/viewthread.php?tid=184

ประเภทของแก้วโป่งข่าม

เปิดขุมแก้วกายสิทธิ์แห่งล้านนาไทย / แก้วกายสิทธิ์อันทรงคุณค่าแห่งสยามประเทศ/ ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับแก้วโป่งข่ามกายสิทธิ์
——————————————————————————–
ลักษณะความเชื่อ เกี่ยวกับอย่างไหนใช้ทางใด

ความเชื่อถือและนิยมเกี่ยวกับแก้วโป่งข่ามนั้นมีผุ้นิยมเชื่อถือตามประสบการณ์และความเชื่อดั้งเดิมดังนี้
1.การอยู่ยงคงกระพัน
- แก้วสีฟ้า หรือฟ้าหมอก
- แก้วปวกเขียวและปวกสีต่างๆ
- แก้วขนเหล็ก แก้วไหมทอง ไหมเงิน ไหมนาก
- แก้วขาว
- แก้วเข้าเป๊ก หรือแก้วพวกที่สหชาติกับแร่ธาตุอื่นๆเช่น เป๊กหน้าทั่ง
- แก้วขนเหล็กน้ำตัน
2.การมีอำนาจชนะฝ่ายตรงข้าม
- แก้วเส้นต่างๆ
- แก้วฝนแสนห่า
3.การมีเมตตามหานิยม
- แก้วสีฟ้าแร
- แก้วเนื้อลำใย
- แก้วปวกเขียว ปวกสีต่างๆ
- แก้วกาบ
- แก้วตูลต่างๆ หรือแก้ววิทูรย์
- รวมทั้งแก้วหินทรายและแก้วหินสีต่างๆ
4.การมีฤทธิ์ คลาดแคล้ว และความสำเร็จ
- แก้วปวกเขียว ซึ่งมีเรื่องราวและประวัติมากที่สุด
5.การมีโชคและเป็นแม่แก้วต่างๆ
- แก้วเข้าแก้วจากหน่อแม่และหน่อโตน โตน คือ โทน
- แก้วเข้าเป๊ก
*** แม่แก้ว หมายถึง แก้วที่ชอบมีบริวารพ่วงตามมา เช่น เมื่อมีแก้ว 1 แล้ว มักจะได้ของดีตามติดกันมาอีก ผู้มีคาถาอาคมปลุกเสก ทดลองโดยเอาแก้ว 1 อธิษฐาน แก้วที่มีลักษณะเป็นแม่เหนือกว่า จะหันหัวเข้าไปหาแก้ว 2 ที่เป็นลูก
6.การมีโชคและลาภลอย
- แก้วแร
- แก้วเนื้อลำใย
7.การมียศ
- แก้วกาบ
- แก้วสุริยประภา หรือ แก้ววิตูลหนามเ^_^้ยง สีแดงเพลิง
8.ความชุ่มเย็นกันไฟ
- แก้วน้ำหาย
- แก้วเข้าแก้ว
- แก้วใสขาวต่างๆ
- แก้วเข้าหลักรูปต่างๆ
9.ความอยุ่เย็นเป็นสุข
- แก้วปวกต่างๆ
- แก้วกาบต่างๆ
- แก้ววิตูลสีน้ำตันต่างๆ
10.ความผจญภัย
- แก้วขนเหล็กน้ำใสและน้ำตันต่างๆ
- แก้วเข้าเป๊ก
11.ความมีชื่อเสียง อำนาจวาสนา ดีในการเดินทางและแสดงโชคลาง
- แก้วสีฟ้า
- แก้วหมอกมุงมอง
- แก้วปวก 3 สี
*** แก้วสีฟ้าและปวกสี เมื่อจะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง สีซีดลงมักมีข่าวหรืออยู่ในระยะกังวล แก้วหมอกมุงเมือง เวลามีวาวมักโชคดีในการเดินทาง
12.ร่ำรวยมั่นคง
- แก้วสามกษัตริย์
- แก้วเข้าแก้ว
- แก้วประภาชื่นชม
- แก้วเข้าหลักเงิน หลักคำ
- แก้วกินบ่อเสี้ยง
- แก้วทรายคำ – หมัดคำ
13.ยศตำแหน่ง
- แก้วพรหมสามหน้า
- แก้วกาบ
- แก้วสุริยประภา
- แก้วสลัก
- แก้วปวกต่างๆที่มีปรากฏการณ์เติบโตได้
———————————-
อาจจะมีแก้วชนิดอื่นๆที่มีคุณต่างออกไป โดยผู้ใช้ต้องอาศัยประสพการณ์และการสังเกตดูการต้องโฉลกในการใช้ เพราะการใช้แก้วนั้น เราจะทราบทันทีกับเหตุการณ์ที่ได้แก้วนั้นมาในระยะที่เริ่มใช้ ตำรวจชอบแก้วปวกเขียว พ่อค้าชอบปวกเขียว ข้าราชการชอบปวกสีและสีฟ้า ทหารชอบขนเหล็กน้ำตันและขนเหล็กน้ำใส หนุ่มสาวชอบวิตูลสีต่างๆ พ่อค้าอาจไม่ชอบแก้วขนเหล็กเท่าตำรวจทหารที่เคยมีประสพการณ์เกี่ยวกับโชคชัยในการต่อสู้ แต่มิใช่โชคชัยในการค้าขาย
———————————-
มนุษย์เรามีความเชื่อถือในเรื่องพลังของแก้ว แต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ แก้วนิลสีน้ำตาลในพิพิธภัณฑ์ปารีส เคยถือว่าเป็นแก้วอัญมณี เครื่องโชคลางแห่งสก๊อตแลนด์ มีการสืบทอดแก้วที่ถือเป็นโชคลาง ระหว่างพระเจ้าชาร์ล เลอมัง จนถึงพระเจ้านโผเลียน จนถึงพระเจ้าหลุยส์นโปเลียนที่ 3
———————————-
แก้วโป่งข่ามยังมีคุณในแก้วต่างชนิด จากประสบการณ์ต่างๆตามลักษณะความเชื่อถือที่ ต่างออกไป

 

 

แก้วมังคละจุฬามณี
ลักษณะแก้วมังคละจุฬามณีในตำนาน อันจัดเป็นแก้วมีค่าคณานับในหมวดแก้วมรกต คือแก้วที่เข้าวรรณะเขียว มีลักษณะพิจารราได้ดังนี้

- แก้ววรรณะดั่งน้ำผึ้งในแก้วนั้นมีรูปสี่เหลี่ยม หมายถึงแก้วนั้นมีสีมรกต แต่เป็นแก้วที่ใสเหลือง โดยมองเห็นรูปสี่เหลี่ยม-ในแก้ว รูปสี่เหลี่ยมในที่นี้ ปรากฏอยุ่ในแก้วโป่งข่ามชนิดแก้วเข้าแร่เป๊ก ( เป๊กคือ แร่ตระ^_^ล ไพไรท์ หรือ เพชรหน้าทั่ง )

- มีรูปพระเจ้า รูปเจดีย์ ลักษณะของสลักลายหิน และแก้วเข้าแก้วทรงเจดีย์ และทรงพระพุทธรูป อาจเป็นแก้วเข้าแก้วผลึก และแก้วเข้าแก้วสีวาวทอง

- มีรูปไม้ศรีมหาโพธิ์ คือแก้วปวกเขียว ชนิดปวกปุยทรงต้นไม้

- มีรูปนกยุง นกเขียน หงส์ ช้าง ราชสีห์ เกวียน อยู่ข้างใน รูปดั่งสัตว์ต่างๆมีได้ในสลักลายหินและก้อนแร่ลักษณะต่างๆสิ่งที่อยุ่ข้างในแก้ว ย่อมมีอยุ่ในแก้วโป่งข่ามได้ คำว่าวรรณะเหลืองในที่นี้ หากแก้วนั้นบริบูรณ์ด้วยลักษณะในดังกล่าว สีทองสุกปลั่งและสีเหลือง บุษรา ปวกไรเหลือง ไรแก้ว ย่อมให้วาวสีเหลืองแก่แก้วได้
——————————————————————-
หมวดแก้วมรกต
1.มังคละจุฬามณี วรรณะดั่งน้ำผึ้ง ในแก้วมีรูปสี่เหลี่ยม รูปพระพุทธเจ้า รูปเจดีย์ รูปต้นโพธิ์ รูปนกยูง รูปนกเขียน รูปหงส์ รูปช้าง รูปราชสีห์ รูปรถ รูปเกวียน อยู่ข้างใน / มีค่าเหลือคณา
2.มหาธุรกัณฐี วรรณะดั่งดอกหวายแห้ง แก้วน้ำผึ้งมีธนู คือ กำปุ้ง 6 ขา / ค่าแสนคำ
3.มรกตยอดเต้า วรรณะดั่งยอเต้า / ค่าแสนคำ
4.มรกตผิวไผ่ วรรณะดั่งผิวไผ่ / ค่าแสนคำ
5.มรกตบ่อน้ำตาล วรรณะเขียวดั่งใบหอม มีกำปุ้งงำกลางไหลไปมา / ค่าแสนคำ
6.เขียนยังไม่เสร็จ

———————
แสดงค่าสูงสุดของแก้วแต่ละหมวด แต่โบราณเทียบได้ดังนี้

1.มหาสักรชาติรัศมีใน ค่าเหลือคณา ไพร่มิควรทรง
2.มังคละจุลฬามณี ค่าเหลือคณา
3.สุวรรณมณีคำ มีองค์ดั่งแมงเหนี่ยงงำรัง
( แก้วเข้าแก้วโตน แร่โตน หรือเป๊กโตน ) ค่าเหลือคณา
4.แก้วก๊อวิเศษ มีสร้อยหรือสังวาลย์ใน ค่าเหลือคณา
5.มหานิลปทัมราค ค่าเหลือคณา
6.วิเทรย์เทศไข่ฟ้า ค่าเหลือคณา

7.แก้วประภา วรรณะดั่งมันสมองจรเข้ ค่าแสนคำ
8.แก้วเผือกพรหมสามหน้า ค่าห้าพันคำ

 

สกุลแก้วโป่งข่าม
1.แก้วสามกษัตริย์ ( มีเป๊ก 1 สกุล ) รัศมีใน ค่าสูงสุด
2.แก้วสลักช่อหรือปวกคำเข้าเป๊กแมงเหนี่ยง
เรียกว่า ก้วสุวรรณมณีคำ ค่าสูงสุด

3.แก้วเข้าเง่า แก้วเข้าปวก ไรแก้ว ค่ารองลงมา
4.แก้วสอดสี ( ปวก 3 สี 7 สี 5 สี 9 สี ) ค่ารองลงมา
5.แก้วสีฟ้าแพรแรใน ค่ารองลงมา
6.แก้วสีฟ้าควัน หมอกแพร ค่ารองลงมา
7.แก้วสีฟ้าแพรแรนอก ค่ารองลงมา
8.แก้วสีฟ้าเส้นลายฝนแสนห่า ค่ารองลงมา
9.แก้วสีฟ้าเส้นลายเปลวปล่องฟ้า ค่ารองลงมา
10.แก้วฟ้าหมอกและแก้วเนื้อลำใย ค่ารองลงมา
11.แก้วขนเหล็กฝนแสนห่า ค่ารองลงมา
12.แก้วขนเหล็กเส้นพุ่มขนบ้ง ค่ารองลงมา
13.แก้วขนเหล็กขนทะลาย ค่ารองลงมา
14.แก้วเหลือบสีประภาพรหมสามหน้า ค่ารองลงมา
15.แก้วแรมุกดาเหลือบสี ค่ารองลงมา
16.แก้วประกาย ( แก้วรุ้งเพชร ) ค่ารองลงมา
17.แก้วน้ำตันพรหมสามหน้า ค่ารองลงมา
18.แก้วอื่นๆ ค่ารองลงมา
.
.
19.แก้วน้ำหาย ค่ารองลงมา
20.แก้วน้ำขุ่น น้ำตัน สีเดียวชนิดต่างๆ ราคาถูกสุด

เทียบราคาแล้ว แก้วสามกษัตริย์ขนาด 10 กะรัดเท่ากับเพชรหรือมรกต แก้วโป่งข่ามอาจแพงกว่าเพราะเพชรและมรกตขนาด 10 กะรัด มีเงินพอหาซื้อได้ /
—————————————————-
หมวดแก้ววิตูล
1.วิตูลเทศไข่ฟ้า วรรณะดั่งประภาชื่นชม มีเงาป้านกลาง ดั่งเมฆขึ้นกลางอากาศ มีลักษณะดั่งไข่นกจันทร์ มีผิวจุ่มไว้ด้วยเหมย ( ชุ่มด้วยน้ำค้าง ) จับอยู่ / ค่าเหลือคณา
2.วิตูลน้ำผึ้ง วรรณะดั่งน้ำผึ้ง / ค่าแสนคำ
3.วิตูลประกาย มีแสงดั่งดาวประกาย / ค่าแสนคำ
4.วิตูลปทัมกาน วรรณะดั่งน้ำผึ้งไหมแสดแดงแสดเหลืองผ่านในดั่งน้ำไหล / ค่าแสนคำ
5.วิตูลน้ำตาล วรรณะดั่งน้ำตาล / ค่าสี่พันคำ
6.วิตูลเทศฟองสมุทร มีน้ำไหลในดั่งแมงเหนี่ยงงำรัง / ค่าพันคำ
7.วิตูลดอกธารบุษ วรรณะดั่งดอกธารบุษ / ค่าพันคำ
8.วิตูลปุมเป้งปา วรรณะดั่งดอกปุมเป้งปา / ค่าพันคำ
9.วิตูลดอกพุทธ วรรณะดั่งดอกพุทธรักษา / ค่าห้าพันเงิน
10.วิตูลขนทะลาย วรรณะขาวเหลือง ขนซอนกันเยื้อไปมา / ค่าห้าพันเงิน
11.วิตูลฝนแสนห่า วรรณะดั่งดอกคำ มีขนซอนขึ้น / ค่าสี่พันเงิน
12. พิมพ์ยังไม่เสร้จจ้า……….

 

คาถาบูชาแก้วโป่งข่าม

ข่ามคง, แคล้วคลาด (แก้วทุกชนิด) นะมะพะทะ นิมิพิทิ นุมุพุทุ
แก้วทุกชนิด นะอุกะอะ นะมะมะอะ มะอุมะนะ อะนะอะมะ อะอุอุมะ อุนะอุอะ
(เจริญด้วยทรัพย์สมบิติ ปราศจากโรคภัย)
พิรุณแสนห่า(หรือแก้วชนิดอื่น) พุทโธโมเธยยัง มุตโตโมเจยยัง ติณโณตาเรยยัง ปะสะหังปะตัง
หมอกมุงเมือง(หรือแก้วชนิดอื่น) เทวะรานะมานะ (ภาวนาให้เกิดความร่มเย็น)
แก้วทราย(หรือแก้วชนิดอื่น) สะมามิมิทธิมามิ (เจริญด้วยสมบัติ ร่ำรวยเงินทอง)

 

แก้วโป่งข่ามกับพิธีกรรม

การล้างแก้ว เชื่อกันว่าการล้างแก้วเป็นการชำระล้างสิ่งไม่ดีที่แก้วได้ซึมซับเอาไปจากตัวเรา โดยการนำแก้วไปล้างกับน้ำที่ไหล ซึ่งอาจจะเป็นลำธาร, ก๊อกน้ำ หรือน้ำที่รินออกจากแก้วก็ได้ (ล้างได้บ่อยเท่าที่มีโอกาส)
การขึ้นพานบูชาแก้ว จะกระทำกันในวันพระ โดยเฉพาะวันพระขึ้น 15 ค่ำ (วันเพ็ญ) โดยการนำเอาน้ำสะอาด 1 แก้ว, ดอกไม้หรือเครื่องหอม (น้ำอบ, แป้งหอม ฯลฯ) ใส่พาน และกำหนดจิตด้วย คาถาบูชาแก้ว (หากเป็น “แก้วเข้าแก้ว” ขอแนะนำให้หาหมากหนึ่งคำใส่พานด้วย)
แก้วอาบแสงจันทร์ การนำแก้วอาบแสงจันทร์ (วันเพ็ญ) เชื่อกันว่า แก้วจะดูดซับพลังจากแสงจันทร์ ซึ่งจะมีผลทำให้แก้วมีพลังอานุภาพมากยิ่งขึ้น และยังเป็นการทำให้แก้วนั้นบริสุทธิ์อีกด้วย (เป็นที่ทราบกันดีว่า ในทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าดวงจันทร์มีพลังที่ส่งผลกระทบถึงโลก อันเป็นสาเหตุของน้ำขึ้น น้ำลง และอื่น ๆ)
การเข้าร่วมพิธีกรรม การนำแก้วเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ ของพระภิกษุสงฆ์ เนื่องจากแก้วจะได้ซึมซับพลังจากการแผ่เมตตาจิตของพระภิกษุ

แก้วนางขวัญ (จอมขวัญ)
แก้วนางขวัญ หรือแก้วจอมขวัญ เป็นแก้วอีกชนิดหนึ่งที่หาได้ยากมาก มีสีพื้นเป็นสีม่วงอ่อน ๆ จนถึงสีม่วงเข้ม (ซึ่งหาได้ยากมาก) สีม่วงนี้จะคล้ายสีม่วงดอกตะแบก หรือม่วงไวโอเล็ต หลายคนเข้าใจว่าจะเหมือนกับอเมทิส (Amethyst) ของประเทศทางตะวันตก แต่แก้วนางขวัญเมื่อทดสอบแล้ว จะมีเนื้อแข็งกว่ามาก

คุณวิเศษของแก้วนางขวัญนี้ ดีไปในทางด้านจิต และการนั่งสมาธิ อีกทั้งยังทำให้ผู้ที่ครอบครองมีความเจริญรุ่งเรือง มีชื่อเสียง เป็นยอดในด้านเมตตามหานิยม ส่งเสริมความรักและวาสนา

ในสมัยโบราณ แก้วชนิดนี้ถือได้ว่าสูงค่ามาก ดั่งที่ว่า “มีค่าแสนคำ” เนื่องจากเป็นแก้วที่กษัตริย์โบราณถวายเป็นสักการะแก่พระบรมสารีริกธาตุในคราวบรรจุพระธาตุเจดีย์ต่าง ๆ

อานุภาพของแก้วนางขวัญจะทำให้ผู้ที่ครอบครองมีเสน่ห์ต่อคนรอบข้าง และยังเชื่อถือกันว่าจะทำให้แคล้วคลาดจากอาถรรพ์เสน่ห์มายาทั้งปวง เพราะจิต (ขวัญ) ของคนผู้นั้นจะถูกคุ้มครองโดยอานุภาพของแก้ว ไม่ให้โดนอำนาจมนต์มายาใดใดสะกดเอาไว้ได้

โลหะเมฆพัตร

โลหะที่ได้จากการเล่นแร่แปรธาตุตามตำราของไทยโบราณ เชื่อว่าเป็นธาตุกายสิทธิ์มีฤทธานุภาพในตัวเอง เมฆพัตรเป็นส่วนผสมของตะกั่วและทองแดง มีกรรมวิธีการสร้างที่ซับซ้อน ในระหว่างหลอมต้องผสมตัวยาหลายชนิดมีกำมะถัน ปรอท และว่านยาได้แก่ ไพลดำ ต้นหิงหาย ไม้โมกผา ขิงดำ กระชายดำ สบู่แดง สบู่เลือด เป็นต้น ซัดเข้าไปในเบ้าหลอม พอสำเร็จจะได้โลหะสีดำเป็นมันเงาเลื่อมพราย แต่เปราะและแตกง่าย พระคณาจารย์แต่โบราณนิยมหลอมเมฆพัตรมาทำเป็นพระเครื่อง อาทิ พระครูปัจฉิมทิศบริหาร (นาค โชติโก) วัดห้วยจระเข้ นครปฐม และพระอาจารย์ทับ วัดอนงคาราม

“เมฆพัตร” นั้น ตำราทางไสยศาสตร์เรียกว่า “โลหะธาตุกายสิทธิ์” เป็นโลหะที่สำเร็จขึ้นด้วยกรรมวิธีการนำเอา “แร่ธาตุ” บางชนิดมาหลอมรวมกันในเบ้าโดยมี “น้ำว่าน” บางชนิดเป็นส่วนผสม อีกทั้งมีการบริกรรมคาถาปลุกเสกไปตลอดของการหลอมผสมแร่ธาตุ และซัดด้วยน้ำว่านนี้ เมื่อสำเร็จออกมาจึงเป็นเนื้อโลหะที่มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัว เมื่อนำมาสร้างวัตถุมงคลก็จะยิ่งมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นไปอีกเป็นพิเศษ

นั่นคือคุณวิเศษของเนื้อเมฆพัตรที่สร้างถูกต้องตามกรรมวิธีการสร้างตามตำราของวิชาไสยศาสตร์ ไม่ใช่เนื้อเมฆพัตรที่สร้างจากโรงงานเหมือนอย่างทุกวันนี้

http://www.gmcities.com/board/index.php/topic,488.0.html

ไม้พญาท้าวเอว ว่านนางพญาท้าวเอว

ไม้พญาท้าวเอว ว่านนางพญาท้าวเอว

เป็นไม้ที่พบแถบตะวันตก กาญจนบุรี ตาก พม่า เป็นไม้เถาเลื้อยครับ มีลักษณะที่เห็นได้ชัดคือ ข้อเกี่ยวสำหรับไว้ยึดลำต้นของมันกับไม้ต้นอื่นๆ ข้อเกี่ยวของไม้เถาชนิดนี้เป็นที่มาของชื่อ เพราะหากเราตัดลำต้นออกมาข้อหนึ่ง ตรงขอเกี่ยวของมันจะมีลักษระดั่งคนกำลังเท้าเอว จึงเรียกไม้ชนิดนี้ว่าไม้พญาท้าวเอว

ทางภาคใต้ก็มีไม้ชนิดนี้ขึ้นเช่นกัน และเขาจะเรียกว่าไม้เขี้ยวขบ เพราะเขาอุปมาขอเกี่ยวของไม้เถาชนิดนี้ว่าคล้ายกับเขี้ยวงู

มี ตำนานเล่าเป็นนิทานพื้นบ้านว่า ไม้นี้มีเทวดารักษา ขึ้นอยู่ข้างๆอาศรมพระฤาษีตาไฟ วันหนึ่งพระฤาษีท่านจะลองฤทธิ์ของตนด้วยการลืมตาที่สาม พระฤาษีประกาศไว้ทั่วป่าอาณาเขตว่าอย่าเข้ามาขวางข้างหน้าเวลาที่ท่านลืมตาที่สามเพราะจะมีไฟบรรลัยกัลป์พุ่งออกมา ใครอยู่ขวางหน้าจะกลายเป็นจุลมหาจุล

พอเวลาที่พระฤาษีตาไฟลืมตาขึ้น เทพยดาที่รักษาไม้พญาเท้าเอวก็เข้ามาขวางหน้าดู เรียกว่าลองฤทธิ์กับองค์ฤาษี และสามารถทนทานอยู่ได้ ไม่เป็นอันตราย พระฤาษีชมว่าเก่งและพอใจเป็นอันมากจึงตั้งใจสอนวิชาให้เป็นอันว่าไม้พญาเท้าเอวมีฤทธิ์มาก

คนโบราณกล่าวถึงสรรพคุณสำคัญไว้ว่าดีทางกันเขี้ยวงา อสรพิษ และใช้คาดเอวไม่ให้ปวดเมื่อย แต่การใช้นั้นต้องรู้วิธีครับ ต้องนำไม้เท้าเอวไปแช่ในน้ำให้เปียกชุ่มก่อน เพราะยางภายในหรือตัวยาของไม้จะได้ซึมออกมา จากนั้นจึงประคบเข้าที่บริเวณปวดเมื่อยไม่นานก็หายได้

จุดอ่อนของคนไทย-จากนสพ.

ที่ผ่านมาเห็นนักบริหารส่วนใหญ่โดยเฉพาะภาครัฐ   เมื่อมีอำนาจจะไม่ใช้ความรู้   ส่วนคนมีความรู้มักจะไม่มีอำนาจ   มองว่าเป็นข้อสังเกตที่ผมมีมาตลอด   จริงๆแล้วถ้าทั้งสองสิ่งนี้ซ้อนกันได้เมื่อไหร่   ประเทศชาติจะเจริญมาก

 

 

ต่อต้านการแอบถ่ายในโรงหนัง

 

 

ศักยภาพนั้นมีในเด็กไทยเพียงแต่ยังขาดระบบที่ดีที่จะเข้ามารองรับความสามารถที่จะนำออกมาใช้ให้มีความโดดเด่น   คนไทยเก่งแต่ว่ายังขาดความร่วมมือร่วมใจ   ขาดการทำงานกันเป็นทีมเพราะไม่ยอมเปิดใจกว้างออกมา   มีความเป็นตัวเองค่อนข้างสูง   มีความสามารถและไม่แบ่งปันกัน

 

 

 

โดยลืมนึกไปถึงพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ   ชอบคุยโทรศัพท์ในทุกๆที่ทุกเวลาที่ว่าง   ไม่เว้นแม้กระทั่งในโรงภาพยนตร์หรือแม้กระทั่งในคอนเสิร์ต   ไม่ชอบเข้าคิว   ใครว่าอะไรดีก็ทำตามกันทั้งบ้านทั้งเมือง   ไม่ชอบออกความคิดเห็น   แต่ชอบติความคิดเห็นของผู้อื่น   ชอบดาวน์โหลดแต่ไม่ชอบแชร์ไฟล์ของตน   เป็นผู้บริโภคข้อมูลแบบ  Pure  passive  คือนั่งเฉยๆแล้วมีคนมาป้อน

ความหมายของ Otaku ในมุมมองนักวิชาการ

หนังสือ  Japanatomy  ยุทธศาสตร์ความคิด  วิถีชีวิตญี่ปุ่น. สมศักดิ์  ดำรงสุนทรชัย: กรุงเทพฯ  , แมเนเจอร์คลาสสิค.2549  บท Meaning  of  the  Meaningless : Takashi  Murakami  หน้า  222  กล่าวว่า 

Otaku  คือ  กลุ่มคนที่นิยมและคลั่งไคล้งาน animation  หรือ  anime แบบญี่ปุ่น  ที่มีบุคลิกมาจากการ์ตูน manga ที่มีลักษณะเป็น hyper-sexualized comic  ซึ่งต่อมาได้ขยายไปสู่ตัวละครใน video game และ computer  game  โดยมีความเกี่ยวเนื่องกับกระแสการบริโภคสื่อทางเพศ  porno-graphic  media  ด้วย

[HELLSING] ที่มาของ “ปักษาแห่งแอร์เมสคือชื่อข้า เสวยปีกข้าพาข้าเชื่อง”

จากพันทิพย์

 

ตีพิมพ์ครั้งแรกที่ http://bluewhaleguild.exteen.com/20080714/hellsing (บลูเวลกิลด์ดอปเอ็กซ์ทีนดอทคอม ทำไมพิมพ์แล้วมันเป็นงี้) บล็อกผมเอง เข้าไปแล้วทักทา่ยกันหน่อยก็ดีนะครับ

คุณศรีภรรยาถามว่า วลี

“The bird of Hermes is my name eating my wings to make me tame.”

มาจากไหน พอดีผมใส่ไว้ในเอ็มเท่ๆ (เป็นวลีจากอนิเมะเรื่อง Hellsing) เลยลองไปค้นดูก็ปรากฏว่ามันมีที่มาครับ

มันมาจาก The Ripley Scrowle (Scroll) หมายเลข 3

Here is the last of the Red, and the beginning to put away the dead. The Elixir Vitae.

Take the father that Phoebus so high
That sit so high in majesty
With his beams that shines so bright
In all places wherever that he be
For he is father to all things
Maintainer of life to crop and root
And causeth nature for to spring
With the wife beginneth soothe
For he is salve to every sore
To bring about this prosperous work
Take good heed unto this lore
I say unto learned and unto clerk
And Homogenie is my name
Which God made with his own hand
And Magnesia is my dame
You shall verily understand.
Now I shall here begin
For to teach thee a ready way
Or else little shall thou win
Take good heed what I do say
Divide thou Phoebus in many parts
With his beams that be so bright
And this with nature him convert
The which is mirror of all light
This Phoebus hath full many a name
Which that is full hard to know
And but thou take the very same
The philosophers stone ye shall not know
Therefore I counsel ere ye begin
Know it well what it should be
And that is thick make it thin
For then it shall full well like thee
Now understand what I mean
And take good heed thereto
Our work else shall little be seen
And turn thee to much woe
As I have said this our lore
Many a name I wish he hath
Some behind and some before
As philosophers doth him give

In the sea without lees
Standeth the bird of Hermes
Eating his wings variable
And maketh himself yet full stable
When all his feathers be from him gone
He standeth still here as a stone
Here is now both white and red
And all so the stone to quicken the dead
All and some without fable
Both hard and soft and malleable
Understand now well and right
And thank you God of this sight

The bird of Hermes is my name eating my wings to make me tame.

ที่มา : ตัดตอนจาก http://www.levity.com/alchemy/rscroll.html
สรุปแล้วคือ ยาอายุวัฒนะ (Elixir) นั่นเอง!

แล้ว Ripley ล่ะเป็นใครกัน ผมก็ไปค้นในวิกิ http://en.wikipedia.org/wiki/George_Ripley_(alchemist)

Sir George Ripley was a famous 15th century English alchemist, second only to Roger Bacon.

Ripley studied for twenty years in Italy where he became a great favourite of Pope Innocent VIII. He returned to England in the year of 1477 and wrote his famous work “The Compound of Alchymy; or, the Twelve Gates leading to the Discovery of the Philosopher’s Stone”, dedicated to King Edward IV and highly appreciated by him. His twenty-five volume work upon Alchemy, of which the Liber Duodecem Portarum was the most important, brought him considerable fame.

Being particularly rich, he gave the general public some cause to believe in his ability to change base metal into gold. For example, Fuller in his “Worthies of England” describes a reputable English gentleman who reported having seen a record in the island of Malta which stated that Ripley gave the enormous sum of one hundred thousand pounds sterling annually to the Knights of that island and of Rhodes to support their war against the Turks.

Ripley was at some time ‘Canon of Bridlington’. He spent his elder years as an anchorite near Boston (Yorkshire).

เซอร์จอร์จ ริปลีย์เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุชื่อดังในศตวรรษที่ 15 เป็นรองเพียงโรเจอร์ เบคอน
ริปลีย์ศึกษาในอิตาลีเป็นเวลา 20 ปี ที่นั่นเขาได้เป็นคนโปรดของโป๊ปอินโนเซนต์ที่ 8 เขาเดินทางกลับอังกฤษในปี 1477 และเขียนงานชื่อดังของเขา “The Compound of Alchymy” หรือประตูทั้งสิบสองที่นำไปสู่การค้นพบหินนักปราชญ์ ถวายแด่กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 4 และพระองค์ก็พอพระทัยเป็นอันมาก ผลงานเกี่ยวกัีบการเล่นแร่แปรธาตุของเขาจำนวน 25 ชิ้น ซึ่งงานชิ้นสำคัญที่สุดคือ Liber Duodecem Portarum ทำให้เขามีชื่อเสียงโ่ด่งดังมาก

เมื่อได้เป็นมหาเศรษฐี เขาได้ทำให้ประชาชนเชื่อว่าเขาสามารถเปลี่ยนโลหะพื้นฐานให้เป็นทองได้ ตัวอย่างเช่นฟูลเลอร์ได้อธิบายใน “Worthies of England” ถึงสุภาพบุรุษชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงที่ได้เห็นรายงานจากเกาะมาลตาระบุว่า ริปลีย์มอบเงินปอนด์เสตอร์ลิงจำนวนหลายแสนให้กับอัศวินแห่งเกาะนั้น และชาวเกาะ Rhodes เพื่อช่วยรบในสงครามกับชาวเติร์ก

บางครั้งก็มีคนเรียกริปลีย์ว่า ‘Canon of Bridlington’ เขาใช้ชีวิตยามชราเยี่ยงฤาษีอยู่ใกล้บอสตัน (Yorkshire)

แก้ไขเมื่อ 14 ก.ค. 51 16:47:13

แก้ไขเมื่อ 14 ก.ค. 51 16:41:38

 

จากคุณ : Unregistered user   – [ 14 ก.ค. 51 16:39:27 ]

 

เรื่องคำแปลนี่ขอฮึดอีกหน่อยล่ะกันครับ แต่จะเพิ่มข้อสังเกตอีกอย่างว่า เทพแอร์มีสของกรีกนั้นคือ เทพเมอร์คิวรี่ของโรมัน

 

 

 คิดอีกที ลองแปลมั่วๆ ดู อย่าถือสานะครับ ภาษาโบราณแถมเป็นสัญลักษณ์ด้วย และยังเป็นบทที่สามด้วย

 

 

 หวาวๆ เคยสนใจสงสัยแต่ไม่ได้หาข้อมูล
ขอบคุณที่เอามาลง+แปลให้อ่านนะคะ
แต่ก็ยังงๆอยู่ดี ตกลงหมายถึงผู้เป็นอมตะ(อัลการ์ด)ใช่ไหมเนี่ย

 

ความเข้าใจของผมคิดว่า The Ripley Scroll ก็คือ ตำราสร้างหินนักปราชญ์ครับ แต่บทที่สามที่มีวลีของอาร์คาร์ดคือการสร้างยาอายุวัฒนะ

ซึ่งผมสรุปบทกลอนเข้าใจเอาเอง (อย่างมั่วๆ ) มันไม่ใช่ยาที่จะยืดอายุคนเป็นหรอก หากแต่มันคือยาที่ใช้ฟื้นคืนชีพให้คนตาย

ซึ่งเท่ากับการสร้างซอมบี้ หรือการสร้างแวมไพร์

หรือการสร้าง ท่านอาร์คาร์ด นั่นเอง

เท่ากับว่า ตระกูลเฮลซิ่ง ทดลองจาก The Ripley Scroll เป็นผลสำเร็จ ยังให้เกิดอาร์คาร์ด

ทั้งหมดนี้มั่ว+เดาทั้งสิ้น

ปล. ถ้าคิดตามนี้ ตระกูล Helling จะเก่งน้อยกว่าพวกใน Full Metal Alchemist มาก เพราะนี่แค่บทที่สาม แต่พวกในนั้นอ่านจนจบหมดและสร้างหินนักปราชญ์ขึ้นมาได้แล้ว! แก้ไขเมื่อ 14 ก.ค. 51 23:47:03

จากคุณ : Unregistered user

 

จริงๆในเฮลซิ่งมีแฝงเรื่องอื่นๆไว้เยอะด้วยนะคะ

อย่าง Rip van Winkle (เจ้แว่นใช้ปืน)
มาจากวรรณกรรมอเมริกาที่พูดถึงนายพรานที่นอนหลับจนข้ามยุค
ดูๆแล้วไม่ได้เกี่ยวกับในเฮลซิ่งเลย
แต่กระสุนบินได้ของเจ้ก็เหมือนจะเอามาจากโอเปร่าเรื่องDer Freischütz

ส่วนเจ้าหนูชโรดิงเจอร์ ก็มาจาการทดลองแมวของชโรดิงเจอร์(Schrödinger’s cat)
อันนี้สอดคล้องกับสกิลในการ์ตูนที่ว่า มีตัวตนอยู่หรือไม่มี ละมั้ง

 

Here is the last of the Red, and the beginning to put away the dead. The Elixir Vitae.
นี่คือแดงแห่งสุดท้าย และจุดเริ่มต้นของการละทิ้งซึ่งความตาย
สูตรแห่งยาอายุวัฒนะ

In all places wherever that he be
เขานั้นอาจอยู่ได้ทุกแห่งหน
For he is father to all things
เขาเป็นบิดาของทุกสิ่ง
Maintainer of life to crop and root
ผู้ดำรงไว้ซึ่งชีวิตที่จะหยั่งรากและเก็บเกี่ยว
And causeth nature for to spring
และเป็นเหตุให้ธรรมชาติผลิใบ
With the wife beginneth soothe
ไปกับภรรยาที่เริ่มสงบลง
For he is salve to every sore
เขาเป็นยาบรรเทาความเจ็บปวดทุกอย่าง
To bring about this prosperous work
เพื่อนำพาความสำเร็จ
Take good heed unto this lore
นำพาเรื่องดีมาเป็นความรู้

I say unto learned and unto clerk
ข้าขอกล่าวสิ่งที่ได้เรียนรู้และบันทึกไว้
And Homogenie is my name
และ Homogenie (ความเหมือนกัน) คือนามข้า
Which God made with his own hand
พระเจ้าสร้างข้ามาด้วยพระหัตถ์แห่งพระองค์เอง
And Magnesia is my dame
และ Magnesia (ผงขาวขนิดหนึ่ง) คือภรรยาข้า
You shall verily understand.
ท่านจักต้องเข้าใจเป็นแน่แท้
Now I shall here begin
ข้าจะเริ่มต้น ณ บัดนี้

For to teach thee a ready way
ที่จะสอนพวกท่านสู่ทางที่พร้อมสรรพ
Or else little shall thou win
หรือเป็นทางสู่ชัยชนะ
Take good heed what I do say
จงตั้งใจฟังสิ่งดีที่ข้าจักกล่าว
Divide thou Phoebus in many parts
แบ่ง Phoebus (ชื่อเทพ Apollo ในภาษากรีก ในที่นี้น่าจะหมายถึงแสงอาทิตย์) เป็นหลายส่วน
With his beams that be so bright
ด้วยลำแสงแห่งท่านที่แสนสว่าง
And this with nature him convert
และด้วยธรรมชาติของท่านจะเปลี่ยนแปลง
The which is mirror of all light
สิ่งที่เป็นกระจกเงาส่องทุกสิ่ง
This Phoebus hath full many a name
Phoebus นี้มีนามมากมาย
Which that is full hard to know
ซึ่งยากยิ่งที่จะรู้
And but thou take the very same
แต่พวกท่านจะได้ในสิ่งที่เหมือนกัน
The philosophers stone ye shall not know
หินนักปราชญ์นั้นท่านยังไม่อาจจะรู้ได้
Therefore I counsel ere ye begin
ดังนั้นข้าจักขอให้ท่านพึงเริ่มต้น
Know it well what it should be
ทราบให้ดีว่ามันน่าจะเป็นอะไร
And that is thick make it thin
และสิ่งที่หนาก็ทำให้บาง
For then it shall full well like thee
แล้วจากนั้นมันจะเติมเต็มเฉกเช่นท่าน
Now understand what I mean
บัดนี้จงเข้าใจที่ข้าหมาย
And take good heed thereto
และจงจดจำเอาไว้ให้ดี
Our work else shall little be seen
ขั้นตอนต่อไปจะปรากฏขึ้นเล็กน้อย
And turn thee to much woe
และทำให้ท่านต้องเศร้ามาก
As I have said this our lore
ข้าได้กล่าวแล้วว่าความรู้นี้
Many a name I wish he hath
มีนามมากมายที่ข้าปรารถนาให้เขาเป็น
Some behind and some before
บ้างเกิดหลังและบ้างเกิดก่อน
As philosophers doth him give
ดังที่เขามอบให้หมู่นักปราชญ์

In the sea without lees
ในทะเลที่ไร้ก้น
Standeth the bird of Hermes
ยังมีปักษาแห่งแอร์มีส
Eating his wings variable
เสวยปีกที่ผันแปร
And maketh himself yet full stable
และทำให้ตัวเขามีเสถียรภาพ
When all his feathers be from him gone
และเมื่อขนทุกเส้นร่วงหล่นไป
He standeth still here as a stone
เขาจะยังอยู่ที่นี่ประดุจหิน
Here is now both white and red
และตอนนี้มีทั้งขาวและแดง
And all so the stone to quicken the dead
และหินจะมีชีวิตขึ้นทันใด
All and some without fable
ทั้งหมดนี้ใช่เรื่องโกหก
Both hard and soft and malleable
ทั้งแข็งและ่อ่อนทั้งเปลี่ยนแปลง
Understand now well and right
เข้าใจให้ถูกและดีเถิด
And thank you God of this sight
และขอบคุณพระเจ้าที่เล็งเห็น

The bird of Hermes is my name eating my wings to make me tame.
ปักษาแห่งแอร์เมสคือนามข้า เสวยปีกข้า ข้าจักยอม

จากคุณ : Unregistered user

 

และเมอร์คิวรี่ ก็คือปรอท

การกินปีกของปักษาแห่งแอร์มีส หรือจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับปรอท เพราะคนสมัยก่อนก็ใช้ปรอททำสิ่งต่างๆ มากมายทีเดียว

ยิ่งคิดยิ่งสนุกแฮะ จะมีใครมาสนุกกับผมบ้างเนี่ย

จากคุณ : Unregistered user

นักวาดการ์ตูนไทยขาดแหล่งข้อมูลเรื่องผีปีศาจกันใช่มั้ยครับ

เพราะเห็นมีแค่ไม่กี่เรื่อง  แต่พอมองของญี่ปุ่นกลับมีเพียบ  อย่าง เช่น ครูนูเบ มืออสูรล่าปีศาจ เป็นต้น  ผมมักได้อ่านเจอว่านักวาดญี่ปุ่นค้นมาจากพวก รวมเรื่องร้อยอสูร อะไรทำนองนี้เยอะมากเลยนะครับ  

แสดงว่าคนญี่ปุ่นมีแหล่งข้อมูลเรื่องแบบนี้เพียงพอใช่มั้ยครับ  ขณะที่ของไทยนั้นหายากและไม่ละเอียดเท่าไหร่  เห็นด้วยรึเปล่า  อีกอย่างบางทีอยากเอาพวกเทพเทวดาไทยๆมาแต่งเรื่องก็เกิดความรู้สึกว่าตัวเองกำลังลบหลู่ก็เป็นได้ครับ

การ์ตูนไทยที่ทำการบ้านหาข้อมูลมาดีก็คือ เรื่อง Holiday’s Howl  นะครับ  หน้าคั่นของเล่นล่าสุดที่อธิบายถึงการอัดพลังจิตลงไปในดาบที่เป็นการเข้าฌาณแล้วถอยกลับมาในระดับอุปจารสมาธิ  ผมยืนยันเลยนะครับว่านั่นคือข้อมูลของจริงที่บรรดาหลวงพ่อต่างๆทำเวลาที่ปลุกเสกของขลังนะครับ  เพราะผมก็หาความรู้ด้านไสยศาสตร์มานานพอสมควร

ดังนั้น เราควรชื่นชมและให้เครดิตแก่คนวาดเรื่องนี้มากๆครับผม  เก่งมาก

จากคุณ : jsoc  
เขียนเมื่อ : 5 ส.ค. 52 13:42:40 
   

 

การ์ตูนญี่ปุ่นส่วนมากเขาก็เขียนแต่งแบบนั่งเทียนเอาเหมือนกันนะ

ลองอ่านโรงเรียนลูกผู้ชายดูดิ  ข้อมูลศิลปะการต่อสู้ มีอันไหนเชื่อถือได้มั่งนี่

ปัญหาของนักวาดการ์ตูนไทย น่าจะอยู่ที่ ต้องเขียนให้อยู่ในกรอบของข้อมูลนั่นแหละ
ถ้าคนอ่านยอมเปิดใจอ่านข้อมูลแบบจินตนาการของนักเขียนบ้าง
นักเขียนคงทำผลงานออกมาได้สะดวกกว่านี้

 

ผีญี่ปุ่นเขามีเอกสารอ้างอิงเป็นเรื่องเป็นราวครับ
เขามีการเขียนหนังสือรวบรวม(เอาไว้ทำไมก็ไม่รู้) มาหลายร้อยปีแล้ว
ต่างกับบ้านเราซึ่งเป็นเรื่องเล่าตามท้องถิ่นกัน และถ่ายทอดเรื่องราวกันแบบปากต่อปาก
ทำให้การค้นหาข้อมูลโดยละเอียดเป็นไปได้ยาก
ถ้าจะมีหนังสือที่รวบรวมอะไรพวกนี้ จะให้ดีควรไปถามพวกน้าๆลุงๆต่วย’ตูนนั่นล่ะครับ เยอะที่สุดแล้ว

พูดก็พูดเถอะ ไม่ใช่เราหรอกครับที่บันทึกน้อย
แต่ญี่ปุ่้นนี่เป็นชาติที่มีหนังสือรวบรวมข้อมูลอะไรแบบนี้เยอะมากผิดปกติต่างหาก…

 

การ์ตูนผีเล่มละบาท(5บาท)

ลองซื้อมาอ่านดูเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเพียบ แล้วจะถึงบางอ้อว่าทำไมการ์ตูนพื้นบ้านเหล่านี้ถึงอยู่ยั้งยืนยงมาถึงทุกวันนี้(ผมเชื่อว่าคนอ่านบางคนชอบอ่านเกร็ดเหล่านี้มากกว่าการ์ตูน)

 

ทุกแขนงแหละครับ ไม่ใช่แค่เรื่องผี

วิทยาศาสตร์ ไซไฟ สิ่งลี้ลับ หรือแม้แต่แนวแฟนตาซี

นักเขียนไทย ยังขาดข้อมูล และจินตนาการอยู่มาก

เมื่อเทียบกับมหาอำนาจทางการ์ตูนอย่างญี่ปุ่น

ไม่ใช่เพราะนักเขียนไทยไม่เก่ง แต่วงการนี้ในบ้านเรามันแคบ แถมรายได้น้อย

คนที่มีความสามารถสูง มีความรู้เยอะ ก็มักจะไม่เลือกหากินทางนี้

เหลือแต่พวกที่ใจรักจริงๆ ซึ่งจะเทียบกับระบบทำงานแบบญี่ปุ่น

ที่มีลูกมือ 5-6 คน แถมบางเรื่องแยกคนวาด-คนแต่ง จะให้มันออกมาเจ๋งขนาดนั้นก็คงเป็นไปได้ยาก

สมัยผมเรียน ก็มีเพื่อนที่วาดการ์ตูน ลายเส้นเทพๆ แต่งเรื่องอย่างมัน

ปัจจุบันก็ไม่ได้ข้องแวะกับอาชีพนี้

แต่จริงๆก็มีคนนึงนะ น้ำมนต์ คนวาด Love on 20 pages ในหนังสือ Let’s

ของเค้าดีจริง ลองอ่านดิ อิอิอิ

 

 

ว่างๆ ก็อ่าน Bakuman ดูนะ เอาเฉพาะในส่วน การบริหารจัดการ

การ์ตูน ตั้งก่ะ คนเขียน ยันถึงการผลิต และตัดจบอ่ะ

จะเข้าใจอะไรนิดใด้มั่ง

 

 

จริงๆบ้านเราก็เยอะพอควรละครับ แต่เราไม่ค่อยมีผีหลากหลายเหมือนของที่โน่น เพราะความเชื่อเรื่องภูติผีปีศาจแต่โบราณของทางโน้นจะเยอะกว่า ส่วนหนึ่งเพราะในอดีต เราจะมีเรื่องอื่นให้คิดมากกว่าผี เช่นการค้าขาย การรบกับประเทศเพื่อนบ้าน และเรามีอย่างอื่นเป็นที่พึ่งทางใจมากกว่าด้วย

แต่ถ้าไปติดตามดูตามท้องถิ่นต่างๆก็จะพบว่าเยอะทีเดียวครับ เพียงแต่คนทั่วไปจะรู้จักอยู่ไม่กี่อย่าง

ส่วนการ์ตูนผีบ้านเราเยอะมากนะครับ แต่อย่างที่ข้างบนบอกว่าเป็นการ์ตูนแบบพื้นบ้าน เล่มละไม่เกินสิบบาท เพียงแต่อาจหาซื้อตามร้านหรือห้างชั้นนำ ที่นิยมเอาหนังสือสมัยใหม่มาวางยากเท่านั้นเอง ที่น้อยคือการ์ตูนในแนวทางญี่ปุ่นครับ คนสมัยใหม่ไม่ค่อยคิดจะเอาอะไรไทยๆ หรือผีไทยมาใช้กัน เห็นชัดๆก็อย่างนิยายตามเวบต่างๆ จะเห็นพวกแวมไพร์ มนุษย์หมาป่า หรือผีของทางเกาหลีญี่ปุ่น ได้มากกว่าผีไทยๆเยอะ เพราะดูไม่ทันสมัยละมั้ง

 

 

ตาม คห.5 นั่นแล
ท่านไปหอสมุดแห่งชาติ เอกสารท่านจะได้เพียบ แต่ไอ้เพียบของเรามันเทียบกับของบ้านเค้าไม่ได้

 

 

ผมว่าคนอ่านต้องการการ์ตูนที่สนุกมากกว่าการ์ตูนที่มีข้อมูลแน่นๆนะ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่จำเป็นต้องหาข้อมูล

จินตนาการของคนแต่งนี่แหล่ะจะเป็นตัวนำข้อมูลเหล่านั้น มาดัดแปลงให้สอดคล้องกันออกมาเป็นเนื้อเรื่องที่สนุก

 

ที่จริง แค่ ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอหรอกครับ
ที่สำคัญต้องมีความเข้าใจถึงเรื่องนั้นๆอย่างถ่องแท้ด้วย (นี่แหล่ะยากสุดเลย)

ถ้าจะวาดการ์ตูนย์ผีหรือแนววิทยาศาตร์ นะ
มันต้องศึกษาอะไรอีกเยอะพอสมควรครับ
เพื่อนำมาดัดแปลงให้เข้ากับการ์ตูนย์ที่จะวาด

แต่ปัญหาหลักๆ ก็คือข้อมูลนี่แหล่ะครับ บางเรื่อง มันเยอะและกว้างมาก
บางเรื่อง เหมือนจะเยอะ แต่กลับหาข้อมูลได้ยากจริงๆ

ปล.
ผมกับเพื่อนเคยคิดจะทำการ์ตูนย์แนวๆนี้ส่งประกวดนะครับ
แต่โปรเจ็คก็ยกเลิกไปครับ เพราะไม่มีใครว่างเลยติดงานกันหมด = =
เหลือแค่ภาพเสก็ตตัวละคร ทิ้งไว้ให้ดูเล่น ไหนๆก็วาดมาละ

เหอๆ เศร้า

 

 

แล้วแต่่จะทำครับ  บางคนเอาโครงๆมาแล้วสานต่อเป็นเรื่องเป็นราวสร้างเวิลด์ของตัวเองได้โดยไม่ต้องตามเป๊ะๆตามตำนานเท่าไหร่ก็ได้

ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับผีอยู่นะ  ผีไทยเยอะมากกว่าที่คุณคิดนะเอาจริงๆ

 

 

คือของญี่ปุ่นเนี่ย เรื่องผีมันเยอะครับ แถมยังมีคนรวบรวมเขียนภาพประกอบเอาไว้ด้วย เลยมีการเอามาอ้างอิงกันเยอะ (เล่มเดียวใช้กันหลายคน ว่างั้นเหอะ)

ส่วนของไทยตำนานผีพื้นบ้านที่คนรู้จักกันทั่วไปเนี่ยมันไม่ค่อยจะมี (คือ มีไม่กี่ชนิดเมื่อเทียบกับของญี่ปุ่น) แถมไอ้ที่มันมีเอกลักษณ์แบบเห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าไอ้นี่มันโหดก็ยิ่งน้อยไปใหญ่ (นอกจากปอบกับแม่นาคแล้ว มีอะไรบ้างที่ทำร้ายคนหว่า นึกไม่ออก) แถมพวกสัตว์ประหลาดๆที่เรารู้จักก็มักจะมาจากวรรณคดีเสียส่วนใหญ่ (พวกสัตว์หิมพานต์) จึงเอามาโยงกับฉากในการ์ตูนที่เป็นสถานที่ในโลกจริงลำบาก ผิดกับของญี่ปุ่นที่จะไปผูกกับตำนานกำเนิดชาติตัวเองจึงเอามาผนวกกับฉากประเทศญี่ปุ่นได้สนิทกว่า

แนะนำตัวละครใน เพชฌฆาตสมรภูมิเถื่อน เล่ม 1

แม้ตัวข้าสามารถเขมือบ5ภาคพื้นทวีปได้

แม่ตัวข้าสามารถดื่มกินน้ำหมด3ผืนสมุทรได้

แต่ตัวข้าไม่อาจโบยบินไปบนฟากฟ้าไกลได้

ด้วยตัวข้าไร้ปีก  ไร้มือเท้า

ข้าคือมังกรธรณี

ข้ามีนามว่า ยอร์มุงกันด์

 

ตัวละคร

1.โกโก้  เฮกมาทยาร์   นางเอกนายหน้าค้าอาวุธสงครามแถบยุโรปตะวันออก

มีลูกน้องในทีม 9 คนไว้คอยคุ้มกันตัวเอง  เปิดบริษัท H&C Logistic  บังหน้า  คือ 

มาโอ 

ไวลี 

โทโจ – ไอ้หนุ่มแว่นฝ่ายคอมพิวเตอร์

โยน่า  เด็กน้อยที่พ่อแม่ถูกระเบิดจากเครื่องบินขับไล่รุ่นทดสอบถล่มใส่ตาย  โกรธแค้นอาวุธ  หน้าเครียดตลอดเวลา  แต่โดนโกโก้แหย่ให้หลุดหัวเราะสั้นๆเป็นบางครั้ง   เด็กใหม่ที่สุดในทีมนี้   วาลเมต์คอมเม้นว่า  โยน่าประสาทเฉียบคมผิดจากคนทั่วไป

วาลเมต์   ทหารสาวผมยาวมีผ้าปิดตาข้างขวา  อดีตทหารหัวกะทิแต่โดนหักหลังและฝึกฝนฝีมือจนกลับมาเก่งกาจอีกครั้ง  เชี่ยวชาญการฆ่าด้วยมีด  เคลื่อนไหวว่องไวมาก   คลั่งไคล้โกโก้อย่างหนักแบบเงียบๆ  ชอบเลือดกำเดาไหลเวลามองโกโก้

เลห์ม  อดีตหน่วยพิเศษวัยกลางคน  เก๋าดีมาก

อูโก

ลุตซ์

อาร์

 

หน่วยโวสโฮต 6

 

เธอจะทิ้งปืนได้เหรอ?  ไม่ได้หรอก  เธอไม่มีวันทิ้งปืนได้ชั่วชีวิต

 

ชีวิตของพวกเราอยู่แต่กับอาวุธสงครามจนตัวเองยังคิดว่า  โลกนี้มันมีแต่เหล็กกับดินปืนหรือเปล่าก็ไม่รู้

 

คำคมจากวาลเมต์ท้ายเล่ม

โกโก้จะทำอะไรก็ยอมค่ะ  สุดยอดค่ะ  ใครมาหาเรื่องโกโก้ฉันจะฆ่ามันแล้วฉีกเป็นชิ้นๆค่ะ

คำโปรยปก Infrit เพลิงเพชฌฆาต

องค์กรคนบาปหน่วยงานลับที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อกำจัดคนเลวในสังคม  ในจำนวนนั้นมีคู้หูมหาประลัยร่วมอยู่ด้วย  ยูและมินามิ  นักฆ่าผู้มีอุณหภูมิสูง 1000 C และลบต่ำถึง -200 C  พวกเขาคือ 2 ขั้วพลังที่แตกต่างแต่บางครั้งกลับกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว

เปลวไฟและเกล็ดน้ำแข็งได้เริ่มพิพากษาเหล่าคนชั่วบนโลกแล้ว

จักรแก้วรัตนะมีพลังพุทธคุณด้านไหนเหรอครับ / อุณมิลิต

     จักรแก้วรัตนะ ถือเป็นของตามคติจักรพรรดิราชในพุทธศาสนาครับหมายถึงความสมบูรณ์ เป็นประธานของรัตนะทั้ง๗ของพระเจ้าจักรพรรดิ์   มีพระคาถาเกี่ยวข้องหลายบท แต่แนะนำให้สวด ธรรมจักรกัปวัฒนสูตร   จะได้อานิสงค์มากเพราะเป็นมนต์ต้นศาสนา 
     ทราบว่าทีแรกมีกำหนดลงในหนังสือต่อจากเรื่องโสฬส   ที่อาจารย์ทิศาฯกะเขียนขยายความแค่๔ฉบับแต่ทำไปทำมามีบทความต่อเนื่องกว่า๑ปีทีเดียวครับก็เลยเลื่อนมาจนบัดนี้ คนคอยอ่านเรื่องนี้ก็บ่น   เห็นใจครับก็กำลังหาคิวอยู่ แต่เรื่องโสฬสฯ ก็นับว่าสำคัญไม่น้อย อย่ามองข้าม ในส่วนตัวผมเชื่อว่า ไม่มีใครลงบทความเช่นนี้ได้อีกนะครับนอกจากจะเอาบทความของอุณมิลิตไปดัดแปลง เนื่องจากเป็นวิชาโบราณเก่าแก่มากๆ จะว่าคุยก็ได้ผมว่าไม่เคยเห็นเกจิรูปใดในสยามกล่าวถึงได้ละเอียดขนาดนี้  นอกจากว่าผ่านไปผ่านมาเท่านั้น บางท่านรู้ก็ปิด เกรงจะสาบสูญก็เลยลงต่อเนื่องพอขยายความเป็นเค้าให้คนรุ่นต่อไปได้รู้ เผื่อเจอพระอาจารย์รูปใดพูดเข้าเค้าก็รีบฝากตัวเป็นศิษย์เหอะครับวาสนาวิ่งมาชนแล้ว  ปัจจุบันที่ลงยันต์โสฬสกันเปรอะไปนะ น้อยมากๆครับที่จะรู้รายละเอียดในวิชานี้ลอกตามๆแบบยันต์แล้วก็ท่องคาถาตามๆกันทั้งนั้น   อย่างนั้นมันไม่ใช่โสฬส     ตรงนี้ไม่ได้กล่าวโจมตีใครนะครับมันเป็นข้อเท็จจริง    เพราะโสฬส   หากเป็นยันต์ก็นับว่าใหญ่กว่ายันต์ชนิดใดก็เลยนิยมเอามาอ้าง
     จักรรัตนะเป็นกรรมฐานแบบโบราณอย่างหนึ่งด้วย ที่ต้องเข้าสภาวธรรมแบบหนึ่ง ที่เต็มบริบูรณ์ในส่วนโลกีวิสัย (เกือบจะเป็นพระ)  ในคติเชิงพุทธเป็นการเต็มเปี่ยมของบุญบารมีอย่างที่สุดเป็นภูมิที่ฆาราวาสวิสัยจะเป็นได้อย่างที่สุด  จึงถึงว่าสมบูรณ์พูนสุขอย่างยิ่ง   ที่นี้ในส่วนวิชาที่เกีร่ยวกับจักรแก้วรัตนะนั้น  จะเป็นการย้อนธรรมในพุทธบารมี ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ต้องผ่านระดับที่เต็มเปี่ยมบารมีในฆาราวาสวิสัยมาก่อนจับตรงนี้เพื่ออิงบารมีมาเกื้อหนุนฆาราวาสวิสัย รายละเอียดมีมากครับพูดไปไม่ได้เพราะเขาไม่บอกกรรมฐานกับคนที่ไม่ได้เรียน  ซึ่งไม่ได้หยิ่งนะครับ แต่เขากลัวเฝือ กลัวเฟ้อ
    การเรียนสมาธิมันมีดีกับเสียครับ  คือ ถ้าไม่ดีก็อาจจะหลุดโลกผิดทางได้ยิ่งพวกเล่นฤทธิ์ต้องใช้นิมิตนี่ตัวดีนัก    หนักเข้าไอ้ฤทธิ์ที่ว่าก็ออกฤทธิ์เอา คือ ทำให้หลงงมงายไป  
    บทความเรื่องจักรแก้วรัตนะนี้กำลังหาคิวลงอยู่ครับ  ใครรอจนบ่นก็น้อมรับละครับไม่แก้ตัว  แต่เรื่องโสฬสก็ขอย้ำนะครับ มีให้อ่านก็รีบอ่านรีบเก็บเสีย เป็นความรู้ที่หาได้ไม่ง่ายนักในยุคนี้ 

SWA – Social Welfare Agency

ในอิตาลีมีหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ซึ่งเบื้องหลังเป็นบริษัทที่นำเด็กสาวที่ถูกทอดทิ้ง  ถูกทำร้าย หรือพิการและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้       มารักษาและทำการล้างสมองด้วยยาร่วมกับการสะกดจิตเพื่อฝึกฝนให้เป็นนักฆ่าของรัฐบาล   เพื่อปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายที่เรียกว่า  กบฎ 5 ชาติ  ภายในบริษัทที่ว่านี้  แบ่งเป็น 2 แผนก คือ แผนก 1 เป็นฝ่ายวางแผน   และแผนก 2 เป็นฝ่ายปฏิบัติการ   ซึ่งแผนกหลังนี้เองที่ฝึกและจัดหาเด็กสาวเข้าสู่บริษัท                  บริษัทนี้ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีอิตาลี  ได้รับงบประมาณไม่เปิดเผยจำนวน  ดำเนินงานอิสระ  สามารถขอความร่วมมือได้จากหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกหน่วยงาน   มี  ฌอง  โครเช่ เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของแผนก 2 ควบคุมเจ้าหน้าที่ของแผนกประมาณ 18 คนรวมถึง  โจเซ่  โครเช่  ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆของฌองด้วย  โดยมี  โลเรนโซ่ : ชายสูงวัยใส่แว่น  อดีตหน่วยNOCS [หน่วยเก่าของมัลโก้]เป็นหัวหน้าสูงสุดของแผนก2 ควบคุมเจ้าหน้าที่ทั้งหมดอีกชั้นหนึ่ง

                 ขอบเขตการปฏิบัติงานกว้างขวางทั่วทั้งประเทศอิตาลี  แต่มักรับผิดชอบในเขตเมืองหลวงเป็นหลัก คือ  โรมและเมืองใกล้เคียง    ในหนังสือการ์ตูนพูดถึงสาขาที่ เฮลิฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในคราวที่ย้อนอดีตของแองเจริก้า

                 หลายคนคงจะสงสัยว่า อ้าว! แล้วอีกแผนกนึงล่ะหายไปไหน  ทำไมไม่อธิบายด้วย?  ใจเย็นๆครับ ผมกำลังจะอธิบายเดี๋ยวนี้ล่ะครับ หุๆ

                แผนก 1 เป็นหน่วยวางแผนที่ทำงานเคียงคู่กับแผนก 2 แต่มักเป็นงานสนับสนุนด้านการวางแผนสืบสวน  ปลอมตัว/แทรกซึมเข้าไปในกลุ่มกบฎ 5 ชาติ    และการประสานงานอยู่เบื้องหลังมากกว่า   อย่างไรก็ตาม  เราก็  ได้เห็นความทะเยอทะยานอยากมีร่างเทียมไว้ใช้งานในแผนกของหัวหน้าแผนก 1 โดรากิ : ชายวัยกลางคนไว้หนวดไว้เครา   ตั้งแต่เล่ม 1 กันเลยทีเดียว  เจ้าหน้าที่ของแผนกนี้ที่ปรากฎตัวให้เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ  เฟลมี่  และ กาบริเอลลี่  ในเล่ม 1 ในคดีสืบสวนการตายของเอลซ่า  เดอ  ชิก้า  กับลาอูโล่ที่เป็นผู้ดูแลซึ่งสังกัดอยู่แผนก 1    ซึ่งฌองบอกว่าว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่เก่งทีเดียว  จากตอนที่โลเรนโซ่ถามความเห็นของฌอง  ทั้งนี้  โปรดอย่าลืมว่า  อเล็กซานโดร  เจ้าหน้าที่น้องใหม่สุดในแผนก 2 ก็มาจากแผนก1 เช่นกัน 

                เท่าที่เห็น  แผนก 1 กับ 2 นี้แยกกันอยู่คนละอาคาร  แยกบริเวณกันอย่างเด็ดขาด  ไม่ข้องเกี่ยวกัน 

                 อย่างไรก็ตาม  โดยรวมSWAนี้มีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โต  มีสนามยิงปืนกลางแจ้ง  หอโรยตัว  ห้องฝึกการเคลียร์ห้องต่อห้องในการช่วยเหลือตัวประกัน   ศูนย์พยาบาลรวมถึงห้องผ่าตัดที่เด็กสาวแต่ละคนมารักษาตัวประจำ 

                 ข้อสังเกต:  การเรียกแผนก 2 จากการแปลของ Ants คือ เล่ม 1-5 เรียกว่า แผนก 2    และตั้งแต่เล่ม 6 – 7 เรียกว่า แผนกยุทธวิธีที่ 2

ตะกรุดราหูทรงพรตมีพลังทางด้านไหนครับ / อุณมิลิต

    ขอตอบเรื่องตะกรุดราหูนักพรตพอสังเขปนะครับ
 เป็นตะกรุดในตระกูลชื่อพระราหูที่มีมากกว่าสิบแบบ   เคยสอบถามทางคุณหนานบุญพบว่ามีมากครับอาจถึงสามสิบแบบก็ได้ชื่อเรียกอาจไม่ตรงกัน รูปแบบยันต์คล้ายกันมีหลายยันต์ครับ


  เคล็ดการบูชาของตะกรุดราหูนักพรตข้อหนึ่งก็คือ
    ถือพรต   นั่นก็คือสิทธิการิยะ ท่านว่า ต้องสมาทานมั่นในศีล(ห้า-เป็นอย่างน้อย)  ได้ทั้งหมดก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ทั้งหมดก็ขอข้อหนึ่งแล้วกันเลือกเอาตามใจชอบ  การขอศีลจะขอจากพระพุทธรูป ก็ปธิยายสมาทานยกเอาเองก็ได้หรือจะไปสมาทานศีลกับพระสงฆ์ก็ได้ครับ แต่จุดสำคัญเราต้องถือมั่นจริงๆ (อย่างน้อยข้อหนึ่ง) วิชานี้ถือเคล็ดตอนพระให้พร ตอนที่ให้ศีลแล้วที่ว่า


   สีเลนะสุขติงยันติ สีเลนะโภคะสัมปะทา   สีเลนะนิพุติงยันติ  -
  มีศีลก็มีสุข         มีศีลแล้วก็รวย           มีศีลแล้วถึงดับสนิทแห่งทุกข์ทั้งปวง
นั่นเอง

     เมื่อนำตะกรุดติดตัวก็ทำตามวิธีที่กล่าวในใบบอก  คือ สวดคาถาบูชาพระราหู  จำไม่ได้ก็อ่าน   อ่านไม่ออก ก็ให้คนอื่นอ่านเเล้วท่องตาม  ขี้เกียจอ่านขี้เกียจท่อง ก็นึกเอา(แต่ใจเราต้องมั่นจริงๆ)  การแก้พระราหูนั้นโบราณไม่นิยมการข่ม   เพราะพระราหูยิ่งข่มยิ่งแรงหากผู้ข่มบารมีต่ำข่มไม่ลงก็พังง่ายๆ  เขาก็เลยเลี่ยงครับ คือ ยกยอขอเป็นพวกเสีย เพราะนิสัยพระราหูก็เหมือนนักเลงทั่วๆไป คือ คำไหนคำนั้นถูกใจนะเท่าไรเท่ากันแถมจะชอบยอเอามากๆ ในพิธีกรรมบูชาพระราหูแบบโบราณจึงถึงเคล็ดเอาใบยอ มาประกอบพิธีด้วย 
     อันนี้เป็นประเพณีพิธีกรรมคร่าวๆที่สืบกันมา  (สวดนพเคราะห์) แต่แก่นแท้ข้างในก็คือ
ความเข้าใจในตัวเรา ว่ามีเคราะห์ก็ เสดาะเสียด้วยการถือศีลถือพรต ยึดความดีเป็นที่ตั้ง ทำดี คิดดี ผลต้องดีตามหลักพุทธศาสตร์ (ไม่มีเคราะห์ก็ควรถือเพราะเสริมบารมีตัวเองอย่างดี)    


      โดยคุณวิชาของตะกรุดนี้ที่แสดงอุปเท่ห์ระบุในตำราสร้างตะกรุดนี้นั้นท่านว่าถือว่าเป็นยันต์คุ้มภัยคุ้มโทษครับ
   คือโจรภัย   อัคคีภัย วาตภัย   อุทกภัย    ราชภัย   ภัยจากสัตว์ร้าย   ภัยจากมนุษย์     ภัยจากอมนุษย์   ภัยจากความเห็นผิด  ในตำราเก่าบางฉบับ อย่างที่ อ.ไพฑูรย์  นักวิชาการ  แห่งสถาบันวิจัยสังคม   ม.เชียงใหม่ค้นคว้ามาก็ตรงกับเรา(ในแง่เอกสาร)ครับว่าตะกรุดนี้มีคุณสูง   ในสมัยก่อนเขาลองโยนเข้ากองไฟไม่ไหม้  แต่ก็มีข้อขลำเป็นเคล็ดที่ต้องถือมากหลายประการ อย่าง  ห้ามกินสัตว์บางชนิด     จึงขอข้ามไปครับการทดลองแบบนั้นจะมีการสวดการอาราธนาหลายอย่างและไม่เหมาะกะคนในยุคนี้จะถือหรือทำตาม
   การแก้ดวงตามหลักศาสตร์ทางจิตนั้นกระแสออร่าหรือมนต์ในตะกรุดนั้นจะปรับออร่าเราทีละน้อยให้สอดคล้องกับกระแสโลกหากถามว่าแก้ดวงได้ไหม  ตอบว่าได้ตามตำรา  ให้อธิษฐานบอกพระราหูแช่ทำน้ำมนต์อาบ  เสดาะเคราะห์ได้ ถามว่าคาถาบทไหน ก็บทบูชาพระราหู ที่แจกไปกล่าวจบก็อธิษฐานขอพรให้น้ำนั้นเป็นน้ำมนต์อาบนั่นเอง
    ผงที่บรรจุเป็นผงสุริยาตร คำนวณดาวของเก่ามาผสมกับผงกะลาตาเดียว และผงวิเศษอื่นๆ ครับโดยมีผงปูนหินเป็นตัวประสาน

      ส่วนขจัดปัญหา  ตามที่ถาม ไม่มีแน่นอนครับ เพราะ เราพยายามชี้แนะให้คิดด้วยเหตุด้วยผลอยู่แล้ว(555-  ล้อเล่นนะครับ)   ที่ถามว่าขจัดปัญหาได้ไหมตอบแบบหมอลักษณ์ฟันธงว่าได้  คือ
ขจัดความไม่มั่นใจออกไป  หากเราเชื่อมั่นพออุปสรรคทั้งมวลก็เรื่องเล็ก เพราะความเรรวนของจิตใจคือปัญหาตัวใหญ่ที่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา ครับ คนเราลองใจสู้ปัญหาแล้วทุกอย่างก็เรื่องเล็ก   การที่สอบถามมาว่า มีตะกรุดหรือเครื่องรางไม่ว่าสำนักไหนๆ แล้วปัญหามันจะไม่มี ก็คงไม่ใช่ ผิดความเป็นจริง  เพราะเราอยู่ในโลกอยู่กะคนเท่ากะอยู่กะปัญหาร้อยแปด  มากบ้างเล็กน้อยบ้างก็คอยแก้ไปตามสถานการณ์ที่สำคัญคือใจอย่าเสีย  แล้วอย่าเอาปัญหานั้นมาเป็นอารมณ์ให้ใจเสียสมดุลย์ค่อยคิดค่อยแก้ค่อยทำไป
      อย่าประมาทในการดำเนินชีวิต   ละเลิกสิ่งที่มาทำลายชีวิตตน อย่างการพนัน    ยาเสพติด   คบเพื่อนชั่ว   อย่าเกียจคร้าน   รวมความว่าอบายมุขอย่าเข้าไปแตะ  มองโลกตามความเป็นจริง  ค่อยๆแก้ปัญหาไป ก็จะผ่านได้สบาย
นี่เป็นหลักคิดหลักธรรมส่วนการที่คุณจะถามตรงๆ ว่าตะกรุดที่จะเช่า หรือเผอิญเช่าไปแล้วนั้น  แก้ดวงกลับดวงได้ไหม  ก็ตอบว่าได้ครับแต่อย่างค่อยเป็นค่อยไปและต้องทำตามที่กล่าวมาอย่างเคร่งครัดด้วย
     ชะตาชีวิตที่หักเห ก็เหมือนคนป่วย   ที่การป่วยนั้นมันต้องมีสาเหตุของโรคคือการกระทำในอดีตที่ผ่านมา  ที่สะสมจนเกิดชะตาชีวิตที่ไม่ดีขึ้นได้ การแก้หรือเยียวยาดวงชะตา  เหมือนการรักษาโรคที่ต้องอาศัยยาจากภายนอก (เปรียบเสมือนเครื่องรางพิธีกรรมเพื่อกำลังใจภายนอก) และการทำตัวของผู้ป่วยด้วยก็คือเราต้องวางใจให้ถูกทางใช้สติปัญญาแก้ปัญหาด้วยครับ
     ส่วนพลังในการขจัดอุปสรรค ในส่วนที่เกิดจากอมนุษย์ ที่เรียกว่า อทิสมานกายนะมีแน่ครับ   แต่ปัญหาจากมนุษย์ โดยเฉพาะตัวผู้ใช้เครื่องรางเองที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่ก่อให้เกิดปัญหานั้นๆ   ทำผิดแบบเดิมๆ  หรือคิดผิดทุกทีที่ทำนี่แก้ไม่ได้ครับ
     ปัญหาของคุณตอบยากครับแต่ได้พยายามตอบ  หากจะสอบถามในแง่ศาสตร์พลังจิตในแง่ลึกๆ    ก็ควรศึกษาเรื่องออร่าจากคุณอัมรินทร์    ดูก็จะช่วยให้เข้าใจและเห็นผลการใช้เครื่องรางที่ชัดเจนขึ้นครับ   การตอบแค่เฉพาะในweb  อาจให้รายละเอียดไม่ครบ  สื่อความหมายคลาดเคลื่อน  หากโทรคุยจะได้รายละเอียดมากว่าครับและแก้ปัญหาได้ตรงจุดด้วย  ตอบแล้วนะครับไม่ทราบถูกใจหรือเปล่า  หากไม่สบายใจก็ต้องขอโทษด้วยครับ แต่พยายามตอบตามหลักการ และความเป็นไปได้เท่านั้น   

ศัพท์น่ารู้ – My catchy vocabs.

From  สอ เสถบุตร Dictionary

 

Abrasive  paper  กระดาษทราย 

Acme  ขีดสูงสุด  สุดยอด 

A.D.C.  aide-de-camp  องครักษ์ 

Aerie  รังนกอินทรี  บ้านบนยอดเขาหรือบนต้นไม้  ตึกระฟ้า 

Agony of  death  อาการชักก่อนตาย 

Amber  อำพัน 

Ambidexter  คนที่ถนัดมือทั้งสองข้าง 

Ancestor  worship  การไหว้เจ้า 

Ant – eater  ตัวนิ่ม 

Ant – hill  จอมปลวก 

Anthem  เพลงสดุดี  เพลงชาติ 

Apothecary  เภสัชกร 

Argus  สัตว์ประหลาดตาร้อยดวง 

Armada  กองทัพเรือใหญ่ 

Army  corps   กองทัพน้อย 

Armistice  การพักรบ  การสงบศึกชั่วคราว

 Arson  การลอบวางเพลิง 

Artesian  well  บ่อน้ำบาดาล 

Asp  งูเห่า 

Attacus  ผีเสื้อยักษ์ 

Azure  สีฟ้าสด 

Backhanded  ประชด 

Behind  my  back  ลับหลังข้าพเจ้า 

Backbone  กระดูกสันหลัง 

Badger- legged   ขากะเผลก 

Baliwick   ตำบล  อำเภอ 

Balance  beam  คันชั่ง 

Banister  ราวบันได 

Baptism  of  blood  การฝ่าอันตรายครั้งแรกในสนามรบ

 Bedge  หมาไล่สัตว์   คนสืบเหตุลับ 

Bear  a  charmed  life  คงกระพัน 

Great  bear  ดาวจระเข้ 

Begum  เจ้าหญิงแขก 

Behemoth  สัตว์ใหญ่มหึมา 

Beige  สีทราย 

Belfry  หอระฆัง 

Bell  buoy  ทุ่นกลางน้ำติดระฆัง 

Bell  pepper  พริกหยวก 

Bell  the  cat   ฝ่าอันตรายเข้าไปจัดการศัตรู 

Bell  turret  หอระฆัง 

Bergamot  มะกรูด 

Bermuda  grass  หญ้าแพรก 

Berlin  blue  สีน้ำเงินแก่ 

Bird  pepper  พริกขี้หนู 

Biscuit  color  สีน้ำตาลอ่อน 

Blizzard พายุหิมะ 

Blood-horse  ม้าพันธุ์ดี 

Bluish   สีน้ำเงินอ่อน 

Boar  หมูป่า 

Bombproof  กันลูกระเบิดได้ 

Bootlegger  คนขายเหล้าเถื่อน 

Bo-tree  ต้นโพธิ์ 

Bottomless  pit   อเวจี 

Brass  ทองเหลือง 

Brass  knuckles   สนับมือ 

Bring  up  the  rear   ทำหน้าที่เป็นกองหลัง  เดินตามหลัง 

Broncho  ม้าป่า 

Buccaneer  โจรสลัด 

Cameo  รูปสลักเล็กๆสำหรับทำแหวนหรือห้อยคอ  ตรา 

Canary  yellow  สีเหลืองนกขมิ้น 

Carapace  กระดองเต่า 

Carmine  สีแดงเข้ม 

Carnation  สีชมพู 

Carpet  bombing  การทิ้งระเบิดแบบปูพรม 

Carroty  สีเหลืองแกมแดง 

Castlelan   ผู้บังคับบัญชาป้อม 

Catchword  คำที่พูดติดปาก 

Cerise  สีแดงอย่างลูกเชอร์รี่ 

Chasseur  ทหารม้าเบา  ทหารราบเบา  ทหารพราน 

Cicada  จักจั่น 

Clove hitch  เงื่อนตาย   

Cockle  หอยแครง 

Colt  เด็กผู้ชายที่อ่อนหัด 

Compote  ผลไม้แช่อิ่ม 

Conch  หอยสังข์ 

Coulter  มีด  

Crimson  สีแดงเข้ม   สีแดงเลือดหมู 

Crocodile  tear  การแกล้งร้องไห้ 

Crore  โกฏิ  10 ล้าน 

Cuspid  เขี้ยว 

Custody  ความอารักขา 

Cutlass  ดาบใบกว้าง 

Damuscus  สีแดงเข้ม 

Defender  of  the  Faith  ศาสนูปถัมภก 

Dimple          ลักยิ้ม 

Dirk  กริชของชาวสกอต 

Diviner  โหร  หมอดู 

Dove-colored  สีเทาแกมชมพู 

Dryad  นางไม้ 

Dun  สีเหลืองขี้ม้า 

Dust  color  สีน้ำตาลอ่อน 

Eagle-eyed  ตาไวเหมือนนกอินทรี 

Eight-score  160 

Emeritus  ศาสตราจารย์เกียรติคุณ 

Equerry  องครักษ์ 

Fanfare  แตรเดี่ยว 

Father  Time  เทพเจ้าแห่งเวลา 

Fawn  สีเทาแกมเหลือง 

Ferris  wheel  ชิงช้าสวรรค์ 

First  post  แตรปลุก 

Fleet-footed   วิ่งเร็ว 

Flying  colors   เกียรติยศอย่างสูง 

Forefather  บรรพบุรุษ 

Forte  มือขวา 

Gaff   หลาวแทงปลา 

Garnet  โกเมน 

Green  gram  ถั่วเขียว 

Grizzled  สีเทา 

Hamadryad  งูจงอาง 

Household  troops  ทหารล้อมวัง 

Hailstorm  พายุลูกเห็บ 

Halberd/t   ขวานด้ามยาว  มีหอกตรงปลาย 

Hung  beef  เนื้อวัวผึ่ง 

Hare – lip  ปากแหว่ง 

Health  resort  ที่ตากอากาศ 

Hearthstone  เตาผิง 

Hive  รวงผึ้ง 

Hoar  สีขาว 

Holy  rood       ไม้กางเขนเหนือประตูโบสถ์ 

Hussar  ทหารม้าเบา 

Ignis  fatuus  ผีกระสือ 

Incognito  นามแฝง 

Indian’s  jujube  พุทรา 

Insurgent  กบฏ 

Iris   เทพธิดาแห่งรุ้ง 

Jackknife  มีดพับขนาดใหญ่ 

Javelin  หอกซัด  ทวน  แหลน 

Jew’s  ears   เห็ดหูหนู  

 

Another  group of vocabs…

 

Jolly  Roger     ธงโจรสลัด  มีรูปหัวกะโหลกและกระดูกไขว้

 

 

 

Joss paper    กระดาษเงินกระดาษทอง

 

 

 

Juggernaut   กองทัพที่ห้ำหั่นศัตรูตลอดไป

 

 

 

Keepsake   ของที่ระลึก

 

 

 

Kite  เหยี่ยวขนาดเล็ก

 

 

 

Lakh  จำนวนแสน

 

 

 

Lady – in – waiting   นางสนองพระโอษฐ์

 

 

 

Lance    ทวน  หอก  หลาว  ฉมวก  ทหารม้าถือทวน  พลหอก

 

 

 

Larboard   ซ้าย

 

 

 

Lemongrass     ตะไคร้

 

 

 

Links   สนามกอล์ฟ

 

 

 

Livid      สีเขียวดำ

 

 

 

Lynx-eyed   ตาไว  สอดหา

 

 

 

Magenta  สีม่วงแดงเข้ม

 

 

 

Magnetic  needle   เข็มทิศ

 

 

 

Mail   เกราะอ่อน   หุ้มเกราะ

 

 

 

Manifesto    ประกาศ

 

 

 

Marionette   หุ่นกระบอก

 

 

 

Maroon  สีเลือดนกปนน้ำตาล

 

 

 

Martial  law  กฎอัยการศึก

 

 

 

Martin   นกนางแอ่น

 

Mauve  สีม่วงสด

 

 

 

Maw   กระเพาะปลา

 

 

 

May  week  ปลายเดือนพฤษภาคม

 

 

 

Measure  swords   ประดาบ  ลองดี

 

 

 

Meed   รางวัล  

 

Milk  shake    นมผสมไอศกรีม

 

 

 

The  million    มหาชน

 

 

 

Millipede   กิ้งกือ

 

 

 

Mine  thrower          ปืนครก

 

 

 

Subman     สัตว์เทียมมนุษย์

 

 

 

Subaltern   ผู้บังคับหมวด

 

 

 

Sugar apple  น้อยหน่า

 

 

 

Sunshade   ร่มกันแดด

 

 

 

Sun  parlor    ห้องกระจก

 

 

 

Superfine    ดีเป็นพิเศษ

 

 

 

Supernal     มาจากสวรรค์  เลิศ

 

 

 

Suture   รอยเย็บแผล   รอยต่อกระดูก

 

 

 

 

Sweet  apple    น้อยหน่า

 

 

 

Sweet  tooth   ความอยากกินของหวาน

 

 

 

Swiss  Guard  ทหารชาวสวิส  ที่จ้างไว้อารักขาองค์สันตะปาปา

 

 

 

Sword  stick   ไม้เท้ามีดาบข้างใน

 

 

 

Sword  of  state   พระแสงดาบ

 

 

 

Sword  law   กฎหมายดาบ  คือ  การบังคับด้วยอาวุธ

 

 

 

Syllabus   หลักสูตร

 

 

 

Sylph   นางปีศาจที่อยู่ในอากาศ   หญิงรูปร่างอรชร

 

 

 

Tailsman   ยันต์   เครื่องราง

 

 

 

Taro   ต้นเผือก  หัวเผือก

 

 

 

Tawny   สีน้ำตาลปนเหลือง

 

 

 

Tea  money      ค่าน้ำชา   สินบน

 

 

 

Tea  rose   กุหลาบหอม

 

 

 

Termite   ปลวก

 

 

 

Tern   นกนางนวล

 

 

 

Tipsy  cake    ขนมเค้กราดสุรา

 

 

 

Titian   สีน้ำตาลปนแดง

 

 

 

Toast  water    ขนมปังปิ้งแช่น้ำ   ใช้เป็นเครื่องดื่ม

 

 Tomahawk  ติเตียนอย่างรุนแรง

 

 Total  war   สงครามเบ็ดเสร็จ  คือ  ทำกับคนทั้งชาติ

 

 

Tower  of  strength    ป้อมที่แข็งแรง    บุคคลที่เป็นหลัก

 

 Trachoma     ริดสีดวงตา

 

 Trailblazer   ผู้นำทาง

 

 Traveling  staircase    บันไดเลื่อน

 

 Treason    กบฏ

 

 Treetop   ยอดไม้

 

 Trice    ชั่วพริบตาเดียว

 

 Triple  first    ผู้สอบไล่ได้เกียรตินิยม  3  แผนก

 

 Triplex   สามชั้น

 

 Triumphal  arch   ประตูชัย

 

 Trolly  car   รถราง

 

Turn-key   คนไขกุญแจห้อง   ผู้คุม

 

Turret   หอบนป้อม/ปราสาท/ปราการ

Twelvefold    12  เท่า

 

 Ultramarine   สีฟ้าเข้ม

 

 Umber   สีน้ำตาลไหม้

 Unbar    ถอดสลัก  เปิด

 

 

 

Unbolt   ถอดสลัก

 

 

 

Undersquare    จัตุรัส

 

 

 

Underscore   ขีดเส้นใต้   เน้น

 

 

 

Unfrock   สึกพระ

 

 Unfruitful    ไม่เกิดผล

 

 Valkyrie  นางปีศาจที่คอยเลือกผู้ที่ต้องตายในสงคราม

 

 

 

Varlet   มหาดเล็ก

 

 Vassal  state   รัฐเอกราชในนาม   แต่อยู่ในอิทธิพลของมหาอำนาจ

 

 Verdigris   สีเขียว

 

 

 

Vermillion   สีแดงเข้ม

 

 Vertex   กระหม่อม

 Viaduck    สะพานยาว

 Plate  rack    ราววางจาน

 Polestar    ดาวเหนือ

 

Poniard      มีดพก  กริช
Pontiff สังฆราช สันตะปาปา

Puce สีน้ำตาลแก่ปนม่วง

Quadrennial 4 ปีต่อครั้ง มีอายุ 4 ปี

Quins แฝด 5 คน

Royal blue สีฟ้าสด

Royal standard     ธงมหาราช

Cross the Rubicon   ตกลงใจโดยเด็ดเดี่ยว

Running water น้ำก๊อก

Russet    สีน้ำตาลปนแดง

Sage green    สีเขียวมอๆ

 

 Sard     พลอยเหลือง

Sargrasso     สาหร่ายทะเล

Sash        แพรสะพาย สายสะพาย

Scabbard            ฝักดาบ

Scopolamine             ยาฉีดให้ลืมตัวแล้วพูดความจริง

Seeing eyed dog         สุนัขนำทางคนตาบอด

Sentinel         คนเฝ้ายาม

Sharpshooter           คนแม่นปืน

Sherbet              ไอศกรีมรสผลไม้ผสม

Shogunate            ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ

Short soup        เกี๊ยวน้ำ

Singlet              เสื้อยืด

Sisters of mercy             พวกพยาบาลหญิง

Skull session            การรวมหัวปรึกษากัน

Slate color                สีดำ/ฟ้า/เทา อย่างกระดานชนวน

Small gross         สิบโหล

Smart set          พวกแผนสูง

Snuff color         สีน้ำตาลหม่น

Soda jerk        คนขายน้ำหวาน

Soldier of  fortune          ทหารรับจ้าง

Solitary  confinement          การขังเดี่ยว

Son of Mars ทหาร

Would soonest           สมัครมากที่สุด

Spate           น้ำท่วม

Standing army         กองทัพประจำการ

Step in         เข้าแทรกแซง

Stink bomb ลูกระเบิดชนิดส่งกลิ่นเหม็น

Stopover            การพักแรมกลางทาง

Storm troops            ทหารสำหรับทำการจู่โจม

Straw color             สีเหลืองอย่างฟาง

Stumbling block           อุปสรรค

Mocking-bird              นกอเมริกันชนิดหนึ่งชอบเลียนเสียงนกอื่นๆ

Mongoose              พังพอน

Molotov cocktail               ขวดน้ำมันเบนซิน มีไส้สำหรับจุดไฟ ใช้เป็นลูกระเบิดมือ

Monitor               หัวหน้านักเรียน

Monocle              แว่นตาข้างเดียว

Monogram                 ชื่อย่อ อักษรไขว้

Monsoon            ลมมรสุม ฤดูฝน

Moonstruck              บ้า

Morninh star              ดาวประกายพรึก

Mothball ลูกเหม็น

Mush             ข้าวต้ม

Nonsuch           บุคคล/วัตถุที่ดีเลิศ ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน สิ่งประเสริฐ

Nova             ดาวที่สุกปลั่งขึ้นชั่วคราว

Nuncio            ฑูตของสันตะปาปา

Oath                คำสาบาน

Oblong               รูปไข่ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า รี

observation post           หอตรวจการ

oil-paper              กระดาษแก้ว

orange crush            น้ำส้มคั้น

orthodontics          วิชาดัดฟัน

overcrossing             สะพานลอย ทางข้ามถนน

palace laws              กฎมณเทียรบาล

paprika            พริกขี้หนู/พริกชี้ฟ้า

paragon             เพชรน้ำหนึ่ง ตัวอย่างอันยอดเยี่ยม ยอด มณี

parcel post            พัสดุไปรษณีย์

peach-colored            สีแดงปนเหลือง

pedicab รถ 3 ล้อ

peepul           ต้นโพธิ์

pitfall             หลุมพราง

plainclothes policeman             ตร.นอกเครื่องแบบ ตร.ลับ

vice-regent                รองผู้สำเร็จราชการ

viper               งูพิษ

visual education              ทัศนศึกษา

viva             ขอให้มีอายุยืน

vulture         แร้ง

wage earner             คนกินเงินเดือน

walk the waves         เดินไปบนน้ำ

wall gecko          ตุ๊กแก

wand            คทา

warlord         แม่ทัพ ขุนศึก

warrant of arrest       หมายจับ

watchtower         หอคอย

water ice           หวานเย็น

waxlight          แสงเทียน

wear well         ใช้ทน

well-wisher            ผู้หวังดี

wet our bargain          ดื่มเพื่อการตกลง

 

 wet nurse             แม่นม

whipping boy         คนรับบาป

whirlpool            น้ำวน

White Rose            กุหลาบขาว ซึ่งเป็นเครื่องหมายของราชวงศ์

White way                ถนนที่จุดไฟสว่างไสว

Winning card             ไม้เด็ด

Wolf cup                   ลูกสุนัขป่า ลูกเสือสำรอง

Wonder-worker        ผู้วิเศษ

Wrapped in slumber    หลับสนิท

Yesteryear            ปีกลาย

 Swallow   นกนางแอ่น

คำศัพท์เสื้อผ้าผู้หญิง

บราดันทรง  push-up bra
 
กางเกงยีนส์เข้ารูปเอวต่ำ  Boot  cut  jeans
 
กางเกงชายหาด  pull – in  pants
 
รองเท้าส้นเข็ม  stilettos
 
กางเกงยีนส์ขาม้า  Hipster  jeans
 
บราไร้สาย  strapless  bra
 
ถุงน่องซัพพอร์ต  support  tight
 
รองเท้าส้นเตี้ย   kitten  hells
 
ถุงน่องตาข่าย  stockings
 
รองเท้าฟองน้ำ  flip  flop
 
ซิลิโคนเสริมหน้าอก  chicken  fillets
 
กระโปรงทรงดินสอ  pencil  skirt

ศัพท์อังกฤษจากหนังสือ FUTURE ของโอเดียนสโตร์ 28 ก.ย. 2550

Skewed  เสียบ

 

 

 

Courtesy  Call    การเยี่ยมคารวะ

Sprinkle    โรย  เหยาะ

Seared   เผาจนผิวไหม้

Comsomme   ซุปใส

Repast        มื้ออาหาร

Inherited          รับมรดก

Dub         ขนานนาม

Nab           จับ

Classify         จำแนก

Coronation          ราชาภิเษก

Eulogy             คำสรรเสริญ

Anecdote             เรื่องราว

Taken   aback             งุนงง

Bone – chilling               หนาวถึงกระดูก

Pave the way          ปูทาง

Pricey                   ราคาแพง

Globe  trotter          นักท่องโลก

Deem                ถือว่า    เห็นว่า

Outpaces           ไปด้วยความเร็วที่เหนือกว่า

Brisk                   เร็วๆ

Osteoporosis            โรคกระดูกพรุน

Porous                    รูพรุน

Susceptible              เสียงที่จะเกิด

Prompt                     กระตุ้นให้เกิด

Onset                       การเริ่มต้น

Swanky            หรูหรา

Heartthrob          ผู้เป็นขวัญใจ

Subtle                ฉลาด  ละเอียด

Benign             ดี   อ่อนโยน

Cocky             อวดดี

Clairvoyance               การมีตาทิพย์

Zonked – out            หมดแรง

Haze                    แกล้ง

Frenzied              คลั่ง

Make merit          ทำบุญ

Abbot                เจ้าอาวาส

Novetly                 ความใหม่

Tenant               ผู้เช่า

Hawk                 หาบ

Statutory             เกี่ยวกับกฎหมาย

Ruse                   อุบาย  กลโกง

Stand  a  chance          มีหวัง

Weep buckets         ร้องไห้น้ำตาท่วมห้อง

Mouthwatering            น้ำลายไหล

Laud                        สดุดี     ยกย่อง

Extol                        สรรเสริญ

Resplendent                  งามบรรเจิด

Velvet – curtained – dining  pavillion          ห้องโถงสำหรับทานอาหารตกแต่งด้วยม่านกำมะหยี่

Craftsmanship                งานฝีมือ

Antipiracy                    การต่อต้านการเลียนแบบ

Wholesome           มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

Bonanza                ทรัพย์สมบัติที่ปรากฎขึ้นอย่างกะทันหัน

Foist                    ยัดเยียด

Bloodbath              การฆาตกรรมหมู่

Lunatic                   คนบ้า

Quixotic                  คนเพ้อฝัน

Pretext                    ข้ออ้าง

Jalopy                    รถเก่าๆ

Grueling              ทรหด

Ferocious            ดุร้าย

Incantation          เวทมนตร์

At  the outset          ตอนเริ่มต้น

Double  as              ควบอีกตำแหน่งหนึ่ง

Plucky                ความกล้าหาญแม้ยามยาก

Molders            เสื่อมสลาย

So – called              ที่เรียกกันว่า

Shoo – ins               ตัวเต็ง

Thwart               ขัดขวาง   ทำลาย

Counterfeiter             นักปลอมแปลง

Flee                    หนี

Cliff                 หน้าผา

Come what  may         ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

Have  a  near  miss            เกือบชน

Ravine                       เหว

Bell  pepper                พริกหวาน

Scrape                     ขูด

Grated                    ขูด

Aficionados               แฟนพันธุ์แท้

Marinated                 หมัก

See  eye to eye     เห็นด้วย

Foreshadow           เป็นลางบอก

Sidekick                เพื่อนสนิท

Peril                      อันตราย

The  love  of  your  life          คนที่คุณรักที่สุด

Landfill                   ที่ทิ้งขยะ

Bid                        ความพยายาม

Mayhem                การทำร้ายร่างกาย

Discreet                ตามใจชอบ

Compliment           คำชม

In no time              เร็วมาก

Toss                       โยนกลิ้ง

Carcass                  ซากศพ

Staunch                 แข็งขัน

นักสิทธิ์วิทยาธร / อุณมิลิต

นักสิทธิ์วิทยาธร  เป็นผู้วิเศษจำพวกหนึ่งที่พำนักอยู่ในป่าหิมพานต์  นักสิทธิ์ แปลว่า ผู้สำเร็จ  วิทยาธร แปลว่า ผู้ทรงไว้ซึ่งวิทยา  ทั้งสองพวกนี้แต่งตัวคล้ายเทวดาแต่สวมชฏาเป็นดอกลำโพง  หรือโพกผ้าแบบฤๅษี  ตามภาพจิตรกรรมที่พบเห็นทั่ว  ไปมักถือพระขรรค์เป็นอาวุธ  บรรดาวิทยาธรทั้งหลาย  อาศัยอยู่ที่เชิงเขาสุทัสน์  อันเป็นหนึ่งในเจ็ดของเขาสัตบริภัณฑ์ที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ

            คติความเชื่อของไทยแต่โบราณตามข้อเขียนของพระยาอนุมานราชธน  กล่าวว่าวิทยาธรแบ่งออกเป็นหลายพวกตามเชื้อชาติ  เรียกว่าวิทยาธร ๑๒ ภาษา  มีทั้งวิทยาธรแขก  วิทยาธรฝรั่ง  วิทยาธรจีน ฯลฯ  จากภาพจิตรกรรมฝาผนังในสมัยอยุธยาที่วัดใหญ่สุวรรณาราม  จังหวัดเพชรบุรี  วิทยาธรบางตนมีหน้าเป็นยักษ์  นักสิทธิ์นั้นไม่ใช่ฤๅษีเป็นผู้สำเร็จพวกหนึ่ง ดังนั้น มนุษย์ไม่ว่าชาติใดภาษาใด  หรือแม้แต่ยักษ์ก็อาจเป็นผู้สำเร็จได้

          ในวรรณคดีไทยเมื่อกล่าวถึงนักสิทธิ์มักมีคำว่าวิทยาธรต่อท้ายเสมอ  เพราะผู้จะเป็นวิทยาธรได้ต้องผ่านขั้นตอนการเป็นนักสิทธิ์มาก่อน  ตามจิตรกรรมฝาผนังนิยมเขียนภาพนักสิทธิ์วิทยาธรไว้แถวบนสุด  ต่อจากภาพเทพชุมนุมบนผนังด้านซ้ายและด้านขวา เช่น จิตรกรรมฝาผนังที่พระอุโบสถวัดสุวรรณาราม  กรุงเทพมหานคร  เป็นต้น 

          นักสิทธิ์หรือผู้สำเร็จเป็นผู้มีความรู้วิชาไสยศาสตร์ในทางเล่นแร่แปรธาตุ  สามารถทำปรอทซึ่งเป็นโลหะเหลวให้แข็งเป็นก้อนได้  เรียกกันว่าสำเร็จปรอท  อานุภาพของก้อนปรอทนี้ทำให้ผู้สำเร็จเหาะเหินเดินอากาศได้  ทั้งยังมีร่างกายเป็นหนุ่มอยู่ตลอดเวลา  เมื่อสำเร็จแล้วก็ไม่สามารถอยู่ในแดนมนุษย์ได้อีกต่อไปเพราะเหม็นสาบมนุษย์

          ผู้สำเร็จต้องเหาะไปยังป่าหิมพานต์  ครั้นไปถึงแล้วจะพบบ่อน้ำวิเศษบ่อหนึ่ง  น้ำในบ่อนั้นมีสีขาวเหมือนน้ำนมบริสุทธิ์  มีนางเทพธิดาชื่อจันทรเทวีเป็นผู้รักษาอยู่

         เมื่อผู้สำเร็จปรอทเหาะไปถึงที่นั่นจะตกลงไปในบ่อ  ร่ายกายที่เป็นมนุษย์อยู่แต่เดิมจะสูญสลายไปในทันที  แล้วเกิดเป็นฟองน้ำปุดขึ้นมาลอยบนผิวน้ำ  นางจันทรเทวีผู้รักษาบ่อน้ำจะคอยเอามือช้อนฟองน้ำนั้น  บัดดลฟองน้ำจะเปลี่ยนสภาพเป็นเด็กอ่อน  แล้วเติบโตโดยลำดับเป็นวิทยาธร

         วิทยาธรที่ปรากฏตามจิตรกรรมฝาผนังมีแต่เพศชาย  กล่าวกันว่ามีอิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้  ใครฆ่าก็ไม่ตาย  แม้ต้องศาสตราวุธใด  ก็เป็นแต่สิ้นสติไปชั่วขณะหนึ่ง  ครั้นลมพัดมาก็ กลับฟื้นขึ้นได้  มีอายุยืนอยู่คอยท่าพระศรีอาริยเมตไตรยซึ่งจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

 

 

         ในป่าหิมพานต์มีต้นไม้วิเศษชนิดหนึ่งคือ  มักกลีผล  หรือนารีผล  ไม้ชนิดนี้มีผลเป็นรูปสตรี  “งามนักดังสาวอันพึงใหญ่ได้ ๑๖ ปี  แลฝูงผู้ชายได้เห็นก็มีใจรักกัน” (ไตรภูมิพระร่วง) นารีผลนี้เป็นที่ปรารถนาของเหล่านักสิทธิ์วิทยาธรต่างชิงกันเก็บไปเชยชม

         ปรกติวิทยาธรถือกิ่งไม้เป็นอาวุธ  ซึ่งกิ่งไม้นั้นจะกลายเป็นพระขรรค์ทันทีเมื่อปรารถนาจะให้เป็น  ผิวกายของวิทยาธรมีทั้งสีเหลือง  สีขาว  สีดำ  ฯลฯ  บางตนมีหน้าตางดงาม  แต่บางตนก็มีหน้าตาเหี่ยวย่น  หนวดเครารุงรังไม่น่าดูเนื่องจากผู้ที่จะสำเร็จปรอทเป็นบุคคลหลายจำพวก  แม้เมื่อได้รับการชุบให้เป็นวิทยาธรแล้วก็ยังไม่ทิ้งเค้าของชาติกำเนิดเดิม

          นักสิทธิ์วิทยาธรในสมุดภาพวัดหัวกระบือเล่มนี้มีทั้งหมด  คู่ (๖ภาพ) ทุกภาพมีหน้าตาแปลก  กันไป  แต่ไม่ครบ ๑๒ เชื้อชาติอย่างที่โบราณเรียกว่าวิทยาธร ๑๒ ภาษา  ทุกตนประนมมือถือช่อดอกไม้บูชาพระพุทธคุณ  ในภาพนี้วิทยาธรเทิดมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะแบบ  “อุตตมางคศิโรตม์”  เฟื่องช่อดอกไม้ที่อ่อนโน้มลงมาให้ความรู้สึกถึงศรัทธาอันบริสุทธิ์

         เป็นอันว่าครบถ้วนกระบวนความทั้ง  ตอนของสมุดภาพวัดหัวกระบือ เล่ม   ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านผู้อ่านและท่านผู้ชม  คงจะได้รับรู้ถึงอรรถรสของสุนทรียภาพแห่งความงาม  ในงานจิตรกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายแล้วในระดับหนึ่ง  ในโอกาสต่อ  ไปผมจะได้พยายามค้นคว้าเสาะหาข้อมูล  ที่เป็นประโยชน์ในการศึกษาผลงานศิลปะของไทยเราแขนงต่าง  เพิ่มขึ้นมาอีก  ซึ่งจะส่งผลให้เห็นถึงวิวัฒนาการจากอดีตมาสู่ปัจจุบันได้อย่างชัดเจนขึ้น  หากแม้นว่าท่านผู้อ่าน หรือท่านผู้ชม จะมีข้อเสนอแนะประการใดและได้กรุณาให้คำติชมต่อเรื่องที่นำเสนอมานี้  ผมยินดีน้อมรับทุก  ความคิดเห็นเพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง  และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ครับ…

         ผมลืมบอกไปว่าสมุดภาพวัดหัวกระบือเล่มนี้  มีลักษณะเป็นสมุดไทยขาว  เขียนด้วยหมึกดำ  ตัวอักษรขอม  ภาษาบาลี  เรื่อง พระพุทธคุณคัมภีร์  สถานที่เก็บรักษาคือ  วัดหัวกระบือ  เขตบางขุนเทียน  กรุงเทพมหานคร ครับ…

อ้างอิง http://www.oknation.net/blog/phaen/2007/08/20/entry-1

ถามเรื่องยันต์จักรพรรตราธิราช/ อุณมิลิต

ขอตอบปัญหาอย่างนี้นะครับ


ประการแรกตอบตามข้อเท็จจริง(เท่าที่ทราบ)ก่อน
เรื่องยันต์จักรพรรตราธิราชเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้สนใจคาถาอาคม โดยคณาจารย์สองท่านคือ
    อ.เทพ    สาริกบุตร
    อ.เฮง      ไพรวัลย์
ในส่วนสายอื่นๆไม่พบว่าเรียกชื่อพระยันต์ว่าจักรพรรตราธิราช(เว้นในส่วนอัตราตัวเลข   ที่อุณมิลิตเรียกว่า จักรพรรตราธิราชน้อย  อย่างตำรับสมเด็จโต)   แต่จะเรียกกันไปในลักษณะใกล้เคียงอย่าง 
แก้วบรมจักรพรรดิ์     
พระยาจักร(พรรดิ์)  

         ตำนานยันต์จักรพรรตราธิราชนั้นไม่ได้ระบุว่าประชุมพระยันต์กันในสมัยใดแน่ แต่ปรากฏเรื่องราวเกี่ยวข้องในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช   (พระอาจารย์พรหม  หูยาว    มหาเถรเทียรราชวัดงู  ขรัวตาคงวัดรอดช่องฯ )อาจมีบางท่านตีความที่กล่าวถึง พระครูเทพผู้วิเศษ ว่าเป็นหลวงปู่โลกอุดร ก็ว่ากันไปครับตามสะดวก ซึ่งมันไปเกี่ยวพันกับคติการสร้างพระโพธิห้ามสมุทรด้วย ตำนานสองเรื่องนี้คล้ายกันมากผู้สนใจเรื่องนี้คงได้ยินได้ฟังมานะครับที่นี้มาว่าข้อเท็จจริงอีกประการคือ
เนื้อหาของพระยันต์นั้นเริ่มต้นมีสามส่วน คือ
    แยกเป็นสามยันต์   เป็น
พระพุทธ
 พระธรรม
 พระสงฆ์  ต่างเดินตาม้าหมากรุก    ซึ่งเฉพาะห้องพระสงค์นั้นเดินตาม้าหมากรุกถึงประมาณ๑๒๐กว่า   ตาราง  
เรียกชุดนี้ว่ายันต์จักรพรรตราธิราชเช่นกันมีหลักฐานโบราณที่ชัดเจนคือบันทึกจากตำราคณาจารย์สายวัดประดู่ ซึ่งคุณสีหวัชรเอง ก็เคยถ่ายสำเนาไว้  แสดงว่ามีจริงแต่ ที่เป็นแบบอาจารย์เทพย์   อาจารย์เฮงไม่พบเอกสารเก่า พบแต่การจดบันทึกสืบๆต่อกันมาเท่านั้นคือยังไม่พบที่จดบันทึกในสมุดโบราณเลย(แต่อาจมีผู้พบเห็นก็ได้นะครับเพราะตำรากระจัดกระจายไปมาก) 
     อันนี้ในส่วนอาจารย์เฮงผมก็เคยเห็นตำราซึ่งท่านเจ้าของชื่อ  อาจารย์วันชัย   บอกว่าเป็นของอ.เฮงเลย และขอยืนยันตรงนี้ว่าสายอาจารย์เฮงไพรวัลย์  ที่เรียนรู้มาจริงๆมีท่านเดียวครับ คือ อาจารย์วันชัย  เท่านั้นเพราะท่านมีที่ไปปี่มาสืบต่อสายมาจากอาจารย์ลำใย และหลวงปู่สี  วัดสะแกที่ชัดเจนเชื่อถือได้  ส่วนปัจจุบันที่มีผู้อ้างว่าได้ตำราจากคนนั้นคนนี้บ้างนำมาสร้างเครื่องรางสายอ.เฮงบ้าง สืบไปสืบมายังไม่ชัดเจนเท่าสาย อ.วันชัย   อาจจะเป็นแบบได้วิชามาลึกลับอะไรประเภทนี้ละมั้งครับ  (ถ้ามีข้อมูลเพิ่มเติมก็ส่งมาได้นะครับเพราะคงไม่ใช่ตำรวจโลกไปสืบความได้ทั้งหมด) แต่ดูจากรูปแบบวัตถุมงคลที่ท่านผู้อ้างอิงว่าเป็นสายอ.เฮง นั้นไม่น่าจะถูกต้องนะครับเรื่องนี้ขอ  แสดงข้อมูลแบบเล่าให้ฟังตามที่รู้และเคยเทียวไปหาเรื่องพวกนี้มาก่อนเท่านั้นนะครับแต่บังเอิญ ไม่ได้ไปสืบสายอ.เฮง  ไพรวัลย์ ด้วยเหตุผลบางอย่างก็แค่เคยรู้ว่าสายเขาเรียนกันอย่างไรเท่านั้นละครับ  สายอ.เฮงค่อนข้างจะปิดบังวิชาต่อคนนอกสายมาก  ดังนั้นใครเอาวิชาสายนี้มาอ้างกับคนที่รู้ นะจับพิรุธได้สบายครับส่วนคนไม่รู้ก็เวรกะกรรมครับ   เห็นมีแต่ ทหาร ตำรวจ ที่เชื่อไปกะเขาก็มี  น่าสงสารทั้งนั้น
  

 

 

 

       ในส่วนสายท่านอ.เทพ    ทราบว่า ท่านได้ตารางยันต์จากสายวัดพระญาติฯได้บันทึกตำราไว้ในพระเวทจตุบรรพ   และพุทธมหาศาตราคม โดยเฉพาะในฉบับหลังนี่แสดงวิธีการเดินไว้เสร็จสรรพ   โดยตารางยันต์ ที่ได้มานั้น มีผู้คิดแก้กลให้ชื่อ ครูเนียร  ครับรายละเอียดนอกจากนี้เว้นไปนะครับถึงถามก็ไม่บอก(ไม่ใช่กั๊กนะครับแต่ต้องการให้เกียรติคนรุ่นก่อน)
     มาพูดประเด็นเรื่องยันต์  จากสามยันต์แรกที่ว่ามานี่ถือเป็นต้นแบบมีเอกสารจริงๆแยกส่วน  พระพุทธ๕๖  พระธรรม๓๘   พระสงฆ์ ๑๔     การเดินยันต์แบบตาม้าหมากรุกมีหลักฐานอ้างอิงกับตำรากรรมฐานของวัดบรมนิวาส (ฉบับมหาใจ)อ้างอิงด้วยเรียกว่า เดินจิตตามตาสะระตะ  ต้องถือว่าเป็นต้นแบบจักรพรรตราธิราชที่แท้จริงใครไม่รู้จักยันต์ชุดนี้ก็ถือว่ามั่วนิ่มเพราะสามยันต์นี่ละครับที่รวมกันเป็นยันต์เจ้าปัญหาที่ว่านี่  คือรวมห้องพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เข้ากันได้๑๐๘   โดนนำห้องพระสงฆ์มาใช้เพียง๑๔ห้อง    ซึ่งมันมีปัญหาด้วยว่า ที่อ้างว่าลงอิติปิโสรัตนมาลา  เป็นสูตรภาวนาในยันต์นี้นะจริงหรือเปล่าหรือว่าตามๆกันมามีข้อน่าสังเกตครงนี้ครับว่า  อิติปิโสรัตนมาลามี๑๐๘ห้องอย่างว่า ครับตำราไหนก็แค่๑๐๘  คือห้องพระสงฆ์๑๔  มีคำถามว่าแล้วสามยันต์แรกที่เป็นต้นแบบเฉพาะห้องพระสงฆ์นะอีกร้อยกว่าตานะเอารัตนมาลาบทไหนเรียกสูตร????  เพราะ  เพิ่งมาแต่งกันครบเมื่อราวสมัยท่าน อ.แปลก สนธิรักษ์ นี่เองที่พูดนี่มีครบนะครับ…ปัญหานี้มาพบคำตอบในตำรากรรมฐานครับเพราะสายวัดประดู่จะเน้นกรรมฐานมากใครไม่ได้ห้องสี่(ธาตุ)ขึ้นไปเขาไม่สอนอาคมเพราะ เอาตัวไม่รอดและปรมาจารย์สายกรรมฐานวัดประดูก็คือ หลวงพ่อม่วง    อุปัชญาย์หลวงพ่อกลั่นวัดพระญาติ   ซึ่งมาถึงตอนนี้ต้องกล่าวถึงฆาราวาสจอมอาคมของจริง  คือ   อาจารย์จาบ   สุวรรณ(ผู้ทำน้ำมนต์รักษาให้หลวงพ่อปานวัดบางนมโค คราวถูกบังฟัน-ในพิธีพุทธาภิเษกแห่งหนึ่ง)  เอาไว้จะเอาบทความเกี่ยวกับท่านมาลงให้อ่านกันครับ

 

 

    การลงยันต์ชุดนี้ใช้การถอดคาถาครับ เป็นแบบฝึกในการเรียนกรรมฐานโบราณใครไม่เรียนไม่รู้เรื่องการใช้รัตนมาลาเป็นสูตรลงยันต์นี้นั้นไม่ขอวิจารณ์ต่อเพราะกระเทือนซางครับบางท่านท่องเสียเป็นวรรคป็นเวร   ขยันดีน่ายกย่องจริงๆๆๆ
     ที่เล่ามานี่เพื่อยืนยันว่าเราพอรู้เรื่องในใน(ที่เล่ามานะส่วนน้อยนะครับ) ของการสืบตำรายันต์นี้จึงกล้าพูดในประเด็นที่ว่า
     “การเดินอักขระในยันต์ชุดที่แพร่หลายมีความไม่ถูกต้องในการวางอักขระเริ่มนับตั้งแต่ตาที่๒๗ เรื่อยไป
    นับแต่ตำราจตุบรรพเป็นต้นลอกกันสืบๆมาก็เลยเหมือนๆกันผิดตามๆกันพอมีคนมาติงก็โกรธเป็นของธรรมดาครับ  ประเด็นทีแรกเริ่มที่เราเริ่มค้นคว้าก็เกือบยี่สิบปีก่อน ไปงานบรรจุพระโพธิ์ห้ามสมุทร (ให้พ.อ.กฤษณ๊รีน….) กะอาจารย์ตุ๊กแก ที่วัดปริวาศ  ตอนนั้นพระที่นั่งปรกก็มีอาจารย์โมก  วัดขนอนฯ   และอาจารย์กรรมฐานจากวัดปากน้ำภาษีเจริญ(ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อ มหาแสวง)   มีพระอาจารย์แฮตปรกด้วย(เพราะถ้าไม่นิมนต์ละเป็นเรื่องทำพิธีไม่ได้ก็ท่านจำพรรษาในโบสถ์นี่ครับ  อีกประการคาถาเสกพระโพธิ์ นะ  อาจารย์แฮตแกรู้ครับซึ่งอาจารย์เทพท่านก็ไม่ขยายในตำราด้วย)  หลังพิธีบรรจุพระโพธิ์ฯ   ได้สนทนากะหลวงพี่แฮต (ต่อมาสึกไปไหนไม่ทราบแล้วนะครับ)ศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์เทพ ก็แซวกันปะปรายละครับยอมรับว่า  แกแซวซะผมไม่ยอมทำพระโพธิห้ามสมุทรมาจนบัดนี้เลยทั้งๆที่หาอุปกรณ์ทั้งหมดครบถ้วนแล้วก็ตาม  ยอมรับในข้อธรรมที่ท่านพูด มันสะใจครับ ขากลับก่อนจากแกให้พระกริ่งมาองค์ผมไม่ค่อยสนใจเท่าไรแต่มาตาตื่นตรง มาปะทะจะประเด็นกับยันต์จักรพรรตราธิราชครับ ท่านยืนยันว่าที่ใช้กันอยู่ไม่ถูกต้องเพราะเดินกันไม่ถูก    แล้วแพลมเรื่องหนึ่งให้ต้องค้นต่อคือ  ท่านบอกว่า ฉันมีทีเด็ด  คือ มียันต์จักรพรรดิ์ของแท้  ที่เดิน๑๐๘ตาม้าได้ครบถ้วนไม่ต้องหนีเขาตาในแบบตรีนิสิงเห  อาจารย์(หลวงพี่แฮตหมายถึงอ.เทพ) บอกหามา๒๐กว่าปีเพิ่งเจอของแท้นี่เอง  ฉันลงในโอกาสสำคัญเท่านั้นเวลาหล่อพระและต้องใส่ในเบ้าเลยไม่ให้ใครดูกลัวหลุดออกไป   นี่คือเหตุการณ์ตอนหนึ่งครับที่ทำให้เราค้นคว้าเรื่องนี้(ส่วนตอนนั้นไม่ได้ถ่ายสคริปวีดีโอไว้ เลยไม่มีหลักฐานจะไม่เชื่อก็ได้)  หลังจากนั้นก็ลองทานกะอ.ตุ๊กแก ซึ่งดูท่าว่าไม่สนใจเรื่องนี้เท่าไรนักเนื่องจากหลวงพี่แฮตแกนิสัยแปลกๆแบบคนเล่นของ   ผมก็เก็บความสงสัยไว้  จนพบคุณกำฑร  ที่โคราชแนะนำให้รู้จัก  อ.สุรสีห์  ไชยสีหนาท 

         อิทธิคุณที่แตกต่าง ไม่ใช่เฉพาะการเขียนรูปยันต์ออกมาแบบแปลกพิสดารเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ใช่นะครับ การประดิษฐ์ยันต์ได้ลี้ลับพิสดารนั้น มันอาจแสดงถึงภูมิปัญญาของผู้สร้างได้บ้าง แต่เหนืออื่นใดคือ บารมีที่บำเพ็ญมาของท่านผู้ประจุวิชานั้นว่า ถึงขั้นเพียงใด  รูปแบบยันต์จักรพรรตราธิราชแม้มีเจ็ดรูปแบบก็ขอให้เห็นเป็นเพียงแบบแผนอย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งต่อไปก็อาจมีผู้คิดค้นได้แตกแขนงออกไปอีก   หากพิจารณาเพียงแค่นี้ก็เท่ากับเล่นกะกิเลส  รับรองไม่จบครับต่อความยาวสาวความกันไปตามแต่ กิเลสสันดานจะพาไปครับ
       เนื้อแท้ของยันต์จักรพรรตราธิราชคือการบรรลุจักรพรรตราธิราชภายในขออธิบายว่า เป็นธาตุธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งจะรู้กันในหมู่ผู้ปฏิบัติ  แต่อย่าเพิ่งเข้าใจไปว่า มีเฉพาะในการฝึกของพวกธรรมกายเท่านั้นนะครับของธรรมกายเดิมเขาแบ่งได้สามระดับ  (เรียกว่า ภาคผู้เลี้ยง )ในสมัยท่านหลวงพ่อสด แต่ปัจจุบัน เท่าที่ติดตามข่าวมา แบ่งออกเป็นสี่ระดับ นอกจากนี้ยังมีต้นธาตุ ต้นธรรมอีก เนื้อหาตรงนี้ ขอไม่วิจารณ์ก้าวล่วงนะครับผมเองก็ไม่ได้ฝึกธรรมกายเห็นตำรับตำราเขามาก็เลยเอามาเทียบเคียง(เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวนะครับผิดอย่างไรขออภัยล่วงหน้า)
       ในวิชาจักรพรรตราธิราช ที่ว่าด้วยยันต์นั้นมีคติเกี่ยวกับพระรัตนตรัยจริงๆอย่างว่า เคล็ดวิชาก็อยู่ตรงนี้ ทั้งรูปแบบฝึกจิต และก็แบบยันต์
      ผู้สร้างต้องอธิษฐานบารมีพระได้  เท่าที่ทราบต้องเป็นหน่อพุทธางกูร หรือ เคยเป็นมาก่อนครับสามารถวางจิตได้ละเอียดกว่าญาณลาภีบุคคลชั้นสามัญ อธิบายอีกนิดอย่างคนสามัญ ฝึกได้ฌาณสี่  แต่โพธิสัตว์บารมีสูงจะได้ฌาณห้า ซึ่งโดยหลักอารมณ์เสมอกันแต่ผู้มีบารมีจะพิจารณาวางอารมณ์ได้ละเอียดกว่าและใช้ความละเอียดกว่านี้เองครับทำสิ่งที่เหนือกว่าในมิติทางจิต  บารมีทางจิตนั้นหากเราพอพิจารณาได้จะเห็นเป็นชั้นๆซ้อนๆกันสุดคณา   ก็เลยเรียกว่า ”สาย“  ไงครับ  อย่างเราเรียกว่าคนนั้นสายวิชานั้นสายวิชานี้ก็  คือ  การต่อบารมีต่อๆมากะใคร  เวลาเดินวิชา มันจะซ้อนกันเป็นชั้นๆครับ
      สำหรับรูปแบบของยันต์ถามว่ามีผลไหม?   ตอบว่ามีครับ เหมือนการต่อวงจรแบบหนึ่งซึ่งทำให้เกิดการทวีกำลังขึ้น หากเราจะศึกษาเรื่องจิต ผมว่าพอเทียบเคียงกับความรู้ทางอิเลคโทรนิกส์ได้สบายๆมีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกันเพราะวิศวกรไฟฟ้าเอง ก็คำนวณไฟฟ้าจากสิ่งที่มองไม่เห็นเช่นกันครับ (แต่วัดตรวจสอบได้คือไม่มีวิศกรคนใดเห็นไฟฟ้าวิ่งจริงๆในวงจรนะครับ) รูปแบบของยันต์จักรพรรตราธิราชทุกแบบล้วนจำลองแผนภาพจักรวาลในพุทธันดร ปัจจุบัน ออกมาในมิติต่างๆ(เทียบกับรัตนะทั้งเจ็ดของพระเจ้าจักรพรรตราธิราชหรือธรรมิกราช)อยากรู้ก็ไปศึกษาไตรภูมิพระร่วงครับ  เป็นไปตามที่ท่านปราชญ์ขยะ แห่งต่วยตูน ว่าคือ แผนภูมิพลังงานในมิติโลกธาตุนี้ ว่ากันตั้งแต่ของพลังงานชั้นนอกสุด ที่เรียกว่ากำแพงจักรวาล (ขอบพุทธันดร)แล้วนิรมิตรพุทธอาณาเขต ที่บรมโพธิสัตว์จะเสด็จตรัสรู้ความรู้นี้ชาวพุทธโบราณท่านรจนาไว้ลึกซึ้งแยบคายมากครับ เข้ากับทฤษฏี ฟิสิกส์ ที่ค้นพบใหม่ๆ มากเข้าทุกที  คือคนรุ่น ปัจจุบัน กำลังจะเรียนให้ทันคุณรุ่นก่อน  
    ยันต์จักรพรรตราธิราชปรากฏขึ้นเพื่อหนุนบารมีพระโพธิสัตว์ให้โปรดสัตว์โลกได้ยิ่งๆขึ้นโดยการอนุเคราะห์ของเทพเจ้าในระดับต่างๆที่อนุโมทนาเเซ่ซ้องสาธุการ จึงว่าไม่ควรกับชนสามัญครับเพราะเอาไปใช้นอกจากจะไม่ได้ผล แถมหนักตัวเสียอีกการสร้างของมงคลชิ้นนี้ ก็มิได้คู่ควรแก่กษัตริย์ทุกพระองค์ การสร้างขึ้นแต่ละคราวก็เพื่อผลในทางปกป้องรักษาพระศาสนาเพื่อสันติสุขมหาชนเป็นหลักใหญ่  มีสาเหตุ มีกาละที่เหมาะสมในการสร้างครับไม่ใช่ทำเป็นเล่นขายขนมอวดอ้างกันมันก็เข้าค่ายอุปโลกน์ ไม่ใช่ของจริง จึงว่าอย่าไปสนใจเลย ของแบบนี้มันเกินใช้ครับ
       ตอบตามที่พอรู้ครับไม่ถือเป็นข้อสรุปตายตัวนะครับมันอจินไตย  เราแต่ใครจะว่ากัน

 

         ศิษย์เอกสายหลวงพ่อหริ่งวัดตะบองได้เรียนถามท่านเรื่องยันต์นี้ท่านบอกว่าไม่มียันต์เอกสายท่านคือ คือยันต์อิธะเจ
ในส่วนความรู้เรื่องยันต์จักรพรรตราธิราช ก็ได้คุยขอความรู้กับท่าน    ท่านก็เมตตารับฟังครับ และว่าท่านมีแต่ยันต์ที่เดินตาม้าหมากรุกก็เกราะเพชร    หลังจากนั้นก็พาคุณกำฑร ไปซื้อตำราอาจารย์เทพที่ร้านหนังสือจนครบชุด คุยกันจนเย็นเรื่องบรรจุพระไม้โพธิ์ห้ามสมุทร  หลังจากนั้นก็ไม่ได้พบปะกันอีก ต่อมาผมได้เห็นหนังสือลานโพธ์ ในคอลัมน์อาจารย์สุรสีห์  ท่านลงยันต์ที่ชื่อเกราะเพชรไตรรัตนาธิคุณ ที่แสดงการเดินอักขระห้องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แบบตาม้าหมากรุก  โดยท่านเพิ่มหัวใจต่างๆลงไปเพื่อให้รูปยันต์สมส่วน ไม่ได้ลง๑๐๘ ตาล้วนๆ  ซึ่งท่านระบุไว้ชัดว่าท่านเป็นผู้คิดประดิษฐ์รูปยันต์เหล่านี้ขึ้นเอง   ใครติดตามบทความอาจารย์สุรสีห์   คงจำได้นะครับ  และก็เห็นในคอลัมน์คุณกำฑร ลงเรื่องราว การบรรจุพระไม้โพธิ์ห้ามสมุทรในนิตยสาร นะโม   ต่อจากนั้นก็มีการสร้างพระปิดตา จากคติในตำรา สร้างพระปิดตาไม้รัก ของอาจารย์เทพ  โดยสร้างเป็นเนื้อผง บรรจุตะกรุดให้ท่านหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เสก   วงการจะเรียกปิดตาลอยองค์พิมพ์หัวโต จะลงในพระเครื่องหลายฉบับคอลัมน์ที่คุณกำฑรเขียน  แต่ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดสร้างพระปิดตาเหล่านั้นแต่อย่างใดแค่พาไปซื้อหนังสือเท่านั้นหลังจากพบกันวันนั้นก็ต่างฝ่ายมีภาระของตนไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยนับแต่วันนั้น จะเห็นกันในบทความเท่านั้น    ท่านที่ติดตามหนังสือพระเครื่องคงพอจะนึกเค้าบทความเหล่านี้ได้นะครับ  

 

 

   หลังจากวันนั้นได้พบปะอาจารย์ผู้รู้หลายท่านทั้งไสยศาสตร์  นักวิชาการอักษรศาสตร์-ประวัติศาสตร์ (ศาสตราจารย์ นิยะดาฯ ในคราวสัมนาเรื่องตำราพิไชยสงครามนักวิชาการท่านนี้ปัจจุบันเป็นเมธีวิจัยอาวุโสของ สภาวิจัยฯ ท่านศึกษาตำราพิไชยสงครามอย่างเป็นรูปธรรม   แม้มองแง่วัฒนธรรมจึงเป็นแรงบันดาลใจให้อุณมิลิตลงเรื่องพิไชยสงครามติดต่อกันมากว่า๕ปี โดยไม่คำนึงถึงเนื้อหาเชิงการตลาดหนังสือ) และอาจารย์ผู้รอบรู้ในศาสตร์โบราณอย่างมากท่านหนึ่งซึ่งไม่ขอเอ่ยนามเนื่องจากท่านขอใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสามัญ จนได้ยันต์จักรพรรตราธิราชแท้จริงตามที่ปรารถนา

     โดยนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาเรื่องนี้นำกลับมาปริวรรต ยันต์จักรพรรตราธิราช ตำรับที่ลงไปว่าไม่ถูกต้องให้เดินได้ครบถ้วนได้   จึงกล้านำเอาบทความของอาจารย์ทิศาฯ ที่เราสอบว่าตรงกันมาลงเผยแพร่  ได้ผลเกินคาด บ่นกันตรึมเลยจนเกิดประเด็นเรื่องของเรื่องที่เป็นเรื่องราวก็มีเท่านี้ครับ    ต่อมาได้สอบทานกับคุณสีหวัชร ทีไขปริศนา (เฉพาะยันต์เจ้าปัญหานี้ได้มาก่อนเช่นกัน) โดยแกได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ของแก (ซึ่งก็คืออาจารย์ผมท่านหนึ่งเหมือนกันแต่ผมลืมถามจนท่านมรณภาพไปก่อน)ก็ตรงกันครับก็นับว่าถูกต้องตรงกันส่วนเคล็ดการเดินนั้นถ้าได้รับคำแนะนำ คนที่มีความรู้เรื่องยันต์รับรองว่าเดินได้ครบ๑๐๘ตาโดยไม่ต้องท่องจำเลยครับเส้นผมบังภูเขาแท้ๆ(ขออภัยอย่าถามนะครับเอาไว้สอบความรู้คน)

 
     ที่ต้องตอบเสียยาวยืดนี่เพื่อเรียนให้ทราบว่าการที่บอกว่ายันต์จักรพรรตราธิราชฉบับที่เผยแพร่กันอยู่นั้นมีบางส่วนไม่ครบถ้วนไม่ได้ทึกทักเอาเองมีที่ไปที่มาครับจึงกล้ายืนยัน และก็ไม่ได้อวดรู้ข่มผู้อื่นนะครับแต่เห็นว่า  ในปัจจุบันพระภิกษุเองผู้ทรงศีลแท้ๆ กลับนำเอายันต์จักพรรตราธิราชมาสร้างค่านิยมให้ตนเองในฐานะผู้รอบรู้ที่ลงเครื่องยันต์ชั้นสูงแบบผิดวิสัยที่แต่เดิมลงถวายเฉพาะให้ท้าวพระยามหากษัตริย์  มาให้คนสามัญแบบตีตัวเสมอเจ้า  มันเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง  เราเป็นข้าแผ่นดินควรถวายพระเกียรติยศ   รู้การควรไม่ควรจึงไม่ควรนำพระยันต์นี้มาเผยแพร่ในทำนองวัตถุมงคลแบบสามัญครับ 


    ส่วนเจ้าคุณวัดชนะที่คุณถาม หากหมายถึง  เจ้าคุณนิยม  ท่านเป็นพระศึกษาแค่ฝ่ายปริยัติครับเรื่องบาลีเรื่องศาสนาท่านเก่งแต่อย่าเอายันต์ไปถามพระเลยครับเพราะมันผิดพระวินัยและถ้ามีคนไปถามจริงท่านก็ไม่ควรตอบ  


    ความเห็นส่วนตัวของผมยอมรับในคำพูด   พระประกอบบุญ (วัดมหาวัน  จ.ลำพูน)ที่ว่า  
    “พระภิกษุ ยิ่งพูดเรื่องไสยศาสตร์มากเท่าไร  ความเป็นพระภิกษุของเขาก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น


    ในส่วนยันต์ฉบับอื่นที่คุณถามมาก็ตอบตรงๆว่า แล้วว่าแต่จะเรียกครับ   ในส่วนอุณมิลิตยอมรับยันต์จักรพรรตาธิราชที่แท้จริงเพียงตำรับเดียวคือที่กล่าวมานี่ละครับ(มี๗ยันต์ทุกฉบับเดินตาม้า๑๐๘ได้ครบถ้วน-และก็อย่าถามอีกนะว่าจริงหรือไม่ก็ไปดูข้อเขียนคุณสุธน   ศรีหิรัญ  ในหนังสือพิพิธภัณฑ์วัดกลางบางแก้ว   ตรงการสร้างยอดลูกประคำนเรศวรปราบหงสา ก็จะเข้าใจว่าทำไม ลป.บุญ ต้องลงยันต์จักรพรรตราธิราชถึง๗ครั้งตามอัตราแก้วจักรพรรดิ์ ส่วนท่านหลวงปู่บุญ จะทราบตำรายันต์ทั้ง๗หรือไม่  อันนี้ไม่ได้สืบต่อนะครับเพราะนับแต่หลวงปู่เพิ่ม แล้ววิทยาคุณสายนี้รู้สึกจะขาดช่วงไป-ใครมีข้อมูลก็แจ้งมาได้นะครับ)  
    คำถามของคุณมันตอบยากอาจไม่ถูกใจท่านผู้รู้อื่นๆก็ต้องขออภัยนะที่นี้นะครับ  ส่วนจะวางเฉยไม่ตอบก็จะถูกตำหนิว่าเผยแพร่เรื่องยันต์จักพรรตราธิราชโดยปราศจากข้อมูล
    ปัญหาแบบนี้ พระพุทธองค์ท่านเรียกว่า ปัญหาเสี้ยมเขาวัวครับ  คือ  ตอบไปไม่ดีก็ขัดใจ ไม่ตอบก็ไม่ได้คือเรื่องทำนองนี้มีผู้ทูลสอบถาม พระพุทธองค์ว่า 
      ”ผู้บรรลุธรรม(พระอรหันต์)มีแต่ในศาสนาของพระองค์เท่านั้นหรือ
ปัญหานี้จงใจให้พระพุทธองค์ตอบเพื่อที่พุทธศาสนาที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งในสมัยนั้นจะได้เกิดขัดแย้งกินใจกับเจ้าลัทธิต่างๆเป็นการเพิ่มศัตรูให้พระพุทธองค์  เพราะ
   หากทรงตอบว่ามีเฉพาะในศาสนาของพระองค์  ก็เท่ากับกล่าวหาว่าลัทธิอื่นว่าไม่มีทางบรรลุธรรมเกิดความขัดแย้งได้จะถูกหาว่าโอ่อวดไม่ควรแก่ผู้บรรลุที่ต้องนอบน้อมถ่อมตน ระรานศาสนา-ลัทธิอื่น
   หากทรงตอบแบบเอาใจว่า ลัทธิ-ศาสนาอื่นก็มี  ก็เท่ากับว่า ธรรมที่พระองค์บรรลุก็ธรรมดาเท่านั้นเหมือนลัทธิอื่นๆไม่แตกต่างอะไรที่จะมานับถือพุทธศาสนา
   การตอบของพระองค์ได้แสดงอัจฉริยะภาพสุดยอดยกมาเป็นอุทาหรณ์สำหรับการตอบกระทู้แบบนี้นะครับทรงตอบว่า
   ”ดูก่อน  หากศาสนาเหล่าใดดำเนินไปโดยมรรคมีองค์๘ ศาสนานั้นก็มีผู้บรรลุธรรม(พระอรหันต์)
การตอบกระทู้แบบนี้ทรงให้พิจารณาที่หลักการข้อเท็จจริงไม่ใช่ของอัตตาผู้พูดหรือผู้ฟัง
  ก็ขอให้ท่านที่อ่านอย่ามองอคติ ที่บุคคล   หรือสำนัก  หรือสถาบันที่แบ่งเป็นพวกเป็นหมู่เลยครับแต่อยากให้ดูที่เนื้อหามากกว่าว่าใครพูดใครกล่าว  การศึกษาธรรมหรือศาสตร์ใดใด ย่อมอาศัยแบบแผนของสำนักเป็นพื้นในเบื้องแรกแล้วศึกษาต่อยอดความรู้ไปเรื่อยๆ และเมื่อศึกษาต่อไป ก็จะค้นแต่เฉพาะเนื้อหาของความรู้นั้นโดยไม่แบ่งแยกฝ่าย ก็จะพบความรู้ที่ปรารถนาได้โดยไม่ยาก
    ขอสันติจงมีกับทุกท่านนะครับ

 

 

 

 

 

                                            ฯลฯ  
  ที่นี้ว่าในประเด็นของคณาจารย์สองท่านก่อนครับคืออ้างว่าได้ตำรามาจากทีเดียวกันคือสายวัดพระญาติการาม   เรื่องราวจบแค่นี้ไม่ได้ระบุว่าสายวัดพระญาตินั้นไปสืบมาจากใครที่ชัดเจน    โดยตำนานนั้นกล่าวถึงการประชุมยันต์ชุดนี้ขึ้นโดยนักวิชาการ(เรียกกันว่าทิศาปาโมมกข์-เป็นสำนวนโบราณ)ของสำนักวัดประดู่โรงธรรมตักศิลาแห่งกรุงศรีอยุธยา (เท่าที่พบปะกับเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร พบว่าราวยี่สิบปีก่อนเคยไปสำรวจเอกสารที่วัดแห่งนี้มีตำรานับร้อยๆเล่มทีเดียวเป็นสมุดไทยโบราณ แต่ปัจจุบันเกิดปาฏิหาริย์หายไปอันนี้ไม่สืบสาวไปนะครับว่าปาฏิหาริย์ไปไหนรู้ๆกันอยู่)  

ยันต์ราหู8ภาคคืออะไร / อุณมิลิต

   ความจริงกระทู้นี้จะให้เป็นการออกความเห็นของบรรดาผู้รู้ต่างๆที่แวะเวียนเข้ามาในบอร์ดนี้แต่ผู้บริหารฯติงว่า   การสร้างจตุคามรามเทพโดยทั่วไปมักไม่มีที่ไปที่มาของยันต์โดยชัดเจนจะอ้างว่าสื่อผ่านจตุคามแล้วมือเขียนไปเอง แบบเซียนซือของจีน  ซึ่งมันไม่มีเหตุผลมากนัก หากอุณมิลิตจะใช้เหตุผลแบบนั้นจึงให้ชี้แจงครับ
อุณาโลม  ด้านบนสุดเป็นนะอุณาโลมครับ มีใช้หลายสำนักอย่างสยวัดขนอนเหนือใช้ประกอบกับ   อักขระ  ”อุเรียกจิต
    ยันต์นะขึ้นอุณาโลมทั้งสองข้างซ้ายขวากลับด้าน เป็นนะกำเนิดเทวดา  ปรากฏในสายท่านหลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลีก็มี เรียก ”นะสัคเค“  หรือ ”นะทรงเทวดา“ ท่านใช้เป็นยันต์ประจำตัวบางคนเข้าใจว่าท่านใช้นะตัวนี้เป็นนะปัดตลอดก็มี อันนี้ไม่ล้วงลึกนะครับว่าท่านสืบมาจากไหน นะลักษณะนี้ยังพบในตำรานะใหญ่(คือนะที่ประกอบอักขระหลายๆชุดอย่างนะองครักษ์  นะไตรภพ)ก็จะมีนะขึ้นยอดลักษณะนี้แปลงไปมา บางแห่งก็เรียกนะสำเร็จบ้างตามอย่างที่ใช้สูตรลงว่า เป็นคาถาเกี่ยวกับเรื่องอะไรครับ ส่วนทีอุณมิลิตใช้จะเป็นคาถาสัคเคทั้ง๗วันครับคือบทสัคเคหรือชุมนุมเทวดานั้นมีทั้งสัคเคหลวง   สัคเคทั่วไป และเพิ่มบทประจำวันทั้ง๗ครับเป็นเรื่องของคาถาอาคมที่มีการวางแบบตามแต่สำนักครับ  นะสัคเค นี้ท่านว่าดีทางเสี่ยงโชค   ชิงชัยครับ


   ตัวกลาง เป็นยันต์กำเนิด  ที่จริงอุณมิลิตใช้มาก่อนสำนักใดใดครับ(หมายถึงโดยแพร่หลายมีลักษณะสาธารณะ)รูปคล้ายนะขมวดของวัดขนอนเหนือ หรือบางทีก็คล้ายนะกันอาวุธของสำนักวัดพระญาติที่บางคนเข้าใจว่าเป็น ”นะปฏิคะ“ ตัวนี้เป็นของเก่าประจำตระกูลของอาจารย์ท่านหนึ่งในอุณมิลิต  เป็นนะกำเนิดครับ เชื่อว่านะลักษณะนี้อาจจะมีสายวิชามาจาก ประเทศญี่ปุ่นด้วยหรือจะเป็นญี่ป่นรับจากไทยเราไปอย่างเหล้าสาเก มาจากการทำอุหรือกระแช่  อย่างไรก็ไม่ทราบได้แต่มีความคล้ายคลึงกันกับอักขระศักดิ์สิทธิ์บางตัวของญี่ปุ่นเพราะยันต์นี้มีลักษณะคล้ายกับที่โชกุนบางยุคใช้ประจำตัว ใช้บังคับควบคุมเสริมอำนาจ  

   เรื่องศาสตร์ทางจิตนี้อาจเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ ในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทในราชสำนักไทยอย่างในสมัยสมเด็จพระนเรศวรฯก็ได้ (อันนี้แค่ความเห็นครับ)
   ส่วนที่ไปปรากฏในจตุคามรามเทพบางรุ่นไม่ทราบว่าเป็นแบบยันต์ท้องถิ่นในแถบเมืองนครศรีธรรมราชหรือไม่เพราะท่านออกญาเสนาภิมุข(ยะมาดะนางามาซา)  ขุนศึกท่านหนึ่งสมัยสมเด็จพระนเรศวรฯซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นก็เคยปกครองเมืองนครศรีธรรมราช   อักขะในวิชานี้ มีความหมายว่า ”พระเจ้าอยู่ที่นี่“  หรือ ”พลังทั้งปวงอยู่ที่นี่“  ปัจจุบันพบในวิชาสายเรกิ ที่ต้องฝึกเกินระดับสามขึ้นไปจึงจะใช้ได้ครับ

  ขั้นตอนที่มา นะตัวนี้  เขาว่าที่เห็นเป็นแค่เงาครับเพราะตัวจริงมีอำนาจจากเทวานุภาพมากจนมนุษย์สามัญไม่สามารถรองรับได้ผมก็ไม่เคยเห็น  ได้ยินอาจารย์เล่า และไปสอดคล้องกับข้อมูลของอาจารย์ อมร   สุวรรณกุลครับ  วิชานี้ นักสะกดจิตสายญี่ปุ่นจะใช้ประกอบ   ส่วนในสายวิชชาที่อุณมิลิตมีนั้นก็คงเป็นข้อมูลที่คล้ายกันแต่มีรายละเอียดเกล็ดย่อยแตกต่างไปอีกมีวิธีใช้ถึง๑๑วิธี  ผู้ใช้ต้องจินตภาพมีการกำหนดกสิณประกอบด้วย เลยไม่เผยแพร่เรื่องเดี๋ยวถูกหาว่า ”อุตริ


   จึงตอบว่าอักขระที่ลงข้างหลังมีที่มา  ไม่ใช่มั่วมา  (อักขระหัวใจมาจากตำราใบลานกว่าร้อยปี และหัวใจพระศรีอริยะ เป็นตำราสายหลวงปู่กล้วย วัดหมูดุด ซึ่งสายนี้ สืบตำราตะกรุดมหาโจรของวิทยาคุณฝ่ายตะวันออก ตะกรุดมหาโจรนี้ เชื่อว่าพระเจ้าตากสินมหาราช ก็ทรงใช้ประจำในคราวปล้นค่ายพม่า หรือบางตำราก็กล่าวว่าสมเด็จพระนเรศวรก็ใช้คราวตีค่ายพม่า  ให้แม่ทัพนายกองใช้ เรียกว่า ”ตะกรุดแม่ทัพ“ ก็มี แต่ตัวเลขที่นำมาลงนั้นอาศัยอัตราในคาถามงคลจักรวาลใหญ่ ผมเละนักวิชาการด้านศาสตร์เลขยันต์ก็เห็นตรงกันว่า น่าเป็นอัตราองครักษ์ (๑๐๘) น่าจะถูกต้องมากกว่า อันนี้แล้วแต่คิดครับและขอทีครับ อย่าเอาของที่อุณมิลิตสร้างไปเปรียบกับจตุคามฯ  เพราะคนละความเห็นคนละที่มาครับ  ต่อกันไม่ติดหรอก…..สวัสดี
ปล.การตอบปัญหาเกี่ยวกับเครื่องรางอุณมิลิตในบางคำถามต่อไปอาจจะไม่ตอบนะครับ เพราะอาจดูว่าเป็นการผูกพันขายของ  สร้างกระเเส  ท่านที่สงสัยไม่ต้องรอโพ้สถามติดต่อ คุณอัมรินทร์ 0892549877ได้ครับ   เพราะใกล้ชิดอาจารย์และก็มีหน้าที่ต้องสื่อสารเรื่องนี้อยู่เเล้ว  ส่วนฝ่ายวิชาการรุ่นพี่ผม ตอนนี้แกชอบไปเที่ยวใต้บ่อยๆเลยไม่มีเวลารับโทรศัพท์ใคร  โทรไปแกไม่รับก็อย่าว่ากันนะครับโทรที่คุณอัมรินทร์นะสะดวกดายยยยย….) 

ถามเรื่องกำแพงมนต์ครับ….. / อุณมิลิต

คุณสงสัยได้อ่านอุณมิลิตฉบับที่ 52 หรือยังครับ   คอลัมภ์อาคมถมถนำ  ของอาจารย์ครุฑ  มหิธา  ตอน ก้านธูปบังไพร
   ผมว่าตอบคำถามในสิ่งที่คุณกำลังสนใจได้ดีเลยครับ  สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกนิตยสารอุณมิลิต  ผมจะเล่าให้ฟังย่อๆนะครับ
   ก้านธูปบังไพรเป็นวิชาโบราณ  ให้หักก้านธูปที่บูชาพระแล้วเป็นสามเปราะ  พร้อมๆกับกลั้นใจภาวนาคาถา( ตรงคำว่า ”หัก“ ในคาถามี3คำ)  เช่น ภาวนาถึงหักคำที่1…มือก็หักเปราะที่1 , หักคำที่2…มือก็หักเปราะที่2…  …
   จากนั้นให้ปักในเขตที่เราต้องการ  ก็จะเกิดความศักสิทธิ์ปกคลุมสถานที่นั้น…  …ที่สำคัญอย่าลืมถอนด้วยมนต์ถอน  แล้วนำไปเผาไฟหรือลอยน้ำ  ห้ามเหยียบย่ำหรือทิ้งที่มิควร  อาจโดนอาถรรพ์ด้วยแรงครูครับ

 

มนต์คาถาทางภาคอีสานก็มีวิชาประเภทนี้เหมือนกันครับ มีอยู่หลายวิชา เช่น คาถาแหพันชั้น คาถาบังหลวง คาถาตันใหญ่ เจ้าของคาถาเป็นหมอลำใช้สวดเพื่อป้องกันการกระทำจากคุณไสย 

การต่อครู หรือขอพละพลังจากเทวานุภาพเจ้าของวิชาไม่น่าเป็นเรื่องยากเย็นแต่ประการใดสำหรับคุณสงสัย   ซึ่งฝึกฝนมาได้ระดับหนึ่งแล้ว หากเราสัมผัสพลังที่ถ่ายมาจากภายนอกได้ก็เกาะกุมพลังนั้นมาประจุในวัตถุครับ   พลังนั้นคุณลองสังเกตได้ว่าขณะท่องมนต์นั้นกระแสพลังของคุณมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่พลังเชิงลบเชิงบวก  ถ้าเป็นพลังเชิงบวก(สำหรับเรา)ก็จดจำสภาวะเพื่อเหนี่ยวนำมาใช้ครับ
  การจุดธูปขอต่อหน้าพระทำได้ครับ  ให้สังเกตตอนพลังเปลี่ยนกระเเสในช่วงภาวนามนตรา  แต่การดึงพลังมาใช้โดยตรงจากวัตถุที่คุณทำ ในรูปออร่าเราควรสแกนวัตถุนั้นก่อน   แล้วเรียนรู้วิธีบูรณาการแหล่งพลังมาเติมเต็มให้วัตถุนั้น มิฉะนั้นพลังในวัตถุจะถูกซับเอาไปจนพลังเหลือน้อย  คุณคงศึกษาเรื่องนี้มาบ้างลองกลับไปทบทวนสิครับหรือเรียนถามอาจารย์หม่อมอัคนี  นวรัตน์จะได้ข้อมูลมากกว่าครับ

 

กรณีเรื่องกำแพงมนต์มีศาสตร์โบราณอยู่มากมายครับ เริ่มตั้งแต่สร้างกำแพงออร่ารอบๆตัวเราก่อน อย่างที่เรียกกระดอนสะท้อน  ซึ่งวิธีสร้างกำแพงออร่ามีกลไกอยู่หลายวิธีตั้งแต่ขั้นต้นง่ายๆไปขั้นสูงสุดเท่าที่ทราบ คือ การสลายตัวตนของสิ่งนั้นๆออกจากมิติทางจิตเลย(มหาสุญญตา)   ความรู้เหล่านี้มีการบันทึกในตำราหลายเล่มของนักพลังจิตต่างประเทศด้วยครับแต่เป็นขั้นลึกๆจะยืนยันตามหลักพุทธศาสนาที่เป็นตัวบอกเราได้ว่า  กรณีประทุษร้ายผู้ไม่ประทุษร้ายตอบจะเกิดการผกผันกลับที่ค่อนข้างแรง
  การสร้างกำแพงมนต์นั้นหลักสำคัญอยู่ทื่ขอบกำแพงครับเพราะเป็นตัวเกาะของพลังงานในมิติที่กำแพงนั้นตั้งอยู่หากไม่มีขอบกำแพงนั้นก็ไร้ตัวตนเป็นนามรูปอยู่เช่นนั้น  และต้องคำนึงเรื่องโคร่งข่ายสนามแม่เหล็กโลกในบริเวณนั้นด้วย เนื่องจากจะทำให้แปรปรวนเสื่อมถอนพลังงานได้ง่ายหรือยาก  วิชาโบราณทำนองนี้ ที่เกี่ยวข้องก็มีมากครับเช่น กำบังไพร  ธนูหิน  ธนูไฟ  ธนูน้ำ  อุโบสถน้ำ กำแพงเจ็ดชั้น  เกราะเพชรหรือข่ายเพชร/เขื่อนเพชร หรือ สร้างรูปมายาทางจิตเป็นพยนต์อย่าง สมิงหิน เป็นต้น  
 จากคำถามคิดว่า คุณ ”สงสัย“ น่าจะคุ้นเคยหรือรู้จักกับคุณ อาชวิญญ์(คนเห็นผี-ตาที่สาม) ควรจะสอบถามโดยตรงจะสะดวกกว่าและได้ข้อมูลที่ชัดเจน ซึ่งเท่าที่ทราบท่านผู้นี้ก็มีความรู้ และอัธฌาศัยดีนี่ครับคงได้ความรู้ตามสมควร  ในส่วนความรู้เรื่องอำนาจจิตแนวนี้ก็คาดว่าในอนาคตอาจมีการอบรมในส่วนสมาชิกอุณมิลิต  แต่ตอนนี้กำลังคัดเลือกบุคคลและวิธีการสื่อสอนอยู่ครับ  รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องออร่าลองสอบถามคุณอัมรินทร์ดูนะครับ  

วิธีในการใช้ยันต์ศรีจักราส่งเสริมดวงชะตาหรือค้ำคูนมีวิธีในการใช้อย่างไร / อุณมิลิต

การส่งเสริมดวงชะตานั้น มีวิธีใช้หลากหลายครับแนะนำพอสังเขปในส่วนที่เราเป็นชาวพุทธ ในกรณีศาสตร์พลังจิตระดับลึกๆเช่นบังคับเหตุการณ์ ที่ผรั่งเขาค้นคว้ากันจะไม่เผยแพร่นะครับเนื่องจากข้อมูลส่วนนี้ยังไม่ชัดเจนไปทางหนึ่งทางใด
  ก่อนอื่นเรามาดูทฤษฏีที่ว่า ”ศรีจักรา“ ทำหน้าที่เพิ่มพลังงานของแรงปรารถนาโดยแรงปรารถนา(กรรม-ความคิด) นั้นจะถูกส่งไปยังระบบธรรมชาติภายนอกและจิตเราเองนั้นก็บันทึกด้วย  อย่างนี้เป็นสัญญา และก็วิบากกรรมครับซึ่งมีผลปรากฏเมื่อแรงปรารถนานั้นมีระดับพอเพียง อธิบายว่า ถ้าคิดเฉยๆไม่ทำ ก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมา ทำนองวาดวิมานในอากาศ ซึ่งเป็นหลักสากล ที่เราเห็นๆกันอยู่

 
  คือ คิด แล้วต้องทำ (อย่างหนึ่งอย่างใดจากความคิดนั้น)   =  ผลที่ได้จากการทำนั้นๆ


  เอาแค่ทฤษฏีนี้ก่อนครับทุกครั้งที่เราทำสิ่งที่เรียกว่ากุศล ให้รำลึกถึงการกระทำนั้นอย่างชัดเจนที่สุดเท่าที่ทำได้  ข้อสังเกตคือ เราจะเกิดปิติสุขอย่างมากจากการรำลึกที่ทำกุศลในครั้งนั้นๆส่งความรู้สึกนั้นไปยัง ”พินธุ“ หรือจุดกึ่งกลางศรีจักรา (จะนำมาตั้งบนโต๊ะหรือวางบนฝ่ามือก็ได้ แต่ต้องเอาปลายแหลมพินทุชั้นในสุดที่เป็นรูปสามเหลี่ยมชี้มาที่ตัวเรา) ซึ่งทฤษฏีก็บอกแล้วนะครับว่า ศรีจักราเขาขยายคลื่นพลัง  อธิษฐานส่งกุศล(ปิติสุข)จากความดีที่เรารำลึกนั้น อธิษฐาน ถวายแก่ พ่อแม่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เราเคารพ อาจเป็นเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งทางที่ดีก็ให้ทั้งหมดนั่นล่ะครับแผ่ความรู้สึกนั้นออกไปให้ให้ไกลที่สุดเท่าที่ทำได้  ตอนนี้ถ้าคุณเห็นออร่าได้เก่งพอจะเห็นเป็นแสงสีขาวอมทองพุ่งขึ้นจากศรีจักรา เป็นลำตรงพุ่งขึ้นไปยังทิศเบื้องบน แสงนั้นขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ  (ถ้าไม่เห็น ไม่รู้ ก็ไม่ต้องไปสนใจให้เมื่อยครับเพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญ)  ให้ลองสังเกตหลังจากเราอธิษฐานถวายกุศล(ความดี) กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วประมาณ ๑-๒นาทีจะรู้สึกมีปิติซ้อนขึ้น(คือ เกิดความรู้สึกอิ่มเอิบเกิดขึ้น แต่เป็นการที่รู้สึกจากภายนอกมาที่จิตเรา) ให้อาศัยตอนนั้นอธิษฐานอย่างเดียวว่า 
     ” ให้สิ่งที่ดีๆเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าเท่านั้นในทุกเวลา
เท่านี้ละครับก็จะเกิดเหตุการค้ำดวงชะตาเกิดขึ้นจากพลังงานภายนอก แต่มันมีเงื่อนไขหน่อยตรงที่เวลาเราทำดี ก็ต้องทำจริงๆ  คิดดีก็ต้องคิดได้จริงๆ  รำลึกส่งความดีนั้นออกก็เป็นของจริงๆ คือเป็นความรู้สึกอย่างแท้จริงซาบซึ้งตรงนั้นไม่ใช่คิดสักแต่ว่าคิด หรือมีอามิสคือหวังผลแบบมิควรได้  มันก็จะส่งพลังงานแบบนั้นออก ตอนกลับมาก็ได้อย่างเดียวกันผลก็เป็นอย่างเดียวกัน คือ

 

 


   ส่งความรู้สึกที่จริงแท้ออก ผลที่ได้เป็นสัจจะ เป็นจริงตามนั้น
   ส่งความรู้สึกเก๊ ออกไป ผลที่ได้ก็หลอกตาม คือไม่จริงจังตามคุณสมบัติของเรา 
 การรำลึกความดีแล้วแผ่ออก ศาสนาพุทธใช้มานานแล้วครับที่เรียกว่า แผ่เมตตา  ในศาสตร์ทางจิตมีอีกหลายวิธี แต่จะมีผลกระทบจากความไม่จริงแท้ของผู้ใช้เราจึงไม่แนะนำ  อย่างที่เผยแพร่เรื่องดวงตราปาฏิหาริย์นั้นก็เช่นกัน   เตือนไปหลายท่านแต่บางคนไม่สนใจและไม่พยายามเข้าใจ  อย่าให้ความอยาก ที่ไม่มีเหตุผลมาเป็นบรรทัดฐานการกระทำ เราอาจจะเก่งที่เลี่ยงกรรมในบางเวลาได้แต่เลี่ยงไม่ได้ตลอดแน่ครับ เพราะหากเราขัดเกลาความคิดไม่ดีพอเวลาส่งออกมันเป็นของเสีย   ผลที่รับก็ย่อมเสียตามไปด้วย    ถามว่าหลีกเลี่ยงได้ไหมตอบว่าได้แต่ไม่คุ้มเสียเลยไม่แนะนำครับ
    ขอให้ลองไปทำดูนะครับตอบคร่าวๆ  สรุปว่า
    ส่วงความดีออก ผ่านศรีจักรา   รับความดี(มิติสะท้อน)  ผ่านมาทางศรีจักราอีก ทำตามที่บอกรับรองไม่เกิดผลเสียมีแต่ผลดีครับ 

คาถาบูชาพระพิราพ ของหลวงปู่กาหลง เขี้ยวแก้ว จ.สระแก้ว

อิมัง พุทธัง องค์พระพิราธัง  ขอเอหิจงมา

อิมัง ธัมมัง องค์พระพิราธัง  ขอเอหิจงมา

อิมัง สังฆัง องค์พระพิราธัง  ขอเอหิจงมา

พุทโธ สิทธิฤทธิ์   ธัมโม สิทธิฤทธิ์  สังโฆ สิทธิ์ฤทธิ์

สุขะ สุขะ ชัยยะ ชัยยะ ลาภะ ลาภะ

สัพพะธัมมานัง ประสิทธิเม ประสิทธิเต  พุทโธ สวัสดีมีชัย  ธัมโม สวัสดีมีชัย  สังโฆ สวัสดีมีชัย  ( ทั้งหมดนี้ 3 จบ)

 

ยักษะ สะวะรูปะ  ชฎาธะรายะ  ปินากะ  หัสสะตายะ 

สนาตะนายะ  ทิวะยายะ  เทวายะ  ทิคัมพรายะ

ตัสสะไม  ยการายะ  นมะศิวายะ ( 1 จบ )

คาถาธนูมือ

คาถา ธนูมือ
๐ นะโมพุทธายะ นะธนู นะกาโรโหติสัมภะโว ปะถะมัง พินธุกังชาตัง นะรา นะระ หิตังเทวัง นะระเทเวหิปูชิตัง นะรานัง กามะปังเกหิ นะมามิสุคุตังชินัง ฯ
คาถานี้ ท่านให้เสกเป่ามือ หรือเสกน้ำมนต์รด ทำให้หมัดหนัก ศัตรูสู้เราไม่ได้แล ฯ

คาถา ธนูมือ
๐ อิจะฉะ ฯ
คาถานี้ ท่านให้เสกเป่าลงที่ฝ่ามือ 3 คาบ หมัดจะหนักดังฟ้าฟาด ฯ

คาถา ธนูมือ
๐ โอมตรีเพชร เทพยดา ให้กรรมสิทธิ์แก่ข้าฯ สวาหะ จะฉะสัพพัง มรณังภะเว ฯ
คาถานี้ ท่านให้เสกน้ำอาบ หรือเสกเป่าลงฝ่ามือ ทำให้หมัดหนักดีนักแล เมื่อเสกลงฝ่ามือแล้ว เวลาจะชกทุกครั้งให้บริกรรมคำว่า “จะฉะ” ทุกครั้งเมื่อจะชกศัตรู ผู้ที่ใช้คาถาบทนี้ ห้ามตีลูกเมียเด็ดขาด

จีนประกาศตัว CH-DVD มาตรฐานดีวีดีความละเอียดสูงของตนเอง

จีนประกาศตัว CH-DVD มาตรฐานดีวีดีความละเอียดสูงของตนเอง

ถึงแม้ว่าขณะนี้ในโลกจะมีมาตรฐานดีวีดีความละเอียดสูงอยู่แล้ว 2 มาตรฐานคือ HD DVD และ ฺBluray แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่ของโลกอย่างจีน จึงได้พัฒนามาตรฐานดีวีดีความละเอียดสูงของตนเอง โดยศูนย์วิจัย Optical Memory National Engineering Research Center ได้ประกาศตัว CH-DVD ซึ่งเป็นมาตรฐานดีวีดีที่อาศัยพื้นฐานมาจาก  HD DVD ของ DVD Forum แต่ได้เพิ่มเติมเทคโนโลยีของจีนเองเข้าไป โดยเทคโนโลยีที่เพิ่มเข้าไปนี้มีระบบป้องกันการทำสำเนาที่ล้ำหน้าที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของแผ่นเถื่อน องค์กรใหม่ที่มีชื่อว่า China High Definition DVD Industry Association จะทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์มาตรฐานใหม่ให้เป็นที่รู้จักและแพร่หลาย โดยจะมีการเปิดตัวเครื่องเล่นสำหรับรองรับมาตรฐานนี้ในปี 2008

www.blognone.com

เว็บ 3.0 สรุปความรู้จาก Micro Computer ต.ค.50

เพิ่งจดมาเองสดๆร้อนๆ

คำที่น่าสนใจติดตาม คือ

 photoblog , artblog , sketchblog , vblog , MP3 blog , podcasting

เว็บ 3.0 ตอนนี้ คือ  www.zcubes.com  หนังสือบรรยายได้น่าตื่นตกใจมากถึงฟีเจอร์ ความสามารถของเว็บที่วาง ลาก หลายสิ่งบนหน้าเว็บนี้แบบไม่มีติดขัด  ยังมีบริการวาดภาพฟรีบนเว็บนี้ด้วย  โดยมีลูกเล่นมากยิ่งกว่าโปรแกรมPaint ในเครื่องคอมซะอีก  เปิดเว็บได้หลายหน้าแล้ววางไว้ที่เว็บนี้ได้ด้วย   ใช้การ drag and drop เหมือนกับใน My Yahoo! หรือ My MSN นั่นเอง

มี zalbum ,  zpaint : Paint and full 3D ability  , zbrowser ,  zhandwrite ,  zmedia , zportal  zservice

ยังมีเว็บ 3.0 อื่นๆอีก ตอนนี้ คือ

www.dapper.net    หน้าเว็บบอกแบบนี้

Get any content from the web

Easily provide new means for people to access your content (such as RSS). You can use Dapper to create feeds, widgets, and APIs with your content and links

 

www.del.icio.us  เว็บบุ๊คมาร์กกิ้งรายใหญ่มาก

 http://pipes.yahoo.com/pipes/  ของยาฮู!  เป็นการ open-source แก่นักพัฒนาเว็บไซต์

รายละเอียดที่หน้าเว็บ คือ

About Pipes

Pipes is a powerful composition tool to aggregate, manipulate, and mashup content from around the web.

Like Unix pipes, simple commands can be combined together to create output that meets your needs:

  • combine many feeds into one, then sort, filter and translate it.
  • geocode your favorite feeds and browse the items on an interactive map.
  • power widgets/badges on your web site.
  • grab the output of any Pipes as RSS, JSON, KML, and other formats.

 

ยังไม่หมดแค่นี้

www.30boxes.com    Online Calendar

www.calendarhub.com  

Create a Calendar That You Can Access from Anywhere

Keep it private, share it with others or publish it on the Web

www.trumba.com   Web Calendar  อืม..มี Buy ด้วยแฮะ ต้องเสียเงินมั้ยนะ

www.joyent.com   ให้บริการฝากเว็บด้วยความทันสมัย ในเครือของ ซัน ไมโครซิสเต็มส์นี่เองครับ

www.kiko.com    Kiko is a great, dead simple calendar you can use right in your web browser                ตารางนัดหมายออนไลน์

www.planzo.com    เป็นเว็บ The Online planning community  เว็บตารางนัดหมายเช่นกัน

A New Way To Plan Your Life
The world’s easiest online calendar. Fast. Robust. Free.

www.spongecell.com   เว็บให้บริการแชร์คอนเท็นต์ของเราสู่สาธารณะ  มีทั้งตารางปฎิทินแบบออนไลน์และอื่นๆ

 

 

โปรแกรมแบบใช้บนเว็บ ไม่ต้องเอาลงเครื่อง คือ ใช้ผ่านเว็บนั่นเอง

www.hyperoffice.com     Web Collaboration and Online Intranet Software

www.goffice.com   โปรแกรมลงใน iPhone 

www.thinkfree.com    The best online office on earth

 

 

เว็บบริการอี-เมล์แบบเว็บ 3.0

www2.goowy.com    ให้ฟรี Widget ใส่ในเว็บเรา

www.zimbra.com   โปรแกรม โอเพ่น ซอร์ส อี-เมล์

www28.meebo.com   เว็บชุมทางในการเข้า IM ทั้งหมดในหน้าเดียวกัน

www.jot.com   กูเกิ้ลซื้อแล้ว

 

 

เว็บบริหารโปรเจ็คต์และจัดการข้อมูลส่วนตัว

www.airset.com  

www.37signals.com

www.zohoplanner.com   Online Organizer – Plan • Organize • Share
Add to-dos, notes, and images. Share it with your friends. Get things done – it’s simple & free

เว้บนี้อัปโหลดภาพได้  ตั้งรายการที่ต้องทำได้  ทำตารางนัดหมายได้  และทำหน้าเว็บขาวสะอาด สวยงามน่าใช้มากๆ

www.stikipad.com  Your  personal Wiki ; สร้างเว็บแบบวิกิพีเดียเป็นของตัวเอง อ่านแล้วน่าลองใช้ดูมากๆ  *********  กดที่ Tour นะครับเพื่ออ่านลูกเล่นทั้งหมด+หน้าตาเวลาเราจัดการวิกิของเราที่สุดยอดจริงๆ   + ใช้แล้ว  ไม่เสถียรเลย  อย่าใช้เด็ดขาด  เซ็งมาก

 

 

 

 

เว็บอัปโหลดภาพ แชร์ภาพฟรี

www.flickr.com

www.riya.com     เว็บค้นหาภาพ  ไม่มีอะไรมาก ยังพัฒนาไม่มากเลย

www.youtube.com    วีดีโอรายใหญ่ของกูเกิ้ล

www.podbop.org       เว็บ podcast เพลง  มากมายเยอะมากๆ  อเมริกาเป็นส่วนใหญ่

ลักษณะลูกสาวของท่าน Infinity Zero แต่ละคน

เรียงจากพี่ไปน้อง

Fed2  มีโล่กลมอันใหญ่เป็นอาวุธ  ซุ่มซ่าม  เน้นป้องกันเป็นหลัก ทำตัวติ๊งต๊องไม่ค่อยพี่สาวคนโตเท่าไหร่นัก

Winter  จอมเวทย์น้ำแข็ง  ยันเดเระ  ไม่ค่อยพูด  ชอบกินไอติมแท่งที่สร้างขึ้นมาจากพลังของตัวเองวันละหลายแท่ง  มีถุงมือน้ำแข้งสีฟ้าเข้มทั้ง 2 ข้างเป็นอาวุธ

4Ko  มีค้อนเป็นอาวุธ คือ  Hammer of  justice  ซึนเดเระ  ปากร้ายแต่ใจดี  ร่าเริง  ชอบแกล้งคนอื่นๆ

Pac  จอมเวทย์หูหมา  มีไม้เท้าแบบเนกิมะ  เซ็กซี่  ชอบบินชนโน่นนี่

Greenda  จอมทำลายด้วยลูกระเบิด  ดุร้าย  มีแต่Winterที่กล้าเข้าไปใกล้

Sed  สาวน้อยชุดแดง  ไว้ผมเปีย 2 ข้าง  พกดาบใหญ่  ชอบท้าสู้กับคนอื่น

F-Dex  สาวแว่นหนอนหนังสือ  ใช้ไพ่ในมือปลุกอสูรน่ากลัวออกมาต่อสู้แทนตัวเอง  เจ้าระเบียบ  เป็นแม่บ้านที่ดี  สนิทกับ Fed2

พระเกตุเทวา ประธานแห่งเทพนพเคราะห์

      มนุษย์พยายามอธิบายเรื่องราวของจักรวาลรอบๆตัวและนำมาเกี่ยวโยงกับวิถีชิวิตซึ่งแทนพลังงานของจักรวาลออกมาในหลายๆรูปแบบและหนึ่งในนั้นคือการทดแทนด้วยรูปสัญลักษณ์ก็คือเทพเจ้าที่แสดงพลานุภาพด้านต่างๆออกมาในทุกมิติ ดวงดาวต่างๆที่ปรากฏในท้องฟ้าก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ยุคโบราณตะหนักถึงความมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตอย่างไม่อาจจะฝ่าฝืนเรื่องราวของเทพนพเคราะห์ก็เป็นอีกมิติหนึ่งที่ถูกกำหนดเรื่องราวเชิงวิทยะปัญญาโบราณด้วยปกรณัมแห่งเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์       แต่เดิมนั้นในชมพูทวีปได้กำหนดหมายให้สุริยะเทพหรือดวงอาทิตย์เป็นประธานเเห่งเทพเจ้าประจำชะตาชีวิตของมนุษย์ แต่กระนั้นก็ตามเรื่องราวต่างๆที่พลิกผันชะตากลับเกิดจากจุดดับและมุมอับที่รัศมีแห่งสุริยะเทพย์มิอาจส่งประกายไปถึง เรียกปรากฏการณ์เหล่านี้ว่า “คราส” ซึ่งเดิมนั้นทดแทนด้วยเทพอสูรนามราหู ซึ่งในทางดาราศาสตร์หมายถึงด่าวเคราะห์ฉายาหรือดาวเคราะเงาที่ไม่มีตัวตนทางวัตถุสสารแต่ทรงพลังอำนาจอย่างเด่นล้ำที่ะพลิกผลันชะตาให้รุ่งเรืองและดับแสงลง จึงเกิดปกรณัมต่างๆที่เกี่ยวกับเทพราหูซึ่งในส่วนวิษณุปกรณัม ก็กล่าวถึงเทวาสุรสงครามที่มีการกวนน้ำอมฤต ที่เทวดาและอสูร ต่างร่วมกันแสวงหาความมีชีวิตนิรันดร์ และเป็นเหตุให้วิษณุเทพต้องอวตารถึงสองภาคในคราวเดียวคือเป็นเต่า(กูรมาวตาร)หนุนเขามันทร ที่ใช้เป็นแกนกวนเกษียรสมุทร ต่อมาเมื่อ “ดันวันทรี” เทพเจ้าแห่งการแพทย์ปรากฏขึ้นพร้อมน้ำอมฤต ก็เกิดโกลาหลแย่งชิง จนวิษณุอวตารเป็นอัปสรสวรรค์ผู้งดงามนาม”โมหินี” จนเทพและอสูรต่างตลึงในความงามของนารายณ์แปลง แม้กระนั้นก็ตามราหูอสุรินทร์ก็ยังผ่านม่านมายานี่จนได้แทรกตัวในเทวะสมาคมรับปันส่วนน้ำอมฤตจนวิษณุเทพเจ้าได้ใช้จักรตัดขาดออกเป็นสองส่วน ซึ่งส่วนหัวก็คือราหู ในคติเชิงโหราศาสตร์นั่นเองส่วนท่อนหางได้กำเนิดเป็นดาวเกตุหรือพระเกตุที่เรากำลังกล่าวถึงนี้ซึ่งทั้งเกตุเเละราหูต่างก็เป็นดาวเคราะห์ฉายา โดยราหูเป็นจุดคราสที่เกิดจากดาวโลกเลยถือว่าโลกคือดาวราหูอีกนัยหนึ่งสาวนดาวเกตุหรือพระเกตุนั้นวิเคราะห์กันว่าเป็นจุลเคราะห์หรือดาวเคราะห์น้อยซึ่งอยู่ไกลออกไปไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าเห็นและบางคณาจารย์ก็ว่าเกิดจากคราสของเงาจันทร์ที่เกิดคราสขณะราหูอมจันทร์นั่นเองซึ่งคราสทั้งองนั้นมักอยู่ตรงข้ามกันจึงเรียกราหูว่า คราสราหูหัวมังกร

      ส่วนเกตุนั้นเรียกว่า คราสเกตุหางมังกร นอกจากนี้ในตำรากำเนิดโลกที่ได้รับอิทธิพลมาจากชมพูทวีปที่ชื่อว่า “เฉลิมไตรภพ” ก็กล่าวว่า ครั้งเมื่อสร้างโลกธาตุ พระสยัมภูวญาณอิศวรเป็นเจ้าทรงใช้พญานาค ๙ ตัวมาผนึกกันแล้วชุบด้วยน้ำอมฤตเกิดเป็นดาวเกตุขึ้น เลยมีการทำรูปพระเกตุเป็นเทพเจ้าสีทองมีพญานาค๙เศียรเป็นเทพพาหนะและถือว่าพระเกตุนี้เป็นเทพประธานแห่งเทพนพเคราะห์ทั้งปวงเพราะถือตามหลักวิชาโบราณที่เรียกว่า “ทักษา” พระเกตุจะเป็นปฐมเทพเจ้าองค์แรกที่เข้าครองฤกษ์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในพิธีกรรมต่างที่ต้องอาศัยอำนาจแห่งนักขัตฤกษ์ ต้องพลีกรรมบูชาพระเกตุเสียก่อนทุกครั้งไป หากพระเกตุสถิตย์ร่วมกับพระเคราะห์อื่นในเรือนชะตาผู้ใดก็จะ….

(สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๙  เดือนตุลาคม  ๒๕๔๘)

 

 

ความรู้จากการ์ตูน รูซัลก้า ยุทธการครองโลก

เดฟคอน – Defense Condition  คำสั่งการเตรียมความพร้อมเรื่องการเคลื่อนกำลังป้องกันประเทศ

ถ้าคุมกระทรวงการคลังได้  ก็สามารถควบคุมทั้ง FBI และ Secret  Serviceได้ดั่งใจ

รมต.คลังและยุติธรรมนั้นไม่ได้ขึ้นกับรัฐบาล   อำนาจแต่งตั้งและปลดออกรมต.ทั้งสองกระทรวงนั้นอยู่กับ IMF ซึ่งจ่ายเงินพร้อมกันกับสต๊าฟจำนวนหนึ่ง

500MI – หน่วยข้อมูลทหารที่ 500  กองข้อมูลทหารของอเมริกา  ว่ากันว่าจะประจำการอยู่ที่แคมป์  อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรงจากหน่วยข่าวกรองด้านความมั่นคงกองทัพบก  ซึ่งสังกัด NSA  ฟอร์ทมีด  รัฐแมรี่แลนด์

500 MI เป็นองค์กรที่อยู่เหนือกฎหมาย  เป็นคู่ต่อสู้ที่อันตรายซึ่งในด้านความสามารถนั้น CIA ทาบไม่ติดเลย….  และสามารถปิดปากนสพ.ไม่ให้ลงข่าวที่ไม่ต้องการได้อีกได้ด้วย   เรียก หน่วย 500

วิธีฆ่าแบบแนบเนียน ให้ดูเป็นอุบัติเหตุ

- ราดนำมันด้านนอกรถยนต์  แล้วจับคนมัดมือให้เข้าไปนั่งในรถนั้น  แล้วจุดไฟเผา  เรียก  เตาย่างตราเบนซ์

เชือกกวาดกับระเบิด ของอเมริกา ใช้กับรถบั๊กกี๊

พวกผมคือหน่วยข่าวกรองพิเศษแห่งทำเนียบประธานาธิบดี   อยู่ใต้บังคับบัญชาของท่านปธน.โดยตรง  FBI ก็ไม่อาจขัดขวางการปฏิบัติงานของพวกเราได้

FBI  NKO  โค้ด  – NKO ย่อมาจาก  Needs  to  Know Only  หมายถึง ข้อมูลที่รู้กันเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องรู้ในการปฏิบัติงานเท่านั้น
คือ รู้เท่าที่ต้องรู้ นั่นเอง

FSB  คือชื่อใหม่ของ KGB

SRV คือ หน่วยงานข้อมูลป้องกันการจารกรรม   รับงานต่อจาก KGB

สรุปจากหนังสือฮาวทู ภาวะผู้นำ

29  เคล็ดลับผู้นำจาก แจ็ค  เวลซ์
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่ 1  ควบคุมและใช้ประโยชน์จากพลังของการเปลี่ยนแปลง
- ยอมรับการเปลี่ยนแปลง  ผู้นำทางธุรกิจต้องสามารถคาดการณ์ได้ถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
- ทำให้พนักงานของคุณรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่มีวันสิ้นสุด
- พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตารางเวลาของคุณเสมอ
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  2  เผชิญหน้ากับความจริง
- ปรับตัวตามสถานการณ์จริงอย่างรวดเร็ว
- พลิกผันธุรกิจของคุณ
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่ 3  การบริหารให้น้อยลง  ถือเป็นการบริหารที่ดีขึ้น
- สร้างความเชื่อมั่น  ให้เกียรติและยกย่องพนักงาน
- อย่าควบคุมตรวจสอบพนักงานตลอกเวลา
- เน้นการสร้างวิสัยทัศน์ไม่ใช่การควบคุม
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  4  สร้างวิสัยทัศน์และปล่อยให้คนอื่นทำงานของเขา
- จงจำคำถามหลัก 5 ข้อไว้เสมอ  สภาพแวดล้อมในการแข่งขันระดับโลกเป็นอย่างไร  ในช่วงสามปีที่ผ่านมาคู่แข่งของคุณดำเนินกลยุทธ์อะไรบ้าง  ในช่วงเวลาเดียวกันคุณตอบโต้คุ่แข่งอย่างไร  คู่แข่งรุกรานคุณได้อย่างไรในอนาคต  คุณมีแผนการอะไรที่จะก้าวกระโดดใหเไกลจากคู่แข่ง
- การบริหารคือการจัดสรรคนและทรัพยากร
- ผู้บริหารนำด้วยวิสัยทัศน์
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  5  อย่าผลักดันความคิดจากส่วนกลางในการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ  ให้กำหนดเป้าหมายกว้างๆที่ชัดเจนเพียงไม่กี่ข้อ
- กำหนดกรอบกว้างๆสำหรับทีมงานของคุณ
- สร้างค่านิยมที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัท
- เปิดโอกาสให้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  6  ส่งเสริม  สนับสนุน พนักงานที่เห็นด้วยกับค่านิยมของบริษัท
- ให้พนักงานรับผิดชอบมากขึ้นและเขาจะตัดสินใจได้ดีขึ้น
- ส่งเสริมพนักงานที่ทำตามค่านิยมของบริษัท  ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถสร้างผลงานได้ตามเป้า
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  7  ค้นหาวิธีการที่จะสร้างโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขัน
- จงเผชิญหน้ากับความจริง
- มองสิ่งต่างๆในแบบที่มันเป็น
- เริ่มต้นด้วยวิสัยทัศน์
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่ 8  เป็นอันดับ 1 หรืออันดับ 2 และกำหนดตลาดใหม่ของคุณเสมอ
- พัฒนาธุรกิจที่เป็นผู้นำตลาด
- กำหนดขอบเขตตลาดของคุณให้ครอบคลุม
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  9  ลดขนาด  ก่อนที่จะสายเกินไป
- ผู้บริหารต้องตรวจสอบค่าใช้จ่ายและจำนวนพนักงานสม่ำเสมอ
- อย่าบริหารบริษัทเพื่อคะแนนนิยมซีอีโอ
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  10 ใช้การซื้อกิจการ เพื่อทำให้บริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดด
- คิดนอกกรอบ
- ควรหาโอกาสในการซื้อกิจการขนาดเล็กอยู่เสมอ
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  11  วัฒนธรรมการเรียนรู้ 1 ใช้การเปิดรับความคิดเห็นจากทุกที่และการมอบอำนาจ  เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้
- เน้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในบริษัท
- ค้นหาและนำความคิดที่ดีที่สุดไปปฏิบัติ  ไม่ว่าความคิดนั้นจะมาจากไหน
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  12  วัฒนธรรมการเรียนรู้ 2 นำความคิดที่ดีที่สุดไปใช้ในธุรกิจ  ไม่ว่าความคิดเหล่านั้นจะมาจากไหน
- ให้พนักงานทุกคนยึดการค้นความคิดใหม่ๆเป้นสิ่งสำคัญลำดับแรก
- จัดการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเป็นประจำ
- ให้รางวัลพนักงานที่มีการแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อื่น
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  13  ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 21 จะต้องเป็นธุรกิจระดับดลก
- คิดในระดับโลกและระดับท้องถิ่น
- การขยายตัวไประดับโลกต้องทำทีละขั้นตอน
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  14  ลดลำดับขั้น  ขจัดความอุ้ยอ้าย
- กำจัดชั้นของผู้บริหารทุกชั้นที่ไม่เพิ่มมูลค่าให้กับกระบวนการผลิต
- ตัดสินใจด้วยเหตุผล
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  15  เพิ่มประสิทธิภาพผ่านเคล็ดลับ ร.ร.ม.  รวดเร็ว  เรียบง่าย  และมั่นใจในตัวเอง
- การสื่อสารที่เข้าใจได้ง่าย
- สร้างระบบที่เอื้อให้เกิดความมั่นใจในตนเอง
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  16  ทำเหมือนบริษัทขนาดเล็ก
- วางโครงสร้างสำหรับขนาดเล็ก
- ตรวจสอบข้อเท็จจริง
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  17  กำจัดขอบเขต
- กำจัดสิ่งกีดขวางการสื่อสารของพนักงานต่อองค์กร
- ให้ทุกคนมีส่วนร่วมเพื่อให้องค์กรไร้ขอบเขต
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  18  ปลดปล่อยพลังในตัวพนักงานของคุณ
- เปลี่ยนคนงานให้เป็นเจ้าของ
- มีความอดทน
- ให้ทุกคนมีส่วนร่วม
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่ 19  ฟังคนที่ทำงานจริง
- ให้พนักงานพูดได้อย่างอิสระ
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  20  ยืนอยู่ต่อหน้าและตอบปัญหาทุกข้อของคนงาน
- กำจัดความเคยชินไร้สาระ
- ให้เกียรติความคิดเห็นของทุกคน
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  21  เอื้อม : ทำเกินเป้าของคุณให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
- ดึงความสามารถของพนักงานออกมาให้หมด
- ผลักดันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  22  ให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นอันดับหนึ่ง
- จัดการปัญหาด้านคุณภาพอย่างจริงจัง
- ค้นหาโรงงานที่มีปัญหาคุณภาพให้พบ
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่ 23  ให้คุณภาพเป็นงานของทุกคน
- คิดเกี่ยวกับคุณภาพอย่างเป็นสากล
- เริ่มต้นจากทีมด้านคุณภาพ
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  24  ต้องมั่นใจว่า  ทุกคนเข้าใจการทำงานแบบซิก  ซิกม่า
- ต้องติดตามผล
- ลูกค้าของคุณตระหนักถึงคุณภาพ
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  25  ต้องมั่นใจได้ว่าลูกค้ารู้สึกและตระหนักถึงคุณภาพ
- ตรวจปฏิกิริยาของลูกค้าต่อโครงการใหม่ๆ
- รักษาความสนใจหลักที่ลูกค้า
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  26  ขยายธุรกิจบริการ  ซึ่งเป้นคลื่นแห่งอนาคต
- โอกาสทำเงินจากงานบริการหลังการขาย
- พยายามยืดหยุ่น
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  27  ใช้ประโยชน์จากอี – บิสสิเนส
- มองหาโอกาสทางธุรกิจที่เหมาะสมของอี-บิสสิเนส
- ใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพของเว็บไซต์
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  28  เตรียมธุรกิจให้พร้อมบนอินเตอร์เน็ต  อย่าทึกทักว่าแผนธุรกิจใหม่คือคำตอบ
- ปรับแผนธุรกิจของคุณให้เข้ากับอินเตอร์เน็ต
- คิดทั้งภายนอกและภายใน
เคล็ดลับการเป็นผู้นำข้อที่  29 ใช้อี-บิสสิเนสล้มล้างระบบราชการให้สิ้นซาก
- คิดในมิติของวันและสัปดาห์
- สร้างความแข็งแกร่ง

ผู้นำที่เป็นศูนย์รวมแห่งแรงบันดาลใจ
คุณสมบัติที่สำคัญของผู้นำ
- ความกระตือรือร้น  ระบุถึงความพร้อมและมีความสนใจอย่างมากในสิ่งที่คาดหวังไว้  สร้างแรงจูงใจแก่ผู้อื่นได้ดี
- ความซื่อสัตย์  แสดงถึงความน่าไว้วางใจและไม่ทำความผิดใดๆ
- ความอบอุ่น แสดงออกถึงมิตรภาพที่ดี
- ความกล้าหาญ  สามารถจัดการและควบคุมภาวะเสี่ยงได้ดี
- การตัดสินใจ
- ความเข้มแข็ง  แต่ยืดหยุ่นและยุติธรรม
  
ผู้นำต้องสามารถเป็นตัวอย่างของคุณสมบัติหรือการปฏิบัติตัวที่ดีของแต่ละสาขาได้

หน้าที่สำคัญของผู้นำ คือ
การวางแผน  – ค้นหาและรวบรวมข้อมูล  กำหนดงานของกลุ่มและเป้าหมาย  วางแผนที่ทำได้จริงภายใต้การตัดสินใจที่ถูกต้อง
การเริ่มต้น – สรุปเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ให้กับทีมงาน  กำหนดงานย่อยและมาตรฐานของผลงาน
การควบคุม – กำหนดและควบคุมความเร็วของการทำงาน  รักษามาตรฐานของกลุ่ม
การสนับสนุน – พัมนาศักยภาพของสมาชิกทีมงาน  ส่งเสริมสนับสนุนทีมงานและตัวบุคคล  สร้างอารมณ์ขันในภาวะตึงเครียด  ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง
การแจ้งให้ทราบ – อธิบายงานและแผนงานชัดเจน  แจ้งข้อมูลใหม่ต่อทีมงาน  รับทราบข้อมูลจากกลุ่ม  สรุปข้อมูลที่ได้รับจากการประชุมร่วมกัน
การประเมินผล – ตรวจสอบความเป็นไปได้ของแนวความคิด  ประเมินความสามารถทีมงาน  ช่วยเหลือทีมงาน

หน้าที่ของผู้นำเชิงยุทธศาสตร์
กำหนดทิศทางของทั้งองค์กร
กำหนดกลยุทธ์และนโยบายที่ถูกต้องให้กับองค์กร
นำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติจริง
วางแผนจัดระบบและเปลี่ยนแปลงเมื่อมีความจำเป็น
สร้างสปิริตให้เกิดขึ้น
สร้างความสัมพันธ์กับองค์กรอื่นๆ
พัฒนาผู้นำทีมและระดับปฏิบัติการที่ดีที่สุด

ภาวะผู้นำเพื่อการบริหารงานสู่ความเป็นเลิศ
คุเซสและโสเนอร์ได้สรุปลักษณะผู้นำที่เป็นเลิศไว้ 5 ประการ คือ
1.ท้าทายกระบวนการ
ผู้นำต้องชี้ให้ทีมงานตระหนักว่าหากไม่เพิ่มพูนความรู้ความสามารถให้กับตัวเอง  ก็จะเสียความเป็นผู้ชำนาญการไป
ผู้นำแสวงหาโอกาสที่จะเปลี่ยนสถานภาพ  ประยุกต์นวัตกรรมใหม่เพื่อปรับปรุงองค์การ  มีการทดลองและกล้าเสี่ยง
2.ดลบันดาลภาพฝัน
ผู้นำต้อง 1) มีวิสัยทัศน์ที่องค์การควรจะเป็น   2) สื่อสารวิสัยทัศน์ด้วยความกระตือรือร้น   3) ทำให้วิสัยทัศน์เป็นที่ยอมรับของสมาชิก  4) สร้างวิสัยทัศน์บนพื้นฐานของเหตุและผล
3.ขยันถามไถ่
ผู้นำต้องสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ตามด้วยการให้อำนาจในการตัดสินใจ  มีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกแบบเป็นกันเอง  และรับผิดชอบตรวจสอบงานอย่างใกล้ชิดสม่ำเสมอ
4.ให้กำลังใจเป็นนิจ
ผู้นำต้องแสดงความยินดีเป็นการส่วนตัวและการฉลองความสำเร็จเป็นกลุ่ม  พร้อมกับแจกของที่ระลึกที่เหมาะสมด้วย
5.พูดทำคิดเป็นแบบอย่าง
ทำตามที่สอนและสอนตามที่ทำ  เป็นสิ่งที่ผู้นำต้องกระทำ  ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับผู้ร่วมงาน

ดร.แพ็ตตั้นได้เสนอแนะ  คุณลักษณะภาวะผู้นำที่มีทักษะทางอารมณ์ 10 ประการ  ดังต่อไปนี้
1.รู้จักตนเอง
2.รอบรู้  เข้าใจแบบแผนของอารมณ์และการตอบโต้อย่างเหมาะสม
3.รับผิดชอบ  ติดตามงานและผลลัพธ์ใกล้ชิดตลอดเวลา
4.ตัวกลางการแลกเปลี่ยน  กระตุ้นการแลกเปลี่ยนความคิดความรู้สึกและข้อมูล
5.นักพัฒนา  สร้างฉันทามติและความเข้าใจซึ่งกันและกันเสมอ
6.ผู้ถือหุ้น  ให้โอกาสผู้ร่วมงานได้มีส่วนในความสำเร็จและสิ่งท้าทายใหม่
7.พร้อมเผชิญ  สามารถฝ่าฟันแรงกดดันและความเครียดต่างๆ
8.แสดงออก  รู้ว่าต้องพูดอะไรและอย่างไรตลอดเวลา
9.ชี้ทางสว่าง  ด้วยวิสัยทัศน์  ค่านิยม  พลังร่วม  แบบอย่างและความสมดุล
10.ทำงานเป็นทีม

เบ็นนิสและนานัสได้เสนอกลยุทธ์ในการพัฒนาภาวะผู้นำ  ได้แก่
1.ให้และกระตุ้นความสนใจด้วยวิสัยทัศน์
2.สื่อความหมายด้วยการติดต่อสื่อสาร
3.สร้างความไว้วางใจด้วยการกำหนดตำแหน่ง
4.พัฒนาตนเองด้วยการมองตนเองในแง่ดีและมีความมั่นใจหรือองค์ประกอบวัลเล็นด้า

ภาวะผู้นำองค์การยุคใหม่

กุญแจสำคัญ 2 ประการต่อการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ
1.ความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่น
2.การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพของการเป็นผู้นำ  มี 3 ประการ  ดังนี้
   2.1 ช่วยให้พนักงานเข้าใจกลยุทธ์บริษัททั้งหมด
   2.2 ช่วยให้พนักงานเข้าใจว่า  เขาจะมีส่วนร่วมต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององคืกรได้อย่างไร
   2.3 แบ่งปันข้อมูลกับพนักงานใหม่ในเรื่องที่เกี่ยวกับบริษัท

หลักเกณฑ์ของการเป็นผู้นำ  จากหนังสือ Military  Leadership ตีพิมพ์เมื่อปี 1973 กล่าวว่า
1.รู้จักตนเองและค้นหา  การพัฒนาปรับปรุงตนเอง
2.มีทักษะความสามารถ
3.ค้นหาความรับผิดชอบและรับผิดชอบการกระทำของตน  ต้องไม่โทษคนอื่นแต่ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยตนเอง
4.ตัดสินใจในจังหวะเวลาที่เหมาะสม
5.แสดงตัวอย่าง  ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพนักงานในองค์กร
6.รู้จักบุคลากรของตนและคอยเฝ้าดูความเป็นอยู่ของเขา
7.ให้ข้อมุลกับพนักงานอย่างสม่ำเสมอ
8.สร้างความรู้สึกรับผิดชอบให้เกิดขึ้นกับพนักงานของตน
9.แน่ใจว่างานที่ได้รับมอบหมายมีความชัดเจน  มีผู้รับผิดชอบดูแลและสามารถทำให้สำเร็จลุล่วงได้
10.การฝึกอบรมเป็นกลุ่ม
11.ใช้ศักยภาพและความสามารถขององค์กรอย่างเต็มกำลัง

ปัจจัยของการเป็นผู้นำ
1.ผู้ตาม
พื้นฐานการเป็นผู้นำ  คือ  ความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์
2.ผู้นำ
ต้องพยายามทำให้ผู้ตามเชื่อว่า  ตัวผู้นำมีคุณค่ามากพอที่จะให้พวกเขาทำตาม
3.การสื่อสาร
ผู้นำต้องบริหารคนโดยใช้การสื่อสาร2ทาง  โดยมีแบบอวจนภาษารวมอยู่ด้วย
4.สถานการณ์
ผู้นำต้องใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจว่าอะไรเป็นการกระทำที่ดีที่สุด

ผู้นำแบบโลกาภิวัตน์
Marshall  Goldsmith  และคณะได้เสนอคุณลักษณะ  5 ประการของผู้นำที่เปี่ยมประสิทธิภาพในยุคโลกาภิวัตน์
1.การคิดแบบโลกาภิวัตน์
ผู้นำต้องมีความเข้าใจในเรื่องการแตกกิ่งก้านสาขาหรือการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ  วัฒนธรรม  กฎหมายและการเมือง
2.เล็งเห็นเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม
คือ  การมองเห็นความหลากหลายในเรื่องรูปแบบการเป็นผู้นำ  ประเภทของอุตสาหกรรม  พฤติกรรมและค่านิยมส่วนบุคคล  รวมถึงเชื้อชาติและเพศ  ช่วยให้ผู้นำพัฒนากลยุทธ์ในการสร้างแรงจูงใจ
3.พัฒนาความชำนาญด้านเทคโนโลยี
4.สร้างคู่ค้าธุรกิจและพันธมิตร
ผู้นำแบบโลาภิวัตน์ต้องไม่หยุดเพียงแค่การสร้างคู่ค้าและพันธมิตรเท่านั้น  แต่ต้องพยายามสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่และโครงสร้างที่ใช้ประโยชน์จากคู่ค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจ   ในการหนุนนำองค์กรเพื่อนำไปสู่การได้เปรียบทางการแข่งขัน
5.สร้างการมีส่วนร่วมในการเป็นผู้นำ

ทักษะสำคัญต่อการเป็นผู้นำ
ทักษะที่สำคัญของผู้นำมี 8 ประการ  มาจากการสำรวจผู้บริหารและผู้จัดการในสหรัฐอเมริกาจำนวน 36000  ปี 2005  ของ Center for Creative
1.การบริหารพนักงาน
- มีความมุ่งมั่นตั้งใจมอบหมายงานที่สำคัญให้แก่พนักงาน
- ให้ข้อมูลตอบกลับทั้งในเชิงบวกและลบอย่างทันท่วงที
- ให้โอกาสพนักงานระดับล่างได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่อพัฒนาความเชื่อมั่นในการตัดสินใจ
- ปฏิบัติต่อพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
- ให้คำแนะนำพนักงานว่าจะสามารถบรรลุความคาดหวังขององค์กรได้อย่างไร
- อธิบาย  ตอบคำถาม  และรับฟังอย่างอดทนต่อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานและพนักงาน
- มีปฏิสัมพันธ์ที่ช่วยส่งเสริมหรือกระตุ้นความรู้สึกพนักงาน
- พัฒนาพนักงานโดยให้โอกาสทำงานที่ท้าทาย
- ให้รางวัลกับพนักงานที่อุทิศตนอย่างหนัก  และผู้ที่ทำงานยอดเยี่ยม
- บุคลากรที่ยอดเยี่ยม เก่ง ควรอยู่ข้างกายผู้บริหาร
2.ความฉลาดหลักแหลม
- มีการเตรียมตัวอย่างดีก่อนนำเสนอข้อมูล  หรือรายงานต่อผู้บังคับบัญชา
- ไม่มีปัญหาในการนำเสนอรายงานต่อผู้บริหารระดับสูง
- เชื่อมโยงความรับผิดชอบกับภาระหน้าที่องค์กรในภาพรวม
- เข้าใจคุณค่าหรือค่านิยมของผู้บรินิหารระดับสูง
- รู้จักเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากผู้อื่น
3.ความกล้าตัดสินใจ
- ไม่รีรอเมื่อมีการตัดสินใจ
- ไม่คิดมากเมื่อต้องตัดสินใจ
- ไม่เครียดกับสิ่งที่เผชิญ
- เป็นนักปฏิบัติ
4.การจัดการการเปลี่ยนแปลง
- ยอมรับการเปลี่ยนแปลงในมุมมองด้านบวก
- ปรับแผนตามความจำเป็นอย่างสม่ำเสมอ
5.ความตรงไปตรงมา
- รับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่ตนเองทำ
- ให้การสนับสนุนพนักงานในการแก้ปัญหา
6.ส้รางความสัมพันธ์และพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ใช้จังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเจรจาต่อรอง
- ทำงานโดยหาทางออกที่เหมาะสมแก่ทุกฝ่าย
- ให้ความสำคัญกับทุกคนเท่าเทียมกัน
- สามารถทำงานกับพนักงานที่มีอายุมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7.ทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จลุล่วง
- สามารถยืนบนลำแข้งตนเองโดยลำพังได้
- พร้อมที่จะฉกฉวยโอกาส
- สร้างแรงจูงใจให้ตนเองสม่ำเสมอ
- มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อยู่เสมอ
8.การใช้รูปแบบของการจัดการแบบมีส่วนร่วม
- กระตุ้นให้มีการแลกเปลี่ยนรายงานโดยตรง
- บอกกล่าวพนักงานเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง

ผู้นำพันธุ์แท้

ลักษณะของผู้นำ
1.มีความสามารถในการชักจูงผู้อื่น
2.เป็นผู้ที่คนในกลุ่มให้การยอมรับและเต็มใจปฏิบัติตามคำสั่ง
3.มาจากการเลือกตั้งของคนในกลุ่ม
4.ใช้การจูงใจ
5.ใช้ศรัทธาบารมี  ใช้พระคุณหรือความดี
6.คนยอมรับปฏิบัติตามด้วยความเต็มใจ  ไม่มีการให้คุณให้โทษ
7.คนเกรงใจ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะผู้นำ
1.ชาติวุฒิ
    1.1 มีชาติกำเนิดที่ดี  เรียกว่า  เป็นผู้นำโดยชาติกำเนิด
    1.2 มีบุคลิกลักษณะที่ดีของผู้นำ  คือ  มีโหงวเฮ้งที่จะเป็นผู้นำ
2. เพศวุฒิ  คือ  เป็นชายหรือหญิงที่สมบูรณ์  ไม่ลักเพศ  ทั้งนี้ ผู้นำที่เป็นหญิงมีข้อดี  คือ  มีทั้งความเข้มแข็งและอ่อนโยนอยู่ในตัว
3. วัยวุฒิ   คือ  อายุตัวตามปฏิทิน  และ  อายุราชการ  หรือประสบการณ์ในการทำงาน
4. ธนาวุฒิ  คือ  มีฐานะทางการเงินที่มั่งคง
5. คุณวุฒิ   หมายถึง
   5.1 คุณวุฒิทางการศึกษา
   5.2 ความมีเหตุผลในตนเอง  คือ  การไม่ใช้อารมณ์เป็นใหญ่  รู้จักควบคุมอารมณ์
   5.3 คุณธรรมความดี  เป็นแบบอย่างแก่ผูอื่นได้

คุณสมบัติผู้นำ 11 ประการของ 7 – eleven
1. มีความจริงใจ  ไม่หลอกใช้ผูอื่น
2. ไม่ศักดินา  ไม่แบ่งชั้นวรรณะ  ไม่ยกตนข่มท่าน  ไม่แบ่งแยกสถาบัน 
3. ใช้ปิยวาจา  เป็นผู้ฟังที่ดี  ใช้คำพูดในเชิงสร้างสรรค์
4. อย่าหลงอำนาจ  ไม่ยึดติดอำนาจ  ตำแหน่งหน้าที่  ไม่ข่มเหงผู้น้อย
5. เป็นแบบอย่างที่ดี   มีความขยัน  มีวินัยในตนเอง  มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน
6. มีความยุติธรรม  ไม่ฟังความข้างเดียว  ไม่หลงเชื่อคนง่าย
7. ให้ความเมตตา  ให้ความช่วยเหลือลูกน้องด้วยความเต็มใจ
8. กล้าตัดสินใจ   ตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักการ  ข้อเท็จจริงและประสบการณ์
9. อาทรสังคม  ส่งเสริมสังคมด้วยความรับผิดชอบ
10.บ่มเพาะคนดี  สร้างคนมีความสามารถให้กับองค์กร
11. มีใจเปิดกว้าง  รับฟังความเห็นของผู้ร่วมงานทุกระดับ  เปิดใจรับแนวคิดใหม่ๆของโลก

คุณธรรมของผู้นำในพุทธศาสนา
1.ขมา  คือ  ขันติ  ความอดทน
2.ชาคริยะ  คือ  ความตื่นตัว
3.อุฏฐานะ  คือ  ผู้นำต้องพึ่งพาอาศัยได้
4.สังวิภาโค  คือ ผู้นำต้องโอบอ้อมอารีต่อผู้น้อย
5.ทยะ  คือ  ความกรุณาต่อผู้น้อย
6.อิกขนา  คือ  ดูแลทุกข์สุขของผู้น้อย
7.ปัญญาวุฒิ  คือ  ความเฉลียวฉลาด  มีไหวพริบปฏิภาณ  มีวิสัยทัศน์เหนือกว่าคนธรรมดา

คิดอย่างผู้นำ

คุณสมบัติของผู้นำที่ดี
- ฝึกหัดการเป็นผู้นำที่ดี
- ใส่ใจพนักงาน
- รู้จักรับฟังปัญหาของลูกน้อง
- ผู้นำคือสมาชิกคนหนึ่งของทีมงาน  ผู้นำต้องมอบหมายงานให้ลูกน้องอย่างเหมาะสม
- การสร้างสรรค์สร้างสัมพันธ์กับเพื่อร่วมงาน
- สร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรให้กับพนักงาน
- ผู้นำที่ดีต้องตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสาร
- ผู้นำที่ดีต้องหาวิธีให้งานเป็นที่น่าสนใจ
- ให้ความสำคัญกับพนักงาน
- เอ่ยคำชื่นชมคนทำงาน
- ให้เกียรติหัวหน้างาน
- ให้ความสำคัญกับคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะของหัวหน้างาน
- ตำหนิอย่างมีศิลปะ
- มองการณ์ไกลและกล้าคิดกล้าทำ
- บันทึกความผิดพลาดไว้เป็นบทเรียน
- มีความจริงใจ
- มีปฏิภาณไหวพริบและความฉับไวในการตัดสินใจ
- ให้อิสรภาพแก่ผู้บริหาร
- ควบคุมตรวจสอบผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเหมาะสม

คิดและทำแบบซีอีโอ
ลักษณะของซีอีโอที่มีความเป็นผู้นำ
1.CEO ที่ดีที่สุดเริ่มที่การวางและสอดแทรกมุมมองแบบ  มองจากข้างนอก  ให้บริษัท  มุ่งให้บริษัทตอบสนองความต้องการของลูกค้า
2.CEO ชั้นยอดหลายคนเคยมี  พรที่พระเจ้าประทานมาเพื่อให้เป็นผู้นำ 
3.ผู้นำธุรกิจที่มีประสิทธิภาพที่สุดเข้าใจบทบาทอันสำคัญยิ่งของประเพณีและความยากของการทำให้

การเปลี่ยนแปลงประเพณีอย่างมีความหมายยิ่ง
4.CEO เหล่านี้สร้างหรือประยุกต์ใช้สินค้า  กระบวนการ  หรือวิธีการของ  ยุคหน้า  ลักษณะข้อนี้เกี่ยวข้องกับ  วิสัยทัศน์  หรือ  สายตาเห็นการณ์ไกล  คือ  ความสามารถที่จะทำนายความต้องการหรืออุปสรรคในอนาคต
5.ผู้นำเหล่านี้นำไอเดียที่ดีที่สุดมาใช้งาน  โดยไม่สนใจว่ามันเกิดขึ้นมาจากไหน
6.CEO ที่ยอดเยี่ยมส้รางความรู้ใหม่ที่มีความหมายยิ่งให้แก่ผู้นำ

สุดยอดผู้นำ : 24 บทเรียนสำหรับผู้นำที่ไม่ธรรมดา
ลักษณะนิสัยคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของผู้นำ ดังนี้
1.ให้ระมัดระวังในการที่จะรับปากอะไร  อย่าคุยโว  อวดอ้าง 
2.ถ่อมตน  การทำตัวเป็นคนธรรมดาจะทำให้ท่านเป็นคนที่เข้าถึงได้ง่าย
3.หากระจกส่อง  คือ  การมีพี่เลี้ยงดีๆหรือเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจได้  เพื่อที่จะได้ทราบมุมมองของบุคคลอื่น

ทักษะของผู้นำที่เก่ง
- ความรู้ในงาน
- ความรู้เกี่ยวกับสินค้า  รู้ว่าผลิดอะไร  และสิ่งที่ผลิตมานั้นมีความยอดเยี่ยมและเหนือกว่าคู่แข่งอย่างไร
- การวิเคราะห์ปัญหาและทักษะในการแก้ปัญหา
- ทักษะของการเป็นมืออาชีพ  มีทักษะการเขียนที่ชาญฉลาด  กระชับ จัดระบบงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- นวัตกรรม  
- ความพร้อมในการริเริ่มสิ่งใหม่ๆ
- การใช้เทคโนโลยีข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิผล

ความสามารถของผู้นำที่ไม่ธรรมดา
- สร้างเป้าหมายที่ท้าทายสำหรับผู้ใตบังคับบัญชา
- มีความรับผิดชอบในการที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ในกลุ่ม
- ให้ข้อมูลย้อนกลับ
- ตั้งเป้าหมายที่สูงสำหรับกลุ่ม
- เป็นผู้สนับสนุนให้เกิดความคิดริเริ่ม
- ริเริ่มโปรแกรม  โครงการ  หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ
- ดำเนินงานด้วยความรวดเร็วจริงจัง
- เป็นผู้นำของการสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่
- สร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายระยะยาวและระยะสั้น

พรหมสนังกุมาร / อุณมิลิต

เมื่อกล่าวถึงพระพรหมในศาสนาฮินดูจะหมายถึงองค์พรหมธาดาเพียงพระองค์เดียวแต่ในคติพุทธศาสนาจะไม่เฉพาะเจาะจงว่าจะเป็นใครเพราะได้แบ่งภพของพรหมเป็นแดนสันติสุขออกอีกตามชั้นของสมาบัติที่สำเร็จโดยพรหมชั้นสูงสุดเรียกอกนิษฐาพรหมที่เป็นแดนของ พระอรหันต์(ที่เป็นพรหมชั้นนี้แล้วสำเร็จยังทรงอายุขัยของพรหมอยู่มิได้ละขันธ์เข้าสู่พระนิพพานและเป็นแดนที่พระอริยะบุคคลชั้นอนาคามีละเอียดเมื่อละสังขารแล้วจะมาบังเกิดเป็นพรหมชั้นนี้เพื่อรอคอยการบรรลุอรหันต์ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือการได้รับฟังธรรมจากพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งนั่นเอง สวรรค์แดนพรหมหรือพรหมโลกจึงสุขแบบนักบวชคือสงัดสงบสันติเป็นอย่างยิ่งและจะรุ่งเรืองด้วยรัศมีของพรหมที่มีบารมีแตกต่างกัน

ในตำนานพุทธศาสนาได้มีการกล่าวถึงพรหมท่านหนึ่งที่มีรูปร่างอย่างเด็ก แต่มีภาระอย่างผู้ใหญ่คือเป็นผู้แสดงธรรมแก่เหล่าเทพเทวดาทั้งปวงในโอกาสที่สมควร เป็นหัวหน้าพรหมที่เชี่ยวชาญในกิจพิธีกรรมทั้งเป็นผู้ทรงปฏิสัมภิธาญาณสูงยิ่ง เรื่องราวของท่านถูกนำมาเกี่ยวพันกับอมตเถระรูปหนึ่งของสยามคือท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์โตพรหมรังสี โดยกลุ่มบุคคลขณะหนึ่งว่ามีมหาพรหมท่านหนึ่งเป็นองค์อุปถัมน์ขนานนามมหาพรหมรูปนั้นว่าพรหมชินะปัญชรนัยว่าท่านเป็นผู้สำเร็จเป็นมรรคผลชั้นพระอนาคามีในพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งแต่ถอดจิตดับขันธ์ก่อนวาระเนื่องจากอิตถีเพศถูกต้องร่างกายเกิดอคติเกรงพรหมจรรย์จะมัวหมองเมื่อถอดจิตก็มาบังเกิดเป็นพรหมในชั้นสุทธาวาสตามปัจจัยแห่งบารมี ซึ่งหากค้นในพระสูตรหรือตำนานพุทธศาสนาในส่วนใดก็ไม่พบพระพรหมนาม “ชินะปัญชระ”เลยแต่เมื่อสอบดูเรื่องราวของท่านก็สอดคล้องกับเรื่องราวที่ปรากฏในไตรภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วง ที่กล่าวถึงพระพรหมรูปหนึ่งที่ยังสภาพของความเป็นเด็ก

 แต่มีภาระเป็นหัวหน้าพรหมทั้งปวงด้านพิธีกรรม และจะเป็นผู้เเสดงธรรมโปรดแก่เหล่าทวยเทพและพรหมอื่นๆอยู่เนืองๆ โดยเหตุที่เนื้อหาใน ไตรภูมิพระร่วง ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับพรหมองค์หนึ่งซึ่งอาจเรียกได้หลายชื่อด้วยกัน เช่น มหาพรหมสานังกุมาร สันตกุมาร หรือพรหมกุมาร จึงใคร่จะกล่าวถึงชื่อเหล่านี้พอสมควรในที่นี้ โดยเฉพาะได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “..ผิเมื่อเทพยดาทั้งหลายสดับธรรมในไตรตรึงษ์สวรรค์นั้นไซร้ ยังมีพรหมตนหนึ่งชื่อว่า พรหมกุมาร ลงมาแต่พรหมโลก โพ้นแลลงมานฤมิตตนเป็นดังคนธรรพ์ผู้หนึ่ง ชื่อว่าปัญจสิงขรคนธรรพ์จึงขึ้นเหนือธัมมาสน์แลเทศนาธรรมให้เทพยดาทั้งหลายฟัง…” จากการกระทำนี้ทำให้เข้าใจได้ว่า พรหมกุมารและสันตกุมารเป็นพรหมองค์เดียวกัน แต่ในคัมภีร์บาลีนั้นพรหมที่ทำหน้าที่ดังกล่าว ชื่อสานังกุมาร

ดังนั้นจึงเป็นที่ยุติได้ว่า นามทั้งสามหมายถึงพรหมองค์เดียว ในคัมภีร์นิกายต่างๆ นั้น ต่างก็มีการระบุถึงพรหมองค์นี้ คำว่า สานังกุมาร หมายถึงว่า มีความเป็นหนุ่มอันถาวรหรือทรงไว้ซึ่งพรหมจรรย์ จากมัชฌิมนิกาย นั้น กล่าวว่าในครั้งที่พรหมองค์นี้เอาชาติเป็นมนุษย์ ก็ได้บรรลุฌานตั้งแต่ครั้งยังเด็กเมื่อเกิดเป็นพรหมจึงเป็นพรหมหนุ่มน้อยผู้มีความงามอย่างยิ่ง ลักษณะอีกประการหนึ่งคือรัศมีของพรหมองค์นี้ทอประกายตลอดเวลายามใดที่ท้าวเธอเดินทาง รังสีจะแผ่พุ่งไปเบื้องหน้าโดยที่ไม่จำเป็นต้องดูก็เข้าใจกันได้ว่าเป็นพรหมองค์นี้โดยไม่ผิดพลาด จากลักษณะของรังสีทำให้เข้าใจว่า พรหมกุมารนี้น่าจะเป็นพรหมในระดับ “อาภา” ซึ่งอาจอยู่ในอาภัสสราพรหมโลกก็ได้ แต่ความทั้งนี้ไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้ชัดเจนลงไปได้ สานังกุมารพรหมนี้ ได้รับความเคารพและยกย่องในหมู่เทพชั้นจาตุมหาราชิกและดาวดึงส์เป็นอันมาก…… (สามารถติดตามละเอียดเพิ่มเติมได้ในนิตยสารอุณมิลิต ฉบับที่ ๒๘ เดือนกันยายน ๒๕๔๘)

วัตถุมงคลของอุณมิลิต + คาถา + ชื่อวิชาโบราณ

ตะกรุดว่านญาณรังสี

ยันต์พระแม่ธรณีจตุโร

ตะกรุดไม้พญางิ้วแดง

ภควจั่นจินดามณี   คือ  เบี้ย  นั้นเอง

แหวนนิ้วเพชร  หัตถ์นารายณ์  นิ้วชี้นิ้วเดียว

- ตำราโบราณมีสร้างถึง  5  นิ้ว  แต่ละนิ้วแทนศักดิ์ของเทพเจ้าแต่ละองค์

อิ่นมหาสมบัติ

พระซุ้มฉัพพรรณรังสี

คาถาพระพุทธบาท 4 รอย

-  จะ  ธะ  พะ  วะ

คาถาพระฤาษี  4  องค์ข้ามด่านยักษ์

-   จะตุสิสัง   จะตุสิลัง   จะตุกะตุ   จะตุกะยะ    ใช้ป้องกันภัย

แมงมุมทอง   มีคติว่าใยเหนียวมากๆ   ถ้าทำเสื้อเกราะจะไม่มีอาวุธใดทะลุทะลวงได้เลย

ตะกรุดสร้อยสังวาลย์

แร่ทรายทอง

พระสมเด็จ  ทำจาก  ศิลาธิคุณ  เป็นหินดิบในธรรมชาติที่ยึดเกาะตัวกันเอง

ศิลาเขียวโขง

คาถาแหพันชั้น    คาถาบังหลวง   คาถาตันใหญ่    ก้านธูปบังไพร   กำบังไพร   

สมิงหิน -  หุ่นพยนต์

มอม – หุ่นพยนต์

กำแพงมนต์  ธนูหิน   ธนูไฟ  ธนูน้ำ  อุโบสถน้ำ  กำแพง 7 ชั้น   เกราะเพชร   ยันต์ราหู 8 ภาค

Culdcept story

Najaran is a young woman who just happens to be an apprentice Cepter. Cepters have the power to summon creatures from magical cards. Once, these cards were collected in a book called the “Culdcept.” During an ancient battle, the book was destroyed – it’s cards scattered far and wide. Horowitz, Najaran’s master, gives her a dangerous mission – she must obtain information about the Black Cepters and their nefarious plans. If the Black Cepters rebuild the Culdcept, the arcane book of ages past will grant them unspeakable God-like powers! Najaran’s mission takes her to Soron City, where a tournament of Cepters in about to take place. Accompanying Najaran is Goligan – a magical, talking staff. His main duty is keeping Naja out of trouble. Naja enters the tournament and encounters several Cepters, both good and evil. In particular, she does battle with Zeneth, a foul Black Cepter. Najaran goes on to win the tournament! Quite an accomplishment! The Lord of Soron invites her to his palace for a celebratory meal. However, all is not what it seems! The Lord of Soron has been killed, and the fiendish Black Cepter Depthera has long-since assumed his identity! Najaran suddenly finds herself in battle with Depthera, a giant insect-like creature, and Zeneth! Naja fights fiercely, defeating her foes…but they vow that she shall meet them again

ฤาษีตาไฟ / อุณมิลิต

         เรื่องราวของพระฤาษี ในตำนานนั้นมีมากมายโดยเฉพาะในแถบสุวรรณภูมิเราที่ดูออกจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระฤาษีต่างๆไม่น้อย ทั้งที่เกี่ยวพันกับปรำปราพื้นบ้านที่เป็นผู้ประสิทธิประสาทความรู้ต่าง ๆ และบางครั้งยังนำมาเกี่ยวพันกับการสร้างเมืองหรืออาณาจักรสำคัญๆ อยู่หลายอาณาจักร ลักษณะฤาษีแบบไทยๆนั้นดูจะแตกต่างออกไปจากฤาษีอินเดีย ตั้งแต่การแต่งกาย ที่อินเดียนิยมนุ่งห่มผ้าย้อมสีแบบจีวรพระที่ถือเป็นสีนักบวชและไม่นิยมหนังสัตว์ที่ถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จะมีฤาษีอินเดียในสายนับถือพระศิวะที่มีการนุ่งห่มหนังสัตว์ ซึ่งปัจจุบันไม่พบมากนัก ส่วนไทยเรานั้นกลับนุ่งห่มหนังเสือ ที่คล้ายกับได้รับวัฒนะธรรมมาจากนักบวชแถบเปอร์เชีย ตามภาพเขียนไทยสมัยโบราณ ถ้ามีภาพป่าหิมพานต์ ก็จะมีรูปวิทยาธรที่เป็นพวกแต่งกายคล้ายๆฤาษี เข้าคลอเคลีย ผลไม้ประหลาดที่ชื่อนารีผลซึ่งพวกนี้ไม่จัดเป็นฤาษีแท้ อินเดียจะเรียกนักสิทธิ เราก็เรียกว่า เป็นนักสิทธิวิทยาธร หรือฤาสิทธิวิทยาธรไปอันนี้เป็นความแตกต่างที่อาจสับสนได้           นักบวชที่เรียกว่า “ฤาษี” จะเป็นพวกบำเพ็ญพรต ตบะอย่างยิ่งยวด ซึ่งผลที่ได้ตอบแทนประการหนึ่งคือการมีอิทธิฤทธิ์ที่นอกเหนือชนสามัญ ฤาษีจึงเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์ โดยจัดแบ่งฤาษีตามตบะออกเป็น ๓ ชั้นคือ
พรหมฤาษี – ผู้ทีตบะเลิศ ข่มจิตนิวรณ์ได้บรรลุญาณชั้นสูง
มหาฤาษี – ผู้มีตบะข่มกามคุณ
ราชฤาษี – สำเร็จญาณสมาบัติชั้นต้น

         ซึ่งบรรดาฤาษีผู้สำเร็จที่ปรากฏในคำไหว้ครู ไทยนั้นมีหลายท่านแต่ที่ปรากฏเสมอๆมีอยู่สามตนคือ พระฤาษีนารอด พระฤาษีตาวัวและพระฤาษีตาไฟ ซึ่งทั้งสามท่านนี้จะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปมาแต่โบราณ มีหลักฐานปรากฏในลานเงินลานทองที่ประจุไว้พร้อมพระพิมพ์โบราณที่กล่าวว่า “ตำบลเมืองพิษณุโลก เมืองกำแพงเพชร เมืองพิไชยสงคราม เมืองพิจิตร เมืองสุพรรณ ว่ายังมีฤาษี ๑๑ ตน ฤาษีเป็นใหญ่ ๓ ตนๆ หนึ่งฤาษี พิลาไลย ตนหนึ่งฤาษีตาไฟ ตนหนึ่งฤาษีตาวัว เป็นประธานแก่ฤาษีทั้งหลาย จึงปรึกษากันว่า เราท่านทั้งหลายนี้จะเอาอันใดให้แก่ พระยาศรีธรรมาโศกราช ฤาษีทั้งสามจึงว่า เราจะทำด้วยฤทธิ์ ทำด้วยเครื่องประดิษฐานเงินทองไว้ฉะนี้ ฉลองพระองค์ จึงทำเมฆพัตร อุทุมพร เป็นมฤตย์พิศม์ อายุวัฒนะ พระฤาษีประดิษฐานไว้ในถ้ำเหวใหญ่น้อยเป็นอานุภาพแก่มนุษย์ทั้งหลายสมณชีพราหมณ์เจ้าไปถ้วน ๕๐๐๐ พรรษา ฤาษีองค์หนึ่งจึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงท่านจงไปเอาว่านอันมีฤทธิ์ เอามาสัก ๑๐๐๐ เก็บเอาเกษรไม้อันวิเศษ ที่มีกฤษณาเป็นอาทิ ให้ได้พัน ครั้นเสร็จแล้ว ฤาษีจึงป่าวร้องเทวดา ทั้งปวงให้ช่วยกันบดยา ทำเป็นพระพิมพ์ ไว้สถานหนึ่ง เมฆพัทรสถานหนึ่ง ฤาษีทั้งสามองค์ นั้นจึงบังคับฤาษีทั้งปวง ให้เอาว่านทำเป็นผง เป็นก้อน ประดิษฐานด้วยมนต์คาถาทั้งปวง ให้ประสิทธิคุณทุกอัน จึงให้ฤาษีทั้งนั้นเอาเกสร และว่าน มาประสมกันดีเป็นพระให้ประสิทธิแล้ว ด้วยเนาวหรคุณ ประดิษฐานไว้บนเจดีย์อันหนึ่งถ้าผู้ใดให้ถวายพระพรแล้วจึงเอาไว้ใช้ตามอานุภาพเถิด ให้ระลึกคุณฤาษีที่ทำไว้นั้นเถิด”          ซึ่งข้อความตามลานทองจารึกการสร้างพระพิมพ์ อย่างเมืองกำแพงเพชร เมืองสุพรรณบุรีที่มีนัยทำนองนี้เป็นการแสดงความเชื่อถือคุณพระฤาษีโดยเฉพาะ ประธานฤาษีทั้งสามองค์นั้นอย่างได้อย่างดี


         สำหรับประวัติพระฤาษีตาไฟนั้นพอจะรวบรวมได้ว่าท่านมีความสัมพันธ์กับพระฤาษีตาวัวมีเรื่องเล่าดังนี้ว่า ฤาษีตาวัวเดิมท่านเป็นสงฆ์ ตาบอดทั้งสองข้างแต่ชอบเล่นแร่แปรธาตุ จนสามารถทำปรอทแข็งได้ แต่ยังไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อันใดคราวหนึ่งท่านไปถาน(ส้วม)แล้วเผอิญทำปรอทสำเร็จตกที่จะหยิบเอาก็มิได้ด้วยตามองไม่เห็น จึงเงียบไม่บอกใคร เลยแกล้งบอกให้ศิษย์ไปหาที่ถานว่าหากเห็นเรืองแสงเป็นสิ่งใดให้เก็บมาให้ ครั้นศิษย์กลั้นใจทำตามท่านดีใจนัก ได้ปรอทมา ก็ล้างให้สะอาดแล้วใส่โถน้ำผึ้ง เอาไว้ฉันเป็นยาไม่เอาติดตัวอีกเพราะเกรงหาย ต่อมาท่านรำพึงว่า เราจะมัวมานั่งตาบอดไปใย มีของดีวิเศษอยู่(ปรอทสำเร็จ) จึงให้ศิษย์ไปหาคนตายใหม่ๆ เพื่อควักลูกตาแต่ศิษย์หาศพคนตายไม่ได้ได้แต่พบวัวนอนตายอยู่เห็นเข้าทีดีจึงควักลูกตาวัวมาแทนท่านจึงเอาปรอทแช่น้ำผึ้งมาคลึงที่ตา แล้วควักตาบอดออกเสีย เอาตาวัวใส่แทน แล้วเอาปรอทคลึงที่หนังตาด้วยฤทธิ์ปรอทสำเร็จไม่ช้าตาท่านที่บอดก็เห็นดีดังธรรมดา หลวงตาท่านนั้นจึงสึกจากพระมาถือบวชเป็นฤาษี และเรียกฤาษีตาวัวมาแต่บัดนั้นส่วนพระฤาษีตาไฟนั้นพยายามค้นเรื่องราวก็ไม่พบว่าท่านเป็นใครและทำไมถึงเรียกว่า “ตาไฟ” ซึ่งบางท่านให้คติว่า ท่านคงบำเพ็ญจนสำเร็จกสิณไฟและบางคนเลย ไปถึงว่าท่านเป็นภาคหนึ่งของพระศิวะเทพเจ้าสามตาของอินเดียที่พอลืมตาที่สามก็เกิดไฟประลัยกัปล์ การสร้างรูปท่านฤาษีตาไฟก็เลยทำเป็นสามตา โดยตาที่สามนั้นมีเคล็ดว่า ต้องทำตาหลับห้ามเปิดตาที่สาม มิฉะนั้นผู้ใดมีไว้บ้านเรือนจะไม่เป็นสุขด้วยอานุภาพตาไฟที่ลืมแล้วนั่นเอง

 
 

          เรื่องเล่าท่านฤาษีตาไฟ ก็มีอยู่บ้างในตำนานเมืองศรีเทพที่ท่านโดนลูกศิษย์หักหลัง กล่าวคือ ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังถึงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่บ่อหนึ่งใครอาบก็ตาย บ่อหนึ่งคนตายอาบก็กลับเป็น ศิษย์นั้นไม่เชื่อ แล้วขอให้ท่านอาบให้ดูโดยสัญญาว่า เมื่อท่านอาบน้ำบ่อตายแล้วศิษย์จะจะนำน้ำบ่อเป็นมารดท่านให้กลับฟื้นแต่พอเอาเข้าจริงท่านตายไปเพราะอาบน้ำบ่อตายศิษย์เนรคุณก็หนีไป ต่อมาท่านฤาษีตาวัวที่เป็นเพื่อนกันมาเยี่ยมเพราะไปมาหาสู่กันเสมอ เห็นท่านตาไฟหายไปก็ผิดสังเกตุ จึงออกตามหา พบบ่อน้ำตายนั้นเดือดก็รู้ว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้น เมื่อพบร่างท่านฤาษีตาไฟ จึงนำน้ำบ่อเป็นมารด ท่านตาไฟจึงฟื้นขึ้นมาเล่าเรื่องศิษย์เนรคุณให้ฟังและท่านตั้งใจจะแก้แค้นศิษย์ลูกเจ้าเมืองที่ทรยศนั้น โดยท่านเนรมิตรวัวพยนต์ เอาพิษร้ายประจุไว้ แล้วปล่อยวัวพยนต์นั้นไป วิ่งรอบเมืองทั้งกลางวัวกลางคืน แต่เข้าเมืองไม่ได้เพราะศิษย์เจ้ากรรมนั้นปิดประตูเมืองไว้ พอวันที่เจ็ดวัวพยนต์ได้หายไป ชาวเมืองคิดว่าปลอดภัยจึงเปิดประตูเมืองวัวพยนต์คอยทีอยู่ปรากฏตัวขึ้นแล้ววิ่งเข้าในเมือง ระเบิดท้องตัวเองปล่อยพิษร้ายทำลายเมืองและผู้คนวอดวายไปสิ้น นับแต่นั้นมาเมืองนั้นที่ชื่อ“ศรีเทพ” ก็ร้างมาจนบัดนี้ อันนี้เป็นเรื่องเล่าที่ดูว่าท่านฤาษีตาไฟนี่คงดุไม่เบาเหมือนกัน ในทางการศึกษาเรื่องเวทมนต์อิทธิฤทธิ์นั้นต้องนับถือฤาษีตาไฟเป็นสำคัญ

         สำหรับพวกรักแนวออกอิทธิฤทธิ์ ดังปรากฏในพิไชยสงครามที่ว่า “ขอพระศรีสุทัศน์เข้ามาเป็นดวงใจ พระฤาษีตาไฟเข้ามาเป็นดวงตา” ที่นิยามความหมายชัดเจนถึงตบะอำนาจ ในทางลัทธิไสยศาสตร์ พระฤาษีตาไฟเป็นครูใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์อำนาจโดยตรง มีการกำหนดพิธีกรรมสำคัญ มากมายอย่างยันต์ฤาษีตาไฟ พระคาถา และเชื่อว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์สูงมาก ขนาดดลบันดาลเรื่องเหลือวิสัยปกติให้เป็นไปได้เสมอๆ การบูชาพระฤาษีตาไฟ นิยมนำน้ำสะอาดตั้งบูชาไว้ด้านหน้าเสมอแบบมีเคล็ดว่าให้เกิดความร่มเย็นโดยถือว่ารูปท่านเป็นแก้วสารพัดนึกอำนวยอิทธิคุณให้สำเร็จดังมโนปรารถนาดังตำรายันต์พระฤาษีตาไฟที่บอกอุปเท่ห์ว่า “ใครมีไว้ไม่อับจนเลย” ……..สวัสดี

อภ.เซ็งผลิตยาชนิดใหม่รายแรกในไทย แต่ อย.ไม่ให้จดทะเบียน

อภ. สุดทนถูกบ.ยาข้ามชาติแทรกแซงการทำงาน เผยผลิตยาชนิดใหม่สำเร็จเป็นรายแรกของไทย แต่ยื่นขอจดทะเบียนกับอย.ไม่ได้ แฉหน.โครงการวิจัยถูกล็อบบี้บีบให้ยื่นใบลาออก เสียเวลาฟอร์มทีมวิจัยใหม่ ใช้เวลาอีก 6 เดือน “หมอวิชัย” ชี้เตรียมขายยาราคาถูก ประหยัดงบปีละ 500 ล้านบาท
       
       นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการบริหารองค์การเภสัชกรรม(อภ.) กล่าวว่า ขณะนี้อภ. ประสบปัญหาถูกแทรกแซงการทำงานจากหน่วยงานภายนอกอย่างมาก โดยเฉพาะการผลิตตัวยาชนิดใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ซึ่งอภ. มีโครงการศึกษาและแผนการผลิตยาชนิดใหม่จำนวน 15 รายการ โดยโครงการที่ถูกแทรกแซงอย่างเห็นได้ชัดที่สุดคือ การผลิตยาชนิดหนึ่ง (ไม่สามารถบอกได้) ซึ่งปัจจุบันบริษัทยาในประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตได้เอง จะต้องนำเข้าจากตลาดประเทศ ซึ่งยาชนิดนี้มีมูลค่าการตลาดสูงถึง 2,000 ล้านบาทต่อปี
       
       นพ.วิชัยกล่าวต่อว่า อภ. ได้เล็งเห็นความสำคัญจึงได้ศึกษาและพัฒนาเทคนิคการผลิตยาชนิดดังกล่าวมาเป็นเวลาหลายเดือน โดยล่าสุดอภ. ประสบความสำเร็จสามารถผลิตยาที่มีคุณภาพทัดเทียมยาจากต่างประเทศได้แล้ว แต่ไม่สามารถยื่นขอจดทะเบียนตำรับยาใหม่จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ได้ เนื่องจากหัวหน้าโครงการวิจัยได้ลาออกไปในช่วงที่กำลังยื่นขอจดทะเบียน ซึ่งระเบียบการจดทะเบียนตำรับยาของอย. กำหนดให้ทีมวิจัยทั้งหมดต้องเป็นทีมเดียวกันตลอดทั้งโครงการ เพื่อความสมบูรณ์ของงานวิจัย อย่างไรก็ตาม ซึ่งหากอภ. ยื่นจดทะเบียนสำเร็จ จะสามารถผลิตยาดังกล่าวในราคาถูกกว่าคู่แข่งอย่างมาก โดยประหยัดงบประมาณไปได้อีก ปีละ 500 ล้านบาท
       
       “อภ. ไม่สามารถเปลี่ยนหัวหน้าโครงการวิจัยได้ เพราะระเบียบไม่รองรับ ทำให้อภ. ต้องเสียเวลาฟอร์มทีมวิจัยใหม่ และหาหัวหน้าโครงการวิจัยใหม่ และเริ่มโครงการศึกษาใหม่ทั้งหมด ซึ่งทำให้เสียเวลาอีกอย่างน้อย 6 เดือน จึงจะสามารถยื่นขอจดทะเบียนตำรับยาได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการยืดเวลาให้บริษัทยาข้ามชาติยังสามารถขายยาได้อีกอย่างน้อยก็ประมาณ 1,000 ล้านบาท การที่หัวหน้าโครงการวิจัยลาออกโดยไม่มีเหตุผลก็ชัดเจนว่าถูกบีบคั้นจากบริษัทยาข้ามชาติ เพราะหากอภ. ผลิตยาได้เองเมื่อไร เขาก็ไม่สามารถขายยาราคาแพงได้อีกต่อไป”นพ.วิชัยกล่าว

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤษภาคม 2551 10:31 น.

 

ความคิดเห็นที่ 7

แล้วก็อย่าไปอวดภูมิรู้กับพวกมันเหมือนคนรุ่นเก่าๆ ที่กลัวพวกมันจะหาว่าไม่ทันสมัย ไม่พัฒนา เลยอวดรู้กับมัน มันเลยนำไปเป็นของมันเสียฉิบ หยิ่งในความเป็นชาติบ้างเถอะครับ ไม่มีใครเห็นชาติอื่นดีกว่าชาติของตนหรอกครับ มันก็ปากหวานล้วงตับเราทั้งนั้น ที่เรียนเก่งๆนะ เก่งแต่เรียน แต่ชั้นเชิงสู้พวกมันไม่ได้หรอก เพราะเราดูถูกตัวเองไง
ราชศุภมิตร

ความคิดเห็นที่ 6

คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่��กฎ กติกา มารยาท

นี่มันประเทศของใครกัน
kk

ความคิดเห็นที่ 5

คลิกที่นี่หากท่านเห็นว่าความคิดเห็นนี้ขัดต่��กฎ กติกา มารยาท

เมื่อไรบ้านเมืองนี้จะปลอดจากพวกแร้ง+กาที่มารุมทึ้งคนไทย(ตายทั้งเป็นเนื่องจากบ.ยาต่างชาติเข้ามาผูกขาด) โค ตระ เอี้ยเลยไอ้พวกสมคบต่าชาติรุมสูบคนไทยตาดำๆ(ยกเว้นพวกรวยอยู่แล้วไม่มีผล) แหม่งไม่เชื่อเรื่องกรรม สักวันลูกเมียพ่อแม่มันคงได้รับวิบากกรรมที่เอี้ยพวกนี้มันทำ ..สงสารก็แต่คนไทยตาดำๆและพ่อแม่ลูกเมียเอี้ยพวกนี้(เป็นindirect object)
เมื่อไรพวกเหลือบจะหมดไปเสียที

ความคิดเห็นที่ 4

ถ้าโดนกลั่นแกล้งจริงออกมาเปิดโปงจริง ๆ เลยครับมาพร้อมกับหลักฐานผมในฐานะประชาชนจะอยู่เคียงข้างท่าน และผมมั่นใจว่าทีมยามทั้งหลายพร้อมช่วยเหลือท่านจริง ๆ ไม่ใช่ออกมาพูดเพื่อดึงเกมส์ ดึงค่าตัวกันให้สูงขึ้นไป
st.Peter

ความคิดเห็นที่ 3

ความจริงคือ อย. แย่มากๆ เป็นพวกด้อยความสามารถ ไม่สามารถต่อกรหรือกล้าหือกับ บริษัทยาข้ามชาติได้เลย เก่งแต่ทำเป็นขัดขวางคนไทย ทั้งๆที่เป็นเรื่องดีๆ ก็ไม่ยอม

ยาลดความอ้วนกลุ่ม อนุพันธ์ยาบ้า มีทั้งเถื่อนและไม่เถื่อน
ทั้งๆที่รู้ว่าไม่ให้เด็กต่ำกว่า 18 กิน และห้ามกินเกิน 3 เดือน เพราะทำให้อ้วนกว่าเดิม ก็ขาย ปีนึงเกือบ 2 ตัน
รับเงินใต้โต๊ะเยอะ หน่วยงานเฮงซวย

ไม่สังเกตหรือว่าบางที มีแต่คนพูดถึง อย.สหรัฐ ( US FDA ) มากกว่าของไทยเสียอีก ก็เพราะ อย.ไทยมันห่วย
TRUE

ก็ รมต.ชื่อ ไชยา สะสมทรัพย์
ส่วนเลขาธิการ อย. ชื่อ ชาตรี บานชื่น..

ก็อย่างงี้ ละครับท่าน…

ไล่ ออกทั้งคู่.. แผ่นดิน จะสูงขึ้น
พลเมือง

 

อย่าไปสนใจหน่วยงานในประเทศเลยมันห่วยแตกต้องยื่นจดสิทธิบัตรระบบโลกเลย จะได้หักหน้ากันจะๆ

 

เด้งหมอศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ตั้งหมอชาตรี บานชื่น คนทุจริตคอมพิวเตอร์พวกตัวเองเป็นเลขาธิการ อ.ย. แผนตื้น ๆ ดูง่าย ๆ ของไทยไม่สนับสนุน แถมยังขัดขวาง เพื่อให้ต่างชาติได้ประโยชน์ ไอ้ไชยา….คนเนรคุณบ้านเมือง
คนไทยทนไม่ได้

 

ยาก็ต้องซื้อเขา…นมเด็กก็ต้องนำเข้า…จะดูหนังก็มีเเต่ฮอลลิวูด…ปุ๋ยก็ทำเองไม่ได้…ทองก็ต้องให้เขาเป็นคนขุดเอาไป…รังนกก็มีคนถือปืนเฝ้า…โทเอกจะซูฮกก็ต้องจากนอก…อาวุธก็ซื้อจากนอก…พลังงานก็ต้องพึ่งน้ำมันจากนอก…กรรมของคนไทย.

ไอเดียแจ่ม..เก็บภาษีวัฒนธรรมจากเน็คไท

โดย ผู้จัดการรายวัน 29 เมษายน 2551 20:43 น.

       รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมฮังการีโชว์ไอเดียแจ่มจรัส เสนอเก็บภาษีเน็คไทและหูกระต่าย เพื่อส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศ
       
        มาเรีย ชไนเดอร์ เจ้ากระทรวงวัฒนธรรม ประกาศกำปั้นทุบดินว่า ในเมื่อเน็คไทและหูกระต่ายเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์ ซึ่งถือเป็นศิลปินแขนงหนึ่ง ดังนั้น รายได้บางส่วนจากการขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้จึงน่าจะมอบเป็นทุนสนับสนุนศิลปะและวัฒนธรรมของฮังการี
       
        “ผลงานการออกแบบที่งดงามคือสัญลักษณ์ของวัฒนธรรม จึงเป็นเรื่องถูกต้องแล้วที่กระทรวงวัฒนธรรมจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วย”
       
        ทั้งนี้ รัฐมนตรีหญิงของฮังการีเล็งเก็บภาษี 0.8% จากยอดขายเน็คไทและหูกระต่ายทั้งหมดในประเทศ

Sit-Talk: ทำไมเด็ก JR ถึงไม่อยากเป็นพิราบคาบข่าว

ไม่เห็นด้วยกับชูวัสที่ว่าข่าว นสพ.หมู
เพราะงาน นสพ.มันหนักกว่านิตยสารหลายเท่า
ลุ่มลึก กว้างไกลต้องใช้สมองความคิดน่ะสิ
เด็กมหาลัยถึงไม่อยากทำ
เอาแต่ฝันอยากบันเทิง มากกว่าสาระ
ชูวง

ก็เด็กพวกนี้เค้าอ่านอะไรล่ะ บริโภคอะไร

อ่าน แฉ ดารา
ดู AF
ฟัง เพลงเกาหลี

ก็คงจะมีอะไรในหัวหรอกนะ
เหอะ

เด็กยุคนี้ความอดทนมีน้อยกว่าเด็กสมัยก่อน ๆ
ผ่านมาเห็น

 

เป็น Sit-Talk ที่มีค่ามากค่ะ ในฐานะเด็กนิเทศฯด้วยกัน
เป็นสิ่งสะท้อนค่านิยมทางความคิดของน้องๆรุ่นใหม่
ชอบงาน “อิสระ, สบาย,เงินดี”
เป็นสิ่งสะท้อนว่าควรปลูกฝังจิตวิญญาณของนักสื่อสาร
เพราะชีวิตการทำงานต้องอาศัยประสบการณ์
“ความพยายามอดทนรอความสำเร็จ”
***เคยสัมภาษณ์อาจารย์วิไลวรรณ ทำ thesis ได้แง่คิดมุมมองดีๆ มากๆ ต้องขอบคุณมากค่ะ….TU : MCM 1***
pattha_kae_me@hotmail.com

 

ไม่มีอะไรมาก ทำข่าวการเมืองก็ เหนื่อย ทำข่าวอาชญากรรม ยิ่งเหนื่อยใหญ่ ทำข่าว เจาะลึกก็ ไม่ กล้า ทำข่าวดารา อยู่ในแวดวง ของสวย ๆ งาม ๆ หล่อ ๆ ดีกว่า เนอะ สบายกว่ากัน เยอะ เลย
st

เด็กสมัยวัตถุนิยม บ้าแบรนเนม ชอบของหรู จึงไม่แปลกใจหรอกที่มันจะมีความคิดแบบนี้ เพราะทำงานด้านนิตยสาร มันรวยกว่าทำงานหนังสือพิมพ์ ได้เงินเยอะก่า ได้ตังเยอะก่า และอุดมการณ์ก็น้อยก่า ไม่ต้องรับผิดชอบต่องานที่ทำ(มากนัก)
555+

 

จิตสำนึกหรือสันดานที่ได้จากพ่อแม่ ส่งผลให้มีอุดมการณ์ด้านจิตสาธารณะต่ำ จึงไม่สนใจในการทำงานเพื่อส่วนรวมเพื่อประเทศ
กาดึ๊บ ๆ

เห็นข่าวทีวีทุกช่อง(อุตสาห์มีตั้ง 5-7 ช่อง) แต่เชื่อไหมทำไมนำเสนอข่าวที่มีหัวเรื่องและเนื้อเรื่องเป็นแบบเดียวกันหมดเลย ลอกข่าวกันมาหรือเปล่า แล้วเขาจะรับนักข่าวไปทำไม
อาจารย์ครับ ทำไมสอนให้เด็กทำข่าวเป็นแต่การลอกข่าวของคนอื่นมานำเสนอเท่านั้นหรือครับ ถูกผิดช่างมัน ไม่คิดจะหาข่าว ทำข่าวกันเองบ้างหรือครับ
มีอิสระจริงไหม

ค่านิยมมันเปลี่ยนไปแล้ว เด็กสมัยนี้รักสบาย ติดแฟชั่น ช็อปปิ้ง ติดหนังเกาหลี ที่เป็นแบบนี้เพราะอะไร ก็เพราะสื่อนั่นแหละทำ ด้วยการสร้างความผูกพันในแบรนด์เกาหลีทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น หนัง ดารา ฯลฯ ให้แก่เด็กด้วยช่องทางทางด้านความบันเทิงทางทีวี ทางเน็ต บ้างล่ะ
ถ้าจะปลูกฝังเด็กให้รักการเป็นพิราบ ก็ต้องงดช่องทางการจัดจำหน่ายสิ่งเหล่านี้ลงไปบ้างค่ะ แล้วโปรโมตให้เด็กรักการอ่านข่าว เพิ่มมากขึ้น แต่คงยากเพราะเด๋วนี้อะไรมันก็ธุรกิจไปหมด
จบ JR เหมือนกัน แต่จบโท MBA ค่ะ

 

หยิบโหย่ง ฟุ้งเฟ้อ เห่อวัตถุ

 
 

ดีครับ…สะท้อนสมองวัยรุ่นยุคนี้ได้ดี
เศร้าสิ..ประเทศชาติ

อ่านสัมภาษณ์แล้วรู้กึ๋ยเลยน้องคนที่อยากทำข่าวบันเทิง ที่ชือแอน ม กรุงเทพ นั่จริงๆ จะมาทำวารสาร แต่ไม่อ่านข่าว คนเราจะเขียนได้ดี เริ่มต้นต้องอ่านก่อนจ้ะน้อง คนจะเป็นนักเขียนที่ดี มันต้องอ่านเยอะ ไม่จำกัดวงด้วย มันต้องรอบรู้จ้า มหาวิทยาลัยนี้สอนอะไรกันเนี่ย ฟังกับอ่านนั้นไม่เหมือนกัน ภาษาเขียนมันสลวยกว่า เอแต่พูดไปคงเท่านั้นแหละ อะไรนั่นโอเด็กไทย มองการเมืองเป็นเรื่องไกลตัว อืม น้องแอนจ้ะ นี่ขนาดเรียนทางด้านวารสารน่ะ ปัญญามีได้แค่นี้ เหมาะแล้วกับข่าวบันเทิงในการทำข่าว ใครออกเดตกับใคร ดาราคนไหนเอากัน ใครกิ๊กใคร ใครตีท้ายครัวใคร ใครจะแก้ผ้าหน้าร้อนนี้ ใครแอบเอากัน ใครสวิงกิ้ง เหมาะมากกับน้องคนนี้ วสัยทรรศ์เป็นแบบเหมาะ เรื่อวิสัยทรรศน์บ้านเมืองน้องคนนี้ปัญญาคงไม่ถึง ต่ำเกินไป อย่างมากน่าจะเป็นได้ปาปารัชซี่แอบถ่ายทำข่าว นั่นคงลำบากมากแล้วสำหรับเธอ นักศึกษา ม กรุงเทพ นี่คือตัวอย่างว่าทีบัณฑิต ที่ผลิตโดย ม กรุงเทพ จ้า อิๆๆๆ
อนาถ

 

ไม่น่าแปลกใจเลย ที่สังคมเป็นแบบนี้ เพราะไม่มีใครคิดอยากจะทำเพื่อคนอื่นอีกแล้ว อะไรได้มาง่ายๆ ไม่ต้องเหนื่อยก็ยอมทั้งนั้น
MooS

 
 
 

เด็กสมัยนี้มองอะไรๆที่สบายมากๆ งาน หรืออะไรก็เเล้วแต่ อะไรง่าย เงินเยอะ เอาทั้งนั้น จริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่นักศึกษาขายตัวเพื่อของแบรนเนม
ไม่เเปลกใจ

แก้วโป่งkม 3 ชนิด

ดวงนี้เรียกกันว่า แก้วปวกเขียว ครับ

องค์นี้ก็หายากพอสมควรได้มาโดยบังเอิญเช่นกัน เรียกกันว่า แก้วสามกษัตริย์ ครับ

แก้วพวกนี้ท่านแบ่งไว้ 3 ชนิดคือ

1.จุลจักร พวกนี้จะเป็นแก้วบริวารของแก้วระดับสูง ใครก็สามารถครอบครองได้แต่ต้องเป็นผู้มีศีลธรรม มีวาระร่วมกัน ถ้าสามารถสือถึงเทวดา ที่รักษาดวงแก้วได้ก็สามารถให้ท่านช่วยในเรื่องที่เราติดขัดได้ เรื่องของการภาวนาท่านก็ยังช่วยได้

2.มหาจักร พวกนี้จะเหนือกว่า จุลจักร มากพอสมควร ผู้มีไว้ครอบครองว่ากันว่าสามารถอธิษฐาน สิ่งใดก็ได้ให้สมปราถนา ป้องกันภัยได้สารพัด

3.บรมจักร แก้วที่เหนือกว่าแก้วทั้งปวง อยู่ในความครอบครองของ พระเจ้าจักรพรรดิ เท่านั้น

จับผิดแร่เหล็กที่ดูดติดกัน

ลักษณะก้อนรีๆ ที่เป็นแม่เหล็ก ตามแผงพระทั่วไปมีเป็นจำนวนมากนั้น ของธรรมชาติมีจริงหรือไม่ครับ

ของธรรมชาติมีครับ แต่ที่เห็นๆส่วนใหญ่ปลอมครับ ต้นกำเนิดคือทำเลียนแบบเหล็กไหลตาแรดของวัดถ้ำแฝด นั่นก็คือโคตรเหล็กไหล หรือเหล็กทรหดที่พบมากทางแถบตะวันตกของไทย แต่ต้องเป็นเหล็กแก่นใจกลาง(ก้อนใหญ่)นะครับถึงจะมีอำนาจแม่เหล็ก โดยปกติไม่มีอำนาจแม่เหล็กครับ แต่เหล็กดูดจะดูดติดได้(คือมีองค์ประกอบของเหล็กนั่นเอง มากบ้างน้อยบ้างตามปัจจัย)

อีกที่คือตับเหล็กลอง ก้อนใหญ่ตรงแก่นใจกลาง ก็จะมีอำนาจแม่เหล็กครับ ส่วนใหญ่จึงจะเห็นเป็นรูปที่เจียรนัยแล้ว

ส่วนที่ทำปลอมนั้นก็ใช้หลักการวิทยาศาสตร์ที่ทำเหล็กให้เป็นแม่เหล็กนั่นและครับ ใครที่จับพลังแต่ยังแยกไม่เก่งก็โดนหลอกได้ เพราะรูปลักษณ์น่าศรัทธา+แม่เหล็กก็มีกระแสกำลัง หรือบางทีภพภูมิที่ดูแลเหล็กเขาก็อธิษฐานให้มีพลังเสียเลย…..นามมันพร้อมแล้ว ใส่รูปไปย่อมง่าย นั่นเอง..

งากำจัด หรือ งาสลัด

งากำจัด หรืองาสลัด
เป็นงาช้างที่หลุดออกจากตัวช้างเองโดยธรรมชาติ ไม่มีใครได้ไปทำอะไรกับมันเลย บางทีงากำจัดนี้ อาจได้มาจากที่ช้างเอางาไปแทงใส่ต้นไม้ แล้วงาก้อหักคาต้นไม้นั้น นั่นแหละทนสิทธิ์ ถ้าหากเราไปแย่งเอามา ไปตัดเอามา งานั้นถือว่าเป็นเสนียด ไร้ความศักดิ์สิทธิ์

งูกินหาง

งูกินหาง ครับ หลายท่านคงจะเคยได้ยิน งูกินหาง บ่อยๆๆแต่ในความหมายอื่นมากกว่า อันนี้เป็น งูกินหาง ของจริงครับท่าน

ขนนกปรอดเงิน

ขนนกปรอดเงิน

ไม่มีรูปครับ คาดว่ายากนักที่จะมีใครเคยเห็น…..เป็นเครื่องบังตาของชาวบังบด หรือชาวลับแลในเขตจังหวัดกาญจนบุรี ที่เมื่อใครถอนหรือเคลื่อนขนนกปรอทเงินนี้จะทำให้ภูมินี้ปรากฎให้เห็นได้ด้วยสายตามนุษย์….

ตำนานเล่าว่า เมื่อถึงคราวยักษ์ที่ถูกสาปตวัดลิ้นไปที่…….จะทำให้ที่แห่งนั้นเกิดวิบัติขึ้น แผ่นดินที่ไหวสั่นสะท้านจะทำให้ขนนกปรอดเงินสั่นและถูกถอนขึ้นชั่วขณะ เป็นเหตุทำให้เมืองลับแลนี้ปรากฎให้เห็น ชั่วระยะเวลาหนึ่ง…..

จาก  http://www.google.co.th/imgres?imgurl=http://www.watthummuangna.com/board/attachment.php%3Fattachmentid%3D15255%26stc%3D1%26d%3D1209031339&imgrefurl=http://board.watthummuangna.com/showthread.php%3Ft%3D4433%26page%3D4&h=397&w=420&sz=75&tbnid=C2Hcfs8Au_mi5M:&tbnh=118&tbnw=125&prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587&hl=th&usg=__VSi7ZiwvJy5jgyRaq_67su0g98U=&ei=Dix0SrT4DcGIkAWAg-yfDA&sa=X&oi=image_result&resnum=2&ct=image

ไม้งิ้วดำ (พญางิ้วดำ)

ต้นงิ้วดำเป็นต้นไม้วิเศษที่มีเทพธิดารักษา เกิดอยู่ในป่าลึก โดยเฉพาะป่าที่มี

อาถรรพ์เร้นลับยากที่มนุษย์จะเข้าไปถึงได้ง่ายๆ เนื้อไม้มีสีดำสนิทแข็งแกร่งมาก

โบราณจารย์เล่าว่าหลายร้อยปีทีเดียวจึงจะเกิดมีขึ้นสักต้นหนึ่ง จัดเป็นของทนสิทธิ์มหาวิเศษชั้นดีชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อถึงเวลาอันควรเทพาอารักษ์ที่ปกปักรักษาดูแลจะพลี

ต้นยืนตายพรายทิ้งไว้ให้เพื่อรอผู้มีบุญญาบารมีนำไปทำประโยชน์เพื่อพระศาสนา

ยิ่งหากกลายสภาพเป็นหิน (คด) เมื่อใดก็ยิ่งมีพลังอานุภาพแรงกล้าเป็นทวีคูณ

          อานุภาพดีเด่นทางมหาอุด คงกระพัน  แคล้วคลาด  โชคลาภ เมตตามหานิยม

ป้องกันคุณไสยมนต์ดำ…………………………………

หัตถ์แม่พระธรณี

           เป็นของกายสิทธิ์ที่ไม่ค่อยมีใครได้พบเห็นบ่อยนัก เหตุเพราะมีกำเนิดที่ลี้ลับ โลดโผน แตกต่างจากธาตุกายสิทธิ์ชนิดอื่นๆเป็นอย่างยิ่ง กล่าวกันว่าหลายพันปีล่วงมาแล้วเป็นยุคที่ฤษีผู้ทรงฤทธิ์อภิญญาทั้งหลาย ยังยึดติดอยู่ในธาตุวิเศษชนิดต่างๆ มีการเล่นแร่แปรธาตุ สร้างธาตุกายสิทธิ์เพื่อรองรับจิตวิญญาณของตนเมื่อถึงกาลอวสานของสังขาร จิตวิญญาณก็จะเข้าสิงสู่ยังธาตุกายสิทธิ์ที่ตนได้ตระเตรียมเอาไว้

          แต่ก็ยังมีฤาษีบางตนที่เห็นแจ้งตามสัจธรรม รู้ซึ้งถึงกฎธรรมชาติอันมีเกิด แก่เจ็บ  ตาย ไม่คิดที่จะฝ่าฝืนกฎแห่งกรรม แต่ด้วยความเสียดายในธาตุวิเศษที่ตนได้ปรุงขึ้นมา ก่อนที่กายสังขารจะแตกดับ ท่านได้อธิฐานบอกฝากแม่พระธรณีเอาไว้ กาลต่อมาได้ปรากฏสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น คือได้เกิดหินงอกหินย้อยเป็นรูปมือคนกุมธาตุกายสิทธิ์ที่มีลักษณะเหมือนก้อนหินไว้ในอุ้งมือ และนั่นจึงเป็นที่มาแห่งชื่อเรียกของวิเศษเหล่านี้ว่า “หัตถ์แม่พระธรณี”  ซึ่งได้ถูกฝังซ่อนไว้ภายในถ้ำที่บรรดาเหล่าพระฤษีอาศัยบำเพ็ญตบะบารมีอยู่นั่นเอง

          อานุภาพมหาวิเศษนั้นจึงไม่แตกต่างอะไรกับเหล็กไหล ธาตุมหัศจรรย์นั่นเอง…

 

คตดินกากยายักษ์

ดินกากยายักษ์นั้นมีกำเนิดอยู่แถวจังหวัดยะลา เท่าที่ผู้เขียนทราบมายังไม่เคย

ปรากฏที่อื่นเลยนอกจากที่ยะลาที่เดียว ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกดี ลักษณะเป็นผงสีดำ

มันวาววับเป็นประกาย มีน้ำหนักเบาเป็นของทนสิทธิ์ นิยมนำมาเป็นส่วนผสมในการ

สร้างวัตถุมงคลในรูปแบบต่างๆ จิตวิญญาณที่ดูแลรักษาเป็นพวกยักษ์  อสูร

ฝ่ายสัมมาทิฐิ

          อานุภาพของดินกากยายักษ์นั้นดีทาง คงกระพัน  แคล้วคลาด  โชคลาภ

กันคุณไสยมนต์ดำ และบางครั้งจะพบว่าเกาะตัวกันเป็นก้อนคล้ายถ่านแข็งเป็นหิน

ท่านเรียกว่าคดดินกากยายักษ์นั่นเอง………….

 

 

 

 
 
 
     

ลูกกรอกเสือ

ขึ้นชื่อว่าลูกกรอกแล้วถือว่าเป็นของกายสิทธิ์ที่มีจิตวิญญาณสถิตรักษา

สำหรับลูกกรอกสัตว์นั้นส่วนมากเราจะเคยได้ยินแต่ลูกกรอกแมว ส่วนลูกกรอกเสือ

นั้นแทบจะไม่เคยมีใครเคยพบเห็นเจอะเจอกันมาก่อนเลย และผู้เขียนเองก็ยังไม่เคยเห็นผู้ใดกล่าวถึงมาก่อนอีกด้วย

           ลักษณะของลูกกรอกเสือนั้นก็จะคล้ายกับลูกกรอกแมวทุกประการเพียงแต่จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าเท่านั้น ส่วนอานุภาพวิเศษนั้นลูกกรอกแมวจะเด่นทางเมตตา โชคลาภ   แต่ลูกกรอกเสือนั้นจะเด่นมากทางด้านมหาอำนาจตามแบบฉบับของพญาเสือ

นั่นเอง…………………….

เดือยและหนังงูเหลือม

ธรรมชาติของงูเหลือมตอนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาวนั้นจะหากินเก่ง และคล่องตัว

ต่อเมื่อมีอายุมากเข้าหรือแก่เฒ่าชราจะมีความเชื่องช้าเอามากๆ แต่ถว่าทำไมมันจึง

มีอาหารการกินอย่างสมบูรณ์ บูรพาจารย์สมัยโบราณท่านเป็นผู้ช่างสังเกต และได้พบ

กับความลี้ลับอาถรรพ์จากงูเหลือมที่แก่ชราว่า งูเหลือมนั้นมันมีมนต์วิเศษ มหาจังงัง

ที่สามารถสะกดให้เหยื่อของมันเดินเข้ามาหามันเองและตกเป็นอาหารในที่สุดได้

อย่างน่ามหัศจรรย์ใจเป็นยิ่งนัก

          บูรพาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่างูเหลือมตัวผู้นั้นจะมีความอาถรรพ์ ขมังเวทย์แรงกล้ามากกว่าตัวเมีย ยามเมื่อมันแก่ตัวลงจะมีของวิเศษอย่างหนึ่งเกิดขึ้นที่ท้องของมัน

เรียกว่าเดือยงูเหลือม สมัยก่อนจึงมีการค้นหางูเหลือมที่มันแก่ตายตามอายุขัยแล้ว

ทำการพลีขอขมาเจ้าของร่างเพื่อทำการชำแหละเอาเดือยและหนังไปทำพิธีตามตำรับ

ไสยเวทย์ ทั้งเดือยและหนังก็จะมีอานุภาพวิเศษสุดจะพรรณนา

          คุณวิเศษของเดือยงูเหลือมดีทางเมตา มหาละลวย จังงัง เจริญทางโภคทรัพย์

เรียกเงิน เรียกทอง เรียกลูกค้า ป้องกันภัยได้รอบด้านเลยทีเดียว…………….

 

 

งูปากเป็ด

เป็นของวิเศษที่คนโบราณกล่าวถึงวิถีกำเนิดความเป็นมาอย่างน่าพิศวงสุดมหัศจรรย์ยิ่ง  กล่าวกันว่างูปากเป็ดนั้นเกิดจากขนนกสาเวกซึ่งเป็นชื่อนกในเมืองไกรลาสอันเป็นดินแดนที่อยู่กึ่งกลางระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์    ในเมืองมนุษย์เรียกนกชนิดนี้ว่า   “นกการเวก”  นั่นเอง

          บูรพาจารย์ท่านเล่าว่างูปากเป็ดเกิดจากขนของนกการเวกที่หลุดและหล่นลงมายังเมืองมนุษย์ซึ่งก็จะกลายเป็นงูตัวเล็กๆมีทั้งสีดำ  เหลืองทอง ยาวประมาณ

7 – 10 ซ.ม. คล้ายงูเหลือมหรืองูเหลือมย่อส่วนอะไรประมาณนั้น จัดเป็นของกายสิทธิ์ชั้นยอดเยี่ยม เป็นของคู่บุญเฉพาะคนเมื่อถึงเวลาเขาจะมาหาเจ้าของๆเขาเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บางคนจะพบว่ามาหาตอนยังเป็นๆอยู่  แต่บางคนก็จะได้มาจากผู้อื่นที่ไม่ใช่เจ้าของที่แท้จริงนำมาให้อีกที ซึ่งกรณีหลังนี้อาจจะเป็นในรูปแบบซื้อขายแลกเปลี่ยน

          เป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดสำหรับงูปากเป็ดนี้เมื่อเขามาหาเจ้าของๆเขาแล้วภายใน 3 – 5 นาที เขาก็จะละสังขารทิ้งร่างกายสิทธิ์ซึ่งจะค่อยๆแห้ง ไม่เน่าไม่เปื่อยไว้ให้ โบราณท่านกล่าวเปรียบเปรยเอาไว้ว่า นกการเวกนั้นมีเสียงร้องไพเราะมาก  ขนาดฤาษีที่นั่งเข้าญาณสมาบัติยังต้องลืมตาขึ้นมาฟังเสียงร้องของนกการเวกเลย

          อานุภาพของงูปากเป็ดนั้นเป็นเลิศทางด้านเจริญโภคทรัพย์มหาสมบัติเรียกเงิน เรียกทอง เมตตา เตือนภัย ผู้ใดได้ครอบครองเป็นเจ้าของประดุจได้ไว้ซึ่งขุมทรัพย์ของเทพเทวา ชีวิตจะไม่พบกับคำว่าตกอับยากจนเลย มีแต่จะพบกับความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไปจนกว่าจะหมดอายุขัยเลยทีเดียว………..

แก้วพิรุณฝนแสนห่า

แก้วชนิดนี้จะมีลวดลายข้างในคล้ายสายฝน หรือสะเก็ดดาวตกๆลงมาจากฟากฟ้า

สวยงามแปลกตาเป็นแก้วที่ธรรมชาติรังสรรค์ได้วิจิตรพิสดารมาก มีอาถรรพ์มีอิทธิฤทธิ์

สูงสุดยอดทางด้านแคล้วคลาด  กันภัย ความเจริญรุ่งเรือง  ดับร้อน  กลับร้ายให้กลายเป็นดี

          ในสมัยโบราณบูรพาจารย์ได้นำแก้ววิเศษชนิดนี้มาทำสายวิชาแคล้วคลาดชั้นสูง

แม่ทัพ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่จะใช้แก้วชนิดนี้ออกรบจับศึก เพื่อต้านอาวุธจากข้าศึกไม่ว่าจะเป็นปืนผาหน้าไม้  ปืนไฟต่างๆที่ยิงเข้ามาจะไม่อาจถูกต้องตัวของผู้ที่ใช้แก้ววิเศษทำวิชาฝนแสนห่า นี้ได้เลย  ท่านตีค่าวิชานี้ว่ามีค่าควรเมืองทีเดียว…………….

เพชรตาแมว

กำเนิดของเพ็ชรตาแมวนั้นเป็นเรื่องลี้ลับยิ่งนัก ตั้งแต่โบราณกาลมาบูรพาจารย์ผู้รู้ท่านได้กล่าวเอาไว้ว่า

เป็นของกายสิทธิ์อิทธิฤทธิ์เกรียงไกร ใน ๑๐๐ ปี ถึง ๑,๐๐๐ ปีจึงจะมาจุติยังดินแดนสุวรรณภูมิสัก ๑ ตน

โดยเทพที่จะมาเกิดเป็นแมวได้นำแก้วมณีสารพัดนึก ซึ่งเป็นของวิเศษประจำตัวจากสรวงสวรรค์ลงมาจุติ

เพื่อชดใช้เศษกรรมที่ยังเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยก่อนที่จะกลับขึ้นไปบำเพ็ญตบะยังสรวงสวรรค์ดังเดิม

          ก่อนที่จะละสังขารเขาจะประทานแก้ววิเศษที่รู้กันในนามเพ็ชรตาแมวให้แก่ผู้ที่มีพระคุณเลี้ยงดูเขามา

จนถึงวาระที่เขาได้ชดใช้เศษกรรมบางอย่างจนหมดสิ้นแล้ว โดยก่อนจะจากไปเขาจะเข้ามาคลอเคลียกับ

ผู้ที่เป็นเจ้าของเหมือนเป็นการบอกลาอยู่ในทีเป็นครั้งสุดท้าย และทิ้งเพ็ชรตาแมวของตนไว้ให้กับเจ้าของ

ก่อนที่จะจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีกต่อไป โดยบางตัวจะละสังขารต่อหน้าเจ้าของ แต่บางตัวจะจากไป

ละสังขารที่อื่น และไม่มีใครพบหรือเห็นซากสังขารของเขาเป็นที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก

          อานุภาพของเพ็ชรตาแมวนั้นมีคุณวิเศษดังแก้วสารพัดนึก ดีเด่นทางด้านมหาสิทธิโชค โภคทรัพย์

เรียกลาภ เมตตามหานิยม มหาอำนาจ เตือนภัย ป้องกันภัยอันตรายได้สารพัด ผู้ใดได้ครอบครองเป็น

เจ้าของอย่างถูกต้องตามครรลองคลองธรรม จะพบพานแต่ความเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวยทรัพย์สินเงินทอง

เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง เพ็ชรตาแมวนั้นจัดว่าเป็นคดกายสิทธิ์ที่มีญาณทิพย์ของเทพเทวาผู้เป็นเจ้าของเพ็ชร์

ที่สถิตอยู่บนสรวงสวรรค์นั่นเอง นัยนอกจากจะเป็นของกายสิทธิ์ในตัวแล้วยังได้รับพลังวิเศษจากเทพเทวา

ประทานให้ผู้ครอบครองด้วยอีกทาง เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่ของกายสิทธิ์ธรรมดาสามัญ โดยบูรพาจารย์ท่าน

จัดอันดับไว้ในวรรณะกษัตริย์ชั้นสูงเลยทีเดียว…………….

 
 

 

 
 
 
   

พญาด้วงหิมพานต์

หลายคนเมื่อได้ฟังชื่อแล้วก็คงไม่รู้จัก   แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่เคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง แต่ว่าไม่เคยพบเห็นซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะของเหล่านี้ไม่ได้เกิดมีอยู่ในเมืองมนุษย์ แต่เป็นของที่เกิดอยู่ในป่าหิมพานต์ ดินแดนที่ทับซ้อนกับโลกมนุษย์ อยู่กึ่งกลางระหว่างมนุษย์โลกกับสรวงสวรรค์ เป็นประเภทกึ่งสัตว์กึ่งเทพเฉกเช่นเดียวกับช้างน้ำ

            พญาด้วงนี้จะอาศัยอยู่ในป่าลึกลับเต็มไปด้วยอาถรรพ์    ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจ  อสรพิษ  สัตว์ร้ายนานาชนิด    ซึ่งผู้คนมักเข้าไปไม่ถึง หรือไม่ก็ไม่กล้าที่จะผ่านเข้าไป เนื่องจากเป็นที่รู้กันในหมู่พรานป่า และ ผู้ที่มีอาชีพหาของป่าว่าหากใครพลัดเผลอหลงเข้าไปก็มักจะเอาชีวิตไปทิ้งในป่าดังกล่าวโดยมิอาจกลับออกมาได้เพราะผู้ที่จะเข้าไปในเขตป่าอาถรรพ์ได้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มี  วิชาอาคมแก่กล้า หรือไม่ก็ต้องมีญาณสัมผัสจึงจะดำรงชีพอยู่ในป่านั้นได้

            พญาด้วงจะอาศัยอยู่กันเป็นกลุ่มบริเวณเนินดิน  โขดหินที่อยู่ติดกับธารน้ำตกในป่าหิมพานต์นั่นเอง   ลักษณะตัวคล้ายกับด้วงเมืองมนุษย์แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่ามาก  เขี้ยวโค้งงอปลายแหลมคมมีทั้งสีดำและสีขาว  ขาวอมเหลือง ขาวอมดำ  เมื่อใกล้ถึงเวลาหมดอายุขัยจะสลัดเขี้ยวทิ้งไว้ในกองสุสานของพวกตน ส่วนร่างกายจะ    ค่อยๆ  สลายตัวไปตามกฎอนิจจัง เหลือไว้แต่เขี้ยวซึ่งเป็นของกายสิทธิ์อยู่ในสุสานด้วงนั่นเอง

            อานุภาพของเขี้ยวพญาด้วงนี้เป็นของกายสิทธิ์ที่ยอดเยี่ยมทางด้านป้องกันภัย กันอาวุธ (มหาอุด คงกระพันแคล้วคลาด)   และดีทางการต่อสู้แข่งขัน ต่อสู้ทางธุรกิจการค้า หรือการใช้กำลังต่อสู้กันถือว่าสุดยอดมหาวิเศษ   อีกทั้งยังดีทางมหาอำนาจ เมตตา เรียกลาภ จัดว่าดีเยี่ยมรอบตัวเลยทีเดียว…..

แก้วจอมขวัญ

แก้วจอมขวัญเป็นโป่งข่ามสีม่วง มีทั้งสีเข้มและอ่อน ลักษณะคล้ายอเมทิสมากแต่ความสวยอาจจะด้อยกว่าอเมทิสอยู่บ้าง  เป็นแก้วชั้นสูงสมัยโบราณจะใช้แก้วชนิดนี้

วางรองเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และใช้เป็นเครื่องประดับของพระมหากษัตริย์และ

ราชวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น เป็นแก้วที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม สมัยก่อนนั้นจึงห้ามมิให้ราษฎร

แม้กระทั่งเจ้าขุนมูลนายนำมาใช้

          อานุภาพของแก้วจอมขวัญนั้นเป็นที่ประจักษ์ในด้านฤทธิ์อำนาจ มหาเสน่ห์

เมตตา มหานิยม ป้องกันคุณไสย์มนต์ดำ และใช้อธิษฐานเสี่ยงทาย  เสี่ยงรักได้อีกด้วย

คตไข่นกกาสา

นกกาสานั้นเป็นนกที่เกิดอยู่ในดินแดนป่าหิมพานต์เช่นเดียวกันกับนกการเวก

แต่กาสานั้นตัวเล็กกว่า มีขนสีดำ อาศัยอยู่บริเวณเขตแนวติดต่อกับโลกมนุษย์บริเวณป่าลึกที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์ลี้ลับ ผู้ที่จะสามารถเข้าไปพบเจอได้นั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ทรงศีล ฤษี ชีไพร พระธุดงค์ที่สำเร็จญาณสมาบัติ เพราะท่านเหล่านี้จะสามารถทราบได้จากทางสมาธิขณะปฏิบัติธรรมอยู่ในบริเวณป่าดังกล่าว

         นกกาสานั้นเป็นสัตว์กึ่งนกกึ่งเทพ เมื่อเขาได้พบเห็นพระธุดงค์ หรือผู้ทรงศีลในป่าที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจึงคิดอยากจะสร้างสมบุญกุศล จึงได้อธิฐานมอบไข่ของตน

ให้กับผู้ทรงศีลเพื่อสร้างทานบารมีให้กับตนเองต่อไป และไข่นั้นก็จะกลายเป็นหินทันที

          อานุภาพของคดไข่นกกาสานั้นดีเด่นทางด้านโชคลาภ เรียกเงิน เรียกทอง

เมตตามหานิยม  มหาอุด  คงกระพัน  แคล้วคลาด  กันภัยได้รอบตัว…………….

 
 

 

 
 
 
   

ชันโรงใต้ดิน

ชันโรงเป็นแมลงตัวเล็กๆคล้ายผึ้ง ชอบกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้เหมือนกัน

ทำรังอยู่ใต้ดิน จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และมักชอบทำรังในบริเวณพื้นที่ค่อนข้างเงียบสงบ ห่างไกลจากผู้คนและสัตว์อื่นๆ  เมื่อเวลามันถ่ายออกมาจะมีสีดำเหนียวมีกลิ่นหอมประหลาด ซึ่งมันก็จะนำไปสร้างรังให้กับพวกมันนั่นเอง โบราณถือกันว่าชันโรงเป็นของทนสิทธิ์ ทีอาถรรพ์ลี้ลับ

          อานุภาพของชันโรงใต้ดินนั้นดีทางป้องกันไฟ  กันคุณไสยมนต์ดำ  มหาอุด

แคล้วคลาด  นักไสยเวทย์นิยมนำมาอุดที่หลังเบี้ยแก้ และทำเครื่องรางต่างๆ…

คตไข่มุกดำ

ไข่มุกถือเป็นเครื่องประดับที่มีคุณค่ามาแต่โบราณกาล ส่วนใหญ่ไข่มุกจะมีสีขาว ส่วนไข่มุกดำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่อดีตมาถือว่าหาได้ยากมาก จะเกิดอยู่ ในตัวของหอยทะเลชนิดหนึ่ง คดไข่มุกก็เช่นกันเกิดขึ้นจากไข่มุกกลายเป็นหินอยู่ในตัวหอย และเนื่องจากได้เกิดอยู่ภายใต้ทะเลจึงดูดซับพลังอาโปธาตุเข้ามาเก็บไว้ในตัวสูงลักษณะกลมดำมันวาวมีน้ำหนัก มีอาถรรพ์เร้นลับ เป็นของกายสิทธิ์ที่หาได้ยากยิ่งอานุภาพของคดไข่มุกดำนี้ เด่นทางเสน่ห์เมตตาสูงมาก  โชคลาภ  มหาอุดคงกระพัน  กันภัยได้สารพัด………..

 

คตกระทิง

คดกระทิงนั้นเป็นของทนสิทธิ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในเขากระทิงเฉกเช่นเดียวกันกับคดเขาควายซึ่งตามปกติ

แล้วจะหาคดเขากระทิงสักชิ้นก็นับว่าหาได้ยากยิ่งเป็นคดจากกระทิงเผือกซึ่งโบราณของไทย

เรามีความเชื่อต่อกันมาว่าสัตว์ชนิดใดก็ตามที่เกิดตามตำราสีเผือกถือว่าเป็นสัตว์ที่มีบุญญาธิการ

เป็นโพธิสัตว์ลงมาเกิดบำเพ็ญบารมี มีอิทธิฤทธิ์และบุญฤทธิ์สูงผู้ใดที่ได้ครอบครอง ถือว่ามีวาสนาเป็นบุญของผู้นั้น

   อานุภาพของคดกระทิงนั้นโดดเด่นทางด้านมหาอำนาจ เดช ตบะ ส่งผลให้ผู้ครอบครองมี สง่าราศี ศัตรูครั่นคร้ามยำเกรง ป้องกันคุณไสย มนต์ดำ ปกป้องคุ้มครองและถ้าเป็นคดกระทิงเผือกก็จะมีอานุภาพแรงกล้าขึ้นเป็นทวีคูณ…………..

 

http://pipatkayasith.igetweb.com/index.php?mo=3&art=231103

คดตะเคียน

คดตะเคียนฟังชื่อแล้วหลายท่านก็จะรู้สึกนึกถึงนางตะเคียนแบบในหนังผีขึ้นมา

ทันทีก็ไม่ผิดหรอกเพราะคดตะเคียนนั้นเป็นของอาถรรพ์เป็นกายสิทธิ์ที่มีจิตนางไม้รักษาอยู่แต่เป็นประเภทสัมมาทิฐิคือให้แต่คุณไม่ให้โทษชอบช่วยเหลือมนุษย์เพื่อเป็นการสร้างสมบุญกุศลให้กับนางเพื่อจะได้ไปเสวยสุขยังภพภูมิที่สูงยิ่งๆขึ้นต่อไป

          คดตะเคียนนั้นมีอยู่ 2 ชนิด คือ

  1. เป็นคดที่เกิดขึ้นบริเวณในแก่นกลาของลำต้นตะเคียน
  2. เกิดจากต้นตะเคียนตายพรายยืนต้นและกลายเป็นหินทั้งต้น ( ซึ่งการกลายเป็นหินลักษณะนี้ถือว่าเป็นคดไม่ใช่ฟอสซิล)

ประเภทแรกจะเป็นชิ้นบางๆไม่ใหญ่ซึ่งจะเป็นของที่หายากมากๆเลยทีเดียว ส่วนประเภทที่สองนั้นกลายเป็นคดทั้งต้นเลยซึ่งก็ไม่ใช่ของที่จะเจอะเจอ หรือพบเห็นได้

ง่ายๆเช่นเดียวกัน

          คดตะเคียนนั้นบูรพาจารย์ท่านบอกเอาไว้ว่าเป็นของกายสิทธิ์ที่มีความลี้ลับ

มหัศจรรย์ ผู้ที่จะได้ไว้ครอบครองจะต้องเป็นผู้ที่มีวาสนาสูงเคยมีความก่อเนื่องกันมา

แต่ในอดีตชาติ หาไม่แล้วให้เสาะหาอย่างไรก็ไม่มีวันพบเจอ เพราะของเหล่านี้เขามีเจ้าข้าวเจ้าของเฉพาะเจาะจง ซึ่งหากเป็นเจ้าของเขาแล้ว เมื่อถึงเวลาอันควรนางตะเคียน

จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เจ้าของได้มาพบ และนำไปครอบครองจนได้ในที่สุด

          อานุภาพของคดตะเคียนนั้นมีคุณวิเศษอเนกอนันต์ นอกจากอิทธิคุณจากพลัง

ปราณแห่งคดแล้ว ยังได้ทิพย์อำนาจของนางตะเคียนซึ่งเป็นกึ่งเทพกึ่งนางไม้ช่วยค้ำคูณ

อีกเป็นทวีคูณ ส่วนคุณวิเศษสำคัญหลักๆก็คือ เมตตามหาเสน่ห์ โชคลาภ  แคล้วคลาด

กันภัยอันตรายได้ทุกชนิด เตือนภัย และอีกหลายๆประการ ยิ่งหากผู้เป็นเจ้าของใช้เป็น

รู้จักใช้ละก็ แก้วสารพัดนึกยังไงยังงั้นเลยทีเดียว……….

จาก http://pipatkayasith.igetweb.com/index.php?mo=3&art=155478

แจ้งเกิดโปรแกรมเล่นไฟล์ Adobe Media Player 1.0

โดย ผู้จัดการออนไลน์

9 เมษายน 2551 17:03 น.

 

 อโดบีซิสเต็มส์แจ้งเกิดโปรแกรมเล่นไฟล์เพลงใหม่ล่าสุด Adobe Media Player 1.0 ท้าชนทั้งโปรแกรม Quicktime ของแอปเปิลและโปรแกรม Windows Media Player ของไมโครซอฟท์ นอกจากนี้ยังมีบริการคอนเทนท์วีดีโอออนไลน์ Adobe TV สอนใช้งานผลิตภัณฑ์ของอโดบีแก่มือสมัครเล่นด้วย
       
       การลงตลาดของโปรแกรม Adobe Media Player 1.0 หรือ AMP ทำให้อโดบีกลายเป็นรายล่าสุดที่กระโดดร่วมวงสมรภูมิวีดีโอออนไลน์ โดยนอกจากอโดบีจะกลายเป็นคู่แข่งของ Quicktime และ Windows Media Player แล้ว อโดบียังถูกมองเป็นคู่แข่งของบริการวีดีโอออนไลน์อื่นๆไปด้วย
       
       อโดบีระบุว่าซอฟต์แวร์ AMP สามารถรองรับบริการวีดีโอออนไลน์หลากหลายค่ายได้ ทั้งผู้ให้บริการคอนเทนท์ประเภทภาพยนตร์ รายการทีวี เทปบันทึกภาพการแข่งขันกีฬา หรือแม้แต่มิวสิควีดีโอ สามารถแจ้งว่ามีไฟล์วีดีโอตอนใหม่พร้อมสำหรับดาวน์โหลดหรือไม่ ผู้ใช้สามารถชมวีดีโอได้ทั้งขณะออฟไลน์และออนไลน์
       
       ซอฟต์แวร์ AMP นั้นใช้เทคโนโลยี Flash ของอโดบีเป็นพื้นฐาน ประกอบด้วยส่วนสร้างคอนเทนท์วีดีโอและส่วนเล่นไฟล์คอนเทนท์ สามารถใช้งานร่วมกับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ (Windows) และแมคอินทอช (Mac) เปิดให้ผู้บริโภคทั่วไปดาวน์โหลดไปทดลองใช้งานได้ฟรีแล้วที่
http://www.adobe.com/products/mediaplayer/ ยังไม่ปรากฏข้อมูลจำหน่ายในขณะนี้
       
       ขณะที่ Adobe TV เปิดให้เข้าชมที่
http://tv.adobe.com อโดบีระบุว่าวีดีโอสอนการใช้งานทุกชิ้นถูกสร้างขึ้นสำหรับซอฟต์แวร์อโดบีที่มีปัญหาการใช้งานบ่อยครั้งเท่านั้น ไม่ได้สร้างเพื่อสอนใช้งานซอฟต์แวร์ทุกตัวของอโดบี
       
       Company Related Links :
       
Adobe

ไม่อยากตกเทรนด์อาหารสมัยใหม่ 2008

โดย อนุรัตน์ โค้วคาสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและปฏิบัติการ บริษัทยูเนียนโฟรเซน โปรดักส์ กรุ๊ป จำกัด [15-8-2008]
อาหาร ถือว่าเป็นปัจจัย 4 ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้น จะยากดีมีจน คนทุกคนก็ต้องบริโภคอาหาร สำหรับผู้ผลิตอาหารก็ต้องมีความรู้ และผลิตให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ตามยุคตามสมัยที่เปลี่ยนไป ดังนั้นถ้าไม่อยากตกเทรนด์ ลองอ่านบทความนี้ ซึ่งถือว่ามีประโยชน์ต่อแนวความคิดในการผลิตอาหารของคนยุคใหม่จริงๆ 

บทความเรื่อง “10 เทรนด์อาหารและสุขภาพยอดฮิตในปี 2008” ที่เขียนโดย จูเลียน เมลเลนทิน เป็นรายงานประจำปีที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สรุปรวมเทรนด์ฮิตเพื่อใช้ในการคิดค้นกลยุทธ์ในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่มและสุขภาพ  เราพุ่งเป้าไปที่เทรนด์ระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ความนิยมระยะสั้นและแต่ละเทรนด์นั้นจะมีตัวอย่างว่าแบรนด์ไหนทั่วโลกที่ได้นำเทรนด์นี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์และสนับสนุนด้วยกรณีศึกษาโดยละเอียดและข้อมูลการขายจากซุปเปอร์มาร์เก็ตโดยสัมภาษณ์ผู้บริหารในธุรกิจนั้นๆกว่า  350 รายในแต่ละปี

จากรายงานเรื่องสิบเทรนด์ยอดฮิตในปี 2008 บ่งชี้ว่า

ทำไม Premiumisation กลายเป็นมาตรฐานของอาหารสุขภาพไปแล้วและเทรนด์ได้แสดงว่า สินค้าในแต่ละแบรนด์จะสามารถเรียกราคา price premium 100-800 % มากกว่าอาหารปกติ   และแบรนด์สินค้าแต่ละแบรนด์นั้นทำได้อย่างไร

ทำไมชาเขียว โปรไบโอติกส์ (เชื้อจุลินทรีย์ที่มีส่วนช่วยในระบบย่อยอาหารในลำไส้เล็ก) และใยอาหาร จึงจะเป็นส่วนประกอบอาหารที่มาแรงในอนาคต

ทำไม สารต้านอนุมูลอิสระ จะกลายเป็นสารอาหารสำคัญที่มีประโยชน์ ซึ่งให้ประโยชน์หลายประการทั้งในด้านความงาม สุขภาพหัวใจและอารมณ์

ทำไม กรดไขมันโอเมกา 3 และ และพืชตระกูล sterol จะยังคงเป็นที่นิยมในกลุ่มแคบๆ

นวัตกรรมทางด้านบรรจุภัณฑ์เป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้สินค้าแต่ละชนิดต่างกันอย่างไร แม้กระทั่งในเรื่องสุขภาพ

10 เทรนด์ยอดฮิตในปี 2008 มีหัวข้อเรื่องดังนี้

เทรนด์ที่ 1: ระบบการย่อยอาหาร จะเป็นประเด็นสุขภาพฮิตและเป็นโอกาสทำตลาดใหญ่
เทรนด์ที่ 2: ผลไม้  เป็นอนาคตของวงการอาหารและสุขภาพ
เทรนด์ที่ 3: “Naturally Healthy” หรือ สุขภาพดีแบบธรรมชาติ จะเป็นจุดขายที่สำคัญของการทำการตลาดที่มาแรง
เทรนด์ที่ 4: อาหารเพื่อความงาม จะเป็นกลุ่มตลาดกลุ่มใหม่ที่เกิดขึ้น
เทรนด์ที่ 5: การควบคุมน้ำหนักจะมีความสำคัญกว่าการลดน้ำหนัก
เทรนด์ที่ 6: Mood food หรือ อาหารกับอารมณ์จะเป็นที่สนใจ
เทรนด์ที่ 7: การทำ price premium จากสินค้าเพื่อสุขภาพ
เทรนด์ที่ 8: ของว่างที่มีประโยชน์ หรืออาหารว่างสุขภาพสำหรับ “ME” เจเนอเรชั่น
เทรนด์ที่ 9: สารอาหารสำหรับเด็ก
เทรนด์ที่ 10: สารต้านอนุมูลอิสระจะเป็นเทรนด์อาหารใหม่ ที่เกี่ยวกับระบบการย่อยหรือไม่?

โดยเทรนด์เหล่านี้จะถูกสนับสนุนด้วยข้อมูลและตัวอย่างรวมถึงกรณีศึกษาจากแบรนด์ต่างๆทั่วโลก เช่น

โปรวิวา—แบรนด์อาหารสุขภาพเพื่อระบบการย่อย

ซันสวีทพลัมสมาร์ท ทำผลไม้ปกติธรรมดา (พลัม)ให้เป็นสุดยอดผลไม้

ดาน่อน สร้างตลาดอาหารเพื่อความงามในยุโรปด้วยโยเกิร์ต โปรไบโอติกส์และชาเขียว

เอ็นวิก้า เครื่องดื่มเผาผลาญแคลอรี่ของโค้ก ที่จะเจาะตลาดสุขภาพให้กับบริษัท

ชา เครื่องดื่มที่ บริษัท ยูนิลิเวอร์ นำมา repositioning ใหม่ให้เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสมอง

เบาส์ นวัตกรรมใหม่ของอาหารว่างขนมขบเคี้ยวสำหรับ ‘ME’ generation

แคลซิยัม โครงการส่งเสริมสุขภาพสำหรับเด็กในมาเลเซีย

ดาร์คช็อคโกแลต การเติบโตและการทำตลาดของสุดยอดอาหารที่ได้ชื่อว่า ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง

จากบทความข้างต้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์การผลิตอาหารของคนยุคใหม่ ต้องใส่คำว่า “สุขภาพ” เข้าไปด้วย ยิ่งถ้าเป็นอาหารที่ผลิตจากธรรมชาติก็จะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ และถ้าเห็นเทรนด์เป็นแบบนี้แล้ว คงคิดออกว่าจะผลิตสินค้าของท่านอย่างไรไม่ให้ตกเทรนด์นะครับ

การคัดเลือกพนักงานใหม่ต้องดูที่ทัศนคติ

โดย แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ [17-3-2005]
จากประเด็นที่ผมย้ำกับผู้อ่าน “บิสิเนสไทย” อยู่เป็นประจำก็คือความไม่แน่นอนของอนาคตที่ทำให้เราคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าไม่ได้เลย หากต้องการอยู่รอดสิ่งแรกที่องค์กรธุรกิจต้องทำให้ได้ คือการ ปรับตัว อย่างต่อเนื่องและไม่ได้ปรับกันเพียงแค่ครั้งหรือสองครั้งแต่เป็นตลอดชีวิตของการบริหารงาน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กๆ องค์กรขนาดใหญ่ หรือจะบริหารประเทศก็ตาม 

อีกประเด็นหนึ่งคือตัว คน ขององค์กรในวันนี้ที่ผมสังเกตเห็นว่าการ รับคน เข้าทำงานเรามักจะดูกันแต่สติปัญญา ความเก่งกาจ หรือรวมๆ คือ IQ เท่านั้น ในขณะที่ตอน เลิกจ้าง เรามักจะตัดสินจากการทำงานร่วมกับผู้อื่น การประสานงาน หรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับทัศนคติและพฤติกรรมที่เราเหมารวมๆ กันว่าเป็น EQ

ประเด็นสำหรับ “คิดนอกกรอบ” ในวันนี้ผมจึงขอเน้นในเรื่องของ EQ โดยเฉพาะเรื่องของทัศนคติที่ผมเชื่อว่าการปรับความคิดหรือปรับทัศนคติของคนโดยส่วนใหญ่นั้น ยากมากจนอาจเป็นไปไม่ได้สำหรับบางคน ในขณะที่การพัฒนาความรู้นั้นเราเพียงให้ความรู้ที่ถูกต้อง มีการฝึกอบรม สัมมนา ฯลฯ ก็ช่วยเพิ่มความรู้ได้มากแล้ว

บทหนักของบริษัทในทุกวันนี้นอกจากการพยายามดึงดูดใจพนักงานให้อยู่ร่วมกันไปนานๆ แล้ว ยังต้องแสวงหาคนใหม่ๆ มาป้อนใหักับบริษัทอย่างต่อเนื่อง การเลือกพนักงานจึงจำเป็นต้องดูทั้งสติปัญญาความรู้คู่ไปกับทัศนคติที่เป็นบวก เพราะทุกวันนี้เราคงรู้กันดีแล้วว่าการรับพนักงานที่เก่งมากแต่ทำงานร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ก็ย่อมต้องลาออกไปในท้ายที่สุดอยู่ดี

การเลือกดูคนที่ทัศนคติอาจต่างจากการดูที่สติปัญญาหรือความรู้ที่สามารถดูได้จากสถาบันการศึกษา ผลการเรียน เพราะทัศนคติคือบุคลิกลักษณะที่อยู่ในตัว เราจะมองเห็นได้ก็ต้องอาศัยการพูดคุย การซักถาม ซึ่งเราจะเห็นได้จากการแสดงความเห็น ความกระตือรือร้น ความมุ่งมั่น ฯลฯ

ปัญหาที่น่าเป็นห่วงก็คือเด็กรุ่นใหม่ที่ออกจากรั้วมหาวิทยาลัยมาสู่โลกธุรกิจในทุกวันนี้มักจะถูกสอนมาเฉพาะด้าน IQ เป็นหลัก โดยมีความพร้อมในด้านวิชาการและความรู้ทางเทคนิค แต่ในแง่มุมหนึ่งในความสำเร็จขององค์กรไม่ได้ต้องการเพียงแค่คนเก่งเท่านั้น แต่ต้องการคนที่มีทัศนคติที่ดีและมีจรรยาบรรณในการทำงาน โดยสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นหรือทำงานเป็นทีมได้

แนวโน้มของปัญหานี้น่าจะรุนแรงมากขึ้นในอนาคต เพราะนโยบายของรัฐบาลที่พยายามยกระดับทางการศึกษาด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งการศึกษาภาคบังคับ การให้ทุนเรียนฟรี การให้สินเชื่อเรียนฟรีตลอดจนถึงระดับปริญญาตรี

ในอนาคตผมจึงมั่นใจว่าเราจะมี ตัวเลือก คือมีคนให้เลือกมากขึ้นแต่ที่ตรงกับความต้องการของบริษัทจริงๆ อาจมีไม่มากนัก หากเรายังมุ่งเน้นสร้างคนเก่งที่โดดเด่นแต่ด้าน IQ แต่ไม่ได้สอนให้เขาทำงานร่วมกันเป็นทีมงานและมีทัศนคติและจรรยาบรรณในการทำงานที่ดีได้

จริงอยู่ว่าความรู้ทางวิชาการหรือทางเทคนิคในแบบ Vertical Knowledge เป็นสิ่งจำเป็นแต่ความรอบรู้หรือการเปิดกว้างทางความคิดเพื่อรับเรื่องราวใหม่ๆ ตลอดเวลาจะช่วยให้เรามีขีดความสามารถทางการแข่งขันตามภาวะการแข่งขันของโลกได้ทัน เพราะยิ่งมีความรอบรู้มากก็ ยิ่งทำให้เรามีความพร้อมในการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจได้เร็วขึ้น

บทบาทของการบริหารคน หรือ Human Resource จึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะบริษัทจะ เติบโตได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเฉพาะจำนวนของพนักงาน แต่เป็นความพร้อมของทุกคนต่างหาก

การสมดุลระหว่าง IQ และ EQ อาจฟังดูยาก แต่ทุกบริษัท ทุกองค์กร ทั้งรัฐและเอกชนคงหนีเรื่องนี้ไปไม่พ้น และแน่นอนว่าผู้ที่มีความพร้อมสูงสุดก็ย่อมได้เปรียบสูงสุดในโลกธุรกิจทุกวันนี้

ศูนย์การค้าไดอาน่าให้โอกาสคนพิการทำงานด้วย

ในนิตยสาร หางาน  หาง่าย ปักษ์ท้ายเดือน ก.ค.2552  ลงไว้ว่า

ผู้พิการทางขาที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ – หลายอัตรา

- มีความชำนาญในการใช้งานคอมพิวเตอร์

เพิ่งเคยเจอว่ามีแค่ที่นี่ที่รับสมัครคนพิการในหนังสือหางาน

คอลัมน์ บทวิเคราะห์ระเบิด 8 จุดยะลา ปชป.แบกความคาดหวัง

นสพ.ประชาชาติธุรกิจ  1-3  มิ.ย.2552   หน้า  การเมือง
 
คอลัมน์  บทวิเคราะห์ระเบิด 8 จุดยะลา ปชป.แบกความคาดหวัง
 
ผศ.ชิดชนก   ราฮิมมูลา  คณะรัฐศาสตร์  มอ.ปัตตานี
 
…ถ้ายังมีการจับผิดตัวอยู่  มวลชนไม่มีทางเข้าร่วม   หากไม่สามารถพัฒนาการข่าวในเชิงลับได้
 
…เหตุเกิดที่ยะลาเป็นเพราะเราไม่สามารถควบคุมวัตถุที่นำมาประกอบระเบิดได้
 
สังคมไทยยังไม่ได้สร้าง  public  security  awareness
 
 
บอดี้การ์ด 5 คนคุ้มกันสุริยะใส  กตะศิลา ค่าใช้จ่ายเดือนละ  8 หมื่น 
 
ซิกเว่  เบรกเก้  ซีอีโอ  เทเลนอร์  เอเชีย 
ถอดรหัสธุรกิจ  เทเลนอร์  ปักธงเอเชียหัวหอกลงทุน
 
crm ในระดับที่ลึกกว่าการลดแลกแจกแถม
 
บทบาทของผมต้องโฟกัสเรื่องการพัฒนาบุคลากรใน 3  ด้าน  คือ   เรื่องพัฒนาคนเหล่านี้ขึ้นมา   และหมุนเวียนคนเหล่านั้นขึ้นมา  และหมุนเวียนคนเก่งไปแลกเปลี่ยนการทำงานเพื่อให้เกิดประสบการณ์ในการเรียนรู้ใหม่ๆร่วมกัน
 
 
เครือเบทาโกรเป็นผู้นำธุรกิจเกษตรและอาหารครบวงจร  มีบริษัทลูก 31 บริษัท  พนักงานกว่า  21000  คน  มีปรัชญาว่า   เพื่อคุณภาพชีวิต
 
 
กำจัดความซ้ำซ้อนของการส่งเสริม sme ของกระทรวงต่างๆให้เป็น one stop service  มากที่สุด
 

โฆษณา เบียร์ Hineken นี่เพลงของใครครับ

อย่าหาว่าบ้านนอกเลยครับ แต่ชอบเพลงมากเลย

จากคุณ
: POPULAR007
เขียนเมื่อ
: 12 ก.ค. 52 22:21:27

 

ชื่อเพลง Just a frined  ของ Biz markie คับ
 
 
มาบอกเพลงเก่าๆครับ ^_^

Turtles – So Happy Together

Edwyn Collins – A Girl Like You.mp3

อันนี้ที่เป็นมนุษย์ต่างดาว
The Cat Empire – Hel o

 
 
oh baby
You, you got what I need, but you say he’s just a friend
But you say he’s just a friend ..oh baby

ช้อบชอบค่ะ  : D

 
จากคุณ
: By the sea
เขียนเมื่อ
: 12 ก.ค. 52 23:59:47

ความจริงของวงการโดจินในไทย

อย่าเอาประเทศเราไปเปรียบกับประเทศอื่นครับ เพราะ
1.ตลาดโดบ้านเราแคบกว่าเค้ามาก และขายได้น้อย
(50 เล่ม/งาน โดยประมาณ)ไม่เหมือนบ้านเค้า มีร้านให้รับวาง มีเว็บให้สั่งซื้อ มีตลาดรองรับมาก แค่เปรียบขนาดงานกับจำนวนคนเข้างานก็เห็นได้ชัดแล้ว
2.จากข้อ 1 พอขายได้น้อย กำไรก็น้อย น้อยจนคนวาดโดส่วนมากรู้อยู่แก่ใจว่า ไปทำพวกงานพาทไทม์ กำไรมันดีกว่าวาดโดมากมาย แต่ทุกวันนี้ที่พวกเค้ายังวาดมาวางขายในงาน ผมมั่นใจว่าเค้าใจรักจริงๆ แต่ก็ยังต้องมาเจอเรื่องแบบนี้
3.กำลังซื้อของที่นู่นเหนือกว่าเรามาก ถ้าเค้าอยากได้จริงๆ เค้าจะพยายามทุกวิถีทางที่จะซื้อโดจิน แม้ว่าตัวเค้าจะมีไฟล์สแกนอยู่ในเครื่องแล้วก็ตาม
ส่วนบ้านเรา ยืมเพื่อนอ่าน ไม่ก็ยืนอ่านหน้าบู๊ทจนจบแล้วก็ไป(เรื่องจริงที่คนขายโดเกือบทุกคนต้องเจอ)
และข้อ 4.การเก็งกำไรสามารถทำได้ แต่ต้องถูกสถานที่และกาลเทศะ เช่นเค้าอาจจะซื้อไปหลายเล่ม เพราะเพื่อนเค้าอาจจะมางานไม่ได้ เลยฝากซื้อ หลังจากจบงานแล้ว เค้าจะเอาไปขายต่อเพื่อเค้าเล่มละกี่ร้อยก็เรื่องของเค้า ตราบเท่าที่ผู้ซื้อยังพอใจจะซื้อแต่ที่มันเกิดขึ้นนี่ มันเล่นซื้อในงาน ละเอามาขายกลางงานเหมือนจะหยามกันแบบนี้ ผมเห็นว่ามันไม่สมควรมาก ถึงมากที่สุด

ส่วนเรื่องประมูลของญี่ปุ่น ก็อย่างที่ผมกล่าวไปครับ งานมันจบแล้ว เค้าถึงเอามาประมูลขายใช่ไหมล่ะ มันไม่น่าเกลียดเท่าซื้อไปเก็งกลางงานอยู่แล้ว อีกอย่าง ของที่ประมูลส่วนมาก มันก็เป็นของจากงานเก่าๆ สำหรับคนที่อยากสะสม ไม่ก็ของที่ไม่มีให้ซื้อหน้าเว็บเท่านั้นแหละครับ

ความเป็นมาของ Kyon

kyon ko เป็นลูกผสมน่ะครับ ดึงจุดเด่นทางกายภาพของคาแรกเตอร์ที่ดังที่สุดในเรื่อง nagato ออกมาหมด ตั้งแต่ ตา ปาก หน้าผาก ผมส่วนหน้า คอ ไหล่ รูปร่างเล็กๆห่อ ความเตี้ย และ บุคลิกการชอบไส่ ชุดคลุมแขนยาวสีน้ำตาลและปล่อยปลายนิ้วออกมานิดหน่อย 
เอามาผสมกับนิสัย yandere ที่มีเสน่ห์ ด้านการชินชาและเหนื่อยหน่ายกับความหลุดโลกของคนรอบข้างของ kyon ทำให้เกิดสีสรรในคาแรกเตอร์ของนางาโตะ(คาแรกเตอร์แบบนี้ เข้าถึงตัวได้ง่ายแต่ใจแข็งมาก) ว่าไปนิสัยเหมือน นาจิมิ ในเรื่อง dojinwork เลย  ประกอบกับ ทรงผม โพนี่เทล เป็นทรงที่ไม่มีในเรื่องนี้ด้วย เนื่องจาก ฮารุฮิหึง ไม่ยอมให้คนอื่นไว้ทรงนี้เลย (ตัวเองก็ไว้ไม่ได้แต้ๆ) เลยทำให้เป็นทรงที่เด่นมากในเรื่องนี้
สรุปง่ายๆว่า kyonko คือ การนำเสน่ห์ทางรูปกายทั้งหมดของ nagato มาไส่ เสน่ห์าทางนิสัยของ kyon
กลายเป็นสาวน่ารัก ใจแข็ง ที่อยู่ท่ามกลางหนุ่มหล่อก็ไม่รู้สึกรู้สา
และ

ครือว่ากันว่า…(เป็นแค่การสันนิษฐานของหลายๆคนนะ ยังไม่ยืนยัน)

 

 

 

จากคุณ : ซามาโนสุเกะ

 

มันมีจุดกำเนิดมาจาก โดจิน Haruhi เล่มหนึ่ง เนื้อเรื่องในเล่ม คือ ด้วยพลังของฮารุฮิ(และความคิดแผลงของเธอ) ทำให้บักKyonกลายเป็นหญิง แล้วก็เกิดเหตุชุลมุนตามมา

แล้วไอเดียบักkyonก็เริ่มแพร่เงียบๆ เพราะความน่ารักของkyonเพศหญิงในโดจิน

แล้วก็มีศิลปินFanartมีฝีมือรายหนึ่ง วาดรูปkyonเพศหญิงออกมา แถมด้วยสลับเพศของตัวละครตัวอื่นๆ โดยเป็นการวาดดัดแปลงจากรูปหน้าปก CD single ของแต่ละตัวละคร และคงลักษณะนิสัยหลักๆของแต่ละคนไว้

ปรากฏว่า ออกมาเป็นที่ฮือฮามาก เพราะแต่ละตัวสลับเพศแล้วออกมา “ดูดี” เกินคาด บักkyon กลายเป็นสาวจอมขี้บ่น ฮารุฮิกลายเป็นหนุ่มเลือดร้อนเอาแต่ใจ บลาๆๆ

จากนั้นก็ดังกระหึ่ม!!!

 

เนื้อเรื่องย่อ+ตัวละครของ มาจิคาโนะ ของ สยาม อินเตอร์

โยชิคาว่า ฮารุโอะ นักเรียนชายม.ต้น ปี 3 ธรรมดาๆ…ที่ภาคภูมิใจกับรางวัลเข้าเรียนครบทุกคาบและฝันในอนาคตว่าอยากมีอายุที่ยืนยาว แต่ว่าความจริงแล้วเขาเกิดมาในตระกูลของผู้ใช้เวทมนตร์คาถา แต่กลับไม่มีความสามารถที่ว่านั่นเลย จนกระทั่งมามิยะ อายูมิ เด็กสาวปริศนาปรากฎตัวขึ้นต่อหน้าฮารุโอะ เธอเป็นลูกสาวคนโตของบ้านมามิยะตระกูลดังที่รู้จักกันดีในโลกเวทมนตร์
เธอต้องคำสาปจาก กระจกบอกอนาคต อันเป็นสิ่งของต้องห้าม ซึ่งถ้าไม่สามารถแก้คำสาปได้ พลังเวทย์ของอายูมิก็จะค่อยๆสูญสลายไปในที่สุด และฮารุโอะที่สะท้อนบนกระจกเงาบานนั้น เป็นผู้เดียวที่จะช่วยถอนคำสาปนั้นได้…อายูมิจึงมาอยู่ที่บ้านโยชิคาว่าในฐานะเมด เพื่อหาทางฟื้นพลังเวทย์ของฮารุโอะให้กลับคืนมาแข็งแกร่ง แต่ก่อนที่จะได้ดังหวัง อายูมิต้องฝ่าฟันกับเหล่าน้องสาวทั้งสามของฮารุโอะ คือ ไมกะ ชิอากิ และฟุยุโนะ และในเล่ม 2 นี้ การต่อสู้ของอายูมิจะยิ่งร้อนแรงจนพุ่งปรี๊ด! เพราะมีทั้งเพื่อนตอนเด็กของฮารุโอะอย่างประธานนักเรียนโรงเรียนซากุระโมริ คุโรซึ ยูริ และนิจิฮาร่า มาริน จากตระกูลวิช ฮันเตอร์ ผู้มาปราบล่าแม่มดชั่วร้ายมาเพิ่ม สถานการณ์ยิ่งทวความรุนแรงชวนสับสนวุ่นวาย…! อายูมิจะรอดพ้นจากคำสาปได้หรือไม่? ฮารุโอะจะเป็นผู้ชายที่แข็งแกร่งได้หรือเปล่า?
แนะนำตัวละคร
มามิยะ อายูมิ
ลูกสาวคนโตของบ้านมามิยะที่มีชื่อเสียงในหมู่ผู้ใช้เวทมนตร์ กำลังหาวิธีทำให้ฮารุโอะแข็งแกร่งขึ้น เธอจึงมายังบ้านโยชิคาว่าเพื่อแก้คำสาปของกระจกบอกอนาคต
โยชิคาว่า ฮารุโอะ
เป็นคนเดียวในตระกูลผู้ใช้เวทมนตร์ที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองมีเวทมนตร์อยู่กับเขา และยังไม่มีความสามารถที่ว่าอีกด้วย ถูกอายูมิปั่นหัวอยู่มิได้ขาด ทุกวันของชีวิตจึงไม่เคยสงบสุข
โยชิคาว่า ไมกะ
พี่สาวคนโตของบ้านโยชิคาว่า เทิดทูน ดูแลพี่ชายเป็ยอย่างดียิ่งกว่าสิ่งใด
โยชิคาว่า ฟุยุโนะ
น้องสาวคนเล็กดูแลเรื่องการเงินของบ้านโยชิคาว่า ประสาทรับรู้กลิ่นของเงินดีเยี่ยมเป็นพิเศษ
โยชิคาว่า ชิอากิ
น้องสาวคนรองของบ้านโยชิคาว่า มีความสามารถด้านการกีฬาสูง ชื่นชอบการกินเป็นชีวิตจิตใจ มีนิสัยไม่สนใจเรื่องเล็กน้อย
คุโรซึ ยูริ
ประธานนักเรียนโรงเรียนซากุระโมริ ผู้มีจิตใจอ่อนโยนละเอียดอ่อน แต่ก็เก่งกาจสามารถไม่แพ้ผู้ชาย
นิจิฮาร่า มาริน
สาวน้อยทายาทสืบทอดตระกูลผูขับไล่ปีศาจร้าย ชอบท้าลองดีกับแม่มดอายูมิอยู่เรื่อย
มามิยะ มิจิรุ
น้องสาวของอายูมิ ลูกสาวคนรองของบ้านมามิยะ มีความรู้สึกชั่วร้ายแอบแฝงอยู่

 

ปุนิเอะ แม่มดสาวจอมพลัง โดย Hideki Ohwada คนวาด กันด๊าม…กันดั๊ม

2 เล่มจบ Dai Mahou-Touge

เจ้าหญิงเวทมนต์ ริริคัล โทคาเรฟ คิล เดม ออล

- ซับมิชชั่นต่างหากล่ะคือท่าของราชา

- เพลง มานับศพกันเถอะ ร้องโดย ปุนิเอะ

- นี่มันอาหารสัตว์สีเหลือง ไม่ใช่แกงกะหรี่หรอก

- แกงกะหรี่นอกรีตแบบนี้….จะต้องพังให้เละ!!!

- ปริ๊นเซสไทรร็อด – ไม้เท้ากลายเป็นกระบอง 3 ท่อน

- ถ้าทำอีกอีกจะจับไปโยนให้อีแร้งกิน

- หมู่บ้านมาสคอตเร้าใจ

ผู้พันปายะ รีฟวิงสตัน

www.kugibat.com โฮมเพจไม้เบสบอลตะปู

เซเฟล เอนทัวร่า จ้าวแห่งวิญญาณเร่ร่อนไร้หลักแหล่ง

- เรื่องซื้อตัวคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีดียอดเยี่ยมแห่งญี่ปุ่นไปถึงไหนแล้ว?

การ์ตูนตลกร้ายที่นางเอกสุดโลลิแต่ข้างในเต็มไปด้วยเรื่องชั่วร้ายในหัวสมองแถมยังเหี้ยมสุดๆอีกด้วย เผด็จการดีๆนี่เอง 555+ ไม่ไหวแล้วเรื่องนี้ อ่านไปก็ขำไปกับมุขทำหน้าตาย บางทีพูดเรื่องทุจริตด้วยหน้าตาแอ๊บแบ๊วกันแบบหน้าด้านๆได้อย่างหน้าตาเฉย ถ้าเครียด ถ้าทำข้อสอบไม่ได้ ต้องอ่านเรื่องนี้เท่านั้น

เพื่อนบอกมาว่าที่จริงมันมี 3 เล่ม แต่เนื่องด้วย มันไม่ได้ใส่เลขเล่ม แบบ ชาวบ้าน

ทำนองเดียวกับ กันด๊าม กันดั้ม ที่ เป้น บทแรก บทต่อ บทต่ออีกนิด

เรื่องนี้เป็น DaiMahoutouge ChouDaimahoutouge ChouChouDaimahoutouge

เติมคำว่า Chou (สุดยอด) นำหน้า เพิ่มขึ้นแต่ละเล่ม…

เลยอาจทำให้ฝ่ายสนพ. เข้าใจผิดว่ามันไม่มีต่อ… หรือเปล่า

จากคุณ : น้ำมะนาว4-0 – [ 7 ส.ค. 51 17:29:13 ]

http://www.punie.jp/book/ O_o มีเล่ม3,4ด้วย บงกชจะออกต่อมั้ยเนี่ย

Cynthai the mission แนะนำตัวละคร

Cynthai  the  mission

ตัวละคร

1.คุงะ  อารายะ ( 16 )

เจ้าแม่ชกต่อย  สืบทอดตระกูลจัดดอกไม้ที่โด่งดัง   ผมยาวมีที่คาดผม  ท่าไม้ตาย  คือ   หมัดกระสุนวิญญาณ 

หลังได้เข้าถึงแก่นแท้ของการจัดดอกไม้และนำมาปรับใช้กับการต่อสู้   

 

2.ชิมาบาระ   คาร์ลอส  ( 17 )

นักมวย  แอบชอบอารายะ

 

3.ซินเทีย  เหลา  ( 15 )

มือลอบสังหารแห่งแก๊ง 5 มังกร   มาเฟียฮ่องกงแห่งตระกูล  มีท่าทีว่าจะได้เป็นหัวหน้าตระกูลนักฆ่านี้ต่อไป   เตี้ย  มัดผมทรงซาลาเปา  2  ลูก

หัวเถิกโดนเพื่อนล้อเรื่องนี้ประจำแต่ไม่ได้โกรธอะไรมากนัก

 

4.ทาคายะ  คานาเอะ ( 15 )

มือสังหารรับจ้างผู้มีหลายบุคลิก  แต่เท่าที่เห็นมีแค่ 2 บุคลิกนะ

คือ  บุคลิกของเจ้าชายนักฆ่า  ใช้เส้นลวดเป็นอาวุธ  บังคับได้อิสระแม้ตัวเองโดนมัดมืออยู่ก็ตาม

 

การต่อสู้โดยใช้ข้อมือ  คือ  โกะเค็น

- จากเล่ม 1

การ์ตูน ขอโทษครับ! ผมจะเป็นคนดี

ขอโทษครับ! ผมจะเป็นคนดี Cha – Ka – Ge – Sal – Ja
ของ สยาม อินเตอร์ คอมมิกส์ เล่มละ 35.-
2002 Shin In Chul + Kim Ki Jung
เราอ่านถึงแค่เล่ม 6 เอง ไม่รู้จบที่เล่มเท่าไหร่ เป็นเรื่องที่ให้อารมณ์ดราม่าได้เยี่ยมมากๆ

หัวหน้ายากูซ่าแก๊งค์มือเปล่าที่คิดจะกลับตัวเป็นคนดีอีกครั้ง ด้วยการไปเรียนโรงเรียนมัธยมให้จบเพราะเมื่อก่อนมัวแต่ตีรันฟันแทงจนไม่มีได้เรียนหนังสือ หลังๆเริ่มดราม่ามากขึ้น เริ่มมีความรักแต่ก็ต้องทำให้ผู้หญิงที่ชอบตัวเองตัดใจจากตัวเองซะ เพราะไม่อยากให้เข้ามาโดนลูกหลงความขัดแย้งของตนเองไปด้วย ใครว่าพระเอกเป็นคนไม่ดี ไม่จริงหรอก นี่แหละลูกผู้ชายที่กล้าหาญ และเป็นคนดีจริงๆเลยล่ะ น่าจะเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากกว่านี้นะเรื่องนี้ น่าเสียดายจัง

ประโยคเด็ดจากการ์ตูนที่ควรอ่าน

สัญญาเป็นเครื่องหมายที่ตราไว้ว่าซาตานจะไม่ทอดทิ้งผู้ถือสัญญา  ยิ่งสัญญาถูกตราไว้ใกล้ดวงตามากเท่าไรก็จะมีผลบังคับรุนแรงขึ้นเท่านั้น  ในทางกลับกัน  ก็ไม่สามารถหนีห่างจากซาตานไปได้โดยเด็ดขาด

มันเป็นกฎว่าตราบใดที่ไม่มีคำสั่งก็เคลื่อนไหวไม่ได้  แต่ว่าสิ่งที่เซบาสเตียนต่างจาก ‘ตัวม้า’นี่ก็คือ…เรียกว่าเป็น ‘ ตัวม้า’ ที่เคลื่อนที่เพียงครั้งเดียวโดยมีการคำนวณทุกอย่างเอาไว้แล้ว

 

จาก  คนเล็กไขปริศนาลับ / Black  Butler 2  by  Yana Toboso

 

 
——————————————————————————–

 

จูหยวนจาง  จอมจักรพรรดิ  เล่ม 4

 

1.หน้าผากอิ่มเอิบแฝงราศีพญาหงส์  นี่มันราศีของฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี่นา?

 

2.ปลุกวิญญาณวีรชน  เกราะเทพสงคราม

 

3.เกราะเทพสงครามเป็นอาวุธสำหรับขุนพลแห่งฮ่องเต้

 

   ทะยานทั่วสนามรบ  ตัดหัวศัตรูดุจหยิบวัตถุจากห่อผ้า

 

4.ว่ากันว่า  เกราะเทพสงครามสามารถเลือกนายเองได้  สละผู้อ่อนแอหาผู้เข้มแข็ง  คิดจะให้ข้าเป็นนายใหม่เหรอ?

 

 
——————————————————————————–

 

 

เพชฌฆาตสมรภูมิเถื่อน  2

 

คำคมจากเรื่องนี้  คือ

 

- ไม่ใช่หรอกนะโยน่า  สมัยนี้น่ะขนาดนักบุญยังพกปืนไรเฟิลเลย  ปากก็เทศน์เรื่องความรักจากพระเจ้า  มือก็ลั่นไกสาดกระสุน

 

- รู้แล้วจะถอดใจ  คนเราน่ะชื่นชอบสงครามมากกว่าอนาคตของพวกเด็กๆซะอีก

 

- อยู่บนโลกใบนี้น่ะ  หาปืนมาใช้ง่ายจะตายไป   การที่สิ่งนี้พึ่งพาได้มากกว่าความอ่อนโยนมันช่างน่าหดหู่เสียเหลือเกิน

************************************************************

 

 คำคม สึบากิ ไนท์คลับ เล่ม 3
นักเรียนม.ต้นสูบบุหรี่น่ะ  มีโทษประหารชีวิตนะ!

ทำเขาร้องไห้อีกแล้ว  เด็กผู้หญิงเป็นประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและอเมริกานะยะ!!  เป็นสิ่งอ่อนไหว

อยากจะบอกว่าคงไม่ต้องฆ่าตัวตายเองแล้ว

เซเว่น  สเลฟเว่น

ขี้ยาเภสัช
——————————————————————————–

คำคมจากจอมคนแผ่นดินเดือด เล่ม 1

อย่าลืมย้ำให้เล่าหย่งยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์  สามารถตัดสินใจด้วยตัวเอง  พวกเราจะเคารพและสนับสนุนการตัดสินใจเฉพาะหน้าของเขา

 นี่น่าเอาอย่าง  เป็นการเชื่อใจลูกน้อง  ให้อำนาจอิสระในการทำงาน

 จบที่ 25 เล่ม

***********************************************************

 

 ประทับใจ Pumpkin Scisscor เล่ม 5
หน่วยพิทักษ์ธรณิน  เล่ม 5

 ตอนที่น่าประทับใจ  คือ  ตอนที่ 15  เจ้าหญิงที่ลืมไม่ลง  [ My  Little  Tempest ]

 จ้าหญิงเซปเทียมตัวน้อยอายุประมาณ 7-8 ขวบที่ต้องต่อสู้กับเหล่าพี่น้องตัวเองที่อายุมากกว่า  ด้วยสารพัดเล่ห์กลเพื่อเอาตัวรอดในปราสาทที่เป็นราวกับป็นกับดักมากกว่าจะเป็นบ้าน

 

ตอนที่ 16  Sheath  of  flower [ ฝักดาบดอกไม้ ]

 ผู้ชายคนหนึ่งที่ช่วยผู้หญิงเอาไว้จากการโดนตบจากสามีขี้เหล้า  เรียกตัวเองว่า  ชายชู้คนหนึ่ง   แม้จะดูเป็นคนลึกลับและหน้าไร้อารมณ์ตลอดเวลาแต่ก็เป็นคนมีน้ำใจสูงส่ง  พร้อมช่วยเหลือคนอื่นโดนเฉพาะผู้หญิงที่ตนเองรัก  นี่คือจุดที่เยี่ยมมาก  เราอยากให้คนเราได้สะกิดใจกับจุดนี้ว่า  ไม่จำเป็นที่ต้องรู้จักกันแต่ก็ช่วยเหลือกันได้  ไม่ต้องสนใจกับเสียงตะโกนว่า  เรื่องของผัวเมียคนอื่นไม่เกี่ยว!  เข้าไปช่วยก่อนเลย 
——————————————————————————–

  เทพเพลิงเมฆา  เล่ม 4 จบ. – มีพลังฝีมือสายพุทธกับใจสังหารที่เป็นมาร   จึงจะเป็นผู้เหี้ยมหาญได้   -เทพโรซาเกิดในกองเพลิง  พลังหยางของคุณไหนจะเทียบไฟนรกได้

 
——————————————————————————–

ประโยคเด็ดจากการ์ตูน อาณาจักรไดโนเสาร์ จ้าวนักสู้ยูตะ เล่ม 4 แต่ข้าก็ไว้ใจคนที่ไม่เคยดื่มเหล้าด้วยกันเลยง่ายๆไม่ได้

 
——————————————————————————–

ประโยคเด็ดจากการ์ตูน กำเนิดใหม่ ไวรัสสยองโลก เล่ม 5  หน้า 156 ดอนคิโฮเต้ที่หันปลายหอกใส่กังหันลม  ซุนหงอคงบนฝ่ามือพระยูไล  นั่นแหละคือตัวแกที่แสนจะอ่อนแอ  จินตนาการที่เหนือความเป็นจริงจะเกิดขึ้นตอนที่คิดจะปกป้องจิตใจ

 
——————————————————————————–

คำคมจากการ์ตูน บ้านพักสยึ๋มกึ๋ย เล่ม 5
พลังที่แสนวิเศษเพียงไร  หากไม่มีโอกาสได้ใช้ก็ไร้ค่า  แต่คนที่มีโอกาสแต่ใช้ไม่เป็นก็มี…

 
——————————————————————————–

 

 

ดูนั่นสิ!! เล่นไพ่อยู่คนเดียวแถมยังทำมิดีมิร้ายกับน้องสาวอีก!!   ต้องเจอไฟฟ้าช็อตให้หายซ่า!!   กิ๊ช!ไอ้โหดไม่ใช่คน    – เดโระเดโระ เล่ม 3     เอาเถอะก่อนอื่นก็อัดมะเร็งกันซักมวนแล้วค่อยไป    – เดโระเดโระ เล่ม 2

 

คำคมจาก รัก 4 สีของนายซามูไร เล่ม 1

ผู้คนทำท่าเย็นชาราวกับคมดาบ  คงจะเก่งกล้ากันทุกคน  อยากจะประลองฝีมือด้วยจังเลย

 การไม่เหมือนกับคนอื่นถือเป็นความผิดหรือขอรับ…?

**************************************************

 

 

ประโยคโดนใจ จาก เจ้าสาวเจ้าปฐพี เล่ม 9

จะบอกว่ายัยนี่…ทายาทแห่งตระกูลคุซึริว  เทพแห่งสัประยุทธ์ไร้เทียมทาน   กำลังถูกความแข็งแกร่งที่ซ่อนเร้นภายในตัวอินุซึกะ  โคชิดึงดูดอยู่งั้นเหรอ?

 

ถ้าพ่อหนุ่มอายุมากขึ้นก็จะเข้าใจ  พอแก่ตัวลงจนอายุขนาดยาย  ไม่มีที่ให้ไปหรอกจ๊ะ

- ซัมโปะ  3

 

*******************************************************************

วงการเกมส์ไทย การ์ตูน anime CG เป็นอย่างไรมั่งครับ จะมีโอกาสเจริญไหมครับ

เจริญลง  ตราบใดที่ยังไม่มีพวกท่านๆ ในนี้ไปเป็นรัฐมนตรี  

เพราะเมืองไทยเห็นการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระ

 

    อืม..เคยตั้งงกระทู้เกมจีบสาวบ้านเราไปแล้ว…ก็พอตัวนะครับ

    บ้านเราเมพขิงเยอะมั่ก  เหลือแต่โอกาสแหละครับ

    ในนี้ก็มีคนเอาวิยานิพนท์มาโพส ทั้งเกม ทั้งอนิิิเม  บ้านเราผมเชื่อว่ามีศักยภาพ
    พอ ขาดแต่โอกาสที่จะก้าวสู้เบื้องหน้าเท่านั้น

    การ์ตูนไทย ช่วงหลังๆ ออกสู่ตลอดมากขึ้นเยอะเลยนะครับ ก็ลองๆอ่านดู
    เติบโตขึ้นมาก…

    ตอนนี้ให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน เรื่องพัฒนาอนิเม ผมรอได้
    “ก้าวช้าๆแต่มั่นคง(ละมั่ง)”

    จากคุณ : น่านวันนี้มีคำคม (NEKOmimi) – [ 18 ธ.ค. 51 00:57:28 ]

 

 

<!–pda tag="


“–>