Management Knowledge Blog

09/12/2009

ใช้รากฟันฝังกระจกตาเทียม รักษาผู้ป่วยตาบอดให้กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27589

09 ธันวาคม 2552

Link : http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hNREE1TVRJMU1nPT0=&sectionid=TURNd013PT0=&day=TWpBd09TMHhNaTB3T1E9PQ==

วิวัฒนาการทางด้านจักษุแพทย์ของไทยที่ฮือฮาอย่างมากในขณะนี้คือ ความสำเร็จในการใช้รากฟันฝังกระจกตาเทียม รักษาผู้ป่วยตาบอดให้กลับมามองเห็นได้อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการใช้ กระจกตาเทียมสอดประกบกับรากฟัน (Tooth-in-eye operation) ด้วยวิธี Osteo-odonto keratoprosthesis (OOKP)

อย่างที่เป็นข่าวว่า น.พ.อภิวัฒน์ โพธิกำจร แห่งหน่วยกระจกตา แผนกจักษุวิทยา โรงพยาบาลราชวิถี ได้รักษา นางดอกรัก เพ็ชรประเสริฐ ซึ่งตาบอดสองข้างด้วย โรคสตีเฟ่น จอห์นสัน ซินโดรม (SJS) เนื่องจากแพ้ยา ด้วยวิธีการดังกล่าว ทำให้ตาซ้ายของนางดอกรักกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง

น.พ.อภิวัฒน์ ชี้แจงการรักษาครั้งนี้ว่า การรักษาลักษณะนี้ ส่วนมากจะเป็นผู้ป่วยจากโรคจอห์นสัน ซินโดรมที่เกิดจากการแพ้ยาอย่างรุนแรง เนื่องจากผิวของตาถูกทำลาย ดวงตายังมีสภาพดีอยู่ แต่ไม่สามารถมองเห็นได้

ในการรักษา แพทย์นิยมใช้ กระจกตาแบบแท่ง Osteo-odonto keratoprosthesis (OOKP) ถึงแม้ว่าจะมีความซับซ้อนในการผ่าตัด แต่เมื่อผ่าตัดสำเร็จ จะง่ายต่อการดูแลรักษา

การรักษาจะแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงที่ 1 คือ การเลาะผิวตาของคนไข้ที่ถูกทำลายออกไปจนหมด แล้วปลูกถ่ายเนื้อเยื่อบุกระพุ้งแก้ม ขนาดเท่าดวงตา ลงไปในดวงตาแทน จากนั้นเป็นหน้าที่ของทันตแพทย์ ที่จะเลื่อยฟันและรากฟันให้มีลักษณะเหมือนลูกเต๋า เจาะรูตรงกลางขนาด 3 เซนติเมตร แล้วจึงนำกระจกตาเทียมแบบแท่ง (OOKP) ใส่เข้าไปในรู ให้หัวและท้ายของกระจกตาเทียมโผล่ออกมา

นำส่วนรากฟันที่สอดดอกกระจกตาเทียมไปปลูกในแก้มด้านบน (ใต้ตา) ของคนไข้เป็นเวลา 3-4 เดือน เพื่อให้มีเนื้อ เยื่อมาห่อหุ้ม และดูปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ป่วย

หลังจากนั้นเป็นช่วงที่ 2 คือเปิดช่องใต้ตาที่แก้มของคนผู้ป่วย แล้วเจาะรูตรงกลางของตาขนาด 3 เซนติเมตร และสอดแท่งแก้วกระจกตาเทียมที่โผล่ออกมาจากรากฟัน ฝังเข้า ไปในรูกลางตา เป็นที่เรียบร้อย ดูแลอย่าให้แผลติดเชื้อ ผู้ป่วย ที่ไม่มีอาการแทรกซ้อน จะใช้ระยะเวลารักษาให้กลับมามองเห็นได้ไม่เกิน 6 เดือน

หลักของการรักษาคือคนไข้จะสามารถมองเห็นผ่านกระจก ตาเทียมแทนกระจกตาธรรมชาติ

นางดอกรักเป็นคนไข้รายที่ 9 ของน.พ.อภิวัฒน์ และ ประสบผลสำเร็จในการรักษา แต่กรณีนางดอกรักมีความซับซ้อนกว่ารายที่ผ่านๆ มามาก คือป่วยด้วยโรคสตีเฟ่น จอห์นสัน ซินโดรม อันเกิดจากการแพ้ยาอย่างรุนแรง และการแพ้ยานี้ ทำให้นางดอกรักไม่มีฟันซึ่งเป็นหัวใจหลักของการรักษา

แพทย์จึงได้ขอบริจาครากฟัน จากลูกชายของนางดอกรัก เนื่องจากทางการแพทย์ แม่จะมียีนที่เข้ากับลูกชายมากกว่าลูกสาว

ด้วยความกตัญญูลูกชายจึงบริจาคอย่างเต็มใจ

เมื่อได้ฟันและรากฟันมาแล้ว แพทย์จึงทำการรักษาช่วงที่ 1 คือการฝังเข้าไปในแก้มเป็นเวลา 6 เดือน และเอกซเรย์เพื่อดูปฏิกิริยาของฟันตลอดระยะเวลาดังกล่าว ดูขนาดของฟัน เพราะถ้ามีการต่อต้าน ชิ้นฟันจะมีขนาดเล็กลงและละลายไปในที่สุด

แต่ถือเป็นโชคดีที่ไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านเกิดขึ้น และเข้ากันได้ดี และเป็นที่แน่ใจขึ้นว่าชิ้นฟันของลูกชายจะสามารถใช้รักษาได้

เริ่มการรักษาเมื่อต้นปี 2552 เริ่มรักษาช่วงที่ 2 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน รวมระยะเวลาประมาณ 11 เดือน ในวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 14 พฤศจิกายน นางดอกรักได้แจ้งแพทย์ว่ามองเห็นในทันที แต่ในทางการแพทย์จะยืนยันการมองเห็น ต้องมีการตรวจวัดสายตา ซึ่งแพทย์จะตรวจวัดสายตาในวันจันทร์ ที่ 7 ธันวาคมนี้

ทางแพทย์ระบุว่าผู้ป่วยต้องพักฟื้น เพื่อเฝ้าดูไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนจากโรคเดิม ถึงขณะนี้ ยังไม่มีอาการแทรก ซ้อนใดๆ

หลังการรักษาแล้วผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจทุกปี และถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อน โดยทั่วไปการรักษาดังกล่าวจะสามารถ ทำให้ผู้ป่วยมองเห็นได้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี

เปิดผลวิจัยมะลิซ้อนช่วยขยายหลอดเลือด

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27577

08 ธันวาคม 2552

Link : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/science/20091207/89734/เปิดผลวิจัยมะลิซ้อนช่วยขยายหลอดเลือด.html

สารสกัดจากมะลิซ้อนมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด ไม่พบผลข้างเคียงอันตราย เหมาะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงหัวใจเพื่อผู้สูงอายุและผู้ป่วยความดันสูง

นายภานุกิจ กันหาจันทร์ นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาฤทธิ์สารสกัดมะลิซ้อนต่อการขยายตัวของหลอดเลือดแดงหนูเร็ท พบว่า มีประสิทธิภาพสูงเหมาะที่จะพัฒนาต่อเพื่อใช้เป็นสารเสริมอาหาร สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดแข็งตัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยความดันสูง

ทั้งนี้ รายงานวิจัยจากต่างประเทศระบุว่า สารสกัดจากมะลิพวงมีศักยภาพทำให้หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจขยายตัว และมีฤทธิ์บำรุงหัวใจ ดังนั้น จึงสนใจศึกษาสมุนไพรไทยหลายชนิด กระทั่งพบว่า มะลิซ้อนของไทยมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับมะลิพวง

ประกอบกับตำรับยาโบราณระบุถึงการใช้ดอกมะลิซ้อนรักษาโรคหลายชนิด เช่น เยื่อบุตาอักเสบ การหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ขับเสมหะ หอบหืด โดยเฉพาะใช้บำรุงหัวใจ เนื่องจากมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2550 พบมากถึงราว 2 ล้านคน หรือใน 10 คนจะพบ 1 คน นับเป็นความหวังในการพัฒนาสารตั้งต้นชนิดใหม่ใช้ป้องกันโรคดังกล่าว

“การทดสอบฤทธิ์ของสารสกัดมะลิซ้อนกับหลอดเลือดช่องอกของหนูขาว พบสารสกัดจากดอกมะลิซ้อนมีประสิทธิภาพขยายหลอดเลือดเพิ่ม 40% เมื่อเปรียบเทียบกับยารักษาขยายหลอดเลือดในท้องตลาด” เจ้าของผลงานวิจัยกล่าว

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยพื้นฐานให้เป็นผลิตภัณฑ์นั้น จะเป็นหน้าที่ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ที่จะต้องศึกษาเพิ่มเกี่ยวกับการแยกองค์ประกอบทางเคมีของสารสกัด เพื่อนำมาวิเคราะห์จัดกลุ่มของสารสำคัญ รวมถึงศึกษาในรายละเอียดต่อไป เช่น การบีบตัวของหัวใจ ผลต่อเกล็ดเลือด ซึ่งมีมาตรฐานในการศึกษาอยู่

“อย่างที่รู้กันดีจากภูมิปัญญาชาวบ้านว่า พืชสมุนไพรหลายชนิดมีศักยภาพในการรักษาโรค ไม่ว่าจะเป็น ดอกพิกุล มะลิ ที่นำมาใช้มากขึ้นแต่ยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการยืนยัน” ดร.ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล นักวิชาการฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. กล่าว

อย่างไรก็ตาม สารสกัดทุกตัวที่จะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ จำเป็นต้องศึกษาความเป็นพิษก่อน และสารสกัดมะลิซ้อนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เกิดพิษ และมีความปลอดภัยสูง

“สารสกัดจากมะลิซ้อนจะถูกใช้เป็นสารมาตรฐาน ตามกลไกการออกฤทธิ์ที่ยืนยันได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ส่วนความหวังที่จะนำมะลิซ้อนมาทำเป็นยารักษาโรคหัวใจนั้น ต้องยอมรับว่าทำได้ยาก เพราะต้องใช้เวลานาน” นักวิชาการ วว. กล่าวและว่า ปกติสารที่สกัดจากดอกไม้จะต้องใช้ดอกแห้ง ถ้ามะลิที่เหลือจากการไหว้พระ สามารถนำมาใช้สกัด ทำเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ปรับสมดุล ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงหัวใจ ซึ่งราคาต้นทุนการผลิตไม่แพงมาก เมื่อเทียบกับสมุนไพรชนิดอื่นที่ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน

ทั้งนี้ การศึกษาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งจากโครงการการสร้างภาคีในการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท-เอก โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมกับ 29 มหาวิทยาลัย

งานวิจัยสมุนไพรเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยที่ วว. สนับสนุน เนื่องจากที่ผ่านมาผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ยอมรับสูตรยาสมุนไพร หากไม่มีข้อพิสูจน์ที่ยืนยันได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นหากมีข้อมูลทางวิชาการยืนยันจะสามารถเพิ่มมูลค่าของสมุนไพรได้มากขึ้น

หุ่นยนต์ศัลยแพทย์จิ๋ว

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27576

: 08 ธันวาคม 2552

Link : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/it/technology/20091207/89733/หุ่นยนต์ศัลยแพทย์จิ๋ว.html

ดร.อดิสร บอกเล่าเรื่องราวของหุ่นยนต์จิ๋วแยกส่วน ที่เราสามารถกลืนเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นมันจะเข้าไปประกอบตัวในร่างกาย เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค

โดราเอมอน การ์ตูนญี่ปุ่นที่ครองใจคนทั่วโลก เป็นเรื่องของเจ้าแมวหุ่นยนต์หูด้วน ที่เดินทางมาจากโลกอนาคต พร้อมด้วยของวิเศษเพื่อให้ความช่วยเหลือโนบิตะ

ผมชอบติดตามว่าวันนี้เจ้าแมวหุ่นยนต์จะมีอุปกรณ์ไฮเทคอะไรออกมา มีอยู่ตอนหนึ่งที่ชิซูกะกลืนสิ่งแปลกปลอมเข้าไป และมาร้องขอให้โดราเอมอนและโนบิตะช่วย ทั้งสองต้องย่อตัวเข้าไปในกระเพาะ เพื่อนำสิ่งแปลกปลอมออกมา

ผมยังเคยคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ได้ น่าจะเข้าไปช่วยตัดเนื้อร้ายหรือซ่อมแซมอวัยวะตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย มันคงจะดีไม่น้อยถ้าไม่ต้องผ่าตัดให้ยุ่งยาก อยากเอาส่วนไหนออกก็ส่งคนย่อส่วนเข้าไปในร่างกายมนุษย์แล้วตัดมันออกมา

ความฝันในวัยเด็กของผมกำลังจะเป็นจริงขึ้นแล้ว ไม่ใช่ว่านักวิจัยกำลังทำการคิดค้นเครื่องย่อส่วนมนุษย์หรอกครับ แต่เป็นเครื่องมือผ่าตัดที่เราสามารถกลืนมันเข้าไปนั้นเอง อุปกรณ์ที่ว่านี้ไม่ใช่เครื่องมือที่สอดใส่เข้าไปในร่างกายอะไรนะครับ มันเป็น หุ่นยนต์จิ๋วที่บรรจุอยู่ภายในแคปซูล เคลื่อนที่ได้ด้วยรีโมตคอนโทรลที่แพทย์ผู้ควบคุมการผ่าตัด จะเป็นคนส่งสัญญาณควบคุม

หุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่ต่างกัน อาทิเช่น หุ่นยนต์ตัด หุ่นยนต์เย็บแผล แต่ละส่วนจะถูกกลืนเข้าในร่างกาย และมันจะไปประกอบกันด้วยแม่เหล็ก เมื่อประกอบร่างเสร็จ แพทย์ก็จะทำการผ่าตัดโดยการควบคุมเครื่อง Simulator เพื่อส่งสัญญาณไปควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์เหล่านี้ ว่า จะให้ตัดชิ้นเนื้อส่วนไหน และจะเย็บแผลตรงส่วนไหน หุ่นยนต์เหล่านี้ยังสามารถนำชิ้นเนื้อที่ตัดออกมาเพื่อการตรวจได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ยังมีทีมวิจัยอีกทีมที่พัฒนากล้องขนาดเล็กความยาวเพียง 25 มิลลิเมตร ซึ่งสามารถบรรจุอยู่ในแคปซูล มันจะเข้าไปในร่างกายได้โดยการกลืน เพื่อถ่ายภาพระบบการย่อยอาหาร หรือสอดเข้าไปทางลำไส้ใหญ่ ซึ่งไม่สามารถเข้าไปลึกกว่ากระเพาะอาหาร หลังจากการสังเกตการณ์ในกระเพาะ มันยังสามารถนำยาเข้าไปส่งให้ตรงจุด หรือตัดชิ้นเนื้อเพื่อการเก็บตัวอย่างออกมาได้อีกด้วย ต่อไปการตรวจระบบทางเดินอาหารจะไม่ต้องทรมานอีกต่อไป

ขณะนี้ ทีมวิจัยจาก Swiss Federal Institute of Technology (EHT) สวิตเซอร์แลนด์ ทดลองในสัตว์ทดลองเป็นที่เรียบร้อยและได้ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง จากความสำเร็จก้าวแรกนี้ ทีมวิจัยยังต้องเผชิญอุปสรรคอีกหลายเรื่อง อาทิเช่น แหล่งพลังงานของหุ่นยนต์จิ๋ว ที่ต้องไม่ทำให้ขนาดของหุ่นยนต์ใหญ่เกินกว่าขนาดแคปซูล และเครื่องควบคุมการเดินทางภายในร่างกายที่ต้องมีขนาดจิ๋วด้วย

ทีมวิจัยตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถนำออกมาใช้ได้จริงในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่หุ่นยนต์จิ๋วเหล่านี้ ยังไม่สามารถจะไปยังอวัยวะส่วนอื่นๆ นอกจากหลอดอาหาร กระเพาะ และลำไส้ เพราะมันมีขนาดใหญ่เกินไป ที่จะเดินทางไปในกระแสเลือดและหลอดเลือด

ดังนั้น การพัฒนาขั้นต่อไปจะต้องเป็นการพัฒนาหุ่นยนต์ให้เล็กลงไปอีก อาจจะเป็นขนาดนาโนเมตร เพื่อเดินทางไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ง่ายขึ้น และสามารถเข้าไปร่างกายได้จากหลายๆ ที่ อาทิเช่น เข้าทางหู ทางการสูดดม หรือทางตา เป็นต้น

การพัฒนาเครื่องมือทางการแพทย์นั้น นับว่าเป็นการพัฒนาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องอย่างมาก ต่อไปการตัดชิ้นเนื้อต้องสงสัยจะง่ายมากๆ ไม่ต้องเสียเวลาเสียเงินทองมากมาย รวมทั้งความทรมานในการตรวจระบบทางเดินอาหารก็จะไม่มีอีกต่อไป นับว่าเป็นงานวิจัยที่สุดยอดและใช้งานได้จริงๆ ไม่ได้แค่ฝันอีกต่อไปครับ

* ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

03/12/2009

มะกัน-อียูแผนสูงใช้เอฟทีเอ บีบเข้า”สนธิสัญญาบูดาเปสต์”

03 ธันวาคม 2552

Link : http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01lif02031252&sectionid=0132&day=2009-12-03

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี และหัวหน้าโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม (MEAs Watch) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กล่าวภายในการสัมมนาการนำเสนอ (ร่าง) รายงานผลการศึกษาวิจัยเรื่อง “การเตรียมความพร้อมของประเทศไทย : การเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาบูดาเปสต์ และระบอบระหว่างประเทศว่าด้วยการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ” ว่า ขณะนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมีความพยายามผลักดันให้ประเทศไทยเป็นภาคีของสนธิสัญญาบูดาเปสต์ ผ่านการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอไทย-สหรัฐ และเอฟทีเออียู-อาเซียน (Budapest Treaty of CBD and Thailand-US and EU-ASEAN FTA) โดยหากประเทศคู่เจรจาไม่ตกลงก็จะไม่ร่วมเจรจาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศจอร์แดน ตูนิเซีย แอฟริกา เกาหลี อินเดีย ยอมปฏิบัติตาม ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการเจรจาเช่นกัน

นายวิฑูรย์กล่าวว่า สนธิสัญญาบูดาเปสต์ เป็นสนธิสัญญาที่เอื้ออำนวยให้คนที่มีขีดความสามารถในการวิจัยได้ใช้ประโยชน์จากสิทธิบัตรจุลชีพได้ง่ายขึ้น โดยสร้างระบบรับฝากระหว่างประเทศที่เรียกว่า องค์กรรับฝาก (สารชีวภาพ) ระหว่างประเทศ หรือ IDA หากประเทศใดต้องการจดสิทธิบัตรจุลชีพ สามารถนำตัวอย่างมาฝากองค์กรรับฝากใดก็ได้เพียงแห่งเดียวก็จะได้รับการคุ้มครองสิทธิบัตรในทุกประเทศที่เป็นสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 77 ประเทศ แต่ปัญหาคือ สนธิสัญญาดังกล่าวห้ามเปิดเผยแหล่งที่มา จึงไม่มีทางทราบว่าการจดสิทธิบัตรจุลชีพมีการลักลอบนำของประเทศไทยไปพัฒนาหรือไม่ ประเทศไทยไม่ควรเข้าร่วมเป็นภาคีของสนธิสัญญานี้ เพราะจะส่งผลกระทบมากมาย อาทิ ไทยจะไม่สามารถออกกฎระเบียบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดเผยแหล่งที่มาของทรัพยากรชีวภาพต่างๆ ทั้งๆ ที่ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ยอมรับว่าพันธุ์พืชต่างๆ ทรัพยากรชีวภาพทั้งหลายหากอยู่ในประเทศใดย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมเป็นของประเทศนั้นๆ ดังนั้น หากไม่มีการเปิดเผยแหล่งที่มาจะไม่มีทางทราบว่า ทรัพยากรชีวภาพหรือจุลชีพนั้นๆ เป็นของประเทศใด

26/11/2009

โรงงานผลิตเชื้อจุลินทรีย์แห่งแรกในไทย

24 พฤศจิกายน 2552

ไทยกำลังจะมีโรงงานผลิตเชื้อจุลินทรีย์แห่งแรกของประเทศ ค่าลงทุนเบื้องต้น 100 ล้านบาทจากการลงขัน 3 ฝ่าย สวทช.-เอกชน-นักวิจัย

นายสรพหล นิติกาญจนา กรรมการผู้จัดการบริษัท เอส พี เอ็ม ไซเอ็นซ จำกัด กล่าวว่า บริษัทร่วมทุนกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตั้งโรงงานผลิตเชื้อจุลินทรีย์และอาหารสัตว์หมักชีวภาพในระดับอุตสาหกรรมแห่งแรกในไทย จะลดการนำเข้าเชื้อจุลินทรีย์จากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพง ได้ปีละ 200 ล้านบาท ส่วนคนไทยสามารถซื้อเชื้อจุลินทรีย์ที่ผลิตได้ในราคาถูกลงกว่า 10 เท่า

“โรงงานผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ จะทำการตลาดภายใต้ชื่อ บริษัท ไมโครอินโนเวต จำกัด และใช้เชื้อจุลินทรีย์ บาซิลลัส ซับทิลิส (Bacillus subtilis) ที่นักวิจัยของสวทช.สามารถสกัดได้จากพืชตระกูลถั่ว เป็นหัวเชื้อตั้งต้นในการผลิต โดยเชื่อว่าจะสามารถลดการนำเข้าเชื้อจุลินทรีย์จากต่างประเทศใน 5 ปีแรกได้อย่างน้อย 1,000 ล้านบาท”นายสรพหล กล่าว

เชื้อจุลินทรีย์ที่นักวิจัยจากสวทช.พัฒนาได้ มีคุณสมบัติด้านการป้องกันเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด โดยเฉพาะเชื้ออีโคไล และเชื้อซัลโมเนลลา ที่เป็นสาเหตุของโรคท้องเสียท้องร่วง และเหมาะสำหรับนำไปใช้เสริมอาหารหลักสำหรับสุกรเพื่อลดต้นทุนการเลี้ยง

ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ เพิ่มอัตราการย่อยอาหารให้สุกร มีจุลินทรีย์ที่ใช้เป็นโปร-ไบโอติกในสัตว์ และมีเอ็นไซม์ที่มีคุณสมบัติช่วยในการย่อยพันธะของแป้ง ไฟเบอร์ น้ำตาล และโปรตีน ทำให้สุกรที่ได้รับอาหารที่ผสมเชื้อจุลินทรีย์หรืออาหารสัตว์หมักชีวภาพของบริษัทฯ โตเร็ว แข็งแรง ประหยัดต้นทุนการเลี้ยงได้ประมาณตัวละ 130 บาท โดยเสียเงินซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัทเฉลี่ยตัวละ 30 บาทเท่านั้น โดยตลอดการเลี้ยงของหมูหนึ่งตัวจะใช้ผลิตภัณฑ์ประมาณ 300 กรัมเท่านั้น

ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างโรงงานที่จ.ราชบุรี บนพื้นที่ 5 ไร่ โดยอาคารมีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 3,500 ตารางเมตร คาดจะแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องผลิตในกลางปีหน้า

เป้าหมายแรกจะผลิตอาหารสัตว์หมักชีวภาพแบบแห้ง ที่มีลักษณะเป็นผงเหมาะสำหรับโรงงานผลิตอาหารสัตว์และฟาร์มเลี้ยงสุกร ผลิตเชื้อจุลินทรีย์แบบเหลว ที่มีลักษณะเป็นน้ำ เหมาะสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และผลิตเชื้อจุลินทรีย์แบบแห้ง ที่เป็นกากถั่วเหลืองที่ได้รับการฉีดพ่นละอองเชื้อจุลินทรีย์ เหมาะสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์และบริษัทขายยาสัตว์

“ที่ผ่านมานักวิจัยไทยมีความสามารถด้านการพัฒนาเชื้อจุลินทรีย์ แต่ยังขาดโรงงานผลิตหัวเชื้อโดยตรง ทำให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ต้องพึ่งพาหัวเชื้อจุลินทรีย์จากต่างประเทศแต่ละปีมากกว่า 200 ล้านบาททีเดียว”กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส พี เอ็ม ไซเอ็นซ จำกัด กล่าว

ทั้งนี้ ก่อนที่จะร่วมทุนกับสวทช. บริษัท เอส พี เอ็ม ไซเอ็นซ จำกัด ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับฟาร์มเลี้ยงสุกรและโรงงานผลิตอาหารสัตว์มาตั้งแต่ปี 2533 โดยมีขนาดธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสุกรใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทยและมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ขนาดใหญ่

การลงทุนดังกล่าวสวทช.จะร่วมทุน 49 ล้านบาท กลุ่มนิติกาญจนา (บริษัท เอส พี เอ็ม ไซเอ็นซ จำกัด) 49 ล้านบาท และกลุ่มนักวิจัย 2 ล้านบาท โดยคาดจะชิงส่วนแบ่งทางการตลาดได้ปีละ 200-300 ล้านบาท จากมูลค่าตลาดเชื้อจุลินทรีย์และสารเสริมชีวภาพประมาณ 900 ล้านบาทในปัจจุบัน

ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ความร่วมมือกับภาคเอกชนครั้งนี้ จะเป็นการนำงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ที่สมบูรณ์ ซึ่งเกิดทั้งมูลค่าเพิ่ม และความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติมากยิ่งขึ้น

“ความร่วมมือดังกล่าวนักวิจัยจากสวทช. และนักวิจัยมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี จะทำหน้าที่ควบคุมงานวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ให้ได้คุณภาพ รวมถึงพัฒนาหัวเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่น เช่น แบคทีเรีย ยีสต์ และรา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและใช้เทคโนโลยีชีวภาพที่หลากหลายในระดับอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมปุ๋ยและอุตสาหกรรมยา เป็นต้น”ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าว

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27501

ข้าวโพดคั่ว-น้ำอัดลม “เมนู”เพิ่มไขมันอิ่มตัว

25 พฤศจิกายน 2552

ใครอยากสุขภาพดีโปรดอ่านทางนี้

องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค “ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์สาธารณะ” สหรัฐ อเมริกา ประกาศเตือนด้านสุขภาพ ว่า

คนที่ชอบรับประทาน “ข้าวโพดคั่ว” กลั้วด้วย “น้ำอัดลม” ระหว่างนั่งดูภาพยนตร์ หรือนั่งดูโทรทัศน์

จะทำให้ร่างกายได้รับ “แคลอรี” มากกว่าการทาน “แฮมเบอร์เกอร์” ขนาดมาตรฐาน 3 ชิ้น แถมยังโปะด้วยเนยอีกตั้งหลายชั้น!

ข้อมูลดังกล่าวได้จากการทดลองเก็บข้อมูลในห้องปฏิบัติการ ชี้ว่า

ข้าวโพดคั่วพร้อมน้ำอัดลมชุดกลาง มีปริมาณแคลอรี 1,160 แคลอรี และมีไขมันอิ่มตัว 60 กรัม คิดเป็น 3 เท่าของปริมาณ “ไขมันอิ่มตัวสูงสุด” ที่ร่างกายไม่ควรจะรับเกินในแต่ละวัน และอันตรายของไขมันชนิดนี้ก็คือ เป็นหนึ่งในปัจจัยทำให้เกิดโรคหลอดเลือดอุดตันนั่นเอง!

น้ำตาลเพื่อสุขภาพ เอาใจคนเบาหวาน

26 พฤศจิกายน 2552

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27522

น้ำตาลเพื่อสุขภาพ ย่อยสลายได้ช้าในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้ความหวานสะสมในร่างกายได้น้อย ทางเลือกสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

นางสาวยุพินทรา ขันติวัฒนะกุล หัวหน้าแผนกอาหารเพื่อสุขภาพ บริษัท น้ำตาลราชบุรี จำกัด กล่าวว่า น้ำตาลเพื่อสุขภาพเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำตาลทรายขาว บริษัทพัฒนาขึ้นให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

น้ำตาลดังกล่าวจะย่อยสลายได้ช้าในระบบทางเดินอาหาร จึงสะสมในร่างกายได้น้อย ทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มตามนโยบายรัฐบาล ที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยเทคโนโลยี

ทีมวิจัยพัฒนาจากน้ำตาลทรายขาวทำให้เป็นน้ำเชื่อม จากนั้นผ่านกระบวนการดัดแปรทางชีวภาพด้วยเอนไซม์ในระดับความเข้มข้นและเวลาที่เหมาะสม จนมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ และค่าไอโซมอลทูโลส (Isomaltulose) ที่ปริมาณมากที่สุด เพื่อให้ได้น้ำตาลเพื่อสุขภาพ

น้ำตาลสุขภาพดังกล่าวมีลักษณะเป็นผง และสามารถใช้ทดแทนน้ำตาลทรายได้ ทั้งปรุงอาหารบนเตาร้อน เพิ่มรสชาติหวานในเครื่องดื่ม หรือจะเป็นส่วนผสมในการทำขนม ลูกอม ทอฟฟี่ อีกทั้งผงน้ำตาลดังกล่าวไม่ส่งผลให้เกิดอาการฟันผุตามมา ซึ่งมีรายงานวิจัยตีพิมพ์ในต่างประเทศแล้ว

ทางบริษัทสามารถพัฒนากระบวนการผลิตน้ำตาลเพื่อสุขภาพ และพร้อมจำหน่ายแล้ว เพียงรอผลการศึกษาในมนุษย์จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ด้านผลของการบริโภคน้ำตาลเพื่อสุขภาพ ว่า จะมีผลต่อร่างกายอย่างไรบ้าง อาทิเช่น ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ประสิทธิภาพการคงตัวในการประกอบอาหารทั้งแบบเตาร้อน การปรุงในเครื่องดื่ม และการทำเบเกอรี่ ว่า คงความหวานและคุณประโยชน์ต่อร่างกายได้อย่างไรบ้าง

การวิจัยและพัฒนาน้ำตาลเพื่อสุขภาพดังกล่าว ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ในโรงงาน ซึ่งไม่เพียงผลิตน้ำตาลเพื่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังสามารถผลิตน้ำเชื่อม (โอลิโกไลท์) ที่มีคุณสมบัติเป็นอาหารจุลินทรีย์ชนิดดีในร่างกาย ใช้งานด้วยการปรุงแต่งรสชาติในเครื่องดื่มได้โดยตรง

“นวัตกรรมผงน้ำตาลและน้ำเชื่อมโอลิโกไลท์ จะวางตลาดในต้นปีหน้า หลังได้รับผลงานวิจัยจากสถาบันโภชนาการ กลุ่มเป้าหมายแรกจะเป็นอุตสาหกรรมเบเกอรี่ และผู้บริโภคทั่วไป จากนั้นจะขยายไปยังอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม” หัวหน้าแผนกอาหารเพื่อสุขภาพ กล่าว

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ผงน้ำตาลเป็นนวัตกรรมหนึ่ง ที่จะนำเสนอในงานประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติ ด้านผลิตภัณฑ์อาหารในโลกอนาคต (Food in the Future 2009) ระหว่างวันที่ 17-19 ธันวาคม 2552 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนออนไลน์ล่วงหน้าได้ที่ www.nia.or.th

20/11/2009

เดือนเดียวเจอกว่า 100 ราย อย.เผยตัวเลขโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริง

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27470

19 พฤศจิกายน 2552

อย.เผยศูนย์เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนผลิตภัณฑ์สุขภาพ รอบ 1 เดือน พบโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย โอ้อวดเกินจริงกว่า 100 รายการ ระบุจัดการแจ้งดำเนินคดีเอาผิดแล้ว

วันนี้ (18 พ.ย.) นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ได้รับรายงานจากศูนย์เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนผลิตภัณฑ์สุขภาพของ อย.ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าระวังการโฆษณาและรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า มีผู้ร้องเรียน จำนวน 87 เรื่อง จำแนกเป็นอาหาร 49 เรื่อง ยา 19 เรื่อง เครื่องสำอาง 10 เรื่อง เครื่องมือแพทย์ 3 เรื่อง วัตถุอันตราย 1 เรื่อง เป็นต้น

นพ.พิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนผลงานการดำเนินงานเฝ้าระวังการโฆษณา ซึ่งมีการตรวจสอบการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสื่อต่างๆ ได้แก่ เคเบิลทีวี ฟรีทีวี อินเทอร์เน็ต วิทยุ และนิตยสาร ตลอด 24 ชั่วโมง พบการโฆษณาที่สงสัยว่าไม่ได้รับอนุญาตจาก อย.หรือโฆษณาเกินจริง จำนวน 125 รายการ แบ่งเป็น การโฆษณาอาหาร 54 รายการ เครื่องสำอาง 42 รายการ ยา 18 รายการ เครื่องมือแพทย์ 10 รายการ และวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท 1 รายการ ซึ่งโฆษณาอาหารที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเว็บไซต์ เช่น ผลิตภัณฑ์ประเภทลูกอม ที่อวดอ้างอมแล้วผอมเพรียวได้ดั่งใจ ประเภทยา จากรายการทางเคเบิลทีวี โฆษณา เกินจริงว่า เป็นยาบำรุงร่างกาย เป็นยาแผนโบราณ มีสรรพคุณฟื้นฟูตับไต บำรุงระบบเลือดกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศชาย เป็นต้น ประเภทเครื่องสำอาง มีการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณว่า หน้าใส เด้ง ไร้ริ้วรอย มอบความมหัศจรรย์แห่งผิวหน้า ดูอ่อนกว่าวัย เป็นต้น

สำหรับการโฆษณาเกินจริงที่เกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ที่ตรวจพบทางนิตยสาร เช่น เข็มขัดกระชับสัดส่วน มีรังสีอินฟราเรด สามารถทำงานได้เข้าไปลึกถึงไขมันชั้นในและมีการนวดเหมือนพายุหมุนไซโคลน ใครลองลดหุ่นหลายวิธีแล้วไม่สำเร็จลองวิธีนี้ดู เป็นต้น และอีกหลายเนื้อหาข้อความที่สื่อถึงการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง โดย อย.ได้ดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดแล้ว

เลขาธิการ อย.กล่าวด้วยว่า ในส่วนการทำงานของศูนย์เฝ้าระวังฯ เมื่อได้รับเบาะแสจากการเฝ้าระวังและการรับเรื่องร้องเรียน จะรวบรวมและประมวลเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพเสนอผู้บริหาร รวมทั้งส่งต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการ กรณีเป็นเรื่องที่มีผลกระทบหรือปัญหารุนแรง หรือเป็นเรื่องเชิงนโยบาย จะส่งให้ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ (ศปป.) ดำเนินการตามกฎหมายเป็นกรณีพิเศษ โดยจะดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวด

“ขอให้ประชาชนผู้บริโภคอย่าได้หลงเชื่อการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพโอ้อวดสรรพคุณ ทั้งช่วยลดน้ำหนัก ทำให้ร่างกายผอมเพรียว รักษาได้สารพัดโรค ทำให้หน้าใสอ่อนกว่าวัย ตามที่กล่าวข้างต้น ขอให้สงสัยไว้ก่อน และสอบถามหรือแจ้งร้องเรียนไปยังศูนย์เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนผลิตภัณฑ์สุขภาพนี้ได้ โดยมีหลายช่องทาง ที่ อย.เปิดบริการให้ประชาชนอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ สายด่วน อย.1556 จดหมาย/หนังสือ ผ่าน ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 อีเมลที่ 1556@fda.moph.go.th หรือมาร้องเรียนด้วยตนเอง ที่ศูนย์เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาคาร 1 ชั้น 1 ตึก อย.” นพ.พิพัฒน์ กล่าว

ไทยประชุมอาหารโลกอนาคต

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27472

19 พฤศจิกายน 2552

สำนักงานนวัตกรรมผนึกภาคเอกชน เป็นเจ้าภาพนิทรรศการนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต อวดข้าวสำหรับผู้ป่วยโรคไต ผลงานจุฬาฯที่ขายสิทธิ์ให้ญี่ปุ่น

นายศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า การจัดงานประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติ ด้านผลิตภัณฑ์อาหารในโลกอนาคต (Food in the Future หรือ FIF 2009) เพื่อเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมอาหาร และกระตุ้นให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาหารที่ตรงกับความต้องการของประชากรโลก โดยเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ

FIF 2009 แบ่งเป็น 2 ส่วน การบรรยายโดยวิทยากร 35 คนจากทั่วโลก เช่น “อุปสรรคและโอกาสในการทำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหาร” โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดอาหารจากเยอรมนี “มุมมองของการพัฒนาเทคโนโลยีอาหารในญี่ปุ่น” โดยผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น “การค้าและข้อบังคับของเกษตรอินทรีย์ในปัจจุบัน” โดยประธานสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ สหรัฐอเมริกา

ในส่วนของนิทรรศการแสดงตัวอย่างนวัตกรรมอาหาร แบ่งเป็น 4 กลุ่มจากประเทศผู้พัฒนา คือ ไทย เกาหลี เยอรมนีและญี่ปุ่น เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารชะลอความแก่ ชาลดภูมิแพ้ และผลิตภัณฑ์ข้าวสำหรับผู้ป่วยโรคไตจากญี่ปุ่น นมข้าวอะมิโน ผลิตภัณฑ์น้ำตาลเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งอินทรีย์ทางการแพทย์จากไทย

นายสุรอรรถ ศุภจัตุรัส ผู้จัดการโครงการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ข้าวสำหรับผู้ป่วยโรคไตจากญี่ปุ่น ผลงานวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จำหน่ายสิทธิการผลิตให้เอกชนญี่ปุ่นพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออกจำหน่าย โดยนำแป้งข้าวสาลีพร้อมด้วยธัญพืชขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวโปรตีนต่ำเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ป่วยโรคไต

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโยเกิร์ตผง จากมหาวิทยาลัยอินเจ เกาหลี พัฒนาเปลือกโปรตีนขึ้นมาห่อหุ้ม 2 ชั้นเพื่อป้องกันสารอาหารจากกรดกระเพาะ

“ฟักข้าว” ผักร่ำรวยสารต้านมะเร็ง “ไลโคปีน”

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27477

19 พฤศจิกายน 2552

เจ้าผักลูกกลมๆ มีหนามเล็กๆ โดยรอบแลดูน่าตาตลกมากกว่าน่ากินชนิดนี้ถูกขนานนามด้วยหลายชื่อแตกต่างกันไปตามภูมิภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “แก็ก”, “มะข้าว”, “ผักข้าว”, “ขี้กาเครือ” และที่คุ้นๆ หูก็คือ “ฟักข้าว”…ฟักข้าวเป็นพืชในตระกูลแตงกวา และมะระ มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

“มีงานวิจัยของต่างประเทศที่ระบุว่าสารไลโคปีน ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และสามารถป้องกันความเสี่ยงของโรคมะเร็งได้ และระบุว่าสารนี้มีมากในมะเขือเทศ แต่จริงๆ แล้วในภูมิภาคบ้านเรายังมีพืชบางชนิดที่มีไลโคปีนสูงกว่ามะเขือเทศนับ 10 เท่า นั้นก็คือ “ฟักข้าว” นั่นเอง เราพบว่าในมะเขือเทศสุก 1 กรัม มีสารไลโคปีนอยู่ประมาณ 31 ไมโครกรัม ในขณะที่เยื่อเมล็ดฟักข้าว 1 กรัม ให้ไลโคปีนสูงถึง 380 ไมโครกรัมเลยทีเดียว” ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว แห่ง รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้ข้อมูล

เภสัชกรหญิงคนเก่งรายนี้กล่าวต่อไปอีกว่า มีการศึกษาในสหรัฐฯ พบว่า ไลโคปีนสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยแบ่งกลุ่มทดลองเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้กินมะเขือเทศวันละถ้วย อีกกลุ่มหนึ่งไม่ให้กิน ปรากฏว่า กลุ่มที่กินมะเขือเทศ เสี่ยงป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กิน ซึ่งจากการทดลองนี้แสดงให้เห็นชัดว่าไลโคปีนมีผลต่อการป้องกันความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง

“ปัญหาก็คือเราพบว่าคนไทยส่วนใหญ่จะกินของที่ดีมีประโยชน์ จากงานวิจัยของต่างชาติ คือถ้าไม่มีผลวิจัยจากต่างชาติก็จะไม่กิน พอกินก็กินเป็นกระแส ฮือฮากันได้สักพักก็จะเลิกเห่อไป อย่างมะเขือเทศกับไลโคปีน พอมีบทวิจัยก็เห่อกินกันทั้งที่มันก็เป็นพืชผักพื้นบ้านของไทยมานาน และในฟักข้าวที่มีไลโคปีน คนไทยก็ไม่สนใจเพราะมันไม่มีงานวิจัย ทั้งๆ จริงๆ ดั้งเดิมก็กินมานานแล้ว เพื่อนบ้านเราหลายประเทศก็กินกันเป็นเรื่องปกติ”

ภญ.ผกากรอง กล่าวว่า การบริโภคฟักข้าวในเมืองไทยส่วนใหญ่จะไม่กินลูก หากจะกินส่วนยอด ลูกก็กินบ้างแต่กินดิบ แต่ไลโคปีนในฟักข้าวจะมีมากที่สุดที่เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง เมื่อขณะที่มันสุกเต็มที่ ที่เวียดนามจะรู้จักฟักข้าวในชื่อของ “เกิก” ข้าวชนิดหนึ่งของเวียดนามจะหุงด้วยเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดงของฟักข้าว หุงเสร็จก็จะกลายเป็นข้าวสีออกส้มๆ แดงๆ

พี่น้อง-โสรัจ เบญจกุศล

“ฟักข้าวเป็นพืชพื้นบ้านอีกชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ อยากเชิญชวนให้นำมาทำเป็นอาหารบริโภค และอยากรณรงค์ให้บริโภคเป็นอาหาร เพราะเชื่อว่าธรรมชาติได้กำหนดสัดส่วนดีไซน์มาให้เรียบร้อยแล้ว การกินสารอาหารจากพืชผักจะให้ดีที่สุดควรกินเป็นอาหาร แต่ที่ห่วงคือส่วนใหญ่จะกินแบบง่ายๆ คือหาแบบที่เป็นสำเร็จรูป เป็นแคปซูล เป็นยาที่สกัดออกมาแล้ว ซึ่งเราไม่รู้ว่าการที่ผ่านกระบวนการต่างๆ เช่นทำให้แห้ง ทำให้เป็นผง หรือสกัดเอาแต่สารเพียวๆ นั้น จะทำให้โครงสร้างของสารนั้นๆ เปลี่ยนไปหรือไม่” ภญ.ผกากรอง แนะนำทิ้งท้าย

ด้าน “พี่ติ่ง” – พนิดา เกษรศรี แห่ง “บ้านฟักข้าว” อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ในฐานะของผู้ที่เคยกินฟักข้าวแล้วได้ผลดีจนกระทั่งเพาะขายเป็นกิจกรรมเล็กๆ ในครัวเรือน เท้าความให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้หนีอากาศร้อนมาเที่ยวภาคเหนือ ก็ไปเจอลูกฟักข้าวแก่จัดที่วางขายอยู่ในตลาด เห็นว่าแปลกดีจึงซื้อมาดูเล่น จากนั้นก็กลับไปหาข้อมูลว่าลูกฟักข้าวแก่จัดที่ได้มานั้นสามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง

“เราก็หาในอินเทอร์เน็ต ก็พบงานวิจัยว่ามันมีไลโคปีนสูง มีสารมีประโยชน์ ก็เลยหาวิธีทำกินกันเองในบ้าน เราใช้เยื่อหุ้มเมล็ดมาทำเป็นน้ำผลไม้ แต่งรสด้วยน้ำตาลนิดหน่อย ดื่มเองในครอบครัว แล้วก็แจกคนรู้จัก หนักๆ เข้าหลายคนชอบก็ขอให้ทำให้บ้าง แนะนำให้ทำขายบ้าง เราก็หาข้อมูลเรื่อยมา ซื้อมาปลูก ตอนนี้ก็กลายเป็นกิจการเล็กๆ ของครอบครัวมา 2 ปีกว่าแล้ว คนให้ความสนใจมากขึ้น อาจจะเพราะว่าคนเริ่มหันมาสนใจสุขภาพแนวป้องกันมากขึ้นด้วย”

พี่ติ่งขยายความอีกว่า คนในแถบภาคเหนือนิยมกินส่วนของยอดฟักข้าว โดยนำมาแกงใส่ปลาแห้งบ้าง นำมาลวกหรือต้มจิ้มน้ำพริกบ้าง ส่วนลูกอ่อนๆ ที่เนื้อแข็งๆ มาปอกแล้วหันเป็นชิ้นๆ ลงไปรวมกับผักอื่นๆ เป็นแกงแคบ้าง ส่วนลูกสุกไม่ค่อยมีคนกิน จะปล่อยให้สุกคาต้นเป็นอาหารของนก หนู กระรอกไปตามธรรมชาติ

.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว

“จากประสบการณ์ตรงปรากฎหลังการดื่มน้ำจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวพบว่า รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น คุณแม่พี่อายุ 50 กว่าแล้วก็บอกว่าดื่มระยะหนึ่งแล้วผมเริ่มกลับมาดำอีกครั้ง แล้วพวกเราทั้งบ้านก็ไม่ค่อยป่วย อย่างโรคหวัดนี่ไม่มีใครเป็นมาสักพักแล้วค่ะ”

พี่ติ่งยังกระซิบอีกนิดสำหรับผู้ที่อ่านแล้วชักจะเห็นความสำคัญของผักพื้นบ้านน่าตาน่าเอ็นดูชนิดนี้และอยากหามาปลูกบ้างว่า ฟักข้าวปลูกง่าย แค่โยนเม็ดลงดินก็ขึ้นแล้ว มีหลายสายพันธุ์ พันธุ์ลูกใหญ่เฉลี่ยน้ำหนักลูกละ 1 กิโลกรัม เหมาะแก่การปลูกลงดินเพราะรากจะขยายไปเรื่อยๆ แต่สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านน้อยๆ หรือคอนโดมิเนียมก็อย่าเพิ่งเสียใจไป เพราะพันธุ์พื้นบ้านดั้งเดิมที่ใบออกทรงกลมจะให้ลูกเล็กกว่าและมีขนาดต้นเล็กกว่า เหมาะแก่การปลูกในพื้นที่จำกัดเช่นบนระเบียงในกระถาง ขนาดลูกก็เล็กตามไปด้วย ราวๆ ลูกเทนนิส ซึ่งเหมาะแก่กินคนเดียวหรือสองคนแบบฉบับครอบครัวสมัยใหม่ในเมืองใหญ่

“คนสีเขียว” อย่าง “พี่น้อง” – โสรัจ เบญจกุศล” แห่งเครือข่ายตลาดสีเขียว เจ้าของร้านวุ้นดอกไม้หวาน ที่หลงรักในคุณประโยชน์ของฟักข้าวเข้าอย่างจัง ได้แสดงความเป็นห่วงต่อการลดจำนวนลงอย่างฮวบฮาบของฟักข้าวว่า เพราะหลายคนมองว่ามันเป็นวัชพืช ทำให้มีการถอนทิ้งจนปัจจุบันหากจะซื้อฟักข้าวแต่ละครั้ง ต้องใช้บริการไกลถึงจังหวัดเชียงใหม่ให้จัดส่งเข้ามาในกรุงเทพฯ เพราะหาในแถบภาคกลางไม่ได้เลย

“เสียดายมาก เพราะเป็นพืชที่มีประโยชน์มาก บ้านไหนมีอยากให้เก็บไว้ อย่าไปฟันทิ้ง และอยากให้ช่วยกันปลูกมากๆ เราจะได้มีพืชผักมีประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชนิดในสวยหลังบ้านของเรา”

พี่น้องยังได้แนะนำสูตรน้ำฟักข้าวผสมเสาวรสรสเปรี้ยวจี๊ดชื่นใจอย่างไม่หวงตำราว่า เป็นเครื่องดื่มปกติที่ทำดื่มเองอยู่แล้ว และมีประโยชน์ทั้งจากฟักข้าวและเสาวรส เนื่องจากฟักข้าวจริงๆ จะรสออกจืดๆ มันๆ ทำให้หลายคนที่ไม่คุ้นอาจจะไม่ชอบ การผสมน้ำเสาวรส หรือกระทั่งน้ำส้มหรือน้ำผลไม้รสเปรี้ยวอื่นๆ จะทำให้ดื่มง่ายขึ้น

“ใช้น้ำเสาวรสประมาณ 70% ผสมกับเยื่อหุ้มเมล็ดฟักข้าว30% เติมน้ำตาลชิมรสตามใจชอบ ถ้าวันไหนร้อนๆ ยิ่งแช่เย็นยิ่งชื่นใจค่ะ”

…แค่ฟังสูตรก็น้ำลายสอ ใครจะเอาไปทำพี่น้องไม่หวง แถมสนับสนุนให้ทำอีกต่างหาก เพราะอยากเห็นคนไทยห่างไกลมะเร็ง

19/11/2009

ตอนนี้เว็บพันทิพพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นในกระทู้ได้แล้ว

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8566919/A8566919.html

ขอลองภาษาหน่อย

ຂ້ານ້ອຍບໍ່ໄດ້ດອກແດ……….ภาษาลาว

म्यानमार……….ภาษาอินเดีย

ازبکستان

ללא קשר………….ภาษาฮิบรู

Cộng Hòa Xã Hội Chủ Nghĩa Việt Nam …………..ภาษาเวียดนาม

C’est d’ailleurs l’une des…………….ภาษาฝรั่งเศส

Durante treinta años el gobierno colonial permitió ………… ภาษาสเปน

Bevölkerung und schwere Schäden in der Wirtschaft hinterließen …………. ภาษาเยอรมัน

เปลี่ยนที่แป้นภาษา ตั้งไว้ให้พิมพ์ได้กี่ภาษาก็เลือกเอาเลย
はい、日本語も出来ます。面白そうですね。

จากคุณ : Kitakaze
เขียนเมื่อ : 19 พ.ย. 52 16:05:10

แก้ไขเมื่อ 19 พ.ย. 52 16:02:34

แก้ไขเมื่อ 19 พ.ย. 52 15:57:49

จากคุณ : SawasdeeKrab
เขียนเมื่อ : 19 พ.ย. 52 15:55:13

สามก๊กหกกิ๊ก เล่ม 1 – ลกบก และ ลุคตัดกุด ในสามก๊กจริงๆนั้นเก่งแค่ไหนครับ

Filed under: Manga+anime — jsoc @ 17:41

ลกบกไต้อ๋อง และ ลุดตัดกุด เป็นขุนศึกในสังกัดของเบ้งเฮ็ก ชาวเผ่าทางใต้ของเสฉวน ที่ชื่อว่าชาวเผ่าม่าน ที่ขงเบ้งไปปราบในช่วงครึ่งหลังของสามก๊ก

ลกบกไต้อ๋อง
หน้าตาดุร้าย สักยันต์เต็มตัว มีวิชาลึกลับ ขี่ช้างขาว มีวิชากระดิ่งวิเศษเรียกสัตว์ป่ามาใช้เป็นกำลังรบของตนได้ เช่น เสือ วัวกระทิง และงูพิษทั้งหลาย ช่วงแรกจูล่งและอุยเอี๋ยนถึงกับจัดกระบวนทัพรับมือไม่อยู่ เสียหายมากมายต้องล่าถอย ทางขงเบ้งจึงเร่งประดิษฐ์หุ่นปั้นรูปสัตว์ป่าขนาดใหญ่ สามารถพ่นไฟได้ มาใช้ต่อสู้กับกองทัพของลกบกไต้อ๋อง สัตว์ป่ากลัวไฟจึงแตกตื่นไม่ฟังคำสั่งของลกบกไต้อ๋อง ขงเบ้งเลยบุกตามตีและสังหารลกบกไต้อ๋องได้

ลุดตัดกุด
ราชาแห่งแดนภูเขา ชอบกินเนื้อสดเป็นอาหาร สร้างอาณาจักรตามโพรงถ้ำบนภูเขา มีกองทัพพิสดารอันตราย คือ กองทัพเกราะหวาย ซึ่งเป็นชุดเกราะที่สานขึ้นจากไม้หวายที่ผ่านการแช่น้ำและตากแดดหลายเดือนจนมีความเหนียวแน่น เกราะนี้ฟันแทงไม่เข้า ใครสวมใส่ก็สามารถลอยตัวข้ามน้ำได้อย่างสะดวกสบาย เป็นกองทัพที่ไร้เทียมทานอย่างยิ่ง หลังจากที่ขงเบ้งประสบความพ่ายแพ้ จึงวางกับดักไว้ที่ช่องเขางูเลื้อย ซึ่งเป็นพื้นที่ ๆ มีทางเข้าออกแค่สองทาง จึงให้อุยเอี๋ยนนำทัพหลอกล่อให้ลุดตัดกุดและทัพเกราะหวายตามเข้ามา แล้วขงเบ้งก็ให้ถล่มหินปิดทางเข้าออกช่องเขาไว้ แล้วให้ทหารที่รออยู่บนหน้าผาจุดไฟโยนลงไป แล้วกับระเบิดที่ฝังไว้ในช่องเขาก็ทำงาน เกิดไฟลุกไหม้ไปทั่ว ลุดตัดกุดและกองทัพเกราะหวายนับหมื่นคนข้างล่างนั้นก็จบชีวิตหมดสิ้น ขงเบ้งเห็นแล้วก็ร้องไห้สงสารเพราะต้องทำเพื่อชัยชนะ

ภายหลังจากสูญเสียสมุนเอกที่เข้มแข็งที่สุดอย่างลุดตัดกุดไป เบ้งเฮ็กก็หมดหนทางที่จะสู้กับขงเบ้งอีก จึงยอมสวามิภักดิ์ต่อจกก๊ก

ตามนั้นครับ
ส่วนในการ์ตูนที่ จขกท ว่ามานั้น ก็ถือว่าไม่เกี่ยวกับนิยายสามก๊กเลย เพราะเตียนอุยแห่งวุยก๊กไม่ได้มีบทบาทเกี่ยวข้องอะไรกับสองคนนี้ และตามเนื้อเรื่องจริง ๆ เตียนอุยก็ตายก่อนสองคนนี้นานมากครับ

จากคุณ : นักกวีจากเงามืด
เขียนเมื่อ : 19 พ.ย. 52 15:32:01
ถูกใจ : หอไป่เหมิน

มารู้จักเกาะหลบภาษีและฟอกเงิน

Filed under: General knowledges — jsoc @ 17:35

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2002q4/article2002oct18_9.htm

(กาแฟดำ : นสพ.กรุงเทพธุรกิจ หน้า 2 จันทร์ 15 เมษายน พ.ศ. 2545)

มีคนถามผมว่า “เกาะหนีภาษี” ที่คนไทยได้ยินว่า มหาเศรษฐีไทย โอนเงินเข้าออก เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ของประเทศตัวเองนั้น มันเป็นอย่างไรกันแน่? เอ่ยชื่อเกาะ Cayman Islands ก็จะเห็นภาพของ คนมีสตางค์แอบเอาเงิน ไปซ่อนเอาไว้ เพื่อไม่ต้องเสียภาษีในเมืองไทย

ความจริงมีหลายเกาะแก่งที่ทำหน้าที่เป็น “tax haven” หรือ “ท่าหลบภาษี” ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวกับ การหลบเลี่ยงไปทำธุรกิจผิดกฎหมาย

แต่เป็นการชักจูงให้ผู้คน ไปจดทะเบียนทำธุรกิจที่นั่น โดยมีรางวัลใหญ่คือ เสียภาษีน้อยมากหรือไม่เสียภาษีเลย
“ท่าหลบภาษี” ที่ว่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นหมู่เกาะแถวหมู่เกาะ Caribbean และที่ดังพอที่คนไทยได้รับรู้ไม่น้อยก็คือ
British Virgin Islands กับ Netherlands Antilles

จำชื่อเกาะพวกนี้เอาไว้ให้ดีนะครับ เพราะจะมีข่าวคราวเกี่ยวกับ การโอนเงินโอนทองของมหาเศรษฐีไทย ทั้งที่อยู่นอกการเมือง และที่เป็นผู้นำทางการเมืองอยู่เป็นประจำ ในมหาสมุทรแฟซิฟิกอย่าง Vanuatu กับ Samoa ก็ทำตัวเป็น “ท่าหลบภาษี” สำหรับนักธุรกิจทั่วโลกเหมือนกัน

ในยุโรปเอง ประเทศเล็กๆ อย่าง Monaco และ Andorra ก็เปลี่ยนแปลงกฎหมายของตัวเอง ให้กลายเป็นที่หลบภาษี ให้กับนักธุรกิจทั่วโลกเหมือนกัน เพื่อจะได้ดึงให้เศรษฐกิจของตัวเองมีความคึกคักและกลายเป็นศูนย์กลางแห่งธุรกิจทุกประเภท ในขณะที่ประเทศใหญ่ ๆ ไม่อาจจะทำได้

Monaco เป็นประเทศเล็กที่มหาเศรษฐีของโลกมาชุมนุมกัน ทั้งที่มาเองเพื่อความโดดเด่นและแสดงความร่ำรวยของตนเอง และจดทะเบียนบริษัทของตนเพื่อหลบภาษีในประเทศอื่น ๆ

นักเขียนดังอย่าง Somerset Maugham เคยเรียกโมนาโกว่าเป็น “ประเทศที่มีแสงแดดแผดจ้าสำหรับคนที่ต้องการจะซ่อนอยู่ในเงา…”

เศรษฐีมาที่นี่เพื่ออาบแดดก็จริง แต่ก็ต้องการรักษาความลี้ลับของบัญชีเงินฝากของตัวเองอยู่ดี

ที่อเมริกา บริษัทจำนวนมากไปจดทะเบียนสำนักงานใหญ่ของตนที่รัฐ Delaware เพราะที่นั่นกฎหมายเรียกเก็บภาษีต่ำสุดของประเทศ

รัฐบาลอเมริกันบางครั้งก็ยอมให้บริษัทส่งออกของตัวเองไปจดทะเบียนตั้งบริษัทเพียงบนกระดาษที่เรียกว่า “shell companies” ในต่างประเทศเพื่อเลี่ยงภาษีมะกันต่อสินค้าส่งออกของตัวเอง

เป็นวิธีการที่ทำให้สินค้าอเมริกันแข่งกับคนอื่นได้ทางหนึ่งที่รัฐบาลของเขาเอาหูไปนา เอาตาไปไร่

การใช้ “ท่าหลบภาษี” ที่ว่านี้ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มกำไรและลดการเสียภาษีอย่างชัดเจน ไม่มีใครปฏิเสธได้

เช่นบริษัทไทยแห่งนี้อยากจะไปจดทะเบียนตั้งบริษัทบนกระดาษที่เกาะ British Virgin Islands แล้วส่งของไปให้บริษัทที่เกาะแห่งนี้ด้วยราคาที่ต่ำกว่าจริงอย่างมาก จากนั้นก็ขายของชิ้นเดียวกันนี้ไปให้ประเทศอื่นที่สูงกว่ามากมาย กำไรที่ทำได้ก็ถือว่าเป็นของบริษัทบนเกาะแห่งนี้ จึงไม่ต้องเสียภาษีจากกำไรนั้น

มหาเศรษฐีไทยบางคนก็หนีภาษีที่เกิดจากรายได้การขายหุ้นหรือโอนหุ้นจำนวนมหาศาลด้วยวิธีการเดียวกันนี้ ไม่ว่าจะเป็น Cayman Islands หรือ British Virgin

ตรวจกันให้ดี ๆ ก็ร้องกันอึงอื้อที่เดียวเชียวแหละ

เพราะบนเกาะ Cayman Islands แห่งเดียวมีธนาคารและบริษัทการเงินไม่น้อยกว่า 600 แห่งที่ช่วยบริหารเงินทองของเหล่าบรรดาเศรษฐีและนักธุรกิจนานาชาติหัวใสทั้งหลายไม่น้อยกว่าครึ่งล้านล้านดอลลาร์
และ “เกาะหลบภาษี” เหล่านี้แหละคือที่คนเหล่านี้ใช้ “ฟอกเงิน” กันอย่างมหาศาล

ปปง. สนใจศึกษาเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า การรับคำสั่งนักการเมือง มาคุกคามคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลครับ

ประวัติแบบย่อของ Michael E. Porter

Filed under: Management knowledge — jsoc @ 17:33

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2002q4/article2002oct19_2.htm

ชีวิต เขาเกิดที่เมืองแอนน์ ฮาร์เบอร์ , Michigan ในปี 1947 เขาเรียนจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรม หลังจากนั้นจึงไปศึกษาปริญญาโทเอ็มบีเอ ที่ Harvard Business School และจบปริญญาเอก ด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจที่ Harvard Business School (เหมือนเราเลย แต่เราเรียนโท ศศ.ธุรกิจ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวเราไปเรียนต่อเอกกันนะ)

หลังจากนั้น เขาก็ได้รับการทาบทาม ให้เป็นอาจารย์ที่ HBS.. ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาจารย์ที่อายุน้อยที่สุด ในประวิติศาสตร์ของ HBS เลย (อายุ 26 ปี) และออกคัมภีร์เล่มแรก ที่มีโมเดล Five Force ที่ทำให้เรา มีเครื่องมือทำมาหากินนั่นเอง

ผลงาน

ก่อนหน้านี้ เวลาเราเรียนบริหาร เรามักจะพูดถึงโมเดลของ GE ซึ่งก็ใช้เครื่องมือ BCG. Growth Share Matrix ที่เราเรียนในวิชาการจัดการองค์การ (ที่เป็นตาราง แล้วบอกว่า ธุรกิจที่เราทำเป็น Cash Cow , Star , Child , Dog) ซึ่งใช้วิเคราะห์ในการจัดสรรทรัพยากรของบริษัท แต่ในก่อนปี 1980 มีแต่ BCG ที่ใช้อธิบาย Case ทางธุรกิจอย่างเดียว

ความต่อเนื่องของผลงาน ที่ไมเคิล อี.พอร์ตเตอร์ สร้างไว้ผ่านหนังสือ 3 เล่มคือ

Competitive Strategy : Techniques for Analyzing Industries and Competitors ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกที่เสนอโมเดล Five Force เพื่อวิเคราะห์สภาพการแข่งขัน ในอุตสาหกรรม (ปัจจัยภายนอก) โดยการวิเคราะห์ปัจจัยทั้งห้า อันได้แก่ New Entrant, Supplier, Buyer, Substitutes ,Industry Competitor ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ในการแข่งขัน ที่แต่ละธุรกิจใช้ จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ แต่ในหนังสือเล่มนี้ ยังไม่ครบถ้วนว่า จะทำอย่างไร บริษัทจึงจะแข่งขันได้ นอกจากการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกแล้ว ทำให้เขาออกผลงานชิ้นต่อมาคือ
Competitive Advantage : Creating and Sustaining and Superior Performance ในหนังสือเล่มนี้ เขาเขียนถึงวิธีการสร้างคุณค่า (ปัจจัยภายใน) เพื่อให้ธุรกิจ สามรถส่งผ่านคุณค่าให้ลูกค้า เป็นการสร้างผลกำไร ขึ้นมาได้ ซึ่งก็คือการสร้าง Competitive Advantage นั่นเอง ซึ่งในเล่มนี้จะมีเครื่องมือคือ Differentiation (การสร้างความแตกต่าง) , Cost Leadership หรือการสร้างความได้เปรียบเรื่องต้นทุน, Focus (เขาเอาไปต่อยอดทำเรื่อง cluster ในระดับประเทศ ว่าถนัดอะไร ก็ทำอย่างนั้น ไม่ใช่ถนัดทุกอย่างเลย) ซึ่งก็คือการเลือกตลาด การวาง position ของสินค้านั่นเอง ซึ่ง Model ที่เรารู้จัก ก็คือ Value Chain (ไม่รู้จำกันได้หรือเปล่า ที่เป็นรูปคล้ายลูกศรนะ ) ซึ่งแบ่งกิจกรรมของธุรกิจเป็น Primary Activities ซึ่งเป็นกิจกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการไหลของ ผลิตภัณฑ์ ไปยังลูกค้า และ Support Activities ซึ่งเป็นกิจกรรม ที่สนับสนุนกิจกรรมแรก เช่น การจัดสรรทรัพยากรมนุษย์ งานบัญชี และการจัดการ เป็นต้น หลังจากนั้น เขาก็ออกผลงานต่อมาคือ
The Competitive Advantage of Nations ซึ่งเป็นเรื่องของการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ของระดับประเทศ ซึ่งเป็นผลงานจากการไปศึกษา และเก็บข้อมูลแต่ละอุตสาหกรรม ของประเทศต่าง ๆ มาวิเคราะห์ ว่าทำไม ธนาคาร ต้องสวิส , อิเลคทรอนิกส์ ต้องญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่งเขาเสนอ Dynamic Diamond ที่บอกว่า ประเทศจะมีความสามารถในการแข่งขันได้ จะต้องมี สี่ส่วนคือ ประการแรก เงื่อนไขด้านปัจจัยการผลิต (Factor Condition) เช่น มีแรงงานที่มีทักษะ ที่ส่งเสริมการแข่งขัน มีวัตถุดิบที่ดี ประการต่อมามีเงื่อนไขของความต้องการผลผลิต (Demand Condition) คือสามารถผลิต แล้วขายได้ในประเทศ มีกำลังบริโภค ประการที่สาม มี linkage Industries อุตสาหกรรม ที่สนับสนุน และต่อเนื่องกัน และประการสุดท้าย คือกลยุทธ์ และโครงสร้างของธุรกิจ กฎระเบียบต่าง ๆ ที่เอื้อในการแข่งขัน (ซึ่งหนังสือและหัวข้อนี้ ผู้นำไทยตื่นเต้นมาก ไปเชิญเขามาเป็นที่ปรึกษา ด้วยค่าจ้างสูงลิ่ว แต่โดนดักคอซะก่อน)

จาก “Budweiser” ถึง “ข้าวหอมมะลิ”

Filed under: General knowledges — jsoc @ 17:29

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2003q1/article2003march17p2.htm

จับตาโลกาภิวัตน์ : จักรกฤษณ์ ควรพจน์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 17 มีนาคม 2546

สาธารณรัฐเช็กและประเทศในยุโรปมองว่า ประเพณีและภูมิปัญญาการผลิตเบียร์ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน และได้ปกป้องชื่อ “Budweiser” จากการอ้างเป็นสิทธิของเอกชน

ผู้ที่คุ้นเคยกับประเทศสหรัฐ และชอบดื่มเบียร์คงจะรู้จัก “Budweiser” เป็นอย่างดี แต่คนที่อยู่ในภาคพื้นยุโรปอาจจะไม่รู้จักและไม่เคยดื่มเบียร์ยี่ห้อนี้ เพราะในหลายประเทศในยุโรป คำว่า “Budweiser” ไม่อาจนำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับเบียร์ เนื่องจากเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่แสดงถึงแหล่งกำเนิดของสินค้า

“Budweiser” (อ่านว่าบุดไวเซอร์ในภาษาเยอรมัน) เป็นชื่อเทือกเขาแห่งหนึ่งในแคว้นโบฮีเมียในประเทศสาธารณรัฐเช็ก ผู้คนที่อยู่แถบเทือกเขานั้น ส่วนใหญ่มีอาชีพหลักในการทำเบียร์ และเบียร์ที่ผลิตที่นั่น ก็เป็นเบียร์คุณภาพดี

เจ้าของเครื่องหมายการค้า “Budweiser” ในสหรัฐ คือบริษัท Anheuser-Busch ซึ่งก่อตั้งโดยคนสองตระกูล Anheuser และ Busch ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแถบเทือกเขาบุดไวเซอร์ และอพยพไปอยู่ในสหรัฐ ในปี ค.ศ. 1870 โดยนำภูมิปัญญาและโนว์ฮาวการผลิตเบียร์ติดตัวไปด้วย

บริษัท Anheuser-Busch จำหน่ายเบียร์ในสหรัฐเป็นเวลานานกว่าร้อยปี จนเติบโตกลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่ได้รับความนิยม ครองส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐถึง 45% บริษัทได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเบียร์ของตนว่า “Budweiser” สร้างเป็นแบรนด์เนมที่มีชื่อเสียงแพร่หลาย ทำกำไรจำนวนมหาศาล

แต่ในยุโรป บริษัทนี้ไม่สามารถจดเครื่องหมายการค้านี้ สำนักงานเครื่องหมายการค้าของประเทศเยอรมนี ออสเตรีย สาธารณรัฐเช็ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ ได้ปฏิเสธที่จะรับจดเครื่องหมายการค้า “Budweiser” โดยเหตุว่า ถ้อยคำดังกล่าวเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งกฎหมายของประเทศในยุโรปให้การคุ้มครอง บริษัทดังกล่าวจึงต้องเลี่ยงไปจดทะเบียนคำว่า “Buds” เป็นเครื่องหมายการค้าแทน

ประเทศในยุโรปมีวัฒนธรรมด้านอาหารและเครื่องดื่มที่เข้มแข็ง ชุมชนแต่ละแห่งจะมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการผลิตไวน์ สุรา เบียร์ เนยแข็ง ช็อกโกเลต สินค้าที่ผลิตจากชุมชนใดจะถูกบ่งระบุว่ามาจากที่นั่น ชื่อหรือสัญลักษณ์ที่ใช้บ่งระบุนั้นถือเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่เป็นสมบัติร่วมกันของชุมชน

กฎหมายของแทบทุกประเทศในยุโรป ได้ห้ามกระทำการเกี่ยวกับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไว้สองประการ คือ (1) ห้ามใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์โดยไม่มีสิทธิ เฉพาะแต่สินค้าที่ผลิตในพื้นที่เท่านั้นจึงจะมีสิทธิใช้ และ (2) ห้ามนำสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไปจดทะเบียนเป็นสิทธิของผู้หนึ่งผู้ใด

ดังที่หลายประเทศไม่ยอมรับจดเครื่องหมายการค้า “Budweiser” กฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในยุโรปได้รับรองสิทธิชุมชน ส่งเสริมให้กลุ่มผู้ผลิตในชุมชนรวมตัวกันเพื่อต่อรองและรักษาผลประโยชน์ของตน อันเป็นกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น

กฎหมายนี้ยังสอดคล้องกับประเพณีวัฒนธรรมการอยู่รวมกันเป็นชุมชน ส่งเสริมกระบวนการตัดสินใจกลุ่ม ให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมมนุษย์กับถิ่นที่อยู่และสภาพแวดล้อม ส่งเสริมการอนุรักษ์และการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ก้าวหน้า และโดยที่เป็นสิทธิที่ไม่อาจจำหน่ายจ่ายโอนกันได้ ตราบใดที่ชุมชนยังคงอยู่และยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิม สิทธิในสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ก็จะเป็นมรดกของชุมชน และคงอยู่กับชุมชนตลอดไป

กฎหมายสหรัฐมิได้ห้ามจดสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นเครื่องหมายหรือห้ามใช้ในทางการค้า ในทางตรงกันข้ามกับสนับสนุนการกระทำดังกล่าวเสียด้วยซ้ำ ดังจะเห็นได้จากชื่อ “Budweiser” “แฮมเบอร์เกอร์” “เฟรนช์ฟราย” “แคลิฟอร์เนียแชมเปญ” “เนยแข็งโรคฟอร์ต” ฯลฯ

ทั้งนี้เพราะสหรัฐตระหนักดีว่า ตนยังอ่อนแอในเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น เหตุที่อุตสาหกรรมอาหารของสหรัฐสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ก็ด้วยอาศัยภูมิปัญญาของประเทศอื่น และด้วยการใช้ความนิยมหรือกู๊ดวิลล์ของชื่อทางภูมิศาสตร์ต่างประเทศ

ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าของสหรัฐได้ตัดสินให้อินเดียและไทยแพ้คดี เมื่อรัฐบาลของทั้งสองประเทศฟ้องเพิกถอนเครื่องหมายการค้า “บัสมาติ” และ “จัสมาติ” ที่ถูกจดทะเบียนโดยบริษัทค้าข้าวสหรัฐ

ใน WTO สหรัฐได้ร่วมกับแคนาดา ออสเตรเลีย และอีกบางประเทศ คัดค้านข้อเสนอของประเทศกำลังพัฒนาและสหภาพยุโรป ที่ให้ขยายการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จากไวน์และสุรา ไปยังสินค้าเกษตรและพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ และมีท่าทีแข็งกร้าวที่จะไม่ยอมให้มีการแก้ไขความตกลงทริปส์ในประเด็นนี้

แต่จากการที่ปฏิญญาโดฮาได้ประกาศเห็นชอบกับการขยายความคุ้มครอง และการที่ประเทศสมาชิก WTO ส่วนใหญ่มีท่าทีสนับสนุนข้อเสนอของสหภาพยุโรปและประเทศกำลังพัฒนา ทำให้สหรัฐจำเป็นต้องเดินสายล็อบบี้ประเทศต่างๆ เพื่อหาเสียงสนับสนุน และนี่ก็คือที่มาที่ไปของการประชุมทางไกลผ่านดาวเทียมระหว่างผู้แทนรัฐบาลสหรัฐ กับหน่วยราชการไทยเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา

ไทยมีผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงจากแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์อยู่มากมาย สินค้าเศรษฐกิจของไทยล้วนแต่เป็นสินค้าเกษตร รวมทั้งพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ เงาะโรงเรียน ทุเรียนหมอนทอง ฯลฯ ชื่อเสียงของสินค้าเหล่านี้อาจถูกฉกฉวยไปใช้ประโยชน์ในทางการค้า ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในกรณี “จัสมาติ”

ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรเช่นไทยจะได้รับประโยชน์มหาศาล หากมีการขยายความคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไปยังสินค้าอื่น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จะเป็นทั้งเครื่องมือรับรองคุณภาพและมาตรฐานสินค้าไทยในตลาดโลก และช่วยปกป้องมิให้มีการนำเอาชื่อเสียงแหล่งกำเนิดของสินค้าไทยไปแอบอ้างหาประโยชน์

และแม้ว่าไทยจะเสียประโยชน์บ้างจากการที่ผู้ประกอบธุรกิจไทยไม่สามารถใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ต่างชาติ แต่การขยายความคุ้มครองก็มีข้อดี เพราะจะช่วยจัดระเบียบและสร้างความเป็นธรรมของการแข่งขันในตลาด และช่วยปกป้องผู้บริโภคมิให้ถูกหลอกลวงเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของสินค้าที่มาจากต่างประเทศ

สาธารณรัฐเช็กและประเทศในยุโรปมองว่า ประเพณีและภูมิปัญญาการผลิตเบียร์เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน และได้ปกป้องชื่อ “Budweiser” จากการอ้างเป็นสิทธิของเอกชน ประเทศไทยมี “ข้าวหอมมะลิ” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ แต่ร่าง พ.ร.บ. สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ฯ กลับบัญญัติให้คำว่า “ข้าวหอมมะลิ” เป็นชื่อสามัญ มิใช่สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไทย

ประเทศในยุโรปมีจุดยืนที่ชัดเจนต่อการปกป้องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของตน สหรัฐก็มีจุดยืนในการรักษาผลประโยชน์ของตนเองด้วยการไม่คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ แล้วจุดยืนในเรื่องนี้ของไทยอยู่ที่ใด ? หรือจะอยู่ที่ร่าง พ.ร.บ. สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ฯ ที่สภาผู้แทนกำลังจะผ่านเป็นกฎหมายในวันที่ 19 มีนาคมนี้ ?

เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยศาสนา

Filed under: General knowledges — jsoc @ 17:28

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q2/2007april27p2.htm

หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2550

การชุมนุมเพื่อผลักดันให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของชาวพุทธ หากมองในแง่บวกแล้ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับจุดยืนและบทบาทของศาสนาในสังคมไทย

เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่แกนนำของผู้ชุมนุมยกขึ้นมาสนับสนุนการชุมนุมคือ หากพุทธศาสนา ถูกบรรจุไว้เป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็จะมีกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องออกมารองรับ มีการร่างกฎข้อบังคับที่ชัดเจน และจะได้มีการบรรจุไว้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการเรียน ช่วยให้เยาวชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้องมากขึ้น ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วผลจะลงเอยเช่นไร

ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ศาสนามีบทบาททางสังคมอยู่สามประการด้วยกัน คือ ศาสนาในฐานะสินค้าเอกชน ศาสนาในฐานะสินค้าสาธารณะ และศาสนาในฐานะทุนทางสังคม หากจะทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตาม ที่จะทำให้ฐานะปัจจุบันของศาสนาเปลี่ยนแปลงไป ผู้ทำการเปลี่ยนแปลง ต้องพิจารณาถึงผลที่จะเกิดขึ้นในสามประเด็นนี้ด้วย

ศาสนาในฐานะสินค้าเอกชน หลักธรรมคำสอนของศาสดาทุกศาสนาเป็นการชี้แนวทางในการดำเนินชีวิต การเลือกนับถือหรือไม่นับถือศาสนาเป็นสิทธิของคนแต่ละคน ไม่มีใครสามารถบังคับจิตใจได้ โดยธรรมชาติแล้ว คนเราทุกคนต่างก็ต้องการเลือกแต่สิ่งที่ดีสำหรับตัวเอง การนับถือศาสนาก็ถือเป็นการเลือกอย่างหนึ่ง ซึ่งควรเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ หากเขาเห็นว่าคำสอนของศาสนาเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง เขาก็รับแนวคิดของศาสนานั้นด้วยตัวเอง

ตามแนวคิดนี้ ศาสนากับการเมืองควรแยกจากกัน ศาสนาทุกศาสนาควรได้รับโอกาสในการนำเสนอ “คุณค่า” ของศาสนานั้นอย่างเท่าเทียมกัน แล้วให้ประชาชนแต่ละคนเป็นผู้ตัดสินเองว่าเขาจะเลือกรับหรือไม่รับศาสนาใด

ศาสนาในฐานะสินค้าสาธารณะ ศาสนาเป็นสิ่งที่ใช้แล้วไม่หมดไป ถึงมีคนนับถือศาสนาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ไม่ได้ทำให้ตัวของศาสนาลดคุณค่าหรือลดความสำคัญลงไปเลย ในทางตรงกันข้าม ยิ่งมีคนนับถือศาสนามาก ก็จะยิ่งส่งผลเชิงบวกต่อสังคมมากขึ้น เพราะคำสอนของทุกศาสนาต่างก็มุ่งเน้นให้เกิดความสงบสุขของสังคม ไม่มีคำสอนของศาสนาไหนเลยที่ส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง

ดังนั้น โดยเนื้อแท้แล้ว สาระสำคัญของคำสอนของทุกศาสนาก็คือเงื่อนไขพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขของสังคม เมื่อประชาชนมีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมคำสอนของศาสนาอย่างถ่องแท้และรับเอามาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต ก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มทรัพยากรไปกับการควบคุมความสงบเรียบร้อยของสังคม

ศาสนาในฐานะทุนทางสังคม กิจกรรมทางศาสนาเปิดโอกาสให้คนในสังคมที่มีความเชื่อพื้นฐานคล้ายคลึงกัน ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยทำความรู้จักกัน ก่อให้เกิดชุมชนและเครือข่ายทางสังคม ประโยชน์ที่ได้รับ ไม่ได้มีเฉพาะความรู้สึกทางใจเท่านั้น เครือข่ายนี้ยังช่วยให้สมาชิกสามารถรับข้อมูลข่าวสารในด้านต่างๆ ได้มากกว่าที่จะต้องไปหาด้วยตัวของตัวเอง

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาโดยสมัครใจ กับระดับผลการเรียนของนักเรียน (ในอเมริกาและกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์เท่านั้น ) งานวิจัยเหล่านี้ส่วนใหญ่ให้ผลตรงกันว่า เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาโดยสมัครใจ มีระดับผลการเรียนโดยเฉลี่ยสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วม โดยผู้วิจัยให้ความเห็นว่าความสัมพันธ์ในเชิงบวกนี้เป็นผลมาจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน

ประการแรก นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาโดยสมัครใจ และมีโอกาสได้ศึกษา หรือรับฟังคำสอนจะช่วยพัฒนาระดับความคิด ในเชิงนามธรรม ให้สูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการคิดและวิเคราะห์ขั้นสูง

ประการที่สอง การเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาช่วยให้เยาวชนเหล่านี้ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน และรับข้อมูลใหม่ๆ จากการฟังการสนทนาระหว่างผู้ใหญ่ ทำให้สามารถมองประเด็นปัญหาได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งมากกว่าเดิม

ประการที่สาม ครอบครัวที่เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาร่วมกันมักจะมีปัญหาความรุนแรงในครอบครัวต่ำ สมาชิกในครอบครัว มีความมั่นคงทางจิตใจ จึงมีสมาธิในการทำงานและการเรียนได้ดีกว่าครอบครัวที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้มีความสนใจในกิจกรรมทางศาสนามากนัก

เหตุผลที่ยกมานี้อาจนำไปสู่การกำหนดนโยบาย (ที่ผิดพลาด) ด้านการบรรจุหลักสูตรทางศาสนา ไว้ในการเรียนการสอนที่เน้นแต่การท่องจำ บังคับให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาโดยไม่สมัครใจ แทนที่จะทำให้นักเรียนสนใจศาสนา กลับกลายเป็นการสร้างความรู้สึกในเชิงลบเกี่ยวกับศาสนา

รัฐและองค์กรศาสนาต่างๆ ควรร่วมมือกันเพื่อหาทางส่งเสริมให้เยาวชนหันมาสนใจศาสนาด้วยความสมัครใจ มากกว่าที่จะเน้นการบังคับเหมือนที่ผ่านมา ถ้าจะให้ประเมินประสิทธิภาพของวิธีการในอดีตก็คงสรุปได้สั้นๆ ว่า “ได้ตัวแต่ไม่ได้ใจ”

ก่อนจะตัดสินใจว่าจะบรรจุศาสนาพุทธ ไว้เป็นศาสนาประจำชาติหรือไม่ ผู้มีส่วนร่วมต้องหาคำตอบให้ได้ก่อนว่า ผลกระทบที่จะตามมาในระยะสั้นและระยะยาวคืออะไรบ้าง ควรฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะพุทธศาสนิกชนเท่านั้น พี่น้องชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่นก็มีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเหมือนกัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความแตกแยกในสังคม ก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป ควรมีการศึกษาให้ลึกซึ้งและละเอียดรอบคอบเสียก่อน ช้าแต่ชัวร์ยังไงก็ยังดีกว่ามั่วแล้วชุลมุน

กาสิโนกับเศรษฐกิจ ใครได้ ใครเสีย

Filed under: General knowledges — jsoc @ 17:27

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q1/2008march07p3.htm

หน้าต่างเศรษฐกิจ : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 07 มีนาคม พ.ศ. 2551

ไม่รู้ว่าการที่ท่านนายกรัฐมนตรีออกมาบอกว่า ถ้าตัวเองอยู่จนครบเทอมรับรองว่าหัวเมืองหลักทางการท่องเที่ยวของทุกภาค (พัทยา เชียงใหม่ หาดใหญ่ ภูเก็ต และขอนแก่น) จะมีกาสิโนกันถ้วนหน้านั้นเป็นการโยนหินถามทางหรือโยนระเบิดเปิดทางกันแน่

ถ้าให้ฝ่ายสนับสนุนการตั้งกาสิโนกับฝ่ายคัดค้านส่งตัวแทนมาโต้วาทีกัน เชื่อขนมกินได้เลยว่าฝ่ายสนับสนุน จะต้องหยิบยกเอาเหตุผลทางเศรษฐกิจมาเป็นพระเอก การสวนหมัดกลับของฝ่ายคัดค้านย่อมทุ่มน้ำหนักไปที่ปัญหาสังคม ซึ่งจะตามมาจากการยอมรับเอาการพนัน มาเป็นองคาพยพหนึ่งของสังคมอย่างเป็นทางการ

เรื่องนี้จะให้เถียงกันสักกี่รอบก็ยากจะหาข้อสรุปที่ลงตัวได้เพราะว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นอ่อนไหว ฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านต่างก็ยึดมั่นในจุดยืนของตนเอง ปัญหาก็คือ ต่างคนต่างมองปัญหาผ่านแว่นของตนเองเลยมองไม่เห็นประเด็นของอีกฝ่ายหนึ่ง

ทางออกที่ดีคือการเอาเครื่องมือในการวิเคราะห์อันเดียวกันมาประเมินทั้งผลดี และผลเสียของการมีทำให้การพนัน เป็นสิ่งถูกกฎหมายขึ้นมา หากคิดตามตรรกะนี้ เมื่อฝ่ายเสนอเขาอ้างเอาเหตุผลทางเศรษฐกิจขึ้นมาอ้าง เราน่าจะลองใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์อันเดียวกันมาวิเคราะห์เปรียบเทียบว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ซึ่งศึกษาถึงผลกระทบด้านบวกและด้านลบของการตั้งกาสิโน และการทำให้การพนัน เป็นเรื่องถูกกฎหมายนั้น มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แต่งานที่ค่อนข้างจะครอบคลุมครบถ้วน ก็เห็นจะเป็นงานวิจัยในอเมริกา ซึ่งมีทั้งที่ศึกษาโดยนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการด้านอื่นๆ ที่สนใจมิติทางเศรษฐศาสตร์ของการพนัน

กลุ่มที่ทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังมีด้วยกันสามกลุ่มคือ

1) กลุ่มที่สนับสนุนสุดชีวิต ซึ่งมักจะถูกจ้างจากกลุ่มผลประโยชน์ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับการพนัน

2) กลุ่มที่คัดค้านหัวชนฝา งานวิจัยกลุ่มนี้แทบทั้งหมดมาจากลุ่มต่อต้านการพนัน

3) กลุ่มที่สนับสนุนอย่างมีเงื่อนไข กลุ่มนี้เป็นนักวิชาการทำการศึกษา เพื่อนำไปตีพิมพ์เป็นผลงานด้านวิชาการของตนเอง ดังนั้น โดยเปรียบเทียบแล้ว ผลการศึกษาของกลุ่มนี้จึงค่อนข้างจะมีความเป็นกลางมากกว่าสองกลุ่มแรก ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยของคนกลุ่มนี้จึงน่าจะมีอคติน้อยกว่า

ลองมาดูตัวอย่างของผลดีและผลเสียตามมาของการเปิดกาสิโนที่สำคัญ ซึ่งได้จากการศึกษาของคนกลุ่มที่สามกันสักหน่อย เพื่อท่านผู้อ่านจะได้นำไปเป็นข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการตัดสินใจว่าจะ “เอา” หรือ “ไม่เอา”

ตัวอย่างของผลดีทางเศรษฐกิจของการตั้งกาสิโน

. ในเมืองแอตแลนตา รายได้จากการเก็บภาษีธุรกิจกาสิโนคิดเป็นร้อยละเจ็ดสิบห้าของรายได้ทั้งหมดที่เก็บได้จากภาษีทรัพย์สิน

. รัฐเนวาดามีรายได้จากการเก็บภาษีกาสิโนเป็นจำนวนมากจนแทบไม่จำเป็นจะต้องเก็บภาษีเงินได้และภาษีธุรกิจประเภทอื่น ก็มีรายได้เพียงพอที่สำหรับการบริหารจัดการรัฐ

. หากมีการวางแผนที่ดี การตั้งกาสิโนสามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ในพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการว่างงานสูงและรายได้ของกาสิโนส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยว

. ในระยะยาว รายได้จากการเก็บภาษีกาสิโนมีมากพอที่จะสนับสนุนการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัย ให้กับท้องถิ่นนั้น แถมยังมีเงินเหลือพอใช้ในการดูแลปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ให้อยู่ในสภาพดี

ตัวอย่างของผลเสียทางเศรษฐกิจ

. หากการตั้งกาสิโนทำให้วัฒนธรรมการพนันแพร่หลายในสังคม มีคนติดการพนันเป็นจำนวนมาก ก็อาจส่งผลให้ประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำได้ทุกๆ 10 ปี

. มีการประมาณการไว้ว่าในช่วงปี 1994-1997 การติดการพนันอย่างรุนแรงทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยตรง และโดยอ้อมรวมแล้วประมาณ 40-50 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ตัวเลขนี้เป็นการประมาณการขั้นต่ำ งานวิจัยบางชิ้นประมาณความเสียหายไว้สูงกว่านี้สี่ถึงห้าเท่าต่อปี

. การตั้งกาสิโนทำให้ธุรกิจท้องถิ่นได้รับผลกระทบในระยะยาว เพราะกาสิโนพยายามที่จะเสนอบริการแบบครบวงจรให้ลูกค้า ธุรกิจกาสิโนครบวงจรมีปริมณฑลทางธุรกิจค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมบริการด้านโรงแรม ภัตตาคาร หรือแม้แต่ร้านขายของชำภายในกาสิโนเอง สิ่งเหล่านี้จะเข้ามาแทนที่ธุรกิจดั้งเดิม ส่งผลให้ธุรกิจท้องถิ่น ไม่สามารถแข่งขันได้ต้องปิดกิจการลง บางกรณีเจ้าของธุรกิจเหล่านี้ ไม่มีทางเลือกต้องไปทำงานเป็นลูกจ้างของกาสิโนแทนก็มี

เห็นไหมครับว่า แค่มิติทางเศรษฐกิจอย่างเดียวก็มีข้อมีข้อเสียสารพัดแล้ว หากรัฐบาลมีความจริงใจ ก็ควรจะเอาข้อดีข้อเสียทุกด้านมาตีแผ่กันให้หมด เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นกันถ้วนหน้า ไม่ควรทำประชาพิจารณ์เฉพาะพื้นที่ที่จะตั้งกาสิโนเท่านั้น เพราะถึงผลดีทางเศรษฐกิจจะตกอยู่กับคนในพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ แต่ผลเสียทางเศรษฐกิจนั้นมีผลต่อคนทั้งประเทศ ดังนั้นประชาชนทุกคนจึงควรมีสิทธิแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน

สุดท้ายนี้ขอฝากคาถาเด็ดคุ้มตัวที่นักเศรษฐศาสตร์ท่องเป็นประจำเพื่อป้องกันไม่ให้โดนผู้กำหนดนโยบายหลอกเอา หมั่นท่องเป็นประจำบ่อยๆ จะได้ไม่โดนใครหลอกต้มเอาง่ายๆ นะครับ

“ไม่มีนโยบายไหนที่ดีกับทุกคน ไม่มีนโยบายไหนที่ส่งผลเสียกับทุกคน แทบไม่มีนโยบายไหน ที่มีผลเสียกับคนกลุ่มหนึ่ง เท่ากับผลดีของคนอีกกลุ่มหนึ่ง นโยบายให้ประโยชน์กับใครก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะกดดันและจูงใจรัฐบาลได้มากกว่ากัน”

เศรษฐกิจกับการพัฒนาประชาธิปไตย

Filed under: Political knowledge — jsoc @ 17:26

หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551

ผมเพิ่งมีโอกาสได้อ่านงานวิจัยของศาสตราจารย์อดัม เพรโวซกี้ (Adam Przeworski) เรื่อง Democracy and Economic Development งานชิ้นนี้พยายามจะชี้ให้เห็นว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมทางสังคม กับทิศทางการพัฒนาประชาธิปไตย มีความสัมพันธ์กันอย่างไร

สิ่งที่ทำให้งานวิจัยชิ้นนี้น่าสนใจคือ เพรโวซกี้เชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับประชาธิปไตยนั้น มีความสลับซับซ้อน การที่เราเห็นประเทศพัฒนาแล้วร่ำรวยมั่งคั่ง มีประชาธิปไตยมั่นคง ซึ่งตรงข้ามกับประชาธิปไตยแบบลุ่มๆ ดอนๆ ของประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาส่วนใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าประชาธิปไตยจะทำให้เรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และการพัฒนาเศรษฐกิจก็มิใช่หลักประกันว่าประชาธิปไตยของประเทศจะเบ่งบานตามไปด้วยเสมอไป

พลวัตและทิศทางการพัฒนาของประเทศ ถูกผลักดันด้วยปัจจัยในระดับมหภาคและปัจจัยระดับจุลภาคควบคู่กัน สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ปัจจัยระดับจุลภาคอาจจะไม่ได้มีผลมากนัก ถึงเศรษฐกิจจะตกต่ำแค่ไหน การแก้ปัญหาก็จะอยู่ในกรอบของประชาธิปไตย ไม่ต้องห่วงว่าปัญหาซับไพร์มในสหรัฐจะทำให้เกิดการล้มล้างรัฐบาล

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา พัฒนาการทางการเมืองมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง ของปัจจัยทั้งสองระดับ น้ำมันแพง ข้าวแพง ค่าครองชีพสูง สามารถทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นได้ บางประเทศสามารถประคับประคองประชาธิปไตยไปได้ตลอดรอดฝั่ง แต่บางประเทศซึ่งมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน กลับติดหล่มไปไม่ถึงดวงดาว

เพรโวซกี้วางกรอบการวิเคราะห์โดยใช้ทฤษฎีเกม และเทคนิคทางเศรษฐมิติ เพื่อจะทำนายว่าโอกาสอยู่รอดของประชาธิปไตย ในประเทศต่างๆ มีมากน้อยแค่ไหน

ข้อสรุปที่ได้มีดังนี้

1.รายได้ต่อหัวของประชากรขั้นต่ำซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเมือง จนสามารถประคับประคองประชาธิปไตยให้อยู่ได้นั้น อยู่ที่ประมาณ 6,055 เหรียญสหรัฐ (รายได้ต่อหัวของไทยประมาณ 9,300 เหรียญสหรัฐ) ยิ่งรายได้ต่อหัวต่ำ อายุของประชาธิปไตยในประเทศก็สั้นลง ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐ จะรักษาประชาธิปไตยไว้ได้มากที่สุดประมาณสิบสองปี

2.การศึกษาช่วยเพิ่มโอกาสอยู่รอดของประชาธิปไตยให้สูงขึ้นได้แต่ก็ไม่มากเท่ากับระดับรายได้ต่อหัว

3.ผลกระทบของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ชัดเจนนัก เศรษฐกิจตกต่ำทำให้เกิดความไม่สงบทางการเมือง และความไม่สงบทางการเมืองก็ส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำได้เช่นกัน

4.การกระจายรายได้ที่เสมอภาค มีผลช่วยโอกาสอยู่รอดของประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นได้มากที่สุดถึงสี่เท่าตัว

5.สำหรับประเทศซึ่งระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน ปัจจัยทางเชื้อชาติศาสนา แทบจะไม่ส่งผลอะไร กับอายุขัยของประชาธิปไตยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จะมีข้อยกเว้นก็แต่ประเทศ ซึ่งมีประชากรนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก

6.เมื่อใดพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งผูกขาดอำนาจในรัฐสภา สามารถยึดที่นั่งในสภาได้อย่างน้อยสองในสาม สิ่งที่ตามมาก็คือความวุ่นวายทางการเมือง จนอาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองได้ในที่สุด

7.การเคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศอื่น ไม่ได้มีผลต่อการพัฒนาประชาธิปไตยมากเหมือนที่เคยเชื่อกัน ความเข้าใจผิดเกิดจากการโยงระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และระดับการพัฒนาทางการเมืองเข้าด้วยกัน โดยไม่พิจารณาให้ดีเป็นกรณีไปว่า ปัจจัยไหนเป็นเหตุปัจจัยไหนเป็นผล

8.ในประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา ระบบรัฐสภามีโอกาสจะอยู่รอดได้มากกว่าเลือกประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม เมื่อระดับรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 6,055 เหรียญสหรัฐ ระบบทั้งสองระบบนี้ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ หากรายได้ต่อหัวสูงกว่ารายได้ต่อหัวขั้นต่ำมากพอก็จะทำให้ประชาธิปไตยสามารถหยั่งรากได้อย่างถาวร ไม่ว่าจะเกิดความไม่สงบทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือการเกิดสงคราม ก็จะไม่ทำให้ประเทศเดินถอยหลังทางการเมืองกลับไปสู่การปกครองโดยเผด็จการอีก

9.ประเทศที่มีความต่อเนื่องของกระบวนการประชาธิปไตยเป็นเวลานาน มีโอกาสจะรักษาประชาธิปไตยเอาไว้ได้ มากกว่าประเทศที่กระบวนการประชาธิปไตยหยุดชะงัก การฆ่าตัดตอนประชาธิปไตยในกรณีนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะกระบวนการปฏิวัติรัฐประหาร การที่ผู้บริหารประเทศไม่ฟังเสียงของประชาชน ก็ร้ายแรงพอกัน

นอกจากข้อสรุปจากการวิเคราะห์โดยใช้เทคนิคทางเศรษฐมิติแล้ว เพรโวซกี้ยังพูดถึงมารยาททางการเมือง และคุณธรรมจริยธรรมของนักการเมืองด้วย เพราะการวิเคราะห์ข้างต้นตั้งอยู่บนสมมติฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักการเมือง และการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนว่าเกิดขึ้นอย่างมีเหตุมีผล ยอมรับกฎกติกาทางการเมืองมีอยู่

เขายกอุปมาอุปไมยว่า การเข้ามาเล่นการเมืองก็เหมือนกับการเล่นพนันในบ่อน ถึงตอนเข้ามาแรกๆ ทุกคนไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วตัวเองจะได้หรือเสีย แต่เมื่อตัดสินใจเข้าไปเล่น ก็เท่ากับยอมรับไปในตัวแล้วว่า จะทำตามกติกาซึ่งได้วางเอาไว้อย่างเคร่งครัด แพ้ก็ต้องยอมรับ ชนะก็ได้มีสิทธิรับรางวัล หากไม่พอใจแล้วตีรวนพาลเขาไปทั่ว ไม่เคารพกติกาที่เป็นอยู่ สุดท้ายก็วงแตก

การเล่นเกมภายใต้กฎกติกา จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพในระยะยาว หากกฎกติกาถูกเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผู้เล่นก็ไม่มั่นใจว่าต่อไปจะเป็นยังไงอีก เมื่อกติกาขาดความน่าเชื่อถือ ทุกคนก็เห็นแต่ผลประโยชน์ระยะสั้นของตัวเอง พยายามเปลี่ยนกติกาเพื่อหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองให้มากที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้มีปัจจัยอื่นๆ ดีแค่ไหน ประชาธิปไตยก็ไปไม่รอดอยู่ดี

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q2/2008april25p3.htm

เศรษฐกิจไร้น้ำมัน (Oil-Free Economy)

Filed under: General knowledges — jsoc @ 17:24

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q1/2007feb21p1.htm

ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง และความสำเร็จของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด ในการขุดเจาะหลุมสำรวจ พบบ่อน้ำมันใหม่เพิ่มเติม บริเวณทะเลอ่าวไทยด้านจังหวัดชุมพร ซึ่งมีอัตราการไหลสูงสุดถึง 9,700 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการค้นพบน้ำมันดิบที่มีปริมาณสูงในบริเวณทะเลอ่าวไทย ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการ ในภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่ง และผู้ใช้รถส่วนบุคคล ที่จะช่วยให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพลดลงได้บ้าง ท่ามกลางสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการและประชาชนอาจดีใจได้ไม่นานนัก เพราะในอนาคต ราคาน้ำมันอาจจะปรับตัวสูงขึ้นอีกได้ จากการที่น้ำมันเป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด และการขุดพบบ่อน้ำมันเพิ่มเติมนั้นทำได้ยากมากขึ้นและต้องอาศัยการลงทุนสูง นับวันน้ำมันจะมีให้ใช้น้อยลงทุกขณะ รวมทั้งมีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบ และทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอีก เหมือนช่วงสองปีที่ผ่านมา ที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมาก ทำให้อัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงพยายามลดการพึ่งพาน้ำมันและหันมาให้ความสำคัญพลังงานทดแทนมากขึ้น แต่การพัฒนาด้านพลังงานทดแทน ยังเป็นไปอย่างล่าช้า ในต่างประเทศมีการพัฒนาด้านพลังงานไปไกลมาก เพราะไม่เพียงการพัฒนาพลังงานทดแทนเท่านั้น แต่หลายประเทศในยุโรป กำลังพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปในทิศทาง ที่เรียกว่า “เศรษฐกิจไร้น้ำมัน” (Oil-Free Economy)

ดังตัวอย่างรัฐบาลสวีเดนที่ประกาศวิสัยทัศน์ว่า จะพัฒนาประเทศให้เป็น “เศรษฐกิจไร้น้ำมัน” ภายในปี ค.ศ.2020 นับเป็นประเทศแรกของโลกที่ประกาศวิสัยทัศน์ที่ท้าทายเช่นนี้ “เศรษฐกิจไร้น้ำมัน” ที่กล่าวถึงนี้ ไม่ได้หมายถึง การไม่ใช้น้ำมันเลย แต่เป็นการพึ่งพาน้ำมันให้น้อยที่สุด โดยรัฐบาลสวีเดนตั้งเป้าว่า ในปี 2020 จะไม่มีการใช้น้ำมันสำหรับทำความร้อนในบ้านเรือน และอาคารพาณิชย์ ในขณะที่ภาคการขนส่งทางถนน ภาคก่อสร้าง จะลดการใช้น้ำมันลงให้ได้ร้อยละ 40-50 และภาคอุตสาหกรรมจะลดการใช้น้ำมันลงให้ได้ร้อยละ 25-40

เมื่อเปรียบเทียบวิสัยทัศน์ดังกล่าวกับนโยบายพลังงานของประเทศไทยแล้ว นับว่านโยบายของไทยยังห่างไกลกับประเทศสวีเดนมาก เห็นได้จาก

ประเทศไทยยังขาดวิสัยทัศน์ด้านพลังงานที่ชัดเจน รัฐบาลในอดีตเคยประกาศว่า ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมัน ของภูมิภาค ศูนย์กลางพลังงานของอาเซียน และศูนย์กลางพลังงานทดแทนแห่งเอเชีย แต่เป็นเพียงการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตื่นเต้น ไม่มีความชัดเจนว่า รัฐบาลต้องการเห็นเป้าหมายอะไรที่วัดได้ ไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน และไม่มีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย รวมทั้งยังมีการประกาศหลายเป้าหมายจนทำให้เกิดความสับสนว่า ตกลงแล้วรัฐบาลต้องการจะนำประเทศไปในทิศทางใด

การขาดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนนั้น ทำให้นโยบายที่ประกาศออกมา หลายครั้งเป็นไปเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือเป็นเพียงนโยบายตามกระแส หรือใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างคะแนนเสียงของพรรคการเมือง เช่น การตรึงราคาน้ำมันเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งเป็นการบิดเบือนกลไกราคา ทำให้การบริโภคน้ำมันของประชาชนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ภาครัฐต้องเสียเงินในการอุดหนุนราคาน้ำมันกว่าแปดหมื่นล้านบาท หรือการสนับสนุนการผลิตไบโอดีเซล แต่ขาดนโยบายสนับสนุนที่ครบวงจรและต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนไม่กล้าเข้ามาลงทุนเพื่อผลิตไบโอดีเซล เป็นต้น

วิสัยทัศน์ด้านพลังงานของไทยไม่สมเหตุสมผล การจะพัฒนาประเทศต้องมีวิสัยทัศน์แห่งชาติ ที่ชัดเจนและเป็นจริงได้ แต่วิสัยทัศน์ด้านพลังงานของไทย เช่น การเป็นศูนย์กลางพลังงานของอาเซียนนั้น ไม่สมเหตุสมผลและเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งมาก (สิงคโปร์) และประเทศไทยต้องพึ่งพาต่างประเทศค่อนข้างมากในการลงทุนท่อส่งน้ำมัน และก๊าซในไทย (เช่น รัสเซีย ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ เป็นต้น) ซึ่งอาศัยเงินทุนมากและเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก

การกำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าพลังงาน มิได้เป็นการตอบโจทย์ที่แท้จริงของประเทศ นั่นคือ การลดพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ เพราะการเป็นศูนย์กลางการค้าพลังงานไม่ทำให้ประเทศ สามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานได้ และไม่ทำให้นำเข้าพลังงานได้ในราคาต่ำลง เพราะราคาน้ำมันเป็นไปตามราคาตลาดโลก ขณะที่วิสัยทัศน์ของสวีเดนในการเป็นเศรษฐกิจไร้น้ำมัน น่าจะเป็นแนวทางที่พึงประสงค์สำหรับประเทศไทย เนื่องจากเป็นความพยายามพึ่งพาปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก

พลังงานเป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และการดำเนินชีวิตของประชาชนในประเทศอย่างมาก การกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในด้านพลังงาน และเป็นวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต

พัฒนาความเป็นเมือง…พัฒนาประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ

Filed under: Management knowledge — jsoc @ 17:23

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q1/2008january23p1.htm

บทความ : ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2551

สถานการณ์การแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในภาวะที่ยากลำบาก เพราะถูกประกบด้วยประเทศที่พัฒนามากกว่า เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ เป็นต้น และประเทศกำลังพัฒนาที่จะก้าวขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก คือ จีน อินเดีย และเวียดนาม

การนำพาประเทศออกจากภาวะที่ถูกขนาบดังกล่าว ได้มีการเสนอแนวทางต่างๆ อย่างกว้างขวาง อาทิเช่น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการผลิตที่มีอยู่ การปรับโครงสร้างไปสู่เศรษฐกิจภาคบริการหรือภาคการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การยกระดับฝีมือแรงงาน ฯลฯ

วิธีการหรือตัวแปรหนึ่งที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไปได้ คือ การสร้างความเป็นเมืองให้เกิดขึ้น (urbanization) เนื่องจากอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งในการพัฒนาประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ คือ ประเทศไทยยังมีอัตราการขยายตัวของความเป็นเมืองต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย

ความหมายและอาณาเขตของเมือง

ในทางกฎหมาย เมือง หมายถึง การแบ่งส่วนทางราชการเพื่อสะดวกแก่การปกครอง หลายประเทศนิยามความหมายของเมืองตามกฎหมายไว้ต่างกัน ประเทศไทยแบ่งประชากรไทยว่าอยู่ในเมืองหรือในชนบท โดยใช้อาณาเขตของเขตเทศบาลเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ซึ่งหลักเกณฑ์หนึ่งที่ใช้ในการจำแนกว่าพื้นที่หนึ่งๆ เป็นเมืองหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของประชากรในบริเวณนั้น โดยอาณาเขตของเมือง คือ พื้นที่มีความหนาแน่นของประชากรสูงกว่าพื้นที่นอกเขตเมือง

สำหรับความหมายของเมืองในทางเศรษฐศาสตร์ อาจพิจารณาได้จากนิยามของกระบวนการที่ก่อให้เกิดการรวมตัวเป็นเมือง ทั้งนี้ การรวมตัวเป็นเมือง คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อระบบเศรษฐกิจชนบทหนึ่งๆ ซึ่งมีลักษณะการกระจายตัวของประชากรที่เบาบางและค่อนข้างสม่ำเสมอทั่วพื้นที่ มีการใช้แรงงานอย่างเข้มข้น และค่อนข้างเป็นอิสระจากกัน เปลี่ยนเป็นระบบเศรษฐกิจเมืองที่มีลักษณะพื้นฐานตรงกันข้ามกัน กล่าวคือ มีการตั้งถิ่นฐานที่หนาแน่น ชำนาญงานเฉพาะอย่างในการผลิตสินค้าและบริการ พึ่งพาอาศัยระหว่างกันในหมู่ครัวเรือน หน่วยธุรกิจ และรัฐบาล และมีระดับของเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเป็นผู้ประกอบการอยู่สูง

เหตุผลและประโยชน์จากรวมตัวเป็นเมือง

เหตุของการรวมตัวเป็นเมืองเกิดจากปัจจัยสองประการ ประการแรก คือ เหตุผลทางด้านอุปทาน หรือการรวมตัวเป็นเมือง ที่เกิดจากแรงผลักด้านการผลิต ซึ่งเกิดจากส่วนผสมของการประหยัดจากขนาด (economy of scale) ความได้เปรียบทางด้านต้นทุน และความชำนาญเฉพาะอย่างทางการผลิต การอยู่รวมกันของผู้ผลิตอย่างหนาแน่น จะทำให้เกิดการประหยัดจากขนาด เนื่องจากการผลิตและการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการที่มากขึ้น จะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง และการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ในเมืองจะมีความคุ้มค่า ทำให้บริการสาธารณูปโภคในเมืองมีความเพียงพอและมีคุณภาพสูง

ส่วนความได้เปรียบทางด้านต้นทุนเกิดจากหลายปัจจัย อาทิเช่น การประหยัดจากขนาด การขนส่งมีต้นทุนต่ำลง เพราะมีระยะทางการขนส่งสินค้าและวัตถุดิบที่สั้นลง ความสามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำมาอยู่รวมกัน รวมทั้งได้ประโยชน์จากการเข้ามาตั้งของธุรกิจการศึกษา ซึ่งผลิตกำลังแรงงานที่ได้รับการศึกษาดีและมีความชำนาญสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ผลิต

ขณะที่ความชำนาญเฉพาะอย่างเกิดขึ้น เมื่อผู้ผลิตมารวมตัวกันหนาแน่น จะทำให้เกิดการแข่งขันและแบ่งงานกันทำมากขึ้น ผู้ผลิตแต่ละรายจะไม่ผลิตสินค้าและบริการที่ตนทำได้ไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ผลิตที่มีความชำนาญเฉพาะอย่างในการผลิต จะสามารถได้ประโยชน์มากขึ้นจากการใช้ทุน แรงงาน และความรู้เฉพาะอย่าง

ประการต่อมา คือ เหตุผลทางด้านอุปสงค์ หรือการรวมตัวเป็นเมืองที่เริ่มจากแรงผลักด้านการบริโภค เนื่องจากการขยายตัวของจำนวนประชากรและรายได้ของชุมชนหนึ่งๆ จะทำให้อุปสงค์ในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระตุ้นให้เกิดการผลิตและการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น ในที่สุด หากอุปสงค์ในท้องถิ่นมีจำนวนมากเพียงพอ จะทำให้เกิดการผลิตในท้องถิ่น เพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าจากพื้นที่อื่น

แรงผลักด้านการผลิตและแรงผลักด้านการบริโภคจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพราะการรวมตัวของผู้ผลิตในพื้นที่หนึ่งๆ จะดึงดูดกำลังแรงงานให้เข้ามาทำงานและอยู่อาศัยในพื้นที่นั้นมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่หนึ่งๆ จะทำให้เกิดอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการ ซึ่งจะดึงดูดการลงทุนในพื้นที่นั้นมากขึ้น เมื่อสถานประกอบการ มีความต้องการแรงงานมากขึ้น สถาบันการศึกษาจะถูกจัดตั้งขึ้น เพื่อผลิตบุคลากรตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการ ซึ่งจะดึงดูดคนให้เข้ามาทำการศึกษา และจบออกมาประกอบอาชีพในพื้นที่นั้น ทำให้เมืองและเศรษฐกิจยิ่งขยายตัวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากปล่อยให้การพัฒนาพื้นที่เป็นไปโดยธรรมชาติ จะก่อให้เกิดการพัฒนาแบบกระจุกตัว กล่าวคือ เมืองใหญ่จะยิ่งขยายตัวใหญ่ขึ้น ขณะที่ชนบทยังคงล้าหลังอยู่ต่อไป ดังนั้น ในการพัฒนาความเป็นเมือง ภาครัฐต้องส่งเสริมการกระจายอำนาจและความเจริญลงไปสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่สนับสนุนให้เกิดความเป็นเมืองและการผลิต การพัฒนาสถาบันการศึกษาในชนบทให้มีคุณภาพ การกระจายบุคลากรที่มีคุณภาพของภาครัฐไปทำงานในชนบทโดยไม่ถือว่าเป็นการลงโทษ เป็นต้น

ถึงแม้ว่าการส่งเสริมความเป็นเมืองต้องแลกกันระหว่างผลกระทบด้านบวกและด้านลบ แต่หากการบริหารจัดการเมืองมีประสิทธิภาพ เช่น มีการวางผังเมืองที่ดี มีมาตรการควบคุมมลพิษที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดการอาชญากรรมที่เข้มงวด และมีการจัดการระบบจราจรที่ดี เป็นต้น ผลทางด้านบวกน่าจะมากกว่า และสามารถควบคุมผลทางด้านลบได้

การนำเข้าแรงงานฝีมือ : ปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศไทย

Filed under: Management knowledge — jsoc @ 17:22

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q4/2007november28p1.htm

บทความ : ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

เศรษฐกิจไทยในระยะที่ผ่านมา ต้องประสบกับอุปสรรคหลายประการ เช่น ปัญหาการเมืองที่ทำให้ผู้บริโภค และนักลงทุน ขาดความเชื่อมั่น และทำให้การบริโภคและการลงทุนชะลอตัว ตลอดจนค่าเงินบาทแข็ง ปัญหาซับไพร์ม และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ทำให้การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวลดลงในปีหน้า ปัญหาเหล่านี้ได้มีการกล่าวถึงและหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พยายามอย่างมากในการแก้ไขในช่วงเวลาที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากปัญหาระยะสั้นดังกล่าวแล้ว ประเด็นสำคัญประการหนึ่ง ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน และจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต ซึ่งรัฐบาลไทยและคนไทยจะต้องคิดแก้ไขอย่างจริงจัง คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ

ข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ประเมินสถานการณ์แรงงาน ใน 35 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าอุตสาหกรรมทุกสาขาขาดแคลนแรงงานฝีมือรวมกันประมาณ 1 แสนคน โดยเฉพาะแรงงานที่มีวุฒิการศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส. ขาดแคลนมากที่สุด รวมทั้งแรงงานที่มีทักษะสูง เช่น ช่างเทคนิค (ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องกล เครื่องยนต์) วิศวกร พนักงานขาย บัญชี การบุคคล การตลาด การจัดซื้อ และผู้จัดการสาขาต่างๆ เป็นต้น

นอกจากปริมาณแรงงานฝีมือจะขาดแคลนแล้ว แรงงานฝีมือที่มีอยู่ยังมีปัญหาด้านคุณภาพด้วย เช่น วิศวกรที่มีอยู่จำนวนหนึ่ง มีความสามารถไม่ตรงกับงานที่ทำ จึงต้องให้ไปฝึกอบรมใหม่ก่อนทำงานได้จริง หรือแม้แต่ช่างเทคนิค หรือพนักงานสายการผลิตที่มีการหมุนเวียนของแรงงานมาก เนื่องจากบริษัทมีการแข่งขันกันดึงตัว ด้วยการให้ค่าจ้างที่สูงกว่า ด้วยเหตุที่แต่ละบริษัท ไม่ต้องการรับภาระต้นทุนในการฝึกอบรมแรงงาน เพราะมีความเสี่ยงที่แรงงานจะย้ายงานได้ตลอดเวลา

ปัจจุบันภาครัฐเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมจึงร่วมกับกรมอาชีวศึกษา กระทรวงแรงงาน และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) พยายามจัดทำแผนระยะ 5 ปี ในการแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน โดยเฉพาะการทำให้ความต้องการแรงงานกับการผลิตแรงงาน และบุคลากรออกสู่ตลาดแรงงานมีความสมดุลกัน

กระบวนการยกระดับฝีมือแรงงานและการสร้างแรงงานฝีมือตามแผนนั้น อาจต้องอาศัยระยะเวลาค่อนข้างมาก ซึ่งส่งผลให้ในระยะสั้น ประเทศไทยอาจยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงานอยู่ต่อไป และทำให้มีข้อจำกัดในการพัฒนา ความสามารถในการแข่งขัน ในขณะนี้ ประเทศต้องการการลงทุนเข้ามาเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ต้องเสียโอกาสไปในช่วงที่ผ่านมา แต่หากประเทศยังคงขาดแคลนแรงงานฝีมือ จะทำให้นักลงทุนขาดแรงจูงใจในการเข้ามาลงทุน ทุนใหม่ไม่กล้าเข้ามา ขณะที่นักลงทุนเดิมที่มีอยู่ไม่สามารถขยายการลงทุนได้ และเริ่มเกิดความกังวลว่า ระบบการผลิตจะสะดุด ด้วยเหตุนี้ มาตรการระยะสั้นเพื่อการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ผมจึงขอเสนอแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือในระยะสั้น คือ การนำเข้า แรงงานฝีมือจากต่างประเทศ

วิธีการนี้ไม่ก่อให้เกิดผลเสียเหมือนการเปิดรับแรงงานต่างด้าวที่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ เนื่องจากแรงงานมีฝีมือจากต่างประเทศนี้ ไม่ได้เข้ามาแย่งงานคนไทยทำ เพราะเป็นการนำเข้าแรงงานเฉพาะในส่วนที่ประเทศขาดแคลน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดปัญหาด้านความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเหมือนแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ เนื่องจากแรงงานเหล่านี้มีรายได้สูงและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่เป็นภาระต่องบประมาณทางด้านสังคม เช่น การดูแลรักษาพยาบาล เนื่องจากแรงงานกลุ่มนี้ มีศักยภาพในการจ่ายเพื่อให้ได้รับการบริการที่มีคุณภาพด้วยตนเอง

การดึงดูดแรงงานฝีมือจากต่างประเทศอาจทำได้โดยการที่ภาครัฐจัดสรรสิทธิประโยชน์กับแรงงานที่จะเข้ามาทำงานในประเทศ นอกเหนือจากผลตอบแทนที่แรงงานได้รับจากนายจ้าง เช่น การให้สิทธิการอยู่อาศัยถาวรหรือในบางกรณี อาจให้สัญชาติไทย หรือการยกเว้นภาษีเงินได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง คล้ายกับการส่งเสริมการลงทุนโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐบาลอาจจัดโปรแกรมพิเศษสำหรับการนำเข้าแรงงานฝีมือจากต่างประเทศ ดังตัวอย่างของโครงการนำเข้า แรงงานต่างประเทศแบบชั่วคราว (Temporary Foreign Worker program) ของประเทศแคนาดา ที่จัดทำขึ้นเพื่อให้กระบวนการและการพิจารณาการเข้าประเทศของแรงงานจากต่างประเทศ ในกลุ่มที่ขาดแคลนมาก 12 สาขาอาชีพ เป็นไปอย่างรวดเร็ว (Fast-track)

หรือกรณีการจัดทำบัญชีอาชีพที่ขาดแคลนของประเทศออสเตรเลีย (Migration Occupations in Demand List : MODL) ซึ่งคนต่างชาติที่จะเข้ามาทำอาชีพตามบัญชีอาชีพที่ขาดแคลน จะได้รับพิจารณาการให้วีซ่าก่อนคนต่างชาติ ที่มีอาชีพอยู่นอกบัญชี ทั้งนี้ บัญชีอาชีพดังกล่าวจะมีการทบทวนปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับ สถานการณ์แรงงานภายในประเทศ หากสถานการณ์ในตลาดแรงงานเปลี่ยนไป บัญชีอาชีพนี้จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย

การนำเข้าแรงงานมีฝีมือจากต่างประเทศ อาจช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานลงได้บ้างในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือเริ่มเป็นปัญหาในระดับนานาชาติแล้ว ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่ประสบปัญหานี้ ประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และหลายประเทศในสหภาพยุโรปต่างประสบปัญหานี้ และหลายประเทศต่างใช้วิธีการเดียวกัน คือ การแข่งขันกันให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดแรงงานฝีมือจากต่างประเทศ เข้ามาทำงานในสาขาที่ประเทศของตนขาดแคลน แต่ด้วยเหตุที่แรงงานมีฝีมือในโลกนี้มีอยู่จำกัด การดึงดูดแรงงานฝีมือจากต่างประเทศ โดยแข่งขันกับประเทศอื่นในโลก จึงเป็นมาตรการที่ไม่สามารถทำได้ตลอดไป

วิธีการที่ดีที่สุดที่จะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือ คือ การให้ความสำคัญและลงทุนอย่างจริงจังในด้านการศึกษา โดยพัฒนาหลักสูตรให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ที่เรียนมาใช้ได้จริงในภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาสายอาชีพที่จะต้องผลิตแรงงานระดับ ปวช.และ ปวส.ออกมาสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น และรวมทั้งต้องให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมแรงงาน เพื่อสร้างแรงงานไทยให้มีคุณภาพ และมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของภาคการผลิตในอนาคต

แม้ว่าอาจจะต้องอาศัยระยะเวลามาก แต่หากมีการวางแผนและดำเนินการอย่างจริงจังตั้งแต่วันนี้ ยังถือว่าไม่สายเกินไป

แปรรูป ป.ป.ช. ไปสังกัดรัฐบาล

Filed under: Political knowledge — jsoc @ 17:21

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q3/article2004sep29p5.htm

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2547

หลังจากที่นายกรัฐมนตรี กำหนดว่า จะทำสงครามกับการทุจริตคอร์รัปชันไม่นานนัก ก็ปรากฏว่า องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้ลงนามข้อตกลงร่วมกันกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อร่วมมือกันสนับสนุนการทำงานปราบปรามการทุจริตของ ป.ป.ช.

ป.ป.ช. คงเห็นว่า ปปง. มีกฎหมายที่คล่องตัว มีเครื่องไม้เครื่องมือ มีระบบตรวจสอบข้อมูลที่ทันสมัย และรวดเร็วทันใจ โดยเข้าตรวจสอบการถ่ายโอนเงินทอง และทรัพย์สินของผู้ต้องสงสัยได้โดยไม่มีใครทราบ อาศัยมูลฐานความผิดต่างๆ อาทิ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การค้าประเวณี ฉ้อโกงประชาชน ฉ้อโกงทางธุรกิจในสถาบันการเงิน หลบหนีศุลกากร เป็นข้ออ้าง

ทุกวันนี้ ปปง. ก็ถูกนินทา ว่า แอบตรวจกันอย่างลับๆ อยู่เป็นกิจวัตร จนขนานนามกันว่า “เกสตาโป!”

ข้อตกลงระหว่าง ป.ป.ช. กับ ปปง. บางประการ ที่สื่อมวลชนนำมาตีแผ่ อาทิ

- เมื่อมีเรื่องการทุจริตเข้าสู่ระบบของ ป.ป.ช. และ ป.ป.ช.ไต่สวนวินิจฉัยว่ามีมูลความผิดทางอาญาแล้ว ให้จัดส่งสำเนารายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงและมติ ให้ ปปง. ดำเนินการ

- ป.ป.ช.สามารถมอบหมายให้ ปปง.ดำเนินการกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ที่ ป.ป.ช.พบหลักฐานว่าร่ำรวยผิดปกติ โดยแจ้งรายละเอียดให้ ปปง.ทราบเพื่อดำเนินการ

- ป.ป.ช.สามารถมอบหมายให้ ปปง.ตรวจหาข้อมูลบัญชีของลูกค้าสถาบันการเงินที่ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด

- ข้อมูลหรือพยานหลักฐานใดที่จะเป็นประโยชน์ในการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ให้ ป.ป.ช.และ ปปง.แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้

- เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.และ ปปง.สามารถปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน ในการตรวจค้น ยึด อายัด หรือดำเนินการใดๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

กรณีนี้ มีปัญหาต้องพิจารณา ดังนี้

1) กฎหมายเปิดช่องให้ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไปทำสัญญาข้อตกลงผูกพันการทำงานกับองค์กรอื่นหรือไม่” โดยเฉพาะการส่งข้อมูลการไต่สวน พยานหลักฐาน อันเป็นหลักใหญ่ใจความสำคัญแห่งการทำงาน ไปให้หน่วยงานภายนอก โดยที่รัฐธรรมนูญมิได้กำหนดให้กระทำ และกฎหมายของ ป.ป.ช.เอง ถึงกับกำหนดห้ามมิให้เปิดเผยข้อมูล อันได้มาซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ไต่สวนแก่ผู้ใด เพราะถือเป็นความลับทางคดี มิใช่ไปจับมือตกลงกันไว้ก่อนล่วงหน้า

2) กรณีทุจริตคอร์รัปชัน มักมีความสลับซับซ้อน ป.ป.ช.จำเป็นต้องสืบสวนสอบสวนเอกสาร ข้อมูล พยานหลักฐาน พยานแวดล้อม มูลเหตุจูงใจ อย่างละเอียด จึงจะทราบได้ว่า มีการทุจริตจริงหรือไม่ กรณีนี้จึงแตกต่างจากมูลฐานความผิดทั่วๆ ไป ของ ปปง. ที่มักปรากฏหลักฐานความผิด หรือการกระทำความผิด หรือ “ใบเสร็จ” สำแดงให้พบเห็นได้โดยจำนนในข้อเท็จจริง เช่น กรณีความผิดเรื่องยาเสพติด ค้าประเวณี หลบหนีศุลกากร เป็นต้น

แต่ถ้า ปปง.ชิงดำเนินการโดยพลการไปเสียก่อน ก็อาจจะเกิดความเสียหายร้ายแรงอย่างไม่เป็นธรรม แก่ผู้ถูกฟ้องร้องสอบสวน ดังเช่นในบางกรณีที่เคยเกิดมาแล้ว เคยมีการไปอายัดบัญชีการเงินของน้องเมียข้าราชการระดับสูง เป็นเงินฝากในสหกรณ์กว่า 20 ล้าน โดยที่ไม่ได้มีการสอบสวน เอามาให้ ป.ป.ช.สอบสวนตามทีหลัง!

หรืออย่างกรณีนมโรงเรียน ก็มีการไปจับกุมว่าเป็นการทุจริต โดยที่ ป.ป.ช.ยังมิได้สอบสวน เรียกว่า จับเขาแล้วค่อยมาให้ ป.ป.ช. สอบสวนดูว่า ทุจริตจริงไหม!

การที่ ปปง.จะถือคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.เสมือนเป็นการชี้มูลความผิดกรณีทุจริต แล้วนำไปดำเนินการตรวจสอบ อายัด หรือยึดทรัพย์สินต่อไปเลยนั้น เป็นการรวบรัดตัดตอนกระบวนการยุติธรรม เพราะในหลักการและขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม เมื่อ ป.ป.ช.วินิจฉัยแล้ว ก็ยังต้องส่งเรื่องให้อัยการ เพื่อวินิจฉัยดำเนินคดีต่อในชั้นศาล อัยการจะเห็นด้วยกับ ป.ป.ช.หรือเปล่าก็ไม่รู้ “และศาลจะพิพากษาตัดสินไปอย่างไรก็ไม่รู้”

ถ้า ป.ป.ช.วินิจฉัยว่ามีเข้าข่ายการทุจริต แล้ว ปปง.ไปทึกทักว่า เป็นคำพิพากษาของศาล เที่ยวไปตรวจอายัดหรือยึดทรัพย์เขา แล้วอัยการหรือศาลกลับพิพากษาว่า เขาไม่ผิด ปปง.จะไม่ต้องเสีย “ค่าโง่” กันมโหฬาร หรือจะไม่ต้อง “ติดคุก” กันหัวโตหรือ”

3) ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จำเป็นต้องไปทำข้อตกลงผูกมัดตนเอง เข้ากับหน่วยงานของรัฐ ที่อยู่ภายใต้การกำกับของฝ่ายบริหารเพียงใด” เพราะรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้อำนาจหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน ครอบคลุม และเพียงพอแก่การปฏิบัติหน้าที่ โดยบัญญัติให้ ป.ป.ช.มีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ตลอดจนให้ศาล พนักงานสอบสวน หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ดำเนินการใดเพื่อประโยชน์แห่งการไต่สวนของ ป.ป.ช.ได้อยู่แล้ว

ถ้า ป.ป.ช.ต้องการใช้งาน ปปง. หรือใช้เครื่องไม้เครื่องมือของ ปปง.ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ก็ใช้ได้เลยโดยที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลในทางคดีทั้งหมดให้แก่ ปปง. และในภายหลังเมื่อคดีจบสิ้นกระบวนการทางศาลยุติธรรมแล้ว ป.ป.ช.จึงส่งข้อมูลไปให้ ปปง.ดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง

4) ปปง.เป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้การดูแลของฝ่ายบริหาร มีนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลคอยกำกับอยู่ ในขณะที่กรณีการทุจริตก็มักดำเนินการ โดยผู้มีอำนาจหน้าที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนของฝ่ายบริหาร

หาก ป.ป.ช.ส่งข้อมูลการไต่สวนพยานหลักฐาน ไปให้ ปปง.เสียแล้ว ก็มีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหล ไปถึงฝ่ายการเมืองที่อาจจะตกเป็นผู้ถูกร้องในคดี แล้วถูกนำไปใช้ในการแก้ต่าง ต่อสู้กับ ป.ป.ช.เสียเอง

การทำสัญญาข้อตกลง ระหว่าง ป.ป.ช. กับ ปปง. น่าจะขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้ ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระ ไม่อิงกับฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีอำนาจวินิจฉัยตัดสิน และมีขั้นตอนดำเนินการกำหนดไว้ชัดเจน ว่าต้องส่งเรื่องต่อให้ใครบ้าง

แต่กรณีนี้กลับมีข้อตกลง อันกระทบต่อสาระสำคัญแห่งความเป็นอิสระ ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอย่าง ป.ป.ช. ด้วย ต้องส่งข้อมูลการไต่สวนให้แก่หน่วยงานอื่น ซึ่งอยู่ในความดูแลของฝ่ายรัฐบาล โดยที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติให้กระทำดังกล่าว ทั้งยังเป็นช่องทางให้ฝ่ายการเมืองได้ใช้ ป.ป.ช เป็นเครื่องมืออีกด้วย

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในบ้านเมืองทุกวันนี้ รุนแรง หนักหน่วง ซับซ้อนอย่างถึงที่สุด การแก้ปัญหาคอร์รัปชันคงไม่ต่างจาก “การเข็นครกขึ้นภูเขา” ที่ทุกฝ่ายควรต้องมีส่วนร่วม ช่วยกันแก้ปัญหา

แต่มิได้หมายความว่า จะเป็นโอกาสให้ใครสบช่องทาง จับมือ แทรกซึม แทรกแซง เข้าไปใช้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ

ศักยภาพภาคเกษตรของไทยในความเป็นจริง…

Filed under: General knowledges — jsoc @ 17:19

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q4/2009october14p1.htm

ดร.พรศรี เหล่ารุจิสวัสดิ์ สำนักที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ยังคงเป็นคำพูดที่หลายๆ คน คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งคำพูดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบันนี้ พร้อมกับชื่อเสียงของประเทศที่มีความแข็งแกร่งในด้านเกษตรกรรม

ภาคเกษตรไทยมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ประการแรก คือ เป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ โดยรายได้ภาคเกษตรคิดเป็น 9% ของ GDP รวม (GDP : Gross Domestic Product คือ มูลค่าเบื้องต้นของผลผลิตที่เกิดขึ้นภายในอาณาเขตของประเทศในรอบหนึ่งปี ส่วน GNP : Gross National Product คือ มูลค่าเบื้องต้นของผลผลิตที่เกิดจากการใช้ปัจจัยการผลิตของชาติในรอบหนึ่งปี)

เป็นที่ทราบกันดีว่ารายได้หลักของประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่มาจากการส่งออก โดยพบว่าประเทศไทยมีรายได้ที่มาจากต่างประเทศถึงร้อยละ 78 ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งในส่วนนี้เป็นรายได้ที่มาจาก 1. การส่งออก 2. การท่องเที่ยว 3. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

หากพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่ารายได้ที่ได้มาจากต่างประเทศ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรกรรมเกือบจะทั้งสิ้น กล่าวคือ รายได้จากการส่งออกในปี 2551 จะเป็นสินค้าอาหารเกษตร 8 แสนล้านบาท นอกจากนี้ รายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายได้ที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าอาหาร โดยในปี 2549 มีรายได้จากร้านอาหารโดยตรงกว่า 3 แสนล้านบาท

ความสำคัญ ประการต่อมา คือ ภาคเกษตรเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญ โดยในปี 2548 แรงงานในภาคเกษตรมีสัดส่วนถึงร้อยละ 37.70 ของแรงงานทั้งหมด ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนแรงงานที่มากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบแรงงานในภาคอื่นๆ อาทิเช่น ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 15.50 ภาคการค้าส่งและค้าปลีกร้อยละ 15.40 และภาคบริการอื่นๆ ร้อยละ 31.50 เป็นต้น

ประการที่สาม ภาคเกษตรสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยมีอาหารหลายชนิดที่มีการส่งออกเป็นลำดับต้นๆ ของโลก หรืออาจกล่าวว่าสินค้าบางชนิด ประเทศไทยเป็นเจ้าตลาดก็ว่าได้ อาทิเช่น ข้าว ไก่แปรรูป กุ้ง ที่มีการส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก เป็นต้น

ตารางแสดงรายการสินค้าที่ไทยเป็นผู้นำในการส่งออก (ปี 2551)

จะเห็นได้ว่า ภาคเกษตรไทยนั้นมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แต่กลับปรากฏว่า ศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรไทยต่ำกว่าภาคอื่นๆ กล่าวคือ ภาคเกษตรใช้จำนวนแรงงานมาก แต่กลับได้ค่า GDP น้อยที่สุด และเมื่อคำนวณอัตราส่วนแรงงานต่อ GDP ภาคเกษตรคิดเป็นเกือบ 11 เท่าของภาคอุตสาหกรรม หรือคิดเป็นประมาณ 4 เท่าของภาคการค้าส่ง ค้าปลีก ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประสิทธิภาพทางการผลิตในภาคเกษตรต่ำจึงทำให้ผลตอบแทนจากการใช้แรงงาน หรือรายได้ที่ได้จากการใช้แรงงานนั้นต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ต่อคนต่ำตามไปด้วย โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,230 บาทต่อคนต่อเดือน (คำกล่าวของนายแพทย์จรัล ตฤณวุฒิพงษ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2549) จึงเป็นมูลเหตุสำคัญให้แรงงานภาคเกษตรไหลออกไปสู่ภาคอุตสาหกรรมอื่นที่มีรายได้สูงกว่า

อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรของไทยนั้นยังมีศักยภาพมากพอที่จะนำพาประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศที่มั่งคั่งทางเศรษฐกิจได้ หากได้รับการดูแลจากทุกภาคส่วน อาทิเช่น จะต้องมีการส่งเสริมให้มีการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร เพื่อทำให้ขายสินค้าได้ในราคาที่สูงขึ้น อันจะเป็นผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้มีการคิดค้นนวัตกรรมเข้ามาใช้ในภาคเกษตร รวมถึงภาคการวิจัยและพัฒนาก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่จะต้องสนับสนุนให้เข้ามาช่วยเหลือภาคเกษตรมากขึ้น ฯลฯ ทั้งหมดภาครัฐต้องเป็นแกนนำในการพัฒนา และควรให้ความสำคัญกับนโยบายพัฒนาภาคเกษตรของไทย โดยกำหนดให้เป็นยุทธศาสตร์ชาติ และดำเนินการอย่างจริงจังและเร่งด่วน ก่อนที่ภาคเกษตรของไทยจะอ่อนแอและล่มสลายไปในที่สุด

ข้ามพ้นสองนัคราประชาธิปไตย ?

Filed under: Political knowledge — jsoc @ 17:18

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q4/2009october15p5.htm

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา โดย อภิชาต สถิตนิรามัย apichat@econ.tu.ac.th ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4149

ทฤษฎีสองนัคราประชาธิปไตย เสนอโดย เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ในปี 2537 มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อความเข้าใจสังคมการเมืองไทย ทั้งในหมู่นักวิชาการและสื่อมวลชนมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ทฤษฎีนี้มีสาระหลักว่า ความแตกต่างระหว่างชนชั้นกลางชาวเมืองกับชาวไร่ชาวนาในชนบททั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นบ่อเกิดของความแตกต่างของพฤติกรรมทางการเมืองระหว่างเมืองกรุงกับต่างจังหวัด จึงทำให้คนชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ (คนจน) เป็นฐานเสียง และเป็นคนตั้งรัฐบาล ในขณะที่คนเมืองซึ่งเป็นคนส่วนน้อย เป็นฐานนโยบาย และเป็นคนล้มรัฐบาล ชุดคำอธิบายนี้ถูกใช้กับการอธิบายความขัดแย้งระหว่างขบวนการเสื้อเหลือง (คนเมือง-ชนชั้นกลาง) กับขบวนการเสื้อแดง (คนชนบท-ชนชั้นล่าง) ด้วยเช่นกัน

แต่ข้อมูลจากการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจสังคมของครัวเรือนไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมา ชี้ว่าความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทนั้นลดลงมาก จนกระทั่งเราสามารถตั้งข้อสงสัยต่อสมมุติฐานหลักที่รองรับทฤษฎีสองนัคราได้ว่าเป็นจริงเพียงใดในเวลานี้

หากนิยามชนชั้นกลางสองแบบว่าคือคนที่มีรายได้ระหว่าง 69-346 บาทต่อคนต่อวัน หรือคนที่มีรายได้เหนือเส้นความยากจนถึง 346 บาทแล้ว พบว่าประเทศเรามีชนชั้นกลางอยู่ประมาณ 12-15 ล้านครอบครัว หรือคิดเป็น 44.5-49.6 ล้านคนในปี 2550 ซึ่งเพิ่มขึ้นมากจากเพียงประมาณ 2-8 ล้านครอบครัวในต้นทศวรรษ 2530 ประเด็นสำคัญคือการกระจายตัวของคนชั้นกลางเหล่านี้ว่าเขาอยู่ที่ไหน

ถ้าแบ่งตามภาคและเปรียบเทียบระหว่างปี 2529 กับปี 2550 จะพบว่าในปี 2529 นั้น 40% ของคนชั้นกลางอยู่ในกรุงเทพฯอีก 20% อยู่ในภาคกลาง ในขณะที่ภาคใต้ อีสาน และเหนือ มีคนชั้นกลางอยู่ภาคละสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ในปี 2550 พบว่าสัดส่วนของคนชั้นกลางที่อยู่ในภาคกลางและภาคอีสานมีมากกว่ากรุงเทพฯเสียอีก ในขณะที่ตัวเลขนี้ของภาคเหนือและใต้ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง หากดูที่อัตราเพิ่มจะพบว่าสัดส่วนของคนชั้นนี้เพิ่มเร็วที่สุดในภาคอีสาน

สรุปคือมีเพียงยี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของคนชั้นนี้เท่านั้นที่อยู่ในกรุงเทพฯ หากถามว่าคนชั้นกลางอยู่ที่ไหนระหว่างพื้นที่ในเขตเทศบาลกับนอกเขตเทศบาลก็พบว่า คนกลุ่มนี้อยู่นอกเขตเทศบาล (ชนบท) มากกว่าในเมืองแล้ว จากเดิม (2529) ที่อยู่ในชนบทน้อยกว่า 40% กลายเป็นประมาณ 60% ในปี 2550 ไม่เพียงเท่านั้น คนรวย (รายได้มากกว่า 346 บาท) ในชนบทก็เพิ่มขึ้นมากด้วยในช่วงเวลาเดียวกัน กล่าวคือประมาณ 30% ของคนรวยอยู่นอกเขตเทศบาลในปัจจุบัน จากเดิมที่ตัวเลขนี้มีค่าใกล้ศูนย์

หากเราแบ่งครัวเรือนทั้งประเทศออกเป็นห้าชั้นรายได้โดยเรียงจากน้อยสุดไปหาสูงสุด และแต่ละชั้นมีประชากรชั้นละ 20% เท่ากัน หากเราตัดชั้นบนสุดและชั้นล่างสุดออกโดยถือว่าประชากรชั้นที่สองถึงสี่เป็นตัวแทนของคนชั้นกลางแล้ว จะพบว่ามีเพียงประมาณ 20% ของคนทั้งสามชั้นนี้อยู่ในเขตเทศบาลเท่านั้น สรุปแล้วไม่ว่าเราจะนิยามชนชั้นกลางอย่างไร ตัวเลขทั้งหมดข้างต้นชี้ว่าส่วนใหญ่ของคนชั้นกลางในปัจจุบันมิได้อยู่ในเขตเมือง

ตัวเลขข้างต้นเป็นการนิยามคนชั้นกลางในแง่รายได้เท่านั้น โดยมิได้ดูปัจจัยอื่น ๆ เลย หากเราลองพิจารณาว่า ในแง่หนึ่งนั้น การเป็นชนชั้นกลางหมายถึงการมีวิถีชีวิตเฉพาะแบบหนึ่ง ๆ (life style) เราก็อาจตั้งคำถามว่ารูปแบบการบริโภคระหว่างคนเมืองกับคนชนบทแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน จากข้อมูลเราพบว่า ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นไหนทั้งในเมืองและชนบทก็จะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน เช่น ยานพาหนะ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องเล่นวิดีโอ วีซีดี ดีวีดี ตู้เย็น หม้อไฟฟ้า ฯลฯ เหมือน ๆ กัน โดยไม่นับว่าเกือบทุกครอบครัวมีทีวีและจักรยานยนต์ไว้ในครอบครอง สิ่งที่เป็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างเมืองกับชนบทคือการใช้เครื่องปรับอากาศและเตาอบไมโครเวฟที่คนเมืองใช้มากกว่าชนบทอย่างเห็นได้ชัดเท่านั้น

เมื่อดูรายจ่าย “ฟุ่มเฟือย” ด้านท่องเที่ยว งานเลี้ยง และบันเทิงของกลุ่มคนในชั้นสองถึงสี่โดยเปรียบเทียบระหว่างเมืองกับชนบทก็พบว่าไม่แตกต่างกัน (เทศบาล : 4.12%, 4.82%, 5.47% เทียบกับนอกเขตเทศบาล : 4.57%, 4.82%, 7.57% ตามลำดับของชั้นรายได้สองถึงสี่) ข้อสรุปหลัก ณ จุดนี้ คือความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทในหมู่ชนชั้นกลางในแง่รูปแบบการบริโภคมีน้อยมาก

ตัวเลขคร่าว ๆ ทั้งหมดข้างต้นบอกอะไรแก่เรา ? ตัวเลขชุดนี้ชี้ว่าคนชั้นกลางส่วนข้างมากมิได้อาศัยอยู่ในเขตเมืองหรือกรุงเทพฯอีกต่อไป แต่กลับอยู่ในเขตชนบท นอกจากนี้หากดูจากรูปแบบการบริโภคสินค้าคงทนแล้ว ปรากฏว่าความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทนั้นก็มีน้อยมาก ไม่ว่าเขาจะมีรายได้มากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญที่สุดคือชนชั้นกลางไทยในปัจจุบันมีประมาณ 12-15 ล้านครอบครัว หรือคิดเป็น 44.5-49.6 ล้านคน ซึ่งแปลว่าประชากรส่วนข้างมากเกือบห้าในหกของประเทศมิใช่คนจนดักดาน ผมจึงคิดว่าตัวเลขเหล่านี้ปฏิเสธสมมุติฐานหลักที่รองรับทฤษฎีสองนัคราประชาธิปไตยของเอนก ซึ่งกล่าวว่า “ปัญหามูลฐานของประชาธิปไตยไทยในระยะหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา [ประมาณ พ.ศ. 2527-2537] มีรากเหง้าทางเศรษฐกิจ สังคม อยู่ที่ความขัดแย้งระหว่างชาวไร่ชาวนาในชนบทกับชนชั้นกลางในเขตเมือง”

ดังนั้นคำถามคือ เราจะอธิบายความแตกต่างทางการเมืองระหว่างเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงได้อย่างไร ผมคิดว่าตัวเลขข้างต้นสนับสนุนสมมุติฐานของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่กล่าวว่า “บัดนี้เรากำลังเผชิญกับความตื่นตัวทางการเมืองของคนชั้นกลางระดับล่างในชนบท (และในเมืองด้วย) และความตื่นตัวทางการเมืองของคนชั้นกลางระดับกลางขึ้นไปในเขตเมือง ทั้งสองฝ่ายมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมโหฬาร และทั้งสองฝ่ายต่างมีสำนึกถึงความจำเป็นในวิถีชีวิตที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ… ตราบเท่าที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุระบบการเมือง ที่เปิดให้การมีส่วนร่วมของตนเป็นไปได้ในระดับที่ต่างฝ่ายต่างพอใจ (แม้อาจไม่เท่าเทียมกัน) การเมืองไทยก็จะเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ไม่มีทางออกอย่างที่เราเผชิญอยู่ เวลานี้”

หากสนใจตัวเลขการสำรวจเศรษฐกิจครัวเรือนในรายละเอียด โปรดดูที่ http://www.econ.tu.ac.th/?action=&type=seminar&menu=70&pgmenu=90?=th&link=past&css=style

หน้า 34

เดวิด อูว์ริค บิดาแห่ง HR ศตวรรษที่ 21

Filed under: Management knowledge — jsoc @ 17:16

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q4/2009october27p4.htm

สุชาดา สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2552

บทบาทภารกิจของ HR ได้รับการปรับใหม่ เป็นการพลิกโฉมจนแทบจำรูปเดิมไม่ได้ และทุกวันนี้ก็ยังไม่หยุดการปรับเปลี่ยน

The next decade will be the HR decade ประโยคนี้จำได้ติดสมองติดหู แม้จะผ่านมาแล้วนับสิบปี เพราะเมื่อได้ยิน รู้สึกดีใจ อยากให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ

เจ้าของประโยคนี้หากเอ่ยชื่อขึ้นมา นักบริหารงานบุคคลต้องพยักหน้ารับว่า อ๋อ รู้จัก หรือเคยได้ยินชื่อ แต่ส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่เคยเห็นหน้าเลย ท่านชื่อว่า ศาสตราจารย์ เดวิด อูว์ริค (Professor David Ulrich) แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกนที่มีชื่อเสียง

เมื่อประมาณสิบห้าปีมาแล้ว ผู้เขียนมีโอกาสไปเข้าสัมมนาที่สหรัฐอเมริกา ท่านได้รับเชิญมาเป็นวิทยากรคนสำคัญ (Keynote speaker) จึงมีโอกาสได้ยินประโยคที่กล่าวข้างต้น ตอนนั้นไม่รู้จักท่าน แต่เห็นหน้าตา บุคลิกภาพแล้วรู้สึกว่า แหม คนอะไร เป็นอาจารย์แต่ไว้ผมมาดเซอร์ ผมค่อนข้างยาว หยิกฟู แต่พูดดีจังเลย เนื้อหาสมัยใหม่มาก

ซ้ำยังย้ำชัดๆ เลยว่า ทศวรรษหน้าจะเป็นยุคของ HR

ผู้เขียนนั้นชื่นชอบอาชีพ HR มาก ก็อยากให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้วก็ได้ทราบว่า ศ.อูว์ริค ขอลาไปเขียนหนังสือถึงสามปี แบบที่เขาเรียกว่า Sabbatical leave นั่นแหละ พอถึงปี 2000 ได้เข้าเป็นประธานสหพันธ์บริหารบุคคลแห่งเอเชียแปซิฟิก (APFHRM- Asia Pacific Federation of Human Resources Management)

ได้รับเชิญให้ร่วมลงคะแนนเลือกบุคคลเพื่อรับรางวัล George Pepptipas Award ซึ่งนับเป็นรางวัลระดับโลกของทาง HR ของ Society of Human Resource Management มีหลายคนเข้ารอบสุดท้ายแต่ที่สุด คนที่ได้รางวัลนี้ไปคือ อาจารย์มาดเซอร์คนที่ว่านี้

ต่อมาผลงานของท่านทยอยปรากฏออกมาเรื่อยๆ ท่านสร้างให้เกิดการกระเพื่อมไหวของทศวรรษแห่ง HRจริงๆ (แม้บ้านเราจะไหวน้อยก็ตาม) อเมริกานั้นเกิดภาวะวิกฤติรุนแรง องค์การต่างๆ ต้องปรับตัวกันยกใหญ่ เกิดปฏิบัติการ Downsize, Redundancy, Outsource มาให้เรียนรู้ลงมือทำกันวุ่นไปหมด

บทบาทภารกิจของ HR ได้รับการปรับใหม่ เป็นการพลิกโฉมจนแทบจำรูปเดิมไม่ได้ และทุกวันนี้ก็ยังไม่หยุดการปรับเปลี่ยน

ตำรา หนังสือที่เสนอแนะการปรับเปลี่ยนของ HR ที่มีชื่อเสียงของ ศ.เดวิด อูว์ริค ปรากฏวางขายในตลาดทั่วโลก คนทำงานด้านบริหารบุคคลเริ่มรู้จักคำว่า Strategic Partner, Change Agent, HR Champion ล้วนมาจากหนังสือของท่านทั้งสิ้น บางเล่มอาจเขียนร่วมกับคนอื่นบ้าง ทั้งนักวิชาการและนักปฏิบัติการ ที่รู้จักกันดีได้แก่ The Future of Human Resource Management เล่มนี้ขายดีมากในสหรัฐฯ ผู้ที่เขียนร่วมได้แก่ Michale R Losey

ผลงานอื่นๆ ล้วนแต่ขายดีทุกเล่ม เช่น HR Scorecard, HR Competency, The HR Value Proposition และผลงานล่าสุดที่กำลังโด่งดังคือ The Leadership Code

ปรมาจารย์ HR ท่านนี้ไม่ธรรมดาหรอก ไม่อย่างนั้นจะได้เป็น The Most Influential Person in HR จากนิตยสารสำหรับ HR ในสหรัฐฯติดต่อกันถึงสามปีหรือ รางวัลนี้ใช่ว่าจะได้มาโดยง่ายเมื่อใด ในการสัมมนาด้าน HR ต่างๆ ที่จัดขึ้นตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก มักได้เห็นชื่อของเดฟ อูว์ริค ร่วมบรรยายด้วยเสมอ ที่ฮ่องกงนั้นมีสถาบันการฝึกอบรมทางธุรกิจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนมาเปิดอยู่หลายปีแล้ว จึงมีโอกาสได้ท่านมาเป็นวิทยากรบ่อยครั้ง

องค์การอื่นๆ ก็เชื้อเชิญกันเป็นประจำ ในคราวที่สิงคโปร์เป็นเจ้าภาพจัด HR World Congress เมื่อหลายปีก่อน เดฟ อูว์ริค เป็นวิทยากรคนสำคัญเลยก็ว่าได้ มีการจัดพิมพ์หนังสือผลงานการเขียนทั้งแจกฟรีและจำหน่าย ซึ่งผู้เขียนยินดีมอบลายเซ็นให้ด้วย คนเข้าคิวกันยาวเหยียดชนิดเซ็นไม่ทันเลย ต้องรอเก้อกันไปมากมาย

ปัจจุบันความนิยมชมชอบมิได้ลดลง แต่เป็นที่กล่าวขวัญกันมากขึ้น เพราะเป็นเจ้าของทฤษฎีทางการบริหารบุคคลสมัยใหม่ ผลงานได้รับความสนใจและยอมรับกันไปค่อนโลก บุคลิกภาพก็พลิกโฉมไปอย่างหน้ามือหลังมือเลย มาดนักบริหาร นักวิชาการที่มีความสุขุมลุ่มลึกมาแทนที่ ใบหน้าทรงผมบ่งถึงความประณีต ดูน่าเชื่อถือ ความสุขุม ถ่อมตนติดจะขี้อายนิดๆ คือตัวตนของปรมาจารย์ท่านนี้ ทราบว่าตารางการเดินทางมีอย่างต่อเนื่อง การติดต่อเชื้อเชิญต้องทำล่วงหน้าไม่น้อยกว่าแปดเดือนและด้วยค่าตอบแทนที่เงินบำนาญบางคนยังไม่เท่ากับการบรรยายแต่ละครั้ง ลองเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นเท่าใด

บรรยายถึงตัวปรมาจารย์ท่านนี้มายืดยาว เป็นการกล่าวนำให้รู้จักก่อน ในครั้งต่อๆ ไปจะได้นำเนื้อหา หลักการ ทฤษฎีใหม่ๆ ที่ท่านเขียนไว้มาย่อยให้รับทราบกัน เพราะวงการบริหารบุคคลบ้านเรา ยอมรับความคิดของท่านมาปฏิบัติกันไม่น้อย ผลงานล่าสุดที่ทราบนั้น เน้นเจาะไปที่ Leadership มีหนังสือออกมาหลายเล่ม เช่น Five steps to Build Your Personal Leadership Brand, Building the Leadership Brand, Results-Based Leadership และ The Leadership Code

แน่นอนเนื้อหาย่อมไม่จำกัดเฉพาะ HR หรอก แต่ขยายวงกว้างไปสัมผัสนักบริหารทั้งหลายด้วย เพราะองค์การปัจจุบันนั้น เข้าสู่ยุค Lead by Leader อย่างที่ท่านบอกไว้นานมาแล้ว และเห็นไหมยุคนี้ กำลังอยู่ในช่วงทศวรรษของ HR อย่างที่ท่านทายไว้จริงๆ

ลองติดตามผลงานต่างๆ ของท่านในโอกาสหน้า

เรื่องเล่าสามัญสำนึก อาหารสมอง วีรกร ตรีเศศ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1523

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q4/2009october23p7.htm

เรื่องเล่าสามัญสำนึก
อาหารสมอง วีรกร ตรีเศศ Varakorn@dpu.ac.th มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1523

คําพูดสมัยใหม่ในวงการศึกษาของโลกก็คือ teach less and learn more หรือสอนเด็กให้น้อยแต่ให้เรียนรู้มากๆ เรื่องนี้นับว่ามีความสำคัญยิ่งขึ้นเป็นลำดับในโลกที่องค์ความรู้ (body of knowledge) แตกตัวอย่างรวดเร็วอันเนื่องมากจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

มีเรื่องเล่าว่า ศาสตราจารย์มีชื่อเสียงระดับโลกท่านหนึ่ง ให้การบ้านแก่นักศึกษาไปค้นคว้าเขียนเป็นคำตอบมา คำถามก็คือเหตุใดกองทัพนโปเลียนในทศวรรษต้นๆ ของ ค.ศ.1800 จึงสามารถเดินเท้าฝ่าหิมะโดยใส่รองเท้าบางธรรมดาเป็นระยะยาวพันๆ ไมล์ไปรบได้

นักศึกษาก็ไปค้นคว้ากลับมารายงานหน้าชั้น บ้างก็ใช้สมการฟิสิกส์เรื่องความร้อนมาอธิบายความสามารถในการทนความหนาว บ้างก็ใช้ความฮึกเหิมในการทำสงครามเป็นคำอธิบาย ฯลฯ แต่ละคนไปค้นคว้าหาสารพัดเหตุผลมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกันอย่างน่าสนใจ

เมื่อทุกการนำเสนอจบลง ศาสตราจารย์ท่านนี้ก็แสดงความเห็นว่าขอบใจมากสำหรับความพยายามตอบคำถามนี้ ทุกคนได้เรียนรู้จากการทำการบ้านครั้งนี้ แต่การเรียนรู้สำคัญที่ทุกคนจะได้จากการบ้านชิ้นนี้ก็คือ ถ้าทุกคนใช้สามัญสำนึก (common sense) สักนิดแต่แรก ก็ไม่ต้องเสียเวลามากมายเลย เพราะมันเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ธรรมดาที่ไม่ใช่ซุปเปอร์แมนจะสามารถเดินเป็นวันๆ ได้โดยใส่รองเท้าบางๆ

การเรียนรู้สามัญสำนึกจากโจทย์กองทัพนโปเลียนเช่นนี้ จะสร้างความประทับใจชนิดไม่มีวันลืมได้เลยตลอดชีวิต ผู้เรียนจะนึกถึงและทำให้มีโอกาสได้ใช้สามัญสำนึกที่ทุกคนมีอยู่โดยธรรมชาติมากกว่าปกติ

ฝรั่งบางบ้านเจาะแผ่นช่องบนบานประตู เพื่อให้สุนัขหรือแมวเข้าบ้านยามค่ำคืน โดยเจาะสองช่อง ช่องใหญ่สำหรับสุนัข และช่องเล็กสำหรับแมว ท่านผู้อ่านไม่ต้องไปค้นคว้าเขียนหาคำตอบแบบนักศึกษาก็รู้ว่า การกระทำเช่นนี้มันขัดกับสามัญสำนึก เพราะแค่ช่องใหญ่ช่องเดียวก็เพียงพอแล้ว

ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้เรียนรู้เรื่องสามัญสำนึก โดยได้ข้อสรุปว่า เราไม่ได้ใช้สามัญสำนึก เพราะเรามีสมมุติฐานหรือข้อทึกทักจนมันไปบดบังเสียหมด ในเรื่องกองทัพนโปเลียน นักศึกษาไปทึกทักการที่ว่ากองทัพเดินได้ในความหนาวสุดสุดด้วยรองเท้าบางเป็นเรื่องจริง ในเรื่องช่องสุนัขและแมว สมมุติฐานก็คือ แต่ละคนต้องมีช่องของตัวเอง

เรื่องต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนเมื่อหลายปีก่อน เป็นการเรียนรู้เรื่องสามัญสำนึกที่เกี่ยวกับการบดบังโดยสมมุติฐานอย่างชัดแจ้ง เรื่องก็มีอยู่ว่า ผู้เขียนเล่นกอล์ฟกับเพื่อนในก๊วนอีก 3 คน ในการตีลูกระหว่างหลุม ลูกกอล์ฟของผู้เขียนวิ่งเรี่ยดินหายไปโดยไม่ตกน้ำ และก็วิ่งไปไม่ไกลจากตัวผู้ตีคือผู้เขียนด้วย (คงเดาได้ว่าฝีมือเป็นอย่างไร) บริเวณนั้นเป็นที่โล่ง มีต้นไม้เล็กระดับหน้าขาอยู่หนึ่งต้นเท่านั้น ผู้เขียนและเพื่อนรวม 4 คน ช่วยกันหาลูกซึ่งหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ไม่ว่าตรงพื้นที่ใดก็ไม่มี จนชักจะอ่อนใจ

พวกเราหันไปขอความช่วยเหลือจากแคดดี้ซึ่งเพิ่งเดินมาถึงหลังจากไปเข้าห้องน้ำ พอแคดดี้เดินมาถึงแกก็ตรงไปหยิบลูกกอล์ฟที่เสียบอยู่บนกิ่งของต้นไม้เล็กนั้นออกมา พวกเราซึ่งมีปริญญารวมกันเกือบ 12 ใบ ไม่สามารถสู้แคดดี้ซึ่งเรียนจบเพียง ป.6 ได้ ก็เพราะพวกเราขาดสามัญสำนึก เนื่องจากเรามีสมมุติฐานว่ามันต้องหล่นอยู่บนพื้นแน่นอน จึงมองข้ามการหาลูกบนต้นไม้เล็กนั้น ที่เราทึกทักเช่นนี้ อาจเป็นด้วยเรานึกไม่ถึงว่าลูกจะสามารถเสียบอยู่บนกิ่งไม้ได้ก็เป็นได้

แคดดี้ไม่มีสมมุติฐาน แต่จากประสบการณ์คงเคยเห็นว่ามันเสียบอยู่บนต้นไม้บ่อย ดังนั้น จึงมีสามัญสำนึกดีกว่าพวกเรา การมีสมมุติฐานซึ่งเกี่ยวพันกับการไม่มีประสบการณ์อย่างแท้จริง ทำให้เราทึกทักว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จนมองข้ามบางอย่างซึ่งเป็นสามัญสำนึกไป

อีกเรื่องหนึ่งที่จำได้ก็คือ เมื่อหลายปีก่อนหลานสาวของผู้เขียนอยู่ในวัย 2-3 ขวบ เอากุญแจรถไปเล่น และหากุญแจกันไม่เจอ หากันทุกซอกทุกมุมเท่าไหร่ก็ไม่เจอ มองทุกซอกทุกหลืบที่มันอาจจะตกอยู่ก็ไม่เจอ เป็นเวลาหลายวัน ในที่สุด ก็พบกุญแจ มันตกอยู่ในกล่องทิชชูที่อยู่บนโต๊ะกินข้าวที่วางอยู่ตรงหน้าทุกคน

สามัญสำนึกมันหายไป เพราะมีสมมุติฐานว่าจะตกอยู่ในซอกหลืบที่ลึกลับ ผู้ที่ค้นหาไม่ใช้สามัญสำนึกว่าอาจอยู่ใกล้ตัวก็ได้ เพราะเด็กเล็กขนาดนั้นย่อมคลานเข้าไปในซอกหลืบหรือโยนไปไกลไม่ได้

เคยได้ยินเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับสามัญสำนึกที่มีคติให้คิด ในสมัยโบราณมีโจรอยู่คนหนึ่งคิดจะขโมยของมีค่าจากเศรษฐีที่ร่วมเดินทางและร่วมพักห้องเดียวกัน ทุกคืนจะลงไปทานข้าวช้ากว่าเศรษฐีเพื่อค้นหาของมีค่าจากกระเป๋าหรือถุงย่ามของเศรษฐี แต่ไม่เคยพบเลยสักครั้ง จนเดินทางถึงที่หมายก็อดใจไว้ไม่ได้ บอกเศรษฐีว่าชาตินี้คงนอนตายตาไม่หลับ ถ้าไม่รู้ว่าเศรษฐีแอบซ่อนของมีค่าไว้ที่ใด เพราะเขาแน่ใจว่าเศรษฐีไม่ได้เอาของมีค่าติดตัวลงไปกินข้าวด้วยทุกวันอย่างแน่นอน

เศรษฐีบอกว่าฉันรู้แล้วว่าเธอจ้องจะขโมยของมีค่าของฉัน ถ้าอยากรู้จะบอกให้ ทุกเย็นที่ฉันลงมากินข้าว ฉันจะซ่อนของมีค่าไว้ใต้หมอนของเธอ เพราะรู้ว่านั่นเป็นแหล่งสุดท้ายที่เธอจะค้นหา และเธอก็ไม่ได้ค้นหาจริงๆ

สมมุติฐานที่ว่าต้องซ่อนไว้ในกระเป๋าของเศรษฐีหรือที่อื่นๆ ในห้อง ทำให้ไม่มองหาในบริเวณที่เป็นของตนเองจนสามัญสำนึกไม่ทำงาน

มนุษย์จำนวนมากค้นหาของมีค่าจากในที่อื่น หรือจากคนอื่น หรือจากสิ่งอื่นโดยไม่ได้ใช้สามัญสำนึกว่า ตนเองเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด อย่างไม่มีสมบัติใดจะเทียบเทียมได้ เพราะไม่มีใครเอาไปจากตัวเราได้ สมบัติอื่นนั้นสูญสิ้นทั้งหมดได้ในเวลาพริบตาเดียว ไม่ว่ามีกี่หมื่นล้าน เล่นการพนันคืนเดียวก็เหลือแต่กางเกงในตัวเดียวได้

ในต่างประเทศ ฝาท่อน้ำทิ้งริมถนนมักเป็นฝากลม ไม่เป็นฝาสี่เหลี่ยม คำถามกระตุ้นสามัญสำนึกก็คือทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น (เป็นที่รู้กันดีว่ามันเคยเป็นคำถามสอบสัมภาษณ์ผู้สมัครเข้าทำงานที่ Microsoft ของ บิล เกตส์ ที่สหรัฐอเมริกา) คำเฉลย (เดี๋ยวท่านผู้อ่านนอนไม่หลับ) ก็คือ ฝากลมตกลงไปในท่อน้ำทิ้งไม่ได้ ในขณะที่ฝาเหลี่ยมตกลงไปได้อย่างสบายมาก

เครื่องเคียงอาหารสมอง

หนังสือชื่อ The Book of Genius โดย Tony Buzan และ Raymond Keene พยายามเรียงลำดับของ Greatestt Geniuses ในประวัติศาสตร์ (ถ้าผู้เขียนเป็นคนเอเชียคงมีรายชื่อแตกต่างออกไป) โดยใช้เกณฑ์ความคิดริเริ่ม ความสามารถรอบด้าน ความโดดเด่นในสาขา ความมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ความมีพลังและความเข้มแข็ง ฯลฯ เป็นตัววัด

อันดับ Top ten โดยเรียงขึ้นไปจากอันดับ 10 ขึ้นมาคือ Albert Einstein Phidias (สถาปนิกวิหารเอเธนส์) Alexander the Great, Thomas Jefferson, Sir Isaac Newton, Michelangelo, Johann Wolfgang von Goethe (กวีและนักปราชญ์ชาวเยอรมัน) ผู้สร้าง The Great Pyramid William Shakespeare และ Top อันดับ 1 ก็คือ Leonardo Da Vinci

เจ้าของภาพ Mona Lisa และศิลปะล้ำค่าหลากหลายชิ้นและเจ้าของไอเดีย ประดิษฐกรรมทางวิทยาศาสตร์อีกมากมายผู้นี้เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ.1452 (เมื่อ 557 ปีก่อน) แม่เป็นชาวนาใกล้เมือง Vinci ประมาณ 40 ไมล์จากเมืองฟลอเรนซ์ พ่อชื่อ Ser Piero da Vinci ผู้ซึ่งมิได้แต่งงานกับแม่ของเขา เป็นนักบัญชีผู้มั่งคั่งและอยู่ในธุรกิจ Notary (ผู้ยืนยันความถูกต้องของเอกสารตามกฎหมาย) ซึ่งคล้ายกับนักกฎหมายแห่งเมืองฟลอเรนซ์

เมื่ออายุ 5 ขวบ ปู่ของเขาซึ่งอยู่ในอาชีพ Notary ด้วย รับเขาจากแม่ไปเลี้ยงดู แต่เนื่องจาก Leonardo เป็นบุตรนอกสมรส จึงไม่มีสิทธิที่จะเป็นสมาชิกของ Guild of Notaries ซึ่งหมายถึงไม่อาจมีอาชีพตามพ่อและปู่ได้ เขาจึงถูกส่งไปเป็นผู้ฝึกงานและเรียนรู้จากนักปั้นและจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งคือ Andrea del Verrocchio (1435-1488)

ตลอด 6 ปีที่อยู่ด้วยกัน อาจารย์ทึ่งในความสามารถของเขาเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ฝีมือการวาดภาพเท่านั้น เขาสนใจศึกษาคณิตศาสตร์ ปรัชญา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ การทหาร ฯลฯ Leonardo ผลิตภาพเขียนอันงดงามที่ผู้คนสมัยนั้นตื่นตะลึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพ The Last Supper, The Virgin and Child with St. Anne, The Adoration of the Magi ฯลฯ

Leonardo เป็นเพื่อนร่วมสมัยกับ Michelangelo และ Machiavelli เขาตายเมื่อมีอายุ 67 ปี ใน ค.ศ.1519

น่าจินตนาการว่าถ้าแม้นเขาเป็นลูกในสมรส เขาจะเป็นนักบัญชีผู้สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่วิชาชีพ ตั้งแต่ยุคสมัยนั้นได้มากเพียงใด

น้ำจิ้มอาหารสมอง

If you would have a good wife, marry one who has been a good daughter (Thomas Fuller)

ถ้าอยากจะมีภรรยาดี ก็จงแต่งงานกับคนที่เป็นลูกที่ดีของพ่อแม

หน้า 45

รางวัลโนเบิลกับผู้หญิง 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อาหารสมอง วีรกร ตรีเศศ Varakorn@dpu.ac.th มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1524

ช่วงเวลานี้มีการประกาศรางวัลโนเบิลในสาขาต่างๆ ออกมาเป็นระยะ ล่าสุดคือสาขาเศรษฐศาสตร์ มีผู้ได้รับรางวัล 2 คน คือ Elinor Ostrom แห่ง Indiana University และ Oliver Williamson แห่ง Berkeley (ชื่อทางการคือ University of California, Berkeley) ซึ่งแปลกกว่าทุกปีเพราะ Ostrom เป็นหญิงคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบิลสาขานี้ และเป็นนักรัฐศาสตร์การเมือง (Political Scientist) ทั้งสองเป็นม้ามืดเพราะวงการพนันให้ต่อทั้งสองไว้ที่ 50 ต่อ 1

เรื่องราวของเธอและเหตุที่ทำให้ได้รับรางวัลผมได้เขียนไว้ในมติชนฉบับวันที่ 22 ตุลาคม 2552 และสำหรับ Williamson ผมจักได้เขียนถึงในโอกาสต่อไป วันนี้ขอเขียนถึงรางวัลโนเบิลที่เกี่ยวกับผู้หญิงเป็นพิเศษ

เรื่องการค้นพบโครงสร้างของ DNA จนทำให้ Francis Crick/James D. Watson และ Maurice Wilkins ได้รับรางวัลโนเบิลสาขาการแพทย์ร่วมกันใน ค.ศ.1962 เป็นที่ทราบกันดีแต่ที่ไม่ค่อยทราบกัน ก็คือนักวิทยาศาสตร์หญิงชื่อ Rosalind Franklin ได้ศึกษาและวางรากฐานที่นำไปสู่การค้นพบ DNA ก่อน 3 คนนี้ในปี 1953 แต่เธอเสียชีวิตในปี 1958 ด้วยโรคมะเร็ง จึงทำให้ไม่ได้รับรางวัล

มีการวิพากษ์วิจารณ์กันพอควรว่า Crick และ Watson ได้กล่าวถึงงานของเธอน้อยเกินสมควร ทั้งๆ ที่จริงแล้ว เธอมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการค้นพบ เคยได้ข่าวว่าจะมีการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวิตของเธอไปในทำนองที่ว่าเธอถูกขโมยผลงานด้วยซ้ำ

รางวัลโนเบลนั้นอื้อฉาวอยู่บ่อยๆ ผู้ตั้งรางวัลนี้คือ Alfred Nobel นักเคมีและนักอุตสาหกรรมชาวสวีเดน ผู้ประดิษฐ์ดินระเบิดไดนาโม เขามอบเงินจำนวนมหาศาลตั้งเป็นกองทุนเพื่อมอบเงินรางวัลให้แก่บุคคลหรือองค์กรที่รับใช้มนุษยชาติตั้งแต่ ค.ศ.1895 และมีการมอบรางวัลตั้งแต่ปี ค.ศ.1901 เป็นต้นมา ยกเว้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งมีการระงับไปพักหนึ่ง

ในจำนวนผู้รับรางวัลโนเบิลนับร้อยๆ คนมีหญิงเพียง 40 คนเท่านั้น แต่ถึงจะมีจำนวนน้อยแต่ก็มีคุณภาพสูงยิ่ง นับตั้งแต่มีการให้รางวัลโนเบิลมีเพียง 4 คน เท่านั้นที่ได้รับรางวัล 2 ครั้ง คนแรกคือ Maria Sklodowska-Curie (มาดามคูรี่) Linus Pauling (คนเดียวที่ได้รับรางวัลโนเบิลโดยไม่ร่วมรับรางวัลร่วมกับใครทั้งสองครั้ง) John Bardeen และ Frederick Sanger

มาดามคูรี่ ได้รับรางวัลใน ค.ศ.1903 จากการค้นพบกัมมันตภาพรังสี และใน ค.ศ.1911 จากการแยกธาตุได้เรเดียมบริสุทธิ์

สำหรับครอบครัว Curie การรับรางวัลโนเบิล 2 ครั้งไม่แปลกเท่ากับที่ครอบครัวนี้เมื่อนับลูกสาว ลูกเขย และสามีแล้ว ได้รางวัลโนเบลรวมกันทั้งหมด 6 รางวัล! โดยมาดามคูรี่รับไป 2 สามี คือ Pierre Curie ลูกสาวคือ Irene Joliot-Curie ลูกเขยคือ Frederick Joliot-Curie และลูกเขยอีกคนคือ Henry Labouisse รับคนละ 1 รางวัล นับจนถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีครอบครัวใดที่ใกล้สถิตินี้เลย

ครอบครัวที่ได้รับรางวัลทั้งภรรยาและสามีก็คือ Alva Myrdal (สันติภาพ, 1982) และ Gunnar Myrdal (เศรษฐศาสตร์, 1974) และสำหรับพ่อ-ลูกได้รับรางวัลทั้งคู่อีก 6 ครอบครัว

มาดามคูรี่จึงถือได้ว่าเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของการรับรางวัลโนเบล เพราะถึงจะมีผู้หญิงเพียง 40 คนแต่ที่เยี่ยมยอดกลับเป็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งต้องทำงานวิชาการ และดูแลครอบครัว อีกทั้งยังส่งเสริมสนับสนุนทั้งสามีและลูกสาวในทางวิชาการจนได้รับรางวัลทั้ง 3 คน

ในเรื่องความแปลกประหลาดของรางวัลโนเบิลนั้นมีอยู่หลายเรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือ เคยมีการให้รางวัลโนเบิลแก่ผู้ที่ได้เสียชีวิตไปแล้วด้วย มีผู้ปฏิเสธไม่รับรางวัล มีผู้ตายก่อนได้รับรางวัลจากพิธีอันงดงาม และมีผู้ถูกอิทธิพลบังคับไม่ให้ไปรับรางวัลด้วย

ก่อนหน้าปี 1974 ไม่มีกฎเกณฑ์จริงจังในการห้ามให้รางวัลแก่ผู้เสียชีวิตไปแล้ว เพียงแต่เป็นหลักปฏิบัติเท่านั้น ดังนั้น จึงมีอยู่ 2 คนที่ได้รับรางวัลหลังจากเสียชีวิตไปแล้วคือ Dag Hammarskj?ld (สันติภาพ, 1961) และ Erik Axel Karlfeldt (วรรณกรรม, 1931) นับแต่ปี 1974 เป็นต้นมาก็ไม่มีข้อยกเว้นกันอีก

อย่างไรก็ดี ในปี 1948 เกือบจะมีการให้รางวัลแก่ผู้เสียชีวิตไปแล้ว นั่นก็คือ มหาตมะ คานธี ผู้พลาดรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพถึง 5 ครั้งระหว่างปี 1937-1947

ในปี 1948 เชื่อกันว่าคงจะได้แน่นอน แต่ตอนต้นปี 1948 มหาตมะ คานธี ก็ถูกลอบสังหาร คณะกรรมการฯ พิจารณาว่าจะมอบรางวัลให้เป็นข้อยกเว้น แต่ในที่สุด ก็ตัดสินใจไม่มอบ (เพราะถูกวิจารณ์มาหนักหนาแล้ว) และเว้นการมอบรางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพในปี 1948

ผู้ปฏิเสธรางวัลโนเบลมี 2 รายคือ Jean-Paul Sartre (วรรณคดี, 1964) นักปรัชญา ผู้ยิ่งใหญ่ และ L? D?c Tho ผู้เจรจาสงบศึกสงครามเวียดนามโดยรับรางวัลสันติภาพร่วมกับ Henry Kissinger

ส่วนผู้ถูกอิทธิพลบังคับไม่ให้ไปรับรางวัลได้แก่ Kuhn (เคมี, 1938) Butenandt (เคมี, 1939) Domagk (การแพทย์, 1939) ผู้บังคับคือ Adolf Hitler แต่ทั้งหมดก็ไปรับรางวัลหลังสงคราม

อีกรายหนึ่งก็คือ Boris Pasternak (วรรณกรรม, 1958) ผู้เขียนนิยาย Dr. Zhivago รัฐบาลโซเวียตคือผู้บังคับ

สวีเดนและนอร์เวย์ (ผู้พิจารณารางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพ) ถือว่ารางวัลโนเบิลเป็นเกียรติแก่ประเทศอย่างยิ่ง และพยายามใช้รางวัลนี้เป็นเครื่องมือสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้แก่โลก โลกต้องขอบคุณ Alfred Noble เศรษฐีผู้มีวิสัยทัศน์ถึงแม้จะทำบาปไว้มากด้วยการประดิษฐ์ดินระเบิดไดนาไมต์ก็ตาม

เครื่องเคียงอาหารสมอง

James D. Robinson IV อดีต CEO ของ American Express Company ให้คำแนะนำในการเป็นผู้นำ 10 ข้อ ดังนี้ (1) หาคนเก่งกว่าเรามาช่วยงาน (2) การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น จงรับมัน ปรับตัวกับมัน และเคลื่อนไปข้างหน้า (3) จงฟัง เปิดหูรับไอเดียใหม่ๆ และรับรู้ทางเลือกอื่นๆ (4) จงมีอารมณ์ความรู้สึกกับทุกสิ่งที่ทำ ให้ความเอาใจใส่กับงานอย่างเข้มข้น และจงรู้สึกว่ามันผูกพันอย่างที่เราต้องรับผิดรับชอบกับมัน

(5) จงเกี่ยวพันกับชุมชน สามเรื่องที่สำคัญของชีวิตคือ ครอบครัว งาน และความอยู่ดีของชุมชนที่เราอยู่และทำงาน (6) จงยึดความซื่อสัตย์และยึดมั่นในหลักแห่งความถูกต้องตลอดเวลา เช่นเดียวกับการอ่อนน้อมถ่อมตน (7) การเป็นผู้นำที่แท้จริง (True Leadership) ต้องมีการตาม (follower-ship) ด้วย ดังนั้น จงทำให้มีผู้ตามโดยไม่ใช่เพราะความกลัว

(8) ความหลากหลาย ไม่ว่าในเรื่องชาติพันธุ์ ศาสนา อายุ และพื้นฐานชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ ทีมเวิร์ก ซึ่งประกอบด้วยคนหลากหลายเหล่านี้ที่มีความสามารถเหล่านี้จะนำไปสู่การเป็น The best of the best

(9) ความสามารถในการสื่อสารสำคัญอย่างยิ่ง (พูดชัดเจน ตรงไปตรงมาและบ่อยๆ) (10) เราสามารถเรียนรู้ได้เสมอจากคนที่สูงอายุกว่า คนมีประสบการณ์ คนมีปัญญา และอย่าลืมว่าอายุมักนำมาซึ่งปัญญา

น้ำจิ้มอาหารสมอง

Success does not consist in never making blunders, but in never making the same one the second time.

(Henry Wheeler Shaw)

องค์ประกอบของความสำเร็จ มิใช่การไม่เคยทำสิ่งใดผิดพลาด หากแต่ไม่ทำสิ่งผิดพลาดเดิมเป็นหนที่สอง

หน้า 49

เศรษฐกิจของระบบคุณค่า เศรษฐกิจจริยธรรม

Filed under: Management knowledge — jsoc @ 17:10

http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2009q4/2009november05p1.htm

ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 05 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เป็นที่ตระหนักกันดีว่าในช่วงที่ผ่านมาและระยะปัจจุบัน เราได้เผชิญภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก หากตีความอย่างแคบแล้ว วิกฤตินี้เกิดจากระบบสถาบันการเงินแล้วลุกลามไปสู่ส่วนอื่น แต่หากตีความอย่างกว้าง เราก็อาจจะคิดได้ว่าโลกเราได้เผชิญปัญหาเรื้อรังหลายประการ อาทิเช่น ปัญหาความเท่าเทียมและความเป็นธรรมระหว่างเมืองกับชนบท หรือระหว่างประเทศอุตสาหกรรมกับประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาการทำลายระบบนิเวศน์ด้วยน้ำมือมนุษย์ แม้กระทั่งปัญหาของการอยู่ร่วมกันเยี่ยงเพื่อนร่วมโลกที่ค่อยๆ สูญหายไป ที่จริงปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจทั้งนั้น หากจะมองในมุมของเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับคุณธรรมจริยธรรม

กระแสทางเลือกส่วนหนึ่งในโลกวิชาการได้พยายามมองเรื่องเหล่านั้นในมิติที่เฉียบแหลมขึ้น อาทิเช่น การมองแบบ “เล็กนั้นงาม” (Small is beautiful) ของ E.F. Schumacher หรือแม้แต่เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธของ ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน กระทั่งแนวคิดเรื่องความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH) เหล่านี้ เป็นความพยายามคิดเชื่อมโยงเศรษฐศาสตร์เข้ากับพุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นแหล่งปัญญาญาณ กระนั้นแล้วก็ยังมีอีกทางเลือกหนึ่ง ที่พยายามเชื่อมโยงเศรษฐศาสตร์กับจริยธรรมเข้าหากัน (แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวอ้างว่าเชื่อมโยงกับจริยธรรมอย่างโจ่งแจ้ง) ได้แก่ ผลงาน “เศรษฐกิจจริยธรรม” (Ethical Economy) ของ Adam Arvidsson และ Nicolai Peitersen (ซึ่งคนแรกเป็นนักวิชาการสวีเดนที่ประจำอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งเมืองมิลาน และเคยมาบรรยายที่สถาบันวิจัยสังคม เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา) ผลงานนี้เผยแพร่ฟรีผ่านเว็บไซต์ www.ethicaleconomy.com โดยเปิดกว้างให้ผู้อ่านเข้าไปให้ความเห็น และร่วมปรับปรุงแก้ไขได้ตลอด

ในงานชิ้นนี้ Adam พิจารณาว่าระบบเศรษฐกิจได้พัฒนาจากระบบที่มีความคิดความเชื่อสอดคล้องกับระบบสังคม มาเป็นระบบที่มีความคิดความเชื่อเป็นของตัวเอง (ภาษาทางสังคมวิทยาเรียกว่า “กลายเป็นสถาบัน”-Institutionalized) เช่นที่ Weber ได้นำเสนอไว้ว่า ผู้ประกอบการทุนนิยมรุ่นแรกนั้นที่ขยายกิจการทำงานหนักก็ด้วยต้องการแสดงความรักต่อพระเจ้า แต่คนรุ่นต่อๆ มาทำงานหนักเพราะแค่ว่าจำเป็นต้องทำ เช่นนี้จะเห็นได้ว่าการสะสมความมั่งคั่งและทุนได้เป็นความดีงามที่ขาดความเชื่อมโยงกับคุณค่าอื่น และก็มีการบริภาษในยุคหลังเสียมากว่าระบบทุนนิยมก็เป็นกลไกของสัตว์เศรษฐกิจเท่านั้น ซึ่งเห็นจะจริงหากจะดูจากชีวิตคนธรรมดาสามัญ ที่ส่วนหนึ่งเป็นการทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงตนเองและครอบครัว แต่ชีวิตอีกส่วนหนึ่งก็ต้องแยกเวลาไปทำกิจกรรมที่ตอบสนองคุณค่าของชีวิต โดยที่ทั้งสองส่วนนี้แทบไม่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องอะไรกันเลย

ในอีกด้านหนึ่ง เป็นที่ยอมรับกันว่า เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนบนฐานความรู้มากขึ้นๆ และมูลค่าก็ขึ้นอยู่กับการลงแรงงานอย่างลดน้อยลง พัฒนาการนี้เกิดจากการแพร่กระจายของเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศ (ICT) ผลที่ตามมา คือ เกิดกลุ่มคนสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม ที่ทำงานที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการเกิดกระบวนการรู้ตน คือ ได้ทั้งงานที่ขายได้ และเกิดการพัฒนาความสามารถและตอบสนองความต้องการแสดงออกไปพร้อมกันด้วย นอกจากนี้ ยังเกิดเครือข่ายทางสังคมที่กว้างขวางขึ้น เชื่อมโยงทั้งกลุ่มผู้บริโภคเข้าไว้ด้วยกันและยังโยงถึงผู้ผลิตด้วย โดยผู้บริโภคก็ไม่ได้เป็นแค่ผู้บริโภคเชื่องๆ อีกต่อไป แต่ว่ามีการแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจกัน สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้อาจเรียกว่า การตื่นรู้ครั้งใหม่

พร้อมกันนั้น Adam ยังได้เล่าว่า เป็นที่ตระหนักกันว่าสมัยนี้บริษัทไม่สามารถดำเนินกระบวนการที่ขับเคลื่อนด้วยทุนแต่อย่างเดียว แต่ต้องดำเนินการด้วยสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้และไม่สามารถจับต้องได้ อาทิเช่น ความสามารถสร้างสรรค์ และความสามารถในการปรับตัว เป็นต้น โดยที่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้ตรรกะของทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบเดิม แต่สิ่งเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ที่กำลังเกิดขึ้น หรือได้เกิดขึ้นไปแล้ว ตัวอย่างเช่น แบรนด์ที่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้มีมูลค่าขึ้นมาได้ อาทิเช่น โปรแกรมแบบเปิดที่ผู้ใช้สามารถร่วมแก้ไขได้ ที่ก็รวมถึงผู้ใช้เว็บ youtube ที่สามารถเสริมเนื้อหาด้วยคลิปที่แสดงออกถึงตัวตนในนั้น และในขณะเดียวกัน ก็ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น เช่นนี้กระบวนการผลิตก็เป็นเนื้อเดียวกับคุณค่ามากขึ้น

นอกจากกรณีนี้แล้ว ก็ยังมีกรณีที่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเป็นเนื้อเดียวกับกระบวนการผลิต อาทิเช่น “ขบวนการอาหารช้า” ที่ให้คุณค่ากับอาหาร ว่า เป็นสุนทรีย์ของชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์ พร้อมกันนั้น ก็เป็นกระบวนการต้านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ส่อเค้าว่าจะทำอันตรายกับมนุษยชาติ สภาพแวดล้อม และคำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคมลดลงเรื่อยๆ ขบวนการอาหารช้านี้ยังได้จัดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิตอาหารและผู้บริโภคในรูปแบบของเครือข่ายที่ติดต่อสื่อสารได้อย่างใกล้ชิดกัน ก็ด้วยเทคโนโลยีสื่อสารและสารสนเทศดังที่ได้กล่าวไปแล้ว การที่กระบวนการทางสังคมเกิดไปพร้อมๆ กับกระบวนการผลิตในรูปแบบใหม่ Adam เรียกว่า “กระบวนการผลิตทางสังคม” (Social Production) โดยที่การผลิตแทนที่จะมีแต่มิติของมูลค่าอย่างเดียว แต่ก็ได้ผนวกเอามิติของคุณค่าเพิ่มมากขึ้นไปด้วย

ดังนั้น จริยธรรมที่เชื่อมโยงกับสังคมจึงสามารถเพิ่มคุณค่าเข้าไปในระบบทุนนิยม ด้วยการทำให้กระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับสังคมมากขึ้น โดยจำแนกเป็นสามด้าน ด้านแรก เกิดเครือข่ายของการร่วมมือที่ซับซ้อนขึ้น แหล่งออกแบบอาจอยู่ในมือของเจ้าหนึ่ง แหล่งผลิตอาจอยู่ในมือของอีกเจ้าหนึ่ง อีกเจ้าหนึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบ ลูกค้าก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ดังนั้น “ความเชื่อมั่น” จึงเป็นสื่อกลางสำคัญที่จะเชื่อมร้อยเครือข่ายความร่วมมืออันซับซ้อนนี้ ด้านที่สอง กระบวนการภายนอกได้ถูกรวมเข้ามาในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ลูกค้ามีส่วนกำหนดและร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น บางกรณีรวมถึงร่วมสร้าง นอกจากนี้ กระบวนการเชื่อมโยงให้ชุมชนมีส่วนร่วม หรือสร้างชุมชนผู้บริโภคขึ้นมาเอง ก็กลายเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสร้างฐานที่หนักแน่นและยั่งยืน นั่นคือ ความชอบพอต่อกันทางบวกทำให้บริษัทสามารถมีผลงานบางอย่างโดยที่ไม่ต้องลงแรงเองก็ได้ ด้านที่สาม เกิดนวัตกรรมทั้งด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่แพร่ขยายไปกว้างขวางและรวดเร็ว ทำให้การแข่งขันด้านราคาเป็นสิ่งที่ล้าสมัย และการแข่งขันด้านคุณภาพกลายเป็นเรื่องปกติไป

ดังนั้น ผลิตภัณฑ์จะต้องมีอัตลักษณ์ดึงดูดใจพิเศษบางประการมากกว่าแค่เรื่องของคุณภาพ อาทิเช่น สามารถสร้างประสบการณ์ทางสังคมและตัวตนให้กับลูกค้าได้

ที่กล่าวไปแล้วนั้น เป็นการสรุปงานของ Adam ที่เป็นความพยายามแรกๆ ที่จะสร้างทฤษฎีทางสังคมเพื่อมองเศรษฐกิจจริยธรรมอย่างสอดคล้องกันหมด โดยเป็นเพียงสองบทแรกจากทั้งหมดหกบท ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้ คงช่วยสร้างความใจในเรื่องเศรษฐกิจจริยธรรมมากขึ้น และสามารถนำไปสู่การเชื่อมโยงกับการจัดทำนโยบายได้

รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ The Sveriges Riksbank Prize in Economic Sciences in Memory of Alfred Nobel

http://www.nidambe11.net/Nobel.htm

Web Site ของรางวัลโนเบล

2006 Edmund Phelps จาก Columbia University New York, NY, USA จาก “for his analysis of intertemporal tradeoffs in macroconomic policy” เนื่องจากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจมักจะต้องเผชิญกับภาวะได้อย่างเสียอย่างแบบข้ามช่วงเวลา (intertemporal tradeoffs) ของเป้าหมายของนโยบายอยู่เสมอๆ เช่นว่า นโยบายที่ลดอัตราการว่างงานในระบบเศรษฐกิจ (หรือเพิ่มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ) มักจะมาพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น หรือการเพิ่มการบริโภคในปัจจุบัน จะไปลดการบริโภคในอนาคต ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ผลงานของ Edmund Phelps ช่วยทำให้เราเข้าใจภาวะได้อย่างเสียอย่างทั้งสองอันนี้มากขึ้น และนำไปสู่การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม ( โดย ณ พัฒน์ )

2005 ให้ร่วมกันระหว่าง Robert J. Aumann อเมริกัน-อิสรเอล Center for Rationality, Hebrew University of Jerusalem , Jerusalem, Israel และ Thomas C. Schelling Department of Economics and School of Public Policy, University of Maryland, College Park, MD, USA สำหรับ “for having enhanced our understanding of conflict and cooperation through game-theory analysis”

2004 ให้ร่วมกันระหว่าง ศาสตราจารย์ Finn Kydland ชาวนอร์เวย์ และ ศาสตราจารย์. Edward Prescott (ซึ่งเป็นศิษย์ กับอาจารย์) จาก “for their contributions to dynamic macroeconomics: the time consistency of economic policy and the driving forces behind business cycles” [ 1 ]

2003 ให้ร่วมกันระหว่าง Clive W. J. Granger สำหรับงาน “for methods of analyzing economic time series with common trends (cointegration)” และ Robert F. Engle ผลงานจาก “for methods of analyzing economic time series with time-varying volatility (ARCH)”

2002 ให้ร่วมกันระหว่าง DANIAL KAHNEMAN สำหรับการนำเอา จิตวิทยา มาประยุกต์ใช้ในงานเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ ในการตัดสินใจภายใต้ความเสี่ยง ที่ผลลัพธ์ไม่แน่นอน และผลงานของ VEMON L. SMITH ในการใช้การทดลองในห้องทดลอง ในการศึกษาทางสถิติเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะการศึกษาเรื่องกลไกตลาด [ 1 ]

2001 ให้ร่วมกันระหว่าง GEORGE A. ACKERLOF, A. MICHAEL SPENCE, และ JOSEPH E. STIGLITZ, สำหรับการวิเคราะห์ตลาด ภายใต้ข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน ( asymmetric information )

2000 ให้รางวัลระหว่าง JAMES J. HECKMAN สำหรับการพัฒนา และวิธีการในการวิเคราะห์ตัวอย่างที่เลือก ( selective samples ) กับ DANIEL L. MCFADDEN สำหรับการพัฒนา และวิธีการในการวิเคราะตัวเลือก ที่ไม่ต่อเนื่อง ( discrete choice )

1999 ROBERT A. MUNDELL สำหรับการวิเคราะห์นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง ภายใต้ ความแตกต่างของ ระบบอัตราแลกเปลี่ยน และการวิเคราะห์ ความเหมาะสมของ currency areas

1998 AMARTYA SEN สำหรับเศรษฐศาสตร์สวัสดิการ

1997 ROBERT C. MERTON และ MYRON S. SCHOLES สำหรับเทคนิคใหม่ ในการคิดมูลค่าของอนุพันธ์ ( derivatives ) ทางการเงิน ( พวก forward, futures, option, swap )

1996 JAMES A. MIRRLEES and WILLIAM VICKREY สำหรับการศึกษา ในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ ของปัจจัย การตัดสินใจ ภายใต้ข้อมูลที่ไม่เท่าเทียมกัน ( asymmetric information )

1995 ROBERT LUCAS สำหรับการพัฒนา และประยุกต์ใช้สมมติฐาน ของความคาดหวังอย่างมีเหตุผล ( the hypothesis of rational expectations ) และได้ดัดแปลงไปใช้วิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์มหภาค วิเคราะห์ และทำให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจ

1994 ให้ร่วมกันระหว่าง JOHN C. HARSANYI , JOHN F. NASH และ REINHARD SELTEN สำหรับการบุกเบิกของพวกเขา ในการวิเคราะห์ดุลยภาพ ในทฤษฎีเกมส์ ( the theory of non-cooperative games )

1993 ให้ร่วมกันระหว่าง ROBERT W. FOGEL และ DOUGLASS C. NORTH สำหรับการวิจัย เพื่อวิเคราะห์ ชำระประวัติศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ โดยการใช้ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ และ วิธีเชิงปริมาณ เพื่อให้สามารถอธิบายเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

1992 GARY S. BECKER สำหรับการที่ เพิ่มพูนบทบาทสำคัญ ของการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์จุลภาค ให้ครอบคลุมมากขึ้นในส่วนของพฤติกรรมของมนุษย์ และการตอบโต้ระหว่างกัน รวมถึงพฤติกรรมของส่วนที่ไม่ใช้ตลาดด้วย

1991 RONALD H. COASE สำหรับการค้นพบ และทำให้ชัดเจน ในเรื่องของต้นทุน ของการทำธุรกรรม ( transaction costs ) และกรรมสิทธ์ในทรัพย์สิน ( property right ) สำหรับโครงสร้าง และหน้าที่ ของระบบเศรษฐกิจ

1990 ให้ร่วมกันระหว่าง HARRY M. MARKOWITZ , MERTON M. MILLER และ WILLIAM F. SHARPE สำหรับการบุกเบิกในทฤษฎีเศรษฐศาตร์การเงิน การลงทุน ( the theory of financial economics )

1989 TRYGVE HAAVELMO สำหรับการชี้แจงอย่างชัดเจน ของทฤษฎีความน่าจะเป็น ซึ่งเป็นพื้นฐานของเศรษฐมิติ และการวิเคราะห์ทางเศรษฐมิติแบบ simultaneous economic structures

1988 MAURICE ALLAIS สำหรับการบุกเบิกในเรื่องทฤษฎีของตลาด ( the theory of markets ) และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เขาศึกษาตลาดผูกขาดของสินค้าประเภทถ่านหิน ว่าผู้ผูกขาดสามารถตั้งราคาได้ และระดับราคาที่เหมาะสม และทำให้สังคมได้รับความพอใจสูงสุดอย่างไร

1987 ROBERT M. SOLOW สำหรับทฤษฎีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ the theory of economic growth.

1986 JAMES M. BUCHANAN, JR. สำหรับการพัฒนา ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ และการตัดสินใจ ทางการเมือง โดยดูพื้นฐานของการผูกพันตามสัญญา และรูปแบบการปกครอง

1985 FRANCO MODIGLIANI สำหรับการบุกเบิกด้านการวิเคราะห์การออม และการลงทุนในตลาดการลงทุน ( financial markets )

1984 SIR RICHARD STONE สำหรับความทุ่มเท ในการพัฒนาระบบของบัญชีรายได้ประชาชาติ และทำให้มี การปรับปรุงหลักในการวิเคราะห์เศรษฐกิจ อย่างมีหลัก และมีความน่าเชื่อถือขึ้นอย่างมากมาย

1983 GERARD DEBREU สำหรับการทำรวมเทคนิคในการวิเคราะห์สมัยใหม่ กับทฤษฎีทางเศรษฐ ศาสตร์ และสำหรับการพัฒนาทฤษฎีดุลยภาพทั่วไป ( the theory of general equilibrium )

1982 GEORGE J. STIGLER สำหรับการศึกษาที่มีผลการพัฒนางานอื่น ๆ อย่างมากในเรื่อง โครงสร้างอุตสาหกรรม หน้าที่ของตลาด และเป็นผลให้มีกฎหมายควบคุมด้านระบบเศรษฐกิจ (โครงสร้าง ของตลาด) และผลกระทบของ กฎหมายควบคุม

1981 JAMES TOBIN สำหรับการวิเคราะห์ตลาดการลงทุน ( financial markets ) และความสัมพันธ์ ในการตัดสินใจใช้จ่ายเพื่อการลงทุน การจ้างงาน การผลิต กับระดับราคา

1980 LAWRENCE R. KLEIN สำหรับการสร้างแบบจำลองเศรษฐมิติ ( econometric models ) และการนำมาใช้ ในการวิเคราะห์ การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ และนโยบายทางเศรษฐกิจ

1979 ให้ผลงานของ THEODORE W. SCHULTZ และ SIR ARTHUR LEWIS สำหรับงานวิจัยบุกเบิกเรื่อง การวิจัยด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาของประเทศกำลังพัฒนา

1978 HERBERT A. SIMON สำหรับงานวิจัยบุกเบิกเรื่อง กระบวนการในการตัดสินใจ ในองค์กรทางเศรษฐศาสตร์ ( the decision-making process within economic organizations )

1977 ให้ผลงานของ BERTIL OHLIN และ JAMES E MEADE สำหรับการปูแนวทาง ของทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ ( the theory of international trade ) และเรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุน ระหว่างประเทศ ( international capital movements )

1976 MILTON FRIEDMAN สำหรับความสำเร็จในด้านของการวิเคราะห์การบริโภค ( consumption analysis ) นโยบายการเงิน และทฤษฎี และการแสดงให้เห็นถึง ความซับซ้อนของนโยบายการรักษาเสถียรภาพ ( the complexity of stabilization policy ) ทางเศรษฐกิจ

1975 ร่วมกันระหว่าง LEONID VITALIYEVICH KANTOROVICH และ TJALLING C. KOOPMANS สำหรับการเผยแพร่ ทฤษฎีการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม ( the theory of optimum allocation of resources )

1974 ร่วมกันระหว่าง GUNNAR MYRDAL และ RIEDRICH AUGUST VON HAYEK สำหรับการบุกเบิกใน ทฤษฎีการเงิน ( the theory of money ) และการแกว่งตัวทางเศรษฐกิจ ( economic fluctuations ) และสำหรับ การวิเคราะห์เชิงลึกของความเป็นอิสระ (หรือการพึ่งพา) ของเศรษฐกิจ และสังคม และปรากฎการณ์ทางสังคม

1973 WASSILY LEONTIEF สำหรับการพัฒนาเทคนิคตาราง input-output และการนำมาใช้งาน ในส่วนที่ใช้ในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งทำให้เห็นปัจจัยต่าง ๆ ที่มีการพึ่งพาซึ่งกัน และกัน

1972 รางวัลมอบให้ SIR JOHN R. HICKS และ KENNETH J. ARROW สำหรับการบุกเบิก ในทฤษฎีด้านดุลยภาพทั่วไป ( general economic equilibrium theory ) และ ทฤษฎีสวัสดิการ ( welfare theory )

1971 SIMON KUZNETS สำหรับการพัฒนาการจัดทำบัญชีรายได้ประชาชาติ ซึ่งทำให้สามารถเข้าใจ และ วิเคราะห์ได้อย่างลึกซึ้งถึงความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และโครงสร้างสังคม

1970 PAUL A SAMUELSON สำหรับการนำวิธีทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ด้วยการใช้วิธีการทางสถิติ และยกระดับการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์

1969 รางวัลมอบให้ระหว่าง RAGNAR FRISCH และ JAN TINBERGEN ที่ได้พัฒนา และประยุกต์ dynamic models เพื่อใช้วิเคราะห์ กระบวนการทางเศรษฐศาสตร์

ตลาดบ้านมือสองปี 53 แสนล้าน

Filed under: Management knowledge — jsoc @ 16:59

http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413341161

ฉบับที่ 1049 ประจำวันที่ 14-11-2009 ถึง 17-11-2009 ]

ERA เปิดรายการ TV ขายผ่านเว็บ

การทำธุรกิจทุกวันนี้ ต้องแข่งขันในเรื่องการให้ข้อมูลของสินค้าและการทำรายการ TV ผ่านทางเว็บไซต์ครั้งนี้จะเน้นขายบ้านเศรษฐีราคา 30 ล้านบาทขึ้นไป บ้านมือสองยังคงเป็นที่ต้องการของผู้ซื้ออยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหรือเฟื่องฟู เพราะผู้บริโภค ที่มีกำลังซื้อจำกัด แต่อยากมีบ้านหลังแรกเป็นของตนเองยังมีอยู่จำนวนมาก บ้านมือสองจึงเป็นเป้าหมายแรกของผู้ซื้อกลุ่มนี้

ในปี 2553 นักวิเคราะห์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงฟันธงไปในทิศทางเดียวกันว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบจะมีการเติบโต 10-15% และเฉพาะตลาดบ้านมือสองจะมีมูลค่ากว่า 1 แสนบาท

อีอาร์เอ แฟรนไชส์ ผู้บริหารแฟรนไชส์บริการซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์เล็งเห็นว่าเป็นโอกาสในการเปิดช่องทางใหม่ เรียล เอสเตท แชนแนล ERA-TV ออกอากาศผ่านเว็บ ERATV.TV เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารไปยังลูกค้าและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มบ้านหรู เพื่อขายเศรษฐีไทยและเทศ

นายวรเดช ศิวเตชานนท์ ประธานบริหาร บริษัท อีอาร์เอ แฟรนไชส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ERA ให้ข้อมูลว่า ็เรียลเอส เตท แชนแนล ทีวี ออน เว็บิ ภายใต้ชื่อ ็ERATVิ ผ่านทางเว็บไซต์ ERATV.TV จะเป็นช่องทางสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าและ นายหน้า ตัวแทนขายของบริษัท ที่สามารถติดตามเนื้อหาและรายการโทรทัศน์ผ่านทางเว็บไซต์ดังกล่าวได้ ซึ่งการทำเว็บไซต์ครั้งนี้ เป็นเครื่องมือในการนำเสนอขายที่อยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ ที่ไม่เคยมี ผู้ประกอบการรายใดในวงการอสังหาริมทรัพย์ทำมาก่อน

สำหรับเนื้อหาของเรียลเอสเตท แชนแนล ERATV จะประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ International Collection ที่จะนำอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยและการลงทุนราคาแพงจากทั่วโลกมานำเสนอ โดยในส่วนนี้ บริษัทได้คัดเลือกบ้านหรูระดับคุณภาพที่มีราคา 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราคามากกว่า 30 ล้านบาทขึ้นไปมานำเสนอภายใต้แนวคิด Thailand Luxury Home ให้กับลูกค้าที่มีกำลังซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้พิจารณา ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ที่ฝากขายผ่านเว็บไซต์ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีอสังหาริมทรัพย์ที่พร้อมขายอยู่ในกลุ่มนี้ประมาณ 30 ยูนิต

ส่วนที่สอง เป็นรูปแบบเกี่ยวกับ E-learning ที่สมบูรณ์แบบ โดยให้ผู้ที่สนใจหรือนายหน้าอสังหาริมทรัพย์เข้ามาหาความรู้เพิ่ม เติม โดยมีเนื้อหาหลักสูตรเกี่ยวกับหลักการเบื้องต้นของการเป็น นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ การเตรียมพร้อมของการเป็นนายหน้า อสังหาริมทรัพย์ และส่วนที่สาม เป็นการถ่ายสดผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ที่ออกอากาศทุกวัน โดยเนื้อหาของรายการจะแตกต่าง กันไป เช่น วันจันทร์ เป็นรายการเกี่ยวกับการวิจัยตลาดอสังหาริมทรัพย์ การแนะนำอาชีพนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ วันอังคาร เป็นรายการ Investment Property ที่ให้คำแนะนำการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ วันพุธ มีรายการ ERA Home Catalog ที่พาไปดูบ้านระดับราคา 5-10 ล้านบาท ที่ฝากขายในพื้นที่จริง เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าได้ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย

การทำธุรกิจทุกวันนี้ ต้องแข่งขันในเรื่องการให้ข้อมูลสินค้า และการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้า ซึ่งเป็นที่มาของการ พัฒนาเรียลเอสเตท แชนแนล ERA-TV โดยบริษัทแม่ เพื่อหวัง ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องการรับทราบข่าวสาร และ สามารถใช้เป็นช่องทางการสื่อสารการตลาดใหม่ๆ ให้กับเราที่จะคัดเลือกและแบ่งระดับของสินค้าที่ฝากขายให้กับลูกค้าได้รวม ทั้งเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เลือกให้ตรงความต้องการซื้อได้มากที่สุด ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบการตลาดแบบเดิมๆ ที่จะเข้ามาช่วยสร้าง ความแข็งแกร่งให้กับบริษัทิ

บริษัทยังมีแผนที่จะขยายสำนักงานภาคในประเทศ โดยเปิด สำนักงานภาคอีอาร์เอ ที่พัทยา เป็นแห่งแรกในเดือนมกราคมปี 2553 ก่อนที่จะขยายไปตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อผลักดัน เป้าหมายขยายแฟรนไชส์ให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าว่า ภายในสิ้นปีจะมีแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นเป็น 30 สาขาและมีตัวแทนเพิ่มขึ้นอีก 1,000 คน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพให้แฟรนไชส์อย่างต่อเนื่อง โดยนำโปรแกรมเทรนนิ่ง ERA TOPGUN TRAINING หรือหลักสูตรเพิ่มประสิทธิภาพให้กับนักขาย และโปรแกรม C1 TRANING ที่เป็นการอบรมภายในหัวข้อ Customer Win you Win ที่มีวิทยากร จากประเทศสิงคโปร์ มาอบรมให้กับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ เป็นแฟรนไชส์ของบริษัท ให้มีความเชี่ยวชาญในการขายอสังหา ริมทรัพย์มากขึ้น

ส่วนแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2553 ตนมองว่า การแข่งขันในตลาดจะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันของบ้าน มือหนึ่งและบ้านมือสอง เนื่องจากการนำเสนอของบ้านมือหนึ่งที่ หันมาเน้นบ้านพร้อมอยู่ ทำให้ผู้เล่นในตลาดบ้านมือสองต้องปรับ ตัวรับมือ โดยหาเครื่องมือการตลาดใหม่ๆ มาใช้เพื่อดำเนินธุรกิจ

แต่อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าตลาดบ้านมือสองในปี 2553 คาดว่าเติบโตได้อีก 10-15% จากปีนี้ที่มีมูลค่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งจากการปรับตัวเพื่อรับมือการแข่งขันของบริษัท เชื่อว่าสามารถเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และมียอดขายเติบโตได้ 50% หรือมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 7% เทียบกับปี 2552 นี้ที่คาดว่ามียอดขาย 2,200 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่ง 5% จากมูลค่ารวมตลาดบ้านมือสอง โดยช่องทางการขายดังกล่าวจะเริ่มดีเดย์ 12 พฤศจิกายน 2552 นี้

หนุนเอกชนผลิตตู้ฝาก-ถอนทองรูปพรรณ

Filed under: General knowledges — jsoc @ 16:54

ฉบับที่ 1050 ประจำวันที่ 18-11-2009 ถึง 20-11-2009 ]

http://www.siamturakij.com/home/news/display_news.php?news_id=413341223

ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สนับสนุนทุน 2 ล้านบาท และที่ปรึกษาให้กับบริษัท โมลีคิว (ประเทศไทย) จำกัด พัฒนาต้นแบบตู้อัตโนมัติรับฝากดอกเบี้ยและเพิ่มวงเงินกู้ยืมทองรูปพรรณ ซึ่งถือเป็นต้นแบบนวัตกรรมตู้ธุรกรรมทางการเงินในธุรกิจร้านค้าทองคำตู้แรกในประเทศไทย หรือเรียกว่า็ตู้ QBICิ

โดยตู้ชนิดนี้จะช่วยให้บริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในรูปแบบออนไลน์ ทั้งการรับชำระเงิน ตรวจนับ และทอนเงินค่าดอกเบี้ยทองรูปพรรณได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งจะใช้ระยะเวลาสั้นกว่าที่ต้องใช้บริการโดยพนักงาน ทำให้เกิดความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ได้ประสานกับบริษัทขนส่ง จำกัด จำหน่ายตั๋วรถบขส.ให้ผู้โดย สาร และบริษัทกลางประกันภัย เพื่อจำหน่ายตั๋วประกันบุคคลที่ 3 รถจักรยานยนต์ รวมทั้งขณะนี้อยู่ระหว่างประสานกับบริษัททีโอที รับชำระค่าสาธารณูปโภค 52 รายการ อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ผ่านตู้ดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนตู้ QBIC ที่พัฒนาขึ้นมาเองอยู่ที่ 500,000 บาท ถูกกว่าที่ต่างประเทศพัฒนาอยู่ที่เครื่องละ 2 ล้านบาท เบื้องต้นจะนำไปติดตั้งที่หน้าร้านทองเที่ยงธรรม สาขาพระโขนงเป็นตู้แรก ในเดือนมกราคม 2553 พร้อมตั้งเป้าหมายภายในปี 2553 ติดตั้งให้ได้ 30-60 ตู้ทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล ก่อนขยายให้ครบทั่วประเทศภายในปี 2554

รัฐมนตรีว่าการกระทวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า ITAP ยังได้สนับสนุนให้กับบริษัท เอเซนเคท (ประเทศไทย) จำกัด พัฒนาระบบโฆษณาแบบออนไลน์ ที่เรียกว่า Digital Content โดยเป็นระบบที่สร้าง ขึ้นเพื่อรองรับงานโฆษณาบนตู้ QBIC และประชาสัมพันธ์ข้อมูลขององค์กรผ่านระบบ พร้อมทั้งยังประเมินสถิติข้อมูลผู้เข้า ชม ซึ่งจะทำให้องค์กรสามารถสื่อสารข้อ มูลได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

สัก223ชื่อทหารผู้ดีเซ่นศึกอัฟกาฯ

Filed under: Military + Police Enforcement — jsoc @ 16:49

http://www.thainewsland.com/a424682-ส-ก223ช-อทหารผ-ด-เซ-นศ-กอ-ฟกาฯ

Khaosod 13.11.2009 09:48

เมื่อ 12 พ.ย. เดลี่เมล์รายงานเปิดตัวอดีตนายทหารอังกฤษ ชื่อฌอน คลาร์ก ซึ่งสลักชื่อนายทหารอังกฤษทั้งหมดที่สังเวยชีวิตในสมรภูมิอัฟกานิสถานไว้ที่แผ่นหลังและหน้าอกของตนเองรวม 223 ชื่อ โดยกล่าวว่าทำเพื่อสดุดีการพลีชีพของนายทหารเหล่านี้

นายคลาร์ก วัย 43 ปี เคยประจำการในหน่วยทหารของอังกฤษปี 2532-2539 ใช้เวลา 4 ชั่วโมงให้ช่างสักชื่อนายทหารอังกฤษทั้งหมดลงบนแผ่นหน้าอกและแผ่นหลังของตนเอง โดยกล่าวว่า ไม่เป็นไรที่ต้องทนเจ็บ เพราะเจ็บได้ก็ไม่กี่วัน แต่ไม่อยากให้ผู้คนลืมว่ามีนายทหารไปพลีชีพในสนามรบ นอกจากนี้ยังต้องการหาทุนช่วยนายทหารที่รอดชีวิตกลับบ้านมา หวังว่าจะระดมเงินได้อย่างน้อย 500 ปอนด์ หรือ 27,500 บาท เข้ากองทุนเฮลป์ ฟอร์ ฮีโร่ ซึ่งเรื่องนี้ภรรยาของตนก็สนับสนุนด้วย

“อาบูดาบี”สร้างเมืองในฝัน “มัสดาร์ซิตี้”คาร์บอนนูทรัล

Filed under: Creative Ideas — jsoc @ 16:48

http://www.thainewsland.com/a12519-อาบ-ดาบ-สร-างเม-องในฝ-น-ม-สดาร-ซ-ต-คาร-บอนน-ทร-ล

Khaosod 29.01.2008 08:16

อีกไม่กี่วันข้างหน้า เสียงก่อสร้างจะดังกระหึ่มไปทั่วเขตก่อสร้าง “เมืองมัสดาร์ซิตี้” เมืองใหม่ของรัฐอาบูดาบี รัฐหนึ่งของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

“มัสดาร์ซิตี้” อยู่ห่างจากอาบูดาบีไปทางตะวันออกราว 30 กิโลเมตร มีพื้นที่เมืองรวม 6 ตารางกิโลเมตร รัฐบาลอาบูดาบีเคลมว่า “มัสดาร์ซิตี้” จะเป็นเมืองคาร์บอนนูทรัลเมืองแรกของโลก ซึ่งการที่จะเป็น “คาร์บอนนูทรัล” ได้นั้น ต้องมีการแพร่ก๊าซเรือนกระจกซึ่งส่วนใหญ่เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับศูนย์

นายคาหลิด อาวัด ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า เมื่อสร้างเสร็จแล้ว จะมีผู้อยู่อาศัยใน “มัสดาร์ซิตี้” 50,000 คน ทั้งเมืองจะใช้พลังงานสีเขียวที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ รวมทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีอย่างเหลือเฟือ ส่วนการคมนาคมของประชาชน จะไม่มีรถยนต์ใดๆ แต่จะใช้ “พ็อดคาร์” และ “ไลต์เรล แทน” ถ้าอยากไปไหนก็เพียงแต่สั่ง “พ็อดคาร์” ว่าจะไปที่นั่น จากนั้นพ็อดคาร์ที่ขับขี่โดยอัตโนมัติ ไม่มีคนขับจะพาผู้โดยสารไปถึงที่หมาย และเป็นข้อดีข้อหนึ่งที่ทำให้เมืองแห่งนี้ไม่แพร่ก๊าซคาร์บอน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมโลก

รัฐบาลอาบูดาบียืนยันว่า เมื่อสร้างเสร็จในอีก 5 ปีข้างหน้า “มัสดาร์ซิตี้” จะให้คุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ต่อผู้อยู่อาศัย

ผู้ออกแบบ “มัสดาร์ซิตี้” คือบริษัท “ฟอสเตอร์แอนด์พาร์ตเนอร์” ประเทศอังกฤษ ที่มี “เซอร์นอร์แมน ฟอสเตอร์” เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง เซอร์ฟอสเตอร์มีผลงานการออกแบบอาคารที่ทันสมัยมากมาย อย่างอาคาร “เดอะ เกอร์คิน” สำนักงานใหญ่ของสวิสรี สนามกีฬาเวมบลีย์ สะพานมิลเลนเนียมบริดจ์ ในประเทศอังกฤษ สนามบินเช็กแลปก๊อกของฮ่องกง และสถานีรถไฟใต้ดิน “เอ็กซโป” ของสิงคโปร์

อาคารใน “มัสดาร์ซิตี้” จะเป็นอาคารเตี้ยๆ บนหลังคาติดตั้งเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ บริเวณที่ตั้งของเมืองมีลมโชยมาจากทะเล มีกำแพงสี่เหลี่ยมรอบเมืองเพื่อปกป้องเมืองจากความร้อนของทะเลทราย และเสียงดังจากสนามบินนานาชาติอาบูดาบีที่อยู่ใกล้เคียง

“ชีกโมฮัมหมัด บิน ซาเยด อัล-นาฮายัน” องค์รัชทายาทของอาบูดาบี เปิดตัวโครงการ “มัสดาร์ซิตี้” มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบสองแสนล้านบาทเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ตรัสว่า “มัสดาร์ซิตี้” และ “อาบูดาบี” จะยังคงร่วมมือการพัฒนาหาแหล่งพลังงานใหม่ พร้อมกันนี้ ในเมืองยังมีโรงงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มูลค่า 350 ล้านดอลลาร์ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 100 เมกะวัตต์ และยกระดับได้ถึง 500 เมกะวัตต์ในเวลาที่ “มัสดาร์ซิตี้” ใช้พลังงานไฟฟ้ามาก

ในเมืองยังมี “มัสดาร์ซิตี้ อินสทิทิว ออฟ ไซเอินซ์ แอนด์ เทคโนโลยี”มหาวิทยาลัยที่ทำการศึกษาเรื่องพลังงานในอนาคต โดยได้รับความร่วมมือจาก “แมสซาชูเส็ตต์ อินสทิทิว ออฟ เทคโนโลยี” หรือ “เอ็มไอที” ของสหรัฐอเมริกา

นอกจากต้องการจะเป็นเมืองคาร์บอนนูทรัลแล้ว “มัสดาร์ซิตี้” ยังตั้งเป้าว่า จะเป็นเมืองที่ไม่มีของเสีย หรือ “ซีโร่เวสต์” โดยในเรื่องของน้ำนั้น น้ำดื่มจะได้มาจากโรงงานแยกเกลือออกจากน้ำที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ น้ำเสียจะต้องผ่านโรงบำบัดน้ำเสีย น้ำที่ออกมาจากโรงบำบัดจะนำไปใช้ในการรดน้ำต้นไม้นอกเขตเมือง วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างจะเป็นวัสดุที่ผ่านการรีไซเคิล อาหารที่ชาวเมืองบริโภคเป็นอาหาร ออร์แกนิก หรือเป็นสินค้าที่ผ่านการซื้อขายมาอย่างยุติธรรรม ผู้คนที่ทำงานในเมืองนี้จะต้องได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรมเช่นกัน มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสมตามคำนิยามของมาตรฐานแรงงานนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีเชื้อชาติศาสนาใด

นายฌอง-ปอล ฌอนเรอโนด์ ผู้อำนวยการ “One Living Planet” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเวิลด์ไวลด์ไลฟ์ฟันด์ หรือ WWF มีความเห็นว่า “เอมิเรตส์เป็นประเทศเดียวที่ใช้เงินจากการขายน้ำมันไปในการลงทุนที่ก่อให้เกิดอนาคตที่ยั่งยืน”

ส่วนนายราล์ฟ ปีเตอร์สัน ผู้บริหารของบริษัท CH2M HILL ที่เป็นโปรเจ็กต์เมเนเจอร์ในการก่อสร้างเฟสแรกของ “มัสดาร์ซิตี้” กล่าวว่า “มัสดาร์ซิตี้” เป็นแรงบันดาลใจทั้งในแง่มุมของการจินตนาการ ความกล้าหาญและความเป็นผู้นำ ทั้งยังมีส่วนช่วยในการเร่งการพัฒนาและการใช้เทคโนโลยี ทั้งพลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ พลังงานพอเพียง วิธีจัดการกับก๊าซคาร์บอน วิธีการจัดการกับของเสีย และการใช้น้ำ ซึ่งก้าวย่างใหม่ของมัสดาร์ซิตี้นั้น จะทำให้เมืองต่างๆ ทั่วโลกหันมาทำตาม

กระแส “คาร์บอนนูทรัล” มาแรงมาก โดยเมื่อค.ศ. 2006 “เดอะ นิว อ๊อกซฟอร์ด อเมริกัน ดิกชันนารี” ยก “คาร์บอนนูทรัล” ให้เป็นคำแห่งปี โดยมีความหมายว่า “การแพร่ก๊าซเรือนกระจกเท่ากับศูนย์” มีหลายองค์การ หลายบริษัท ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องการพัฒนาตนเองให้เป็น “คาร์บอนนูทรัล” เช่น

รัฐบาลนอร์เวย์แถลงว่า จะตัดการแพร่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 15-17 ล้านตัน ภายใน ค.ศ.2020 และปี 2030 นอร์เวย์จะเป็นประเทศคาร์บอนนูทรัล ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้ 20 ปี นายเยนส์ สตอลเตนเบิร์ก นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไม่ว่าจะผ่านที่รัฐบาลของนอร์เวย์ นโยบายนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับจำนวนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่นอร์เวย์แพร่ออกมานั้นพบว่า ค.ศ.2006 มีจำนวน 54 ล้านตัน

“ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ เซนต์แอนดรูว์” มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของสกอตแลนด์ และเจ้าชายวิลเลียมทรงจบการศึกษาที่นี่ ประกาศว่า จะทำให้มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยคาร์บอนนูทรัลแห่งแรกของโลก ด้วยการนำพลังงานจากลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล มาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

การแข่งขันตกปลาคาร์บอนนูทรัล “เซลฟิช ทัวร์นาเมนต์” จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกที่ไมอามี่บีชมารีน่า รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา การแข่งขันนี้ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก 200 ตัน ทางกลุ่มจึงซื้อ “คาร์บอนเครดิต” ผ่านบริษัทแอ็กเซิร์ต เพื่อนำเงินไปให้กับโครงการอีสต์โคสต์มีเทน ที่สนับสนุนการเปลี่ยนก๊าซมีเทนจากปศุสัตว์มาเป็นพลังงานไฟฟ้า

คณะรัฐมนตรีของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนำโดยนายไมก์ แรนน์ ประกาศว่า จะเป็นคณะรัฐมนตรีแรกของประเทศที่เป็นคาร์บอนนูทรัล โดยจะใช้เงินปีละ 60,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ในการซื้อคาร์บอนเครดิตจำนวน 3,000 ตัน ที่รัฐมนตรี 15 คนของรัฐแพร่ออกมาในแต่ละปี

สำหรับคำว่า “คาร์บอนเครดิต” เป็นคำที่ใช้กันมากเช่นกัน โดยทางเว็บไซต์ www.thaienv.com อธิบายว่า “คาร์บอนเครดิต คือผลผลิตที่เกิดขึ้นภายใต้สนธิสัญญาเกียวโต ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของนานาประเทศที่ต้องการจะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์

ที่มาที่ไปของคาร์บอนเครดิต เกิดขึ้นจากพื้นฐานความเชื่อที่ว่า แต่ละประเทศมีศักยภาพในการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เท่ากัน และเพื่อให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะชาติพัฒนาแล้ว ให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาเกียวโตได้ จึงได้มีการจัดทำคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นเหมือนกับใบอนุญาตที่ให้สิทธิ์ในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณที่กำหนดไว้ โดยประเทศใดที่สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เกินที่กำหนด ก็จะได้รับคาร์บอนเครดิตเป็นรางวัล

ตรงกันข้าม ประเทศที่ไม่สามารถลดได้ตามเป้าที่กำหนด ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีอุตสาหกรรมหนักเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สนธิสัญญาเกียวโต ก็ได้กำหนดกลไกยืดหยุ่นที่จะช่วยให้ประเทศพัฒนาแล้ว หรือบริษัทยักษ์ใหญ่ให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้เช่นกัน โดยการเปิดให้มีการซื้อขายก๊าซเรือนกระจกกันได้ ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมูลค่ามหาศาล ในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ แต่สามารถซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศหรือบริษัทที่สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซได้มากกว่า”

สาระสุดยอดจาก ทวนกระแสเพื่อความสว่างทางสังคม ส.ศิวรักษ์

จิตสำนึกของชนชั้นปกครองก็ยังมองไปที่ความฉาบฉวยหรือรูปแบบโดยเข้าไม่ถึงธาตุแท้แห่งความเป็นมนุษย์
น.11

ในขณะที่สังคมปัจจุบัน เน้นให้เหนว่าความรุนแรงเป็นของดี

โฆษณาโทรทัศน์ทุกช่องมีจุดประสงค์ให้เราอยากได้…เอาผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยมาเกี่ยวข้องด้วย เพื่อให้เกิดราคะกับโลภะไปด้วยกัน

ระบบราชการของไทยเป็นระบบที่เอาคนออกไม่ได้ อย่างดีก็ย้ายเท่านั้น
น.99

เพราะโดยเนื้อหาสาระของความเป็นมนุษย์ต้องการเพียงใช้ของในท้องถิ่น แต่โทรทัศน์หลอกเราว่าเราต้องใช้แชมพูจากต่างประเทศ ว่าจากท้องถิ่นเป็นของไม่ดี
น.103

ระบบการศึกษาทั้งหมดสอนให้คนหลง ให้ลืมพ่อลืมแม่ ปู่ย่าตายาย ให้ไปหลงกรุงเทพฯ หลงเมืองฝรั่ง
น.100

ความจริงคำว่าไทยมีมาแต่สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิหวังตี่เมื่อ 4500 ปีมาแล้ว ลูกของมหาจักรพรรดิหวังตี่ ชื่อพระเจ้าเหาซึ่งมีมารดาเป็นคนไทย…..
น.131

คือผมถือว่าศาสนาพุทธเป็นแกนอุดมศึกษามาแต่อดีต
น.145

แม้กระทั่งเกษตรศาสตร์ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อจะผลิตคนให้เป็นชาวนาที่ฉลาด ภูมิใจกลับไปเป็นชาวนาชาวไร่ก็ไม่สำเร็จ…ไม่ได้มีความคิดที่จะไปรับใช้ชาวนา
น.148

เชียงใหม่อยู่ติดกับพม่า ไม่เรียนภาษาพม่า ติดต่อกับลาว ไม่เรียนภาษาลาว
น.149

มหาวิทยาลัยสอนเรื่องคุณงามความดีไม่ได้
น.151

ความยุติธรรมคืออะไร นิติศาสตร์ทั้งหมดเกือบจะไม่ถาม กฎหมายออกไปอย่างไรก็ว่าไปอย่างนั้น
น.152

พัฒนาประเทศก็เป็นคำซึ่งอเมริกันหลอกให้คนไทยเชื่อตาม
น.156

สังคมมักจะไม่สอนให้คนคิดแหวกกระแสและส่วนใหญ่ถูกมอมเมาโดยสื่อมวลชน
น.160

ถ้าเรารู้จักว่าเราอยู่เพื่อทีจะรับใช้ผู้อื่น ทัศนคติจะเปลี่ยนไปหมด ศาสนาพุทธดั้งเดิมเป็นอย่างนี้
น.163

ประกันภัยความรับผิดวิชาชีพ

ของ วิริยะประกันภัย ถือว่าก้าวหน้ากว่าพวกอื่นดีมาก
ประกันภัยความรับผิดต่อวิชาชีพ ( Professional Indemnity )

สแกนไฟล์ตรวจไวรัสฟรีด้วย virustotal.com

Filed under: Computer+Technology + Gadgets — jsoc @ 16:13

VirusTotal is a service that analyzes suspicious files and facilitates the quick detection of viruses, worms, trojans, and all kinds of malware detected by antivirus engines.

Specs:

Free, independent service
Use of multiple antivirus engines
Real-time automatic updates of virus signatures
Detailed results from each antivirus engine
Real time global statistics

VirusTotal is a service developed by Hispasec Sistemas, an independent IT Security laboratory, that uses several command line versions of antivirus engines, updated regularly with official signature files published by their respective developers.

This is a list of the companies that participate in VirusTotal with their antivirus engines.

AhnLab (V3)
Antiy Labs (Antiy-AVL)
Aladdin (eSafe)
ALWIL (Avast! Antivirus)
Authentium (Command Antivirus)
AVG Technologies (AVG)
Avira (AntiVir)
Cat Computer Services (Quick Heal)
ClamAV (ClamAV)
Comodo (Comodo)
CA Inc. (Vet)
Doctor Web, Ltd. (DrWeb)
Emsi Software GmbH (a-squared)
Eset Software (ESET NOD32)
Fortinet (Fortinet)
FRISK Software (F-Prot)
F-Secure (F-Secure)
G DATA Software (GData)
Hacksoft (The Hacker)
Hauri (ViRobot)
Ikarus Software (Ikarus)
INCA Internet (nProtect)
K7 Computing (K7AntiVirus)
Kaspersky Lab (AVP)
McAfee (VirusScan)
Microsoft (Malware Protection)
Norman (Norman Antivirus)
Panda Security (Panda Platinum)
PC Tools (PCTools)
Prevx (Prevx1)
Rising Antivirus (Rising)
Secure Computing (SecureWeb)
BitDefender GmbH (BitDefender)
Sophos (SAV)
Sunbelt Software (Antivirus)
Symantec (Norton Antivirus)
VirusBlokAda (VBA32)
Trend Micro (TrendMicro)
VirusBuster (VirusBuster)

Tools
PEiD (PEiD)
pefile (pefile)
TrID (Marco Pontello)
PDFiD (Didier Stevens)

นิตยสารด้าน SMEs ในร้านหนังสือ

ณ พ.ย.2552

ตั้งตัว
ทำมาหากิน
SMEs ชี้ช่องรวย 50.-
โอกาสธุรกิจใหม่แฟรนไชส์
เถ้าแก่ใหม่

2 บริษัทขายยาสมุนไพรดูน่าเชื่อถือ

จากหน้าโฆษณาในนสพ.ฐานเศรษฐกิจ

http://vejpong.co.th/

“บริษัท เวชพงศ์โอสถ (ฮกอันตึ๊ง) จำกัด”
คือ อีกหน้าหนึ่งของตำนานในวงการยาและสมุนไพรจีนโบราณ ในประเทศไทย
เริ่มต้นจากการเป็นร้านขายยาเล็กๆ ที่ชื่อ “ฮกอันตึ๊ง” บนถนนจักรวรรดิ ดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงแข็งแรงเรื่อยมา เพราะยึดหลักเรื่องคุณภาพในการเลือกสรรยาสมุนไพร ผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายโดยการบุกเบิกธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น บนความยั่งยืนมาอย่างยาวนาน

ยาเวชพงศ์เบอร์ 2 G.459/44 ขับปัสสาวะ
ยาเวชพงศ์เบอร์ 3 G.423/43 ช่วยระบาย ลดไข้
ยาเวชพงศ์เบอร์ 6 G.10/40 รักษาริดสีดวงทวาร ช่วยให้ระบาย แก้ท้องผูก
ยาเวชพงศ์เบอร์ 7 G.54/42 แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ประดง โรคผิวหนัง ผื่นคัน
ยาเวชพงศ์เบอร์ 9 G.63/42 ฟอกโลหิต ช่วยให้ประจำเดือนมาปกติ
ยาเวชพงศ์เบอร์ 11 G.51/43 บำรุงร่างกาย
ยาเวชพงศ์เบอร์ 14 G.8/35 แก้กษัย แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
ยาเวชพงศ์เบอร์ 16 G.139/34 แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น ปวดท้อง
ยาเวชพงศ์เบอร์ 17 G.33/36 แก้กษัย จุกเสียด เป็นยาระบายอ่อนๆ
ยาเวชพงศ์เบอร์ 18 G.46/38 แก้กษัย ขับลม จุกเสียด ท้องผูก
ยาเวชพงศ์เบอร์ 19 G.34/36 แก้ลม จุกเสียดแน่น เจริญอาหาร
ยาเวชพงศ์เบอร์ 20 G.32/36 บำรุงร่างกาย เจริญอาหาร บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
ยาเวชพงศ์เบอร์ 21 G.35/42 ช่วยขับปัสสาวะ
ยาเวชพงศ์เบอร์ 22 G.13/36 แก้ปวดท้อง จุกเสียดแน่น ทำให้นอนหลับ เจริญอาหาร แก้ธาตุไม่ปกติ
ยาเวชพงศ์เบอร์ 23 G.27/45 ขับลม แก้จุกเสียดแน่นท้อง
ยาเวชพงศ์เบอร์ 24 G.203/39 แก้ประจำเดือนไม่ปกติ เป็นยาระบายและช่วยฟอกโลหิต
ยาเวชพงศ์เบอร์ 25 G.204/39 บำรุงร่างกาย เจริญอาหาร
ยาเวชพงศ์เบอร์ 26 G.68/39 แก้คลื่นไส้อาเจียน ขับลมในลำไส้ บำรุงธาตุ
ยาเวชพงศ์เบอร์ 33 G.406/43 ขับปัสสาวะ แก้ลมจุกเสียด บำรุงธาตุ
ยาเวชพงศ์เบอร์ 34 G.263/44 แก้ประดง แก้น้ำเหลืองเสีย
ยาสตรีเวชพงศ์เบอร์ 35 G.318/43 ขับลม บำรุงโลหิต
ยาเวชพงศ์เบอร์ 36 G.328/44 บำรุงโลหิต ขับลม ช่วยเจริญอาหาร
ยาเวชพงศ์เบอร์ 37 G.262/44 แก้กษัย แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
ยาเวชพงศ์เบอร์ 38 G.488/44 แก้กษัย บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
ยาเวชพงศ์เบอร์ 39 G.272/44 แก้ปวดท้อง ขับลม
ยาเวชพงศ์เบอร์ 44 G.616/44 ขับลม บำรุงธาตุ ขับเสมหะ
ยาบรรเทาริดสีดวงจมูกเวชพงศ์ G.253/44 บรรเทาอาการโรคริดสีดวงจมูก
ยาเหงือกปลาหมอตรานายพล G.60/31 แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ลมจุกเสียด บำรุงร่างกาย
ยาเม็ดฟ้าทลายโจร G.132/34
G.127/32 แก้ร้อนใน (มี 2 ชนิด คือ เม็ดดำ และเม็ดเขียว)
ยาหอมปิดทองเวชพงศ์ G.31/38 วิงเวียนศีรษะ เป็นลม
ยาบำรุงโลหิตตรานายพล G.36/42 บำรุงโลหิต
ยาถ่ายตรานายพล G.302/41 แก้ท้องผูก
ยาผู้เฒ่าตราสิงห์โต G.116/30 บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ เจริญอาหาร บำบัดโรคกษัยโรงท้องผูก จุกเสียด ช่วยให้นอนหลับ เป็นยาระบายในตัว
ยาเม็ดบอระเพ็ด G.416/42 แก้ไข้ แก้ร้อนใน เจริญอาหาร
ยาเม็ดลูกกลอนบอระเพ็ด G.307/42 แก้ไข้ แก้ร้อนใน เจริญอาหาร
ยาเม็ดอมสมุนไพรเวชพงศ์ G.36/33 แก้ไอ ชุ่มคอ
ยาเม็ดอมสมุนไพรเวชพงศ์ (รสบ๊วย) G.488/45 แก้ไอ ชุ่มคอ
ยาเม็ดอมสมุนไพรเวชพงศ์ (รสส้ม) G.55/45 แก้ไอ ชุ่มคอ
ยาเม็ดอมแก้ไอตรานายพล G.35/43 แก้ไข้ ขับเสมหะ ชุ่มคอ
ยาประสะมะแว้ง G.260/42 แก้ไอ แก้เสมหะ
ยาตราสิงห์โตเบอร์ 11 G.33/33 ขับลม บำรุงร่างกาย
ยาฮกอันเกี่ยงโป่วอี้ G.245/42 บำรุงร่างกาย แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
—————————-
ยาขมิ้นชัน(แคปซูล) G.308/42 ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
ยาฟ้าทลายโจรตรานายพล
ชนิดแคปซูล G.152/39 แก้ร้อนใน
ยามะขามแขก(แคปซูล) G.47/43 แก้ท้องผูก เป็นยาระบาย
ยาแคปซูลบอระเพ็ด G.309/42 แก้ไข้ แก้ร้อนใน เจริญอาหาร
ยาแคปซูลพริกไทย G.45/43 บำรุงธาตุ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
ยาแคปซูลเพชรสังฆาต G.301/42 บรรเทาริดสีดวงทวารหนัก
ยาถ่ายเวชพงศ์ชนิดแคปซูล G.1/45 ช่วยให้ระบาย
ยาสตรีตรานายพล G.258/42 บำรุงโลหิต สตรีประจำเดือนไม่ปกติ
ยาเห็ดหลินจือตรานายพลชนิดแคปซูล G.174/39 บำรุงร่างกาย
ยากู้ฟะ G.291/42 บำรุงร่างกาย แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
ยาซึงเทียะเอียะตรานายพล G.492/45 บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
ยากวงจักอี้ G.274/48 บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

02-222-1157-9
************************

http://poompuksa15.com/

บริษัท เจ.เอส. อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) จำกัด
เลขที่ 81/28 หมู่ 5 หมู่บ้านปริญลักษณ์ ซอย 2
ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม
กรุงเทพ 10240

J.S. International (Thailand) Co., Ltd.
81/28 Moo 5 Parinlak Village Soi 2
Nawamin Rd., Klongkum, Bungkum
Bangkok 10240

Tel: 0-23790473-5
Fax: 0-23790131

E-mail: sale@js-thailand.com
Web site: http://www.js-thailand.com

Herbal Hair Tonic Hair Root & Hair Skin Treatment

ปกติราคา : บาท ฿199.00
พิเศษ : บาท ฿159.00

สมุนไพรบำรุงรากผมและหนังศีรษะ (100 กรัม)
อุดมด้วยสารสกัดจากสมุนไพรจีนถึง 7 ชนิด

Mangosteen Herbal Glycerine Soap

ปกติราคา : บาท ฿89.00
พิเศษ : บาท ฿59.00

สบู่ใสมังคุด (80 กรัม)
สบู่สมุนไพรมังคุด เป็นสบู่สูตรธรรมชาติ อุดมด้วยสารสกัดจากเปลือกมังคุด ช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้ผิวไม่หมองคล้ำ ผิวเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

Intersive NANO Vitamin Revitalizing Serum

ปกติราคา : บาท ฿1899.00
พิเศษ : บาท ฿1199.00

เซรั่ม นาโน วิตามิน บำรุงผิวหน้าสูตรเข้มข้น
ใช้แล้วผิวกระจ่างใส ภายใน 3 สัปดาห์

Pueraria Mirifica Breast Cream

ปกติราคา : บาท ฿599.00
พิเศษ : บาท ฿399.00

ครีมนวดบำรุงทรวงอก (50 กรัม)
เห็นผลกระชับ ภายใน 2 สัปดาห์ อกสวยด้วยกวาวเครือขาว สารสกัดจากกวาวเครือขาว ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ของภูมิพฤกษา ๑๕ เป็นสารสกัดที่ผ่านการวิจัยและสกัดจากนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย โดย ดร. วิชัย เวิดชาวศาสตร์

Bergamot Hair Treament

ปกติราคา : บาท ฿139.00
พิเศษ : บาท ฿99.00

ครีมหมักผมมะกรูด (300 กรัม)
ป้องกันการหลุดร่วงของเซลล์หนังศีรษะ อันเป็นสาเหตุของการเกิดรังแคและผมร่วง

Boby Lifting Cream

ปกติราคา : บาท ฿299.00
พิเศษ : บาท ฿239.00

ครีมผิวเด้ง (80กรัม)
ครีมบำรุงผิวสูตรยกกระชับผิวแต่งตึงลดรอยเหี่ยวย่นให้ผิวคุณมีน้ำมีนวล และลดความแห้งกร้าน

Pueraria Mirifica Breast Cream

ปกติราคา : บาท ฿599.00
พิเศษ : บาท ฿399.00

ครีมนวดบำรุงทรวงอก (50 กรัม)
เห็นผลกระชับ ภายใน 2 สัปดาห์ อกสวยด้วยกวาวเครือขาว สารสกัดจากกวาวเครือขาว ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ของภูมิพฤกษา ๑๕ เป็นสารสกัดที่ผ่านการวิจัยและสกัดจากนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย โดย ดร. วิชัย เวิดชาวศาสตร์

ซึ่งมีการทดลองวิจัยมาเป็นระยะเวลานานในเรื่องของประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการใช้งาน กวาวเครือ เป็นพืชสมุนไพรไทยที่เป็นที่รู้จัก กันมานาน โดยโบราณใช้บริโภคเพื่อช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่อง เต่งตึงและดูอ่อนเยาว์ โดยสารสกัด กวาวเครือ จากแหล่งนี้ จะสกัดมาจากหัวกวาวเครือขาว โดยผ่านกรรมวิธีการสกัดที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าปลอดภัย และไม่ทำให้เกิดกาแพ้ เมื่อใช้สารสกัด กวาวเครือในครีมบำรุงทรวงอก จะทำงานโดยช่วยเพิ่มความกระชับให้แก่ทรวงอก โดยเพิ่มปริมาณน้าในเซลล์ผิว (Enhancement of cellularwater retention) และทำให้ไขมันในผิวขยายใหญ่ขึ้น ( Fatty tissus proliferation) นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเอนไซม์อีลาสเทส ซึ่งจะลดความยืดหยุ่นกระชับของเซลล์ผิว ทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวเต่งตึงปราศจากริ้วรอย

จากการวิจัย พบว่า กวาวเครือ มีส่วนประกอบสำคัญ ที่เป็นสาร ไอโซฟลาโวนอยด์ (Isoflavonoids) ได้แก่ Genistein และ Daidzin ถึง 100 มก./มล. ซึ่งสารสกัดดังกล่าวนี้ จะช่วยตอบสนองการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงให้ทำงานได้ดี มีผลทำให้เซลล์ผิวเต่งตึง กระชับ โดยเฉพาะบริเวณหน้าอก ที่จะทำให้เซลลืเต่งตึงขึ้น เนื่องจากเซลล์ผิวจะมีความชุ่มชื่น ทำให้ทรวงอกกระชับ เต่งตึงจนสัมผัสได้

สารสกัดจากกวาวเครือขาว จากแหล่งนี้ ได้ผ่านการทดลองใน ต่างประเทศ (Clinical Test) กับผู้หญิง 140 คน โดยทาครีมที่มีส่วนผสมของสารกวาวเครือ ของ ดร. วิชัย เช้าและเย็นเป็นเวลา 2 เดือน แล้วทำการทดสอบพบว่าขนาดของทรวงอกใหญ่ขึ้นจริง โดยปราศจากผลกระทบใดๆ ต่อสุขภาพของผู้ใช้ (การขยายของทรวงอกช้าเร็ว ขึ้นอยู่กับ สภาพผิวและการนวดของแต่ละบุคคล)

วิธีใช้ : ใช้ทานวดทรวงอก ตามหลักการนวดหน้าอก วันละ 2 เวลา เช้าและก่อนนอน นวดเบา ๆ ประมาณ 5-7 นาที จนเนื้อครีมซึมเข้าสู่ผิว โดยไม่ต้องล้างออก

เฮดโฟนอย่างดี Sennheiser

Filed under: Computer+Technology + Gadgets — jsoc @ 15:52

http://www.sennheiserthai.com/article/aboutus.php

ในปี 1945 ที่ประเทศเยอรมัน Sennheiser ถูกก่อตั้งโดย Professor Dr. Fritz Sennheiser วิศวกรที่ผันตัวเองมาเป็นผู้บริหารธุรกิจเทคโนโลยีระบบเสียง ในนามของ Sennheiser electronic Corporationซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นธุรกิจครอบครัว แต่ไม่นานก็ได้กลายเป็นธุรกิจที่มีระบบการวิจัยและพัฒนา รวมถึงเครือข่ายของการผลิตและการตลาดท่กระจายออกไปทั่วโลก

ในฐานะผู้นำของธุรกิจหูฟัง และไมโครโฟนระดับโลก Sennheiser ได้พัฒนาเทคโนโลยีระบบเสียงอย่างไม่หยุดยั้ง ณ ศุนย์การวิจัยที่เมือง Hannover ประเทศเยอรมัน ส่งผลให้ Sennheiser ยังเป็นผู้นำในเทคโนโลยีด้านคลื่นสัญญาณวิทยุสำหรับหูฟัง และไมโครโฟน, รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ในหมวดหูฟังระดับไฮ-ไฟ, หูฟังสำหรับธุรกิจการบิน, call center และระบบกระจายเสียงทั่วโลก. .
————————–

Distribution Network

Sennheiser ได้รับการยอมรับ และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานด้านเสียงเพลง และตอบสนองความบันเทิงของลูกค้ามาแล้วทั่วโลก และในเอเซียก็เช่นเดียวกัน

สาขาทั่วโลก
East Asia
Korea
China
Hong Kong
Taiwan
Japan

South East Asia
Singapore
Philippines
Thailand
Indonesia
Vietnam
Brunei
Cambodia

South Asia
India
Sri Lanka
Bangladesh
Pakistan
Nepal
Mauritius
Maldives

———————
Awards

ชื่อเสียงของ Sennheiser ได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในด้านธุรกิจด้านระบบเสียง ไม่ว่าจะเป็นระบบเสียงภายในสตูดิโอ งานคอนเสิร์ต ห้องกระจายเสียง หรือแม้แต่ระบบ Entertainment ภายในที่พักอาศัย ด้วยรางวัลระดับโลก ที่คู่ควรกับ Sennheiser อาทิ

รางวัล Emmy ®
ในปี 1996 สถาบัน The American Academy of Television Arts and Sciences มอบรางวัล Emmy® ในฐานะผู้คิดค้น และผู้นำเทคโนโลยีหฟัง และไมโครโฟนไร้สาย ซึ่งใช้คบื่นสัญญาณวิทยุ

รางวัล Golden Ear Awards
รางวัล Golden Ear Awards สำหรับหูฟังในรุ่น HD465, HD515, HD555, HD595 และ HD650

รางวัล Technical Oscar
ในปี 1987 Sennheiser ได้รับรางวัล Technical Oscar สาขาวิจัย และพัฒนายอดเยี่ยมจากสถาบัน Motion Picture Arts and Sciences. ในผลิตภัณฑ์หมวดหูฟัง และไมโครโฟน

รางวัล IF Design Award 2005
Sennheiser รุ่น RS 130 and HD 201 ชนะรางวัล IF Design Award 2005 ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองถึงความคุ้มค่าทั้งในด้านรูปลักษณ์และประสิทธิภาพ

รางวัล Red Dot Design Award
อีกรางวัลแห่งความภาคภูมิใจซึ่งแสดงถึงความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์จาก Sennheiser

รางวัล CNET Asia Editors’ Choice Award 2005
เครื่องหมายรับประกันความคุ้มค่า ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพ การออกแบบ คุณภาพ และความคุ้มค่าสำหรับผู้ใช้ ซึ่ง Sennheiser ได้รับรางวัลนี้จากนักวิจารณ์ระดับมืออาชีพ และคณะกรรมการจาก CNET Asia Editor’s ซึ่งในครั้งนี้ หูฟังรุ่น PXC 250 และ PXC300 ได้รับรางวัลชนะเลิศจากคณะกรรมการชุดดังกล่าว
————————

Artiste Relations

Sennheiser ได้รับเลือกให้เป็นผู้ดูแล และจัดการด้านระบบเสียง สำหรับศิลปินระดับโลกอย่าง Whitney Houston, Kylie Minogue, Norah Jones, Avril Lavigne, Jamiroquai, Sting, The White Stripes เป็นต้น

ในธุรกิจภาพยนตร์และการแสดง, Sennheiser ได้เข้ามามีบทบาทในการรับผิดชอบในฐานะผู้เชี่ยวชาญในเทคโนโลยีระบบเสียงให้กับผลงานระดับโลกมากมาย อาทิ Phantom of the Opera, Cats, Miss Saigon และในเอเซีย Sennheiser Asia ได้สนับสนุนศิลปิน และกิจกรรมด้านดนตรีต่างๆมากมาย อาทิ The Morning People (Toy Factory), Prism (Toy Factory), Rethinking Beethoven’s 9 Symphonies (The Philharmonic Chamber Orchestra), Foxy Foxy (NTU), Acapella Festival (Streats and CHIJMES), Comic Potential (Fiction Farm), Mere Models (NUS), Singapore Music Festival (Music & Movement), U-Blues Festival (CHIJMES)

ซึ่งทั้งหมด ล้วนเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านระบบเสียงได้เป็นอย่างดีเพราะเราคือ Sennheiser เส้นเสียงอันสุนทรีย์ของคน

———————-

นโยบายการรับประกันสินค้า
บริษัท อีพีเอส ไอทีพลัส จำกัด ได้จัดตั้งทีมงานเพื่อดำเนินการซ่อมแซมและจัดเปลี่ยนสินค้าของบริษัทฯ ตามเงื่อนไขดังนี้
สินค้า Sennheiser : หูฟังคุณภาพเยี่ยมจากเยอรมัน

สถานที่รับเคลมสินค้า มี 2 ศูนย์บริการ ได้แก่
– บริษัท อีพีเอส ไอที พลัส จำกัด
– ศูนย์บริการรับเคลมสินค้า พันธุ์ทิพย์ ชั้น G โทร. 0-2652-651-4 หรือ 0-2250-1555-9 ต่อ 1251

นโยบายการเคลมสินค้า กรณีตรวจพบสินค้าเสียจากการใช้งานปกติ บริษัทฯ มีรูปแบบให้บริการ ดังนี้
เปลี่ยนด้วยสินค้ารุ่นเดียวกัน ที่มีอยู่ในสต๊อก
กรณีตัวแทนจำหน่ายสามารถรับเป็นเอกสารลดหนี้แทนได้
เปลี่ยนทดแทนด้วยสินค้ารุ่นอื่นที่ใกล้เคียงกัน โดยบริษัทฯ จะแจ้งให้ลูกค้าทราบ ก่อนเปลี่ยนสินค้า
กรณีต้องการรอสินค้า บริษัทจะแจ้งกำหนดสินค้าเข้า โดยประมาณให้ลูกค้าทราบ
เสนอการ Upgrade สินค้า ที่มีเทคโนโลยี หรือราคาสินค้าที่ใกล้เคียง ตามความ พอใจของลูกค้าและเหมาะสมทั้งสองฝ่าย

สินค้า Sennheiser ที่สามารถส่งมารับประกันสินค้าที่บริษัทฯได้ จะต้องมีเงื่อนไขดังนี้
1. รับประกันสินค้าทุกรุ่นเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยพิจารณาจากสติ๊กเกอร์หรือใบเสร็จรับเงิน
2. บริษัทไม่มีนโยบายการรับประกันแบบจ่ายคืนเป็นเงินสด
3. การรับประกันนี้ภายใต้เงื่อนไขการใช้งานปกติ ไม่รวมสินค้าเกิดชำรุดเสียหายอันเกิดจาก อุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ การใช้งานผิดวิธี หรือการซื้อผิดประเภท
4. การเคลมสินค้าเฉพาะกรณีลูกค้ามีสติ๊กเกอร์การรับประกันของบริษัทฯ ไม่เสียหายและติดอยู่ชัดเจน
5. การรับประกันสิ้นสุดลงทันที ตามกรณีข้อ 3, ข้อ 4, นำไปซ่อม, เปลี่ยนแปลง หรือ ดัดแปลงสินค้า
6. บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณา ตรวจสอบและรับเคลม เฉพาะสินค้าที่อยู่ในเงื่อนไขการรับประกันโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ยกเว้น ค่าขนส่งในการเคลม การอัพเกรด และไม่รับประกันการเสี่ยงภัยระหว่างดำเนินการหรือสูญหายระหว่างขนส่ง
7. สินค้าภายใต้เงื่อนไขการรับประกันและมีอยู่ในสต๊อก บริษัทจะทำการเปลี่ยนใหม่ให้ตามลำดับก่อน หลัง ภายใน 5-7 วันทำการ หลังจากวันได้รับสินค้า
8. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิการอัพเกรด เฉพาะกรณีสินค้าไม่มีอยู่ในสต๊อกหรือยกเลิกการผลิตไปแล้ว โดยอัพเกรดให้ได้สินค้าที่มีประสิทธิภาพดีกว่าหรือใกล้เคียง โดยคิดราคาสินค้าที่ต้องการ หักมูลค่าคงเหลือสินค้าเดิมตามราคา ณ ปัจจุบัน จากการคำนวณค่าเสื่อมราคาแล้ว
9. สินค้าไม่มีรับการประกันจากบริษัทฯ สามารถเคลมได้เฉพาะรุ่นที่บริษัทนำเข้า โดยคิดค่า Service Charge 30% ตามราคาสินค้า ณ ปัจจุบันของบริษัทฯ
10. กรณีตัวแทนจำหน่ายส่งเคลมและไม่สามารถอัพเกรดได้ บริษัทจะออกใบลดหนี้ให้ตามราคา ณ ปัจจุบันของสินค้านั้น สำหรับการสั่งซื้อสินค้าในครั้งต่อไป โดยไม่สามารถนำไปแลกหรือขอคืนเป็นเงิน

คำคมเรื่องคนไทย

คนไทยยังไม่ถูกสอนให้มองในลักษณะอินเตอร์เนชั่นแนล

จาก MBA ต.ค.2552 หน้า 79

สแกนเนอร์ของ Fujitsu ที่เราสนใจ

Filed under: Computer+Technology + Gadgets — jsoc @ 15:46

Fujitsu Scan Snap S510M

มือถือที่แบตอยู่ได้นาน จากนิตยสาร ฉลาดซื้อ

Filed under: Computer+Technology + Gadgets — jsoc @ 15:44

Nokia N78,N85,E66,E71

Sony Ericson W980i,W902,Xperia X1

Samsung i8510 innov8,SGH-i 900 Omnia

งานพิมพ์ครบวงจร บางกอกปริ๊นท์

www.bangkokprint.com

หนังสือ/วารสาร/ซีดี/ดีวีดี

อิ๊งค์เจ๊ท 99.- /ตร.ม.

สติ๊กเกอร์

ใบปลิว 4 สี 2 ด้าน
5000 ใบๆละ 0.99
10000 ใบๆละ 0.70
50000 ใบๆละ 0.37

02-214-6263

รับผลิดเสื้อโปโล ผ้ากันเปื้อน กระเป๋าผ้า หมอน เสื้อยืดคอกลม งานผ้าทุกชนิด

089-440-5512 คุณน้ำทิพย์
02-417-7645 งานด่วน
www.mongkutstar.com

เฟอร์นิเจอร์หวาย-ผักตบชวา

02-921-2882
แฟกซ์ 02-921-2881
klungtanabhat.com

ส่วนต่างๆของนสพ.ฐานเศรษฐกิจ

ราคา 25.-

มี
1.Market Place ตลาดซื้อขาย มีประกาศขายที่ดิน โรงงาน คฤหาสน์เยอะมาก น่าดูน่าสนใจกว่านสพ.อื่นที่เคยดูมา
2.Marketing การตลาด
3.CSR & HR แค่การประชาสัมพันธ์องค์กรเฉยๆ สู้ของประชาชาติธุรกิจไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
4.Tourism ท่องเที่ยวและบริการ
5.Real estate

สถาบันการบริหารและจิตวิทยา TrainingMPI.com

Filed under: Management knowledge — jsoc @ 15:25

http://trainingmpi.com/th/course/course2.php?course=1

The Boss
นับตั้งแต่ปี 2530 จุดเริ่มต้นกำเนิดหลักสูตร THE BOSS รุ่นแรก จวบจนถึงปัจจุบันก้าวเข้าสู่ปีที่ 22 สถาบันการบริหารและจิตวิทยา ได้มุ่งมั่นผลิตนักบริหารมืออาชีพชั้นแนวหน้าของเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่องถึง 67 รุ่น ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 6,500 คน THE BOSS จึงไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ แต่จะก้าวต่อไป เพื่อรวบรวมและผลิตผู้บริหาร มืออาชีพของประเทศ ดังปณิธาน “ยกระดับนักบริหารไทย ให้ก้าวไกลสู่ความเป็นเลิศ” หลักสูตรนี้จึงเหมาะสำหรับ ท่านเจ้าของกิจการและผู้บริหารระดับสูง หรือผู้ที่ต้องการเป็นนายที่สมบูรณ์แบบที่เก่งในการมองการณ์ไกล เก่งด้านการบริหาร และเก่งทางจิตวิทยาอีก

จากนั้นได้มีการก่อตั้ง สมาคม The Boss และมูลนิธิ The Boss ขึ้นด้วยเพื่อเป็นศูนย์กลางให้แก่สมาชิกทุกท่านในการที่จะเผยแพร่ความรู้ตลอดจนส่งเสริมการร่วมมือกันทางด้านธุรกิจ และการลงทุนรวมถึงเพื่อช่วยเหลือสังคมโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมและจริยธรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ
- ท่านเจ้าของกิจการ
- ผู้บริหารระดับสูงหรือ ผู้ที่ต้องการเป็นนายที่สมบูรณ์แบบที่เก่งในการมองการณ์ไกลเก่งด้านบริหารและเก่งทางจิตวิทยา

ท่านล่ะ! เตรียมพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าแล้วหรือยัง การเตรียมพร้อมเสมอและ มองไปข้างหน้าอันเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นของ “ผู้บินสูง”

หลักสูตร The Boss รุ่นที่ 69
เริ่มสัมมนาวันที่ 27 มี.ค. 2553
• ดาวน์โหลดรายละเอียดหลักสูตร
• ตารางการสัมมนา
———————————-

Creative Thinking
ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจปัจจุบันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของผู้บริหารหรือบุคลากรในองค์กร รูปแบบการคิดของแต่ละคนมีผลต่อการรับรู้และปฏิบัติงานของบุคคลนั้น ซึ่งสามารถนำไปสู่ผลงานขององค์กรในภาพรวม รูปแบบการคิดจะช่วยให้เกิดการประยุกต์ความสามารถทางสติ ปัญญาและความรู้ของคนๆหนึ่ง กระบวนการพัฒนาความคิดนั้นเป็นการนำข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ที่มีอยู่มาจัดวางอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จะเห็นได้ว่ารูปแบบการคิดบางรูปแบบช่วยส่งเสริมให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่องค์กร ในขณะที่บางรูปแบบขัดขวางการพัฒนาหรือนำไปสู่ความสำเร็จ ระบบการคิดที่มีความสำคัญก็คือ การคิดในเชิงสร้างสรรค์ ในการทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ กระบวนการผลิตใหม่ หรือบริการใหม่ จะช่วยให้เกิดการลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นกับองค์กร นั่นแหละ คือ การพัฒนาแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ (Creative Thinking)

วัตถุประสงค์

เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจความหมายและความสำคัญในความคิดสร้างสรรค์ – สามารถการนำเทคนิคการคิดแบบสร้างสรรค์มาใช้ประยุกต์ประกอบการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร – สามารถนำตัวอย่างของ Framework ไปใช้ในการส่งเสริมการคิดแบบสร้างสรรค์อย่างมีระบบเพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ร่วมกัน

———————–

ครบเครื่องเรื่องเจรจาต่อรองสำหรับผู้บริหาร
ชีวิตของทุกคนในปัจจุบันต้องเกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องธุรกิจ หรือการเจรจาต่อรองกับสหภาพแรงงาน การต่อรองทำให้ชีวิตตื่นเต้นขึ้นและก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ที่รู้จักใช้การเจรจาต่อรองเป็นเครื่องมือ นักบริหารทุกระดับจำเป็นต้องรู้จักใช้การเจรจาต่อรองในการทำงานทั้งในการต่อรองกับผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา หน่วยงานอื่น และลูกค้า ผู้ที่ไม่รู้จักการเจรจาต่อรองจะเป็นผู้แพ้ตลอดกาล

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ
- ผู้บริหารระดับสูง หรือ เจ้าของกิจการ
- ผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ เช่น ฝ่ายบุคคล ฝ่ายบัญชีและการเงิน ฝ่ายขายและการตลาด ฯ
- ผู้ที่สนใจและเกี่ยวข้องในการเรื่องการเจรจาต่อรองจะเป็นประโยชน์มาก

วิทยากรโดย ผศ.วิชัย โถสุวรรณจินดา

————————–

Enneagram for Leader
เอ็นเนียแกรมหรือนพลักษณ์ เป็นทฤษฎีและระบบความคิดหนึ่งที่มีพลังและความลึกซึ้งอย่างยิ่งในการอธิบายบุคลิกภาพมนุษย์ โดยแบ่งออกเป็นลักษณะหลักๆ 9 แบบ จุดเด่นของเอ็นเนียแกรมที่แตกต่างจากทฤษฎีบุคลิกภาพอื่นๆ คือเอ็นเนียแกรมไม่ได้จำแนกบุคลิกภาพตามแบบแผนพฤติกรรมภายนอกดังที่ทฤษฎีบุคลิกภาพกระแสหลักส่วนใหญ่ใช้กันอยู่ แต่เจาะลึกลงไปถึงแรงผลักดันภายใน และความใส่ใจพื้นฐานที่เป็นตัวกำหนดวิธีการมองโลก (Mental model) และกำหนดแบบแผนพฤติกรรมของแต่ละคน เอ็นเนียแกรมจึงเป็นทฤษฎีที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้งมากกว่าทฤษฎีบุคลิกภาพส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่ ช่วยให้เราสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้เต็มที่ สามารถตระหนักถึงและเอาชนะข้อจำกัดของตนเองได้ รวมทั้งเข้าใจและยอมรับความแตกต่างของผู้อื่นได้ดีขึ้น

ในปัจจุบันเอ็นเนียแกรมเป็นศาสตร์ที่ได้รับความสนใจ และ มีผู้นำไปใช้อย่างกว้างขวางในหลายประเทศ เช่นในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอแลนด์ ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทย มีองค์กรชั้นนำของโลกที่ใช้เอ็นเนียแกรมเป็นเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาพนักงานในองค์กรของตนมากมาย อาทิเช่น บริษัทไอบีเอ็ม ซีไอเอ บริษัทโบอิ้ง เป็นต้น หลักสูตรบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดก็มีการเปิดสอนเอ็นเนียแกรมเป็นส่วนหนึ่งในวิชาเรียน เพราะหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เหล่านี้มองเห็นว่าการเข้าใจตนเอง และเข้าใจผู้อื่น เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาคน ทำให้เกิดการเข้าใจและยอมรับกันในองค์กร และส่งเสริมการทำงานเป็นทีมให้ดีขึ้น

ในการอบรมนี้ผู้เข้ารับการอบรมจะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจทฤษฎีเอ็นเนียแกรม พร้อมกับทำการสำรวจและทำความเข้าใจตนเอง รวมทั้งได้เรียนรู้ลักษณะของคนแบบต่างๆทั้ง 9 แบบในเอ็นเนียแกรมจากตัวอย่างจริงที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เข้ารับการอบรม ซึ่งจะช่วยให้สามารถเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่นได้อย่างชัดเจน มากกว่าการอ่านหนังสือหรือศึกษาด้วยตนเอง

วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ
• ผศ.นพ.ธนา นิลชัยโกวิทย์

ด้านมืดของระบบอนุญาโตตุลาการ

จาก ประชาชาติธุรกิจ 19-21 ต.ค.2552 น.34

คณาธิปไตยทางเศรษฐกิจการเมือง
โดย กมล กมลตระกูล เราชอบมาก เขียนตรงๆดี
kamolt@yahoo.com

ระบบอนุญาโตตุลาการก็คือ สิทธิสภาพนอกอาณาเขตยุคใหม่นั่นเอง

Brand ของ notebook ต่างประเทศในไทย

Filed under: Computer+Technology + Gadgets — jsoc @ 15:11

AXIOO ของ สิงคโปร์

Gateway เป็นของ Acer

เครื่องหยอดเหรียญไม่อัพเดทตัวเองเอาซะเลย

ทำไมถึงใช้เหรียญบาทแบบใหม่หยอดไม่ได้ล่ะ แย่มาก ผู้ผลิตเครื่องไม่รู้จักมาดูแลปรับปรุง อัพเดทเครื่องให้รับเครื่อง โคตรน่าหงุดหงิดชะมัด

แต่เครื่องแลกเหรียญและแบงค์ให้กลายเป็นชิปวงกลมแล้วเอาไปหยอดเครื่องคอม+เครื่องเพลย์ 2 – เกมวินนิ่งของที่แฮปปี้แลนด์เข้าท่าดี ไม่ต้องกลัวโดนปล้นเพราะเปลี่ยนเงินจริงไว้ในเครื่องเรียบร้อยแล้ว ต้องเอามาใช้จริงกับร้านเน็ตของเราในอนาคต

ทำไมต้อง summon สัตว์ประหลาดแบบฝรั่งด้วย

Filed under: Writing ideas — jsoc @ 14:35

ทำแบบนั้นทำไม ทำไมไม่คิดเอง ของไทยเราก็มีเยอะแยะแต่ไม่สนใจที่จะค้นคว้าศึกษาและเอามาประยุกต์ ทำไมไม่ซัมมอนอินทรชิต สหัสเดชะ จะเลียบแบบฝรั่งกันไปถึงเมื่อไหร่

แล้วทำไมจะต้องยึดตามแบบฝรั่งมันด้วยที่ว่าให้มังกรเป็นสัตว์สูงสุดน่ะ เปลี่ยนบ้างนะ ห่วย

จักรวรรดิฉิน…พลิกแผ่นดินมังกร ทาง ThaiPBS

http://china.seingsao.com/topic/004.php

มาแล้วกับหนังจีนชุด ฟอร์มยักษ์เรื่องล่าสุด ที่นำเสนอชีวะประวัติของจักรพรรดิ์จิ๋นซีที่ยิ่งใหญ่ของจีน เนื้อเรื่องดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่อง Sun Hao Hui’s โดยเนื้อเรื่องเด่นๆ แบ่งออกเป็น 6 ตอน รวม 240 ตอน (40ฉากต่อ1 ตอน) เรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายทำนานมาก นานถึง 6 ปีทีเดียว คาดว่าน่าจะเป็นผลงานสร้างของทางประเทศจีน (ยังไม่ทราบว่าเป็นของช่องไหนสร้างครับ) เรื่องนี้มีนักแสดง ที่รู้จักในไทย คือ หยวนหยวน (ที่รับบท จิวจี้เยี้ยะ ในดาบมังกรหยก 2003) ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ล้วนเป็นนักแสดงแถวหน้าของประเทศจีนทั้งสิ้น อย่าลืมติดตามชมได้ทาง ThaiPBS ทุกวันเสาร์ เวลา 15.05 – 15.55 น.
(เวลาออกอากาศน้อยไปหน่อยนะครับ) ยังไงก็รอชมกันได้นะครับ
ดู MV เปิดเรื่อง ได้ที่นี่

http://www.tudou.com/programs/view/sdejtce9jwI/

รุมตำหนิTVโบลิเวียแพร่ภาพดญ.ถูกผู้ชาย4คนรุมโทรม

Filed under: General knowledges — jsoc @ 13:53

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=417261&lang=T&cat=

19 พย. 2552 05:46 น.

สถานีโทรทัศน์”เรด อูโน่” ของโบลิเวีย แพร่ภาพการข่มขืนที่ทางสถานีระบุว่าเป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ( genuine) ในระหว่างรายการภาคเช้าที่มีชื่อว่า ” เอล มานานเนโร” เมื่อวันอังคาร ทำให้ถูกรุมวิจารณ์อย่างไม่พอใจจากสาธารณชนเมื่อวันพุธ แต่จนถึงปัจจุบัน ทางสถานียังไม่ได้ออกมาตอบโต้ใดใดต่อบรรดาเสียงวิจารณ์

เฮอร์นาน คาเบรร่า หัวหน้าสหพันธ์สื่อมวลชนเมืองซานตา ครูซ ทางใต้ของโบลิเวีย กล่าวว่า เมื่อวันอังคาร ได้ชมภาพทางโทรทัศน์ที่เด็กหนุ่ม 4 คน รุมข่มขืนเด็กหญิงวัย 13 ปี ซึ่งเป็นการรายงานข่าวที่น่าตกตะลึง หยาบโลน และผิดศีลธรรม พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลดำเนินคดีกับช่างภาพและผู้สื่อข่าว ผู้ซึ่งได้ดูและบันทึกภาพการข่มขืน แทนที่จะเข้าช่วยเหลือเหยื่อ

คาเบรร่าได้ตั้งคำถามว่า นี่หรือคือวิธีการทำงานของสื่อมวลชน พร้อมตำหนิที่มีการให้ความสำคัญกับการทำสคู๊ป หรือข่าวเจาะลึก โดยไม่สนใจว่าชีวิตของคนๆหนึ่งมีค่ามากกว่าแค่เป็นสคู๊ปข่าวและเน้นว่า เสรีภาพในการแสดงออกมีข้อจำกัด

จอห์นนี่เดปป์เป็น Sexiest Man Alive รอบที่2

Filed under: General knowledges — jsoc @ 13:52

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=417265&lang=T&cat=

19 พย. 2552 06:10 น.

จอห์นนี่ เดปป์ ดาราภาพยนต์หนุ่มวัย 46 ปี เจ้าของบทบาท”กัปตันแจ๊ค สแปโรว์ “ในภาพยนต์ชุด”ไพเรท ออฟ เดอะ แคริเบียน” ครองตำแหน่ง”ผู้ชายเซ็กซี่ที่สุดของโลกที่ยังมีชีวิตอยู่”หรือ “เซ็กซิเอส แมน อไลฟ์” ในการจัดอันดับของนิตยสาสร”พีเพิ้ล”ประจำปีนี้

ครั้งนี้เป็นการครองอันดับหนึ่งเป็นปีที่ 2 ของเดปป์ หลังจากเคยครองตำแหน่งนี้มาแล้วเมื่อปี 2546 ทำให้เขาเข้าร่วมกลุ่มดาราชายที่เคยครองตำแหน่งนี้ 2 ครั้งคือ แบรด พิตต์ ,จอร์จ คลูนีย์ และริชาร์ด เกียร์ รวมทั้งอาจได้ครองตำแหน่งอีกในอนาคต ตามคำกล่าวของเคท คอยท์ บรรณาธิการอาวุโสของ”พีเพิ้ล”ผู้ให้สัมภาษณ์รายการ”เออลี่ โชว์”ของ CBSว่า เดปป์ คือ ผู้ชายคนที่เซ็กซี่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว และเขาจะยังเซ็กซี่ในอีก 10 ปีนับจากนี้ นับเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์สำหรับผู้หญิงทุกวัย

ผู้ว่าฯสตูลเร่งสรุปแผนเจาะอุโมงค์สตูล-เปอร์ลิส

Filed under: General knowledges — jsoc @ 13:51

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=417271&lang=T&cat=

19 พย. 2552 06:33 น.

ดร.สุเมธ ชัยเลิศวนิชกุล ผวจ.สตูล เปิดเผยว่า โครงการถนนสตูล-เปอร์ลิสเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น โดยล่าสุดได้ร่วมกับกรมทางหลวงและแขวงการทาง จ.สตูล สรุปข้อมูลต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับถนนสตูล-เปอร์ลิสที่จะเจาะอุโมงในช่วงเขตแดน7 อีเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชอาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นการเร่งด่วนแล้วและเชื่อว่าข้อมูลดังกล่าวจะเข้า ครม. ในช่วงเดือน ส.ค.ปี 53 ซึ่งขณะนี้การประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวเป็นที่สนใจในระดับสากลโดยมีประเทศออสเตรียและมาเลเซีย สิงคโปร์ จีน ได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก

“เราจะเร่งดำเนินการหาข้อสรุปและชี้แจงต่อรัฐบาลโดยเร็วที่สุดและมั่นใจว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นรูปธรรมมากขึ้นแม้ว่าผมจะต้องเกษียณอายุราชการก่อนในเดือนกันยายน 53 แต่มั่นใจว่าผู้ว่าฯสตูลคนต่อไปจะสามารถสานต่อโครงการพัฒนาดังกล่าวได้แน่อนอน”ดร.สุเมธ กล่าว

อบจ.ภูเก็ตปลื้มรับรางวัลอปท.ดีเด่นป้องกันทุจริต

Filed under: Management knowledge — jsoc @ 13:49

19 พย. 2552 11:17 น.

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=417325&lang=T&cat=

นายไพบูลย์ อุปัติศฤงค์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต (อบจ.ภูเก็ต) กล่าวถึงการได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดีเด่น ด้านการป้องกันการทุจริต เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี เนื่องในวันสถาปนาสำนักงาน ป.ป.ช. และได้เข้ารับโล่ชูเกียรติพร้อมเงินรางวัล 300,000 บาท จากนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการกำหนดนโยบายการบริหารงานของ อบจ.ภูเก็ต ที่เน้นย้ำการทำงานแบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยยึดหลักธรรมาภิบาลตามแนวทางการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ตลอดจนการเปลี่ยนวิธีการทำงานให้มุ่งสู่การเป็นองค์กรสมัยใหม่ มีการทำงานเชิงรุกแบบบูรณาการ ที่รวดเร็ว มีขีดสมรรถนะ สามารถสร้างผลงานได้สูง ทำให้ในปีงบประมาณ 2551 สามารถจัดเก็บรายได้ได้ 798,277,432.26 บาท และปีงบประมาณ 2552 จัดเก็บได้ 876,789,138.82 บาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.55 และ 28.01 ตามลำดับเมื่อเทียบกับปี 2550 ซึ่งจัดเก็บได้เพียง 684,950,433 บาท

ชาวบ้านศรีสะเกษแห่กินงูแก้หนาว

Filed under: General knowledges — jsoc @ 13:48

19 พย. 2552 13:35 น.

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=417370&lang=T&cat=

ที่ บ้านตูม ต.ตูม อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงมาอย่างหนัก ทำให้ประชาชนต้องออกมาก่อพิงแก้หนาว แต่เช้าวันนี้มีพิเศษ เนื่องจากชาวบ้านได้ไปล่างูจากท้องนามาได้หลายตัว ได้นำมาเผาไฟทำการลอกหนังออกนำไปประกอบอาหาร เชื่อว่าจะสามารถแก้หนาวได้เป็นอย่างดี เป็นยาบำรุงร่างกาย แก้เมื่อยแก้ปวด ในช่วงทำการเก็บเกี่ยวข้าวได้เป็นอย่างดี ซึ่งขณะที่เกี่ยวข้าวไปก็จะมีงูที่มาหากินปลาเล็กปลาน้อยที่อยู่ตามท้องนาที่น้ำลดน้อย ในช่วงเกี่ยวข้าว จะจับงูได้ง่าย และมีเป็นจำนวนมาก พร้อมรสชาดในช่วงนี้ของงูก็จะอร่อยที่สุด เพราะกินอาหารตามท้องนาที่สมบูรณ์ด้วย

นายสุวิทย์ เรือเรือง อายุ 38 ปี อยู่บ้านตูม ผญ.บ้านตูม เล่าว่า การกินงู ทำให้ร่างกายแข็งแรง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกายได้ผลดีนัก โดยเฉพาะในช่วงนี้ จะสามารถแก้หนาวได้เป็นอย่างดีด้วย และงูช่วงนี้จะรดชาดจะดีมาก เพราะเป็นงูที่หามาได้จากท้องนาที่กำลังเก็บเกี่ยวข้าว งูจะมีอาหารที่ดีกินเช่นกัน โดยเฉพาะหากได้งูเห่าจะดีมากๆ ชาวบ้านตูม นิยมกินงูกันมาก วิธีการทำก็คือ จะนำงูเป็นๆ มาเผาไฟขณะที่ชาวบ้านกำลังนั่งพิงไฟแหนาวกันอยู่ บางครั้งเมื่อเผาไฟเสร็จ กลิ่นหอมของงูเผาไฟก็ออกมาเตะจมูก ก็จะฉีกกินกันเลย โดยปั้นข้าวเหนียวกินไปด้วยอร่อยมาก ถือว่าเป็นอาหารที่ชั้นยอด หากินได้ยาก เพราะงูช่วงนี้จะมันมาก อร่อยกว่าทุกฤดู

ส่วนนางแทน เบ้าทอง อายุ 78 ปี ก็บอกว่า ในช่วงหน้าหนาวทุกปี พ่อแม่ ตนจะพาลูกหลานกินงู เพราะเชื่อว่าจะทำให้สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง อายุยืนยาวมาจนปัจจุบันนี้ ตนจำได้ว่าเคยกินงูเผาไฟกับพ่อมาตั้งแต่อายุ 4 ขวบ จนขณะนี้อายุ 78 ปีแล้ว ร่างกายตนยังแข็งแรงอยู่ กินแล้วก็ไม่มีผลร้ายอะไร ชาวบ้านในแถบหมู่บ้านตนก็พากันกินมาเช่นนี้ และพิเศษงูในหน้าหนาว ที่หาได้จากทุ่งนา จะมีรดชาดดีมาก ทั้งนำมาเผาไฟกินสดๆ หรือไม่ก็นำไปสับดีๆ ผัดกระเพราอร่อยมาก อาหารอีสานกินดี สุขภาพดี ไม่มีสารพิษ

ซัมมิตอาหารโลกจบโดยไร้ผล จวกชาติร่ำรวยเมินหารือ

Filed under: General knowledges — jsoc @ 13:46

19 พย. 2552 11:51 น.

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?lang=th&newsid=417337

นาย ฌากส์ ดิอุฟ ผู้อำนวยการองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) แถลงปิดการประชุมสุดยอดความมั่นคงทางอาหารโลก ที่จัดขึ้นในกรุงโรมของอิตาลี โดยแสดงความผิดหวังว่ามีระดับผู้นำประเทศหรือผู้นำรัฐบาลเพียงเกือบ 60 ประเทศ จากชาติสมาชิก 192 ประเทศเข้าร่วม โดยที่เหลือส่วนใหญ่ส่งรัฐมนตรีเกษตรเข้าประชุมแทน และมีนายกรัฐมนตรีซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ของอิตาลี เพียงคนเดียว จากบรรดาผู้นำกลุ่มชาติอุตสาหกรรมชั้นนำทั้ง 8 หรือ จี-8 เข้าร่วมหารือ เมื่อไม่มีระดับผู้นำที่มีอำนาจตัดสินใจ ก็เท่ากับลดความสำคัญของปัญหา จึงเป็นการหารือทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว ทั้งที่ปัญหาของผู้หิวโหย 1,000 ล้านคนทั่วโลกมีหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเงิน วัฒนธรรม

ด้านองค์กรกุศล ออกซ์แฟม ให้คะแนนผลการประชุมครั้งนี้เพียง 2 จาก 10 คะแนน เพราะปฏิญญาที่ประกาศในที่ประชุมได้ให้คำมั่นอีกครั้งว่า จะพยายามลดจำนวนผู้หิวโหยลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2558 แต่ไม่ได้ระบุมาตรการที่เป็นรูปธรรม และแถลงการณ์ไม่ได้ให้คำมั่นเกี่ยวกับการสนับสนุนเงินลงทุน ทั้งที่ FAO เผยตั้งแต่ก่อนเริ่มการประชุมว่าโลกต้องการเงิน 44,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี สำหรับใช้ลงทุนด้านการเกษตรเพื่อต่อสู้กับความหิวโหย

ผู้อำนวยการ FAO บอกด้วยว่า โลกใช้งบซื้ออาวุธ 1,340,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี และทุ่มเงินหลายล้านล้านดอลลาร์แก้ไขวิกฤติการเงิน จึงหวังว่าจะมีการโยกย้ายหรือปันงบส่วนหนึ่งมาให้ความสำคัญกับประชาชนผู้หิวโหยให้มากกว่านี้ ถึงอย่างนั้นที่ประชุมสามารถจัดตั้งคณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงทางอาหารของยูเอ็นขึ้นใหม่ เพื่อประสานงานระหว่างนานาชาติในการบรรเทาความหิวโหย แต่เรื่องนี้ยังต้องได้รับการรับรองจากชาติสมาชิกทั้งหมดก่อน และเป็นเรื่องน่าผิดหวังที่ไม่มีคำมั่นเรื่องเงินสนับสนุนการดำเนินการของคณะกรรมาธิการชุดนี้

สว.เดโมแครตเล็งรีดภาษีคนที่ศัลยกรรมเสริมความงาม

19 พย. 2552 12:48 น.

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?lang=th&newsid=417348

เหล่าวุฒิสมาชิกของพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาสหรัฐ ต่างลงความเห็นว่า ชาวอเมริกันที่หวังจะทำศัลยกรรมเสริมความงาม ไม่ว่าจะเป็นการดูดไขมัน , เพิ่มหรือลดขนาดหน้าอก ทำจมูก หรือลบรอยเหี่ยวย่น อาจต้องเสียภาษีเพิ่มภายใต้แผนการประกันสุขภาพที่มีการยกเครื่องใหม่ โดยแผนการประกันสุขภาพที่ทำเนียบขาวสนับสนุน ได้กำหนดภาษี 5 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการทำศัลยกรรมความงามด้วยความสมัครใจ ที่ประเมินว่าจะมีรายรับจากการเก็บภาษีประเภทนี้ถึง 5,800 ล้านดอลลาร์ หรือ 203,000 ล้านบาท ในช่วง 10 ปีข้างหน้า จนกว่าจะได้ตามแผนที่วางเอาไว้คือ 849,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 29 ล้านล้านบาท

แผนจัดเก็บภาษีการทำศัลยกรรมเสริมความงามนี้ ยกเว้นการทำศัลยกรรมเพื่อรักษาความพิการหรือการเสียโฉม ความผิดปกติที่มีมาแต่กำเนิด บาดเจ็บอันเป็นผลมาจากอุบัติเหตุหรือบาดแผล หรือโรคที่ทำให้เสียโฉมหรือพิกลพิการ แต่สำหรับคนที่สมัครใจจะทำศัลยกรรมเพื่อเสริมความงามล้วนๆ ที่ปกติแล้วเป็นการควักกระเป๋าจ่ายเอง ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติมตามข้อบังคับใหม่ที่จะเริ่มในเดือนมกราคม ปี 2553 ด้วย ซึ่งจากตัวเลขของสมาคมศัลยแพทย์ศัลยกรรมพลาสติกอเมริกันพบว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกไม่ได้ทำให้ความต้องการทำศัลยกรรมเสริมความงามลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นถึง 3 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปี 2551 เป็น 12.1 ล้านราย

ป.โท ของม.รังสิตที่น่าสนใจ

ม.รังสิต เทอม 2 /2552
ป.โท อาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม
การเป็นผู้ประกอบการ
จีนในระบบเศรษฐกิจโลก
ผู้นำทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง
ภาษาอังกฤษเพื่อวิชาชีพ
การอนุรักษ์และฟื้นฟูสถาปัตยกรรมและชุมชน
เทคโนโลยีชีวภาพ
การศึกษษระบบ 2 ภาษา

18/11/2009

ทำไมต้องมีร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

Filed under: Management knowledge — jsoc @ 20:16

http://ilaw.or.th/node/241

เมื่อ 17 ก.ย. 2552

บทความโดย สมบุญ สีคำดอกแค
ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย

มองย้อนไปในอดีต 16 ปีที่ผ่านมา เกิดโศกนาฎกรรมซ้ำซากที่ทำให้สูญเสีญสุขภาพร่างกาย สุขภาพใจ และสูญเสียชีวิต ของคนงาน นำมาสู่หายนะของครอบครัว ซ้ำร้ายยังเกิดการกล่าวขานไปในทางไม่ดีไปทั่วโลก

เหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่สะเทือนขวัญแรงงานไทย ได้แก่ กรณีชุมชนคลองเตยถูกผลกระทบจากสารเคมีระเบิดที่คลองเตย (2 มี.ค. 34) มีผู้เสียชีวิต 4 คน บ้านเรือน 642 หลังคาเรือนเสียหายในกองเพลิง กรณีโรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ จ.นครปฐม ไฟไหม้ตึกถล่ม จนทำให้คนงานวัยหนุ่มสาวต้องตายถึง 188 ศพและบาดเจ็บถึง 469 ราย (10 พ.ค. 36) กรณีโรงงานรอยัลพลาซ่าถล่ม (13 ส.ค. 36) มีคนงานข้าราชการ นักท่องเที่ยว ตายรวม 167 ราย บาดเจ็บกว่า 200 ราย กรณีไฟไหม้โรงแรมรอยัลจอมเทียน (11 ก.ค. 40) ทำให้คนงาน นักท่องเที่ยว และพนักงานไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ตายรวมจำนวน 91 รายบาดเจ็บกว่า 50 ราย กรณีโรงงานอบลำไยแห้งบริษัทหงษ์ไทยระเบิด (19 ก.ย. 42) คนงานเสียชีวิต 36 คน บาดเจ็บ 2 ราย ชุมชนสันป่าตองบริเวณ รอบโรงงานรัศมี 1 กิโลเมตร บ้านเรือน วัด โรงเรียน โรงพยาบาล เสียหายกว่า 571 หลังคาเรือน และชาวบ้านบาดเจ็บ 160 ราย จะเห็นว่าผลกระทบเหล่านี้ยังขยายตัวออกมาสู่คนในชุมชน เช่น ชุมชนแม่เมาะ จ.ลำปาง เป็นต้น

จากการเจ็บป่วย บาดเจ็บ และเสียชีวิต กว่าจะได้รับสิทธิทดแทนนั้น ต้องมีขบวนการต่อสู้เรียกร้องสิทธิของญาติผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเรียกร้องอย่างยากเย็นและใช้เวลานาน แต่การสูญเสียบุคคลที่เป็นเสาหลักของครอบครัว ไม่มีอะไรชดใช้ได้

ช่วงนี้เอง ที่สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 6 ก.พ. 36 จากการรวมตัวกันของคนงาน ‘โรคปอดอักเสบจากฝุ่นฝ้ายเนื่องจากการทำงานในโรงงานทอผ้าปั่นด้าย’ ที่เจ็บป่วยและปอดเสื่อมสมรรถภาพอย่างถาวร เรียกร้องสิทธิตามกฎหมายกองทุนเงินทดแทน ทั้งถูกปฎิเสธจากนายจ้างและจากกองทุนเงินทดแทน ต้องฟ้องร้องกันหลายร้อยคดี คนป่วยรวมกันหลายพันคน บางรายถูกปลดออกจากงาน บางรายทำงานไม่ไหวก็ต้องลาออกเอง แต่หลายรายก็ถูกนายจ้างปลดออกจากงานทั้งๆ ที่ป่วยอย่างไร้ความปราณี

สภาเครือข่ายกลถ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ต้องต่อสู้คดีกับนายจ้างและกองทุนเงินทดแทนเรื่อยมา จนถึงปัจจุบันรวมเวลาที่ต่อสู้คดีฝุ่นฝ้าย ใช้เวลาไปแล้ว 14 ปี

จากการต่อสู้ของผู้ป่วยในประเด็นโรคปอดอักเสบจากฝุ่นฝ้าย ก็ขยายวงไปยังประเด็นอื่นๆ เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยหลายๆ โรคจากหลายๆ โรงงานอุตสาหกรรม

หลายฝ่ายเริ่มคิดร่วมกันว่า การเรียกร้องสิทธิ ทำได้เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ปลายเหตุ ในขณะที่ตัวเลขสถิติทางกระทรวงแรงงานก็มีผู้บาดเจ็บประสบอันตรายจากการทำงาน ปีละ 200,000 คน ยังไม่รวมกับผู้ป่วยด้วยโรคจากสารเคมี มลพิษสิ่งแวดล้อมในโรงงานที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิ เพราะขาดแพทย์และระบบการวินิจฉัยโรครองรับ หรือเพราะคนงานไม่รู้ นายจ้างไม่ส่งเรื่องเข้ากองทุน ฯลฯ

1
กำเนิดร่างพ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ

การเรียกร้องทางนโยบายเริ่มเกิดขึ้น เช่น เรียกร้องให้มีการผลิตแพทย์และหน่วยงานที่เชี่ยวชาญสาขาอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เรียกร้องให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระด้านความปลอดภัยสถาบันคุ้มครอง สุขภาพคน งาน โดยผลักดันเป็นกฏหมาย สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยฯ เรียกร้องในนามสมัชชาคนจน ยื่นข้อเสนอกับรัฐบาล สมัย พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี จนได้มติ ครม. 26 มี.ค. 40 ให้แต่งตั้งคณะกรรมการยกร่าง ใช้ระยะเวลาร่วมร่าง 6 เดือน จนได้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับสมบูรณ์ “ร่างพ.ร.บ. สถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในสถานกระกอบการ พ.ศ. ….” แต่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ถูกระงับไปเสียก่อนจะถูกเสนอเข้า ครม.

ต่อมา ปี พ.ศ.2544 เริ่มมีการจัดตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยฯ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย และเอาข้อเสนอเรื่องร่าง พ.ร.บ.ไปเป็นข้อเรียกร้องของขบวนการแรงงานมาจนถึงปัจจุบัน

2
ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมความปลอดภัยฯ ฉบับบูรณาการ

เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล สมัยคุณลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน กระทรวงแรงงาน ก็ออก พ.ร.บ.ฉบับใหม่ คือ ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. …. และยื่นเข้าสู่ ครม.ไปควบคู่กับ ร่าง พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยฯ เป็น 2 ฉบับ ในขณะนั้น และถูกตีกลับมายังกระทรวงแรงงานใหม่
ในวันที่ 14 ก.ค.44 กระทรวงแรงงานแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมพิจารณาร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับใหม่ เข้าด้วยกัน ในส่วนของสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยฯ สมัชชาคนจน นักวิชาการ เอ็นจีโอ ผู้นำแรงงาน ก็เข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณารวมร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับนี้ด้วย รวมกันแล้วใช้ชื่อ “ร่าง พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. … (ฉบับบูรณาการ)” ซึ่งเป็นร่างที่ยอมรับได้ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

โดยเนื้อหาสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัยฯ ยังคงอยู่เหมือนเดิม เช่น มีการตั้งองค์กรอิสระ มีคณะกรรมการบริหารงาน คือ นายจ้าง ลูกจ้าง รัฐ และภาคีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ (ภาคีผู้ถูกผลกระทบ) โดยทำงานครบวงจร เช่น รักษา ฟื้นฟู ทดแทน โอนสถาบันความปลอดภัย และกองทุนเงินทดแทนมาอยู่ในสถาบันเสริมความปลอดภัยฯ ภายใน 5 ปี

3
ร่างฉบับกลายพันธุ์ เป็น “ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ”

แต่เมื่อร่างกฎหมายฉบับบูรณาการเสร็จแล้ว ก็มีอันเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง จนต่อมา ปี 2547 กระทรวงแรงงานก็ได้นำร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ชื่อว่า “พ.ร.บ.ความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. …” ยื่นเข้าสู่ ครม. โดยเสนอตีคู่ไปกับ “ร่าง พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. … (ฉบับบูรณาการ)”

ครม.มีมติรับหลักการให้รวมร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ เข้าด้วยกันอีกเป็นครั้งที่สอง และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารวมร่าง 2 ฉบับออกมาเป็น “ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. …” ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ ให้จัดตั้งกองทุนความปลอดภัยในการทำงาน โดยเอาเบี้ยดอกผลของกองทุนเงินทดแทนมาเป็นกองทุนเพื่อให้นายจ้างกู้ไปจัด ซื้ออุปกรณ์ จัดการความปลอดภัยในการทำงาน สนับสนุนงานวิชา การและการรณรงค์ บริหารจัดการโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ส่วนการจัดตั้งองค์กรอิสระตาม “ร่าง พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ….” ให้ไปอยู่ใน มาตรา 52 ของ “ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ….” โดยมีเนื้อหาเพียง 3 บรรทัดว่า “หากมีความพร้อมเมื่อใด ให้จัดตั้งองค์กรอิสระ โดยให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และเป็นองค์กรอิสระด้านที่ทำหน้าที่ทางวิชาการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”

มีข้อสังเกตว่า ทำไมกระทรวงแรงงาน ถึงไม่ยอมรับร่างฉบับบูรณาการที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานก็มีส่วนร่วม และทำไมต้องนำ ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. …. ขึ้นมาใหม่ เพื่อประกบ โดยอ้างว่าเป็นร่างกฎหมายแม่บทในเรื่องของความปลอดภัยในการทำงาน

แท้จริงแล้ว ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. …. (ฉบับกระทรวงแรงงาน) ก็นำเอาสาระสำคัญของหลายๆ มาตราของร่าง พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. …. ไปบรรจุไว้ใน ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ….

ในขณะที่ร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงานเน้นการบริหารโดยราชการที่ไปเพิ่มอำนาจให้ภาครัฐ โดยการสร้างองค์กรใหม่ในหน่วยงานภาครัฐ ที่คนทำงานก็เป็นคนเดิมๆ ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้กับแรงงาน อีกทั้งมีการจัดตั้งกองทุนสุขภาพที่ให้นายจ้างหรือองค์กรเอกชนกู้ยืมเงินในการส่งเสริมความปลอดภัย แต่ไม่ได้ให้ประโยชน์กับแรงงานโดยตรง ซึ่งจุดนี้ดูเหมือนเป็นการแสวงหาผลกำไรมากกว่า

แต่เมื่อมาดูในส่วนเนื้อหาสาระ จะพบว่า ร่างกฎหมายฉบับของแรงงาน มีความแตกต่างจากฉบับของกระทรวงแรงงานมาก ดังนั้น เรื่องนี้ต้องอาศัยการติดตามอย่างใกล้ชิด

4
ทำไมภาคประชาชน ต้องผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.สถาบันฯ

ในส่วนของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ได้ผลักดันร่างพ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ฉบับบูรณาการ ที่มีการจัดตั้งองค์กรอิสระมาทำหน้าที่ป้องกันและแก้ไขปัญหา เน้นการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วม บริหารโดย จตุภาคี ที่ทำงานแบบครบวงจร คือ รักษา คุ้มครอง ทดแทน ฟื้นฟู รวมทั้งมีอำนาจตรวจสอบสถานประกอบการ และเป็นต้นแบบคลินิกโรคจากการทำงาน และออกเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งทั้งหมดนี้เรียกได้ว่าเป็นการปฎิรูประบบบริหารจัดการด้านความปลอดภัยที่ ทันสมัย

ซึ่งต่อมาสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานฯ สมัชชาคนจน สมานฉันท์แรงงานไทยนักวิชาการ องค์กรเอกชน ได้ร่วมกันคัดค้าน ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ ของกระทรวงแรงงาน และได้ตัด มาตรา 52 ออก

ทั้งนี้สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานฯ เครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ก็ยังเสนอต่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพื่อคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ ไว้ เพราะเห็นว่าการออกกฎหมายนี้ มิได้ปฎิรูประบบสุขภาพความปลอดภัย ไม่สามารถแก้ไขวิกฤตเรื่องสุขภาพความปลอดภัยได้ เพราะขาดการมีส่วนร่วม เจ้าหน้าที่ภาครัฐก็เป็นคนเดิม จำนวนเท่าเดิม ในหน่วยงานเดิมๆ ซึ่งน่าจะเป็นกฎหมายที่ล้าหลังกว่า พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ และขาดประสิทธิภาพในการทำงาน

ผู้ใช้แรงงาน จึงใช้วิธีการเข้าชื่อหมื่นรายชื่อตามรัฐธรรมนูญมาตรา 163 เพื่อเสนอกฎหมาย (โดยพ.ร.บ.ฉบับนี้เคยมีการเข้าชื่อ 50,000 รายชื่อมาแล้วครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2541 แต่ช่วงนั้นการเข้าชื่อยังไม่มีกฎหมายลูก การเข้าชื่อจึงไม่เป็นผล) แต่ในปัจจุบันการเข้าชื่อยังไม่ครบ 10,000 รายชื่อได้เพียง 8,000 รายชื่อเท่านั้น เนื่องจากมีปัญหาอุปสรรคมากมาย

ในวันที่ 8 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยฯ สมัชชาคนจน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ผู้นำเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่ต่างๆ เช่น อ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ พระประแดง บางพลี สมุทรปราการ อยุธยา และกลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ภาคตะวันออก ได้ชุมนุมเพื่อประท้วงพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ทำตามสัญญา ซึ่งในสมัยเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้มีมติรับหลักการ ยึดถือ พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯเป็นร่างของพรรค แต่พอได้เป็นรัฐบาลกลับผ่านร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ ไปยัง ครม. และกำลังจะผ่านเข้าไปในวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ใน การชุมนุม นายชุมพล กาญจนะ ประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และนางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้าพบและรับหนังสือคัดค้าน พร้อมทั้งรับปากว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอนายกฯ ให้เร็วที่สุด โดยนายชุมพลกล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธาน ส.ส.พรรค เมื่อมีใครเดือดร้อนตนจะเป็นผู้รับเรื่องไว้ เพื่อให้นายกฯ พิจารณาสั่งการ และจะติดต่อกลับไปตามที่อยู่ที่มีการระบุไวในหนังสือ รวมทั้งเดือนสิงหาคม 2552 มีพรรคฝ่ายค้าน เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ ที่เพิ่มมาตรา 52 ทั้ง 2 ฉบับคือนายสุชาติ ลายน้ำเงิน กับนายเจริญ จรรย์โกมล
ปัญหาผู้ป่วยจากการทำงาน เป็นปัญหาที่คุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา นับวันจะวิกฤตมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้านับสถิติที่มีคนประสบอันตรายปีละ 2 แสนราย รวม 5 ปีจะมีคนงานประสบอันตรายและเสียชีวิต 1 ล้านคน ที่ต้องสังเวยไปกับอุตสาหกรรม เป็นคนป่วย บาดเจ็บ คนพิการ และเสียชีวิตจากการทำงาน ซึ่งการเข้าไปช่วยเหลือของสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วย ทำได้เป็นรายกรณีไป ไม่สามารถติดตามแก้ไขปัญหาได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ในขณะที่ระบบยังคงไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ปัญหาแรงงานเกิดขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ ปัจจุบัน โรคที่พบว่าเป็นปัญหามากที่สุดในกลุ่มแรงงานทุกอุตสาหกรรม ทั้งแรงงานในระบบ นอกระบบ รวมทั้งแรงงานข้ามชาติด้วยแล้ว คือ โรคกล้ามเนื้ออักเสบและกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท โรคจากสารเคมี ซึ่งนอกจากแรงงานจะประสบกับปัญหาความเจ็บป่วย ยังมีเรื่องของการฟ้องคดีเนื่องจากกองทุนเงินทดแทนตีความว่า ไม่ใช่การป่วยจากการทำงาน และการถูกนายจ้างให้ออกจากงานทำให้มองได้ว่า ปัญหาสุขภาพความปลอดภัยในรอบ 16 ปีนี้ หาได้ดีขึ้นแต่อย่างใด กลับยิ่งเลวร้ายมากขึ้นตลอดเวลา

ในส่วนการรักษาพยาบาล แม้ล่าสุด การเรียกร้องของสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วย จะทำให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงแรงงาน ทำข้อตกลง MOU ให้มีโรงพยาบาลด้านอาชีวเวชศาสตร์จำนวน 25 แห่ง (คลินิกโรคจากการทำงาน) ในประเทศไทย เพื่อตรวจรักษาโรคการบาดเจ็บจากการประกอบอาชีพ แต่ก็ยังไม่มีระบบการตรวจรักษาที่ครบวงจรอย่างจริงจัง ยกตัวอย่าง การตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุของโรคต้องไปตรวจกับโรงพยาบาลภายนอก และผู้ป่วยต้องเป็นคนเสียค่าใช้จ่ายเอง แพทย์เชี่ยวชาญทางด้านนี้ก็มีน้อยมาก แพทย์ที่มีก็ยังทำงานไม่เต็มเวลา งบประมาณในการตั้งคลินิกก็น้อย แรงจูงใจไม่มี

นอกจากนี้ ผู้ใช้แรงงานยังไม่รู้ว่า มีโรงพยาบาลด้านอาชีวเวชศาสตร์ให้บริการ ซึ่งก็เรียกร้องให้ทางผู้เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ในเรื่องดังกล่าวให้มากขึ้น

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นความชอบธรรม ที่ผู้ใช้แรงงานจำเป็นจะต้องมีองค์กรอิสระด้านความปลอดภัย สมควรที่จะผลักดัน พ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อให้เกิดการคุ้มครองป้องกัน

การเสนอ พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ เป็นสิ่งไม่สมควร ไม่แก้ต่อปัญหาที่มีอยู่ และเป็นการเสนอกฏหมายเพื่อลวงตา แท้จริงแล้ว เป็นการกระทำที่ต้องการหวงอำนาจไว้ในมือของรัฐแต่ฝ่ายเดียวและ เอาใจนายทุนเท่านั้น

“กาว”ติดกระดูก-ฟื้นตัวเร็ว

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27465

18 พฤศจิกายน 2552

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยคัลการี แคนาดา เผยว่า การใช้กาวติดกระดูกหน้าอก ช่วยให้ผู้ป่วยผ่าตัดเปิดหัวใจบาดเจ็บน้อยลงและฟื้นตัวเร็วขึ้น

นักวิจัยคัลการี ระบุว่า ตามปกติศัลย แพทย์จะใช้ลวดเย็บกระดูกหน้าอกหลังผ่าตัดเปิดหัวใจเสร็จสิ้น ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดมากและต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะฟื้นตัว ล่าสุด จึงทดลองนำกาวชนิดพิเศษเรียกว่า “คริปโตไนต์” ผลิตโดยบริษัทด๊อกเตอร์ส รีเสิร์ช กรุ๊ป ในรัฐคอนเนตทิคัตของสหรัฐ ติดกระดูกหน้าอกให้กับผู้ป่วยผ่าตัดเปิดหัวใจ 20 คน พบว่า ผู้ป่วยกลับไปดำเนินกิจกรรมตามปกติได้ภายในไม่กี่วัน แทนที่จะใช้เวลาหลายเดือนหากใช้ลวดเย็บกระดูกหน้าอก นอกจากนี้ ยังเจ็บและอึดอัดน้อยลงมาก ช่วยให้ผู้ป่วยลดปริมาณการใช้ยาแก้ปวด ปัจจุบัน

เบรนต์ มิตเชลล์ ผู้อำนวยการสถาบันหัวใจและหลอดเลือดหัวใจลิบิน รัฐแอลเบอร์ตา สหรัฐ กล่าวว่า ตนต้องเตือนคนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดเปิดหัวใจทุกครั้งว่าจะเจ็บปวดเหมือนถูกรถบรรทุกชนในช่วงที่พักฟื้นเป็นเวลานาน แต่ต่อไปนี้คงไม่ต้องพูดเช่นนี้อีกแล้วเพราะสามารถใช้กาวติดกระดูกหน้าอกแทนใช้ลวดเย็บ

17/11/2009

เชลซีเต็ง คว้านิวดร็อกบา เสริมหอก

Filed under: Football+Sport — jsoc @ 18:12

พฤศจิกายน 16, 2009 12:27 pm

http://variety.eduzones.com/news/2009/11/16/#more-776

“สิงห์บลูส์” เชลซี ผงาดกลายเป็นเต็ง 1 แซงหน้า เอซี มิลาน, เรอัล มาดริด และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่จะคว้า “นิว ดีดิเย่ร์ ดร็อกบา” โรเมลู่ ลูกากู หัวหอกวัยละอ่อนของ อันเดอร์เลชท์ มาเป็นอนาคตคนใหม่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ช่วงปีใหม่นี้
เชลซี ยอดทีมแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กลายเป็นตัวเต็งที่จะได้ลายเซ็นของ โรเมลู่ ลูกากู ดาวยิงวัยกระเตาะของ อันเดอร์เลชท์ สโมสรยักษ์ใหญ่ในเบลเยียม ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจาก เอซี มิลาน, เรอัล มาดริด และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาไว้ในครอบครอง จากรายงาน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

หัวหอกวัย 16 กะรัต ซึ่งยิงไปแล้ว 6 ประตู จาก 14 เกม ให้กับทีมชั้นนำในเบลเยียม เคยตกเป็นข่าวพัวพันในการย้ายมาอยู่ในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่กลับตัดสินใจอยู่ค้าแข้งกับ อันเดอร์เลชท์ เพื่อพัฒนาฝีเท้าของตัวเองต่อไป

อย่างไรก็ดี ดาวโรจน์ชาวคองโก ซึ่งได้รับการขนานนามให้เป็น “นิว ดีดิเย่ร์ ดร็อกบา” อาจตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งกับ “สิงโตน้ำเงินคราม” ในช่วงปีใหม่นี้ หากทีมดังแห่งกรุงลอนดอน กลับมาเดินเครื่องเพื่อคว้าตัวมาเสริมทัพอีกครั้ง

เด็กไทยเจ๋ง คว้า 28 รางวัล หุ่นยนต์บังคับมือนานาชาติ

Filed under: Computer+Technology + Gadgets — jsoc @ 18:10

29 ตุลาคม 2552

http://edunews.eduzones.com/racchachoengsao/35801

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม น.ส.วันเพ็ญ สุจิปุตโต รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า สพฐ. ได้รับเชิญให้คัดเลือกนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันหุ่นยนต์บังคับมือ ระหว่างเขตปกครองพิเศษปักกิ่ง ฮ่องกง มาเก๊า และเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน จึงได้ส่งทีมหุ่นยนต์บังคับมือจากประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ในงาน Inter City Robot Olympiad 2009 ณ เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ประกอบด้วยตัวแทนนักเรียนจากประเทศไทย ระดับประถมศึกษา 9 ทีม ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1 ทีม และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 8 ทีม จำนวน 112 คน รวม 28 ทีม ลงแข่งขัน 16 ประเภท สามารถคว้ารางวัลจากการแข่งขันถึง 28 รางวัล

ดังนี้ โรงเรียนอนุบาลชุมพวงวิทยา จังหวัดนครราชสีมาได้รับรางวัลชนะเลิศ 3 รางวัล ได้แก่ ประเภทหุ่นยนต์กติกาวิ่งเร็ว หุ่นยนต์กติกาวิ่งเร็วปั่นไฟฟ้าด้วยมือ และหุ่นยนต์กติกาชักเย่อ

โรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก ได้รับรางวัลชนะเลิศ หุ่นยนต์ประเภทกติกาไตรกีฬา รางวัลที่ 2 หุ่นยนต์ประเภท 4 ขาปั่นมือ รางวัลที่ 2 ประเภทหุ่นยนต์ออกแบบสร้างสรรค์ และ รางวัลที่ 3 ประเภทกติกาวิ่งผลัด

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ กรุงเทพมหานคร ได้รับรางวัลที่ 3 หุ่นยนต์ประเภทกติกาวิ่งผลัด โรงเรียนป่าพะยอมพิทยาคม จังหวัดพัทลุง ได้รับรางวัลที่ 2 หุ่นยนต์ประเภทกติกาชักเย่อ รางวัลที่ 3 หุ่นยนต์ประเภทกติกาวิ่งผลัด และรางวัลที่ 4 หุ่นยนต์ประเภท 2 ขาปั่นมือ

โรงเรียนเทศบาล 1สังขวิทย์ จังหวัดตรัง ได้รับรางวัลที่ 2 หุ่นยนต์ประเภทสำรวจทางน้ำ ได้รับรางวัลที่ 4 หุ่นยนต์ประเภทไตรกีฬา

โรงเรียนหนองสูงสามัคคีวิทยา จังหวัดมุกดาหาร ได้รับรางวัลชนะเลิศ หุ่นยนต์ประเภทสำรวจดาวนพเคราะห์ โรงเรียนอนุบาลเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้รับรางวัลที่ 2 หุ่นยนต์ประเภทกติกาชักเย่อ และรับรางวัลที่ 3 หุ่นยนต์ประเภทม้าวิ่งเร็ว

โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 2 จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้รับรางวัลชนะเลิศ หุ่นยนต์ประเภทสะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบก ได้รับรางวัลชนะเลิศ หุ่นยนต์ประเภทไตรกีฬา ได้รับรางวัลที่ 2 หุ่นยนต์ประเภทวิ่งเร็ว 2 ขา ได้รับรางวัลที่ 2 หุ่นยนต์ประเภท 2 ขาปั่นมือ ได้รับรางวัลที่ 2 หุ่นยนต์ประเภทสำรวจดาวนพเคราะห์ และได้รับรางวัลที่ 3 หุ่นยนต์ประเภทวิ่งผลัด

โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ จังหวัดเพชรบุรี ได้รับรางวัลที่ 2 หุ่นยนต์ประเภทสะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ จังหวัดนนทบุรี ได้รับรางวัลชนะเลิศ หุ่นยนต์ประเภท ชักเย่อ ได้รับรางวัลชนะเลิศ หุ่นยนต์ประเภทวิ่งเร็ว 2 ขา ได้รับรางวัลที่ 3 หุ่นยนต์ประเภทวิ่งเร็ว 4 ขา และได้รับรางวัลที่2 หุ่นยนต์ประเภทสำรวจทางน้ำ โรงเรียนมงฟอร์ดวิทยาลัยได้รับรางวัลที่ 4 หุ่นยนต์ประเภทต่อสู้

รองผอ.สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา กล่าวต่อว่า เป็นที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่นักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของไทย มีการพัฒนาความสามารถ มีความตั้งใจ และทุ่มเทศึกษาหาความรู้ในด้านหุ่นยนต์ สามารถสู้กับต่างประเทศได้อย่างน่าภูมิใจ

นอกจากนี้ สพฐ. ยังมีเวทีระดับโลกที่เปิดโอกาสให้นักเรียนไทยได้แสดงความสามารถ ซึ่งได้คัดเลือกตัวแทนทีมนักเรียนไทยไปร่วมแข่งขันหุ่นยนต์อัตโนมัติ ซึ่งจะมี 120 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมแข่งขันในงาน World Robot Olympiad 2009 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 6 – 10 พฤศจิกายน 2552 ที่จะถึงนี้ด้วย

เครื่องคัดหอยแครง คัด 1 ชั่วโมงได้ 1ตัน ทุ่นแรงคน 6 คน

Filed under: Creative Ideas — jsoc @ 18:07

http://learning.eduzones.com/newdiary/36187

07 พฤศจิกายน 2552

นับตั้งแต่ การแข่งขันทางด้านสินค้าการเกษตรเริ่มรุนแรงขึ้น แน่นอน สิ่งหนึ่งที่จะปฏิเสธไม่ได้ และเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแข่งขันของแต่ละประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรสู่ตลาดโลกก็คือเทคโนโลยี

และถ้าจะนับ ‘เครื่องคัดหอยแครง’ ผลงานวิจัยของ นายพรศักดิ์ จิตรอำไพ และนายยุทธพงษ์ ศรีทา นักศึกษาจากสาขาวิชาเครื่องกล คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มี ผศ.สุเมธ พลับพลา เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมทางด้านการเกษตรและการแข่งขันก็คงไม่ผิดนัก แม้ว่า เจ้าของผลงานจะออกตัวว่า แรงบันดานใจที่ทำให้คิดเครื่อง คัดหอยแครงขึ้นนั้นเกิดจาก ความต้องการที่จะช่วย ทุ่นแรง ทุ่นเวลา ค่าใช้จ่ายของเกษตรกรเท่านั้นก็ตาม

ตัวเครื่องที่ถูกออแบบมาอย่างแข็งแรง ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเพื่อให้เหมาะกับเกษตรกร อีกทั้งผู้วิจัยยังเลือกใช้วัสดุที่แข็งแรงคงทน ทั้งน้ำหนัก แรงกระแทก และน้ำเค็ม ก็คือจุดเด่นของผลงานชิ้นดังกล่าว

ส่วนหลักการทำงานของเครื่อง เจ้าของงานวิจัยอธิบายว่า “เครื่องนี้ ทำงานด้วย สกรูลำเลียงและเพลากระรอก ซึ่งจะทำงานเป็นชุดเดียวกัน โดยสกรูจะทำหน้าที่ ในการลำเลียงหอยแครง ด้วยมอเตอร์ขนาด 0.5 แรงม้าไปตามเพรากระรอกและเพลากระรอกจะเป็นตัวทำหน้าที่คัดขนาดหอยผ่านตระแกรง ซึ่งสามารคัดได้ สามขนาดคือ ขนาดเล็ก(1.5 ซม.) กลาง(2.5ซม.) ใหญ่(3ซม.) ตลอดการทำงานเครื่องจะมีฝาปิด มีเพียงหอยแครงที่ถูกคัดแยกแล้วเท่านั้นไหลออกมาตามช่องคัดแยก จึงความปลอดภัยกับผู้ใช้อย่างแน่นอน

นายพรศักดิ์ บอกอีกว่า “จุดประสงค์ในการประดิษฐ์เครื่องคัดหอยแครงขึ้นก็ต้องการให้เกษตรกรได้นำไปใช้ได้จริงๆ เพราะถ้าจะเทียบกันแล้วปกติ หอยแครง 1 ตัน จะใช้คนคัดประมาณ 7 คน ในหนึ่งชั่วโมง ซึ่งถ้าเป็นเครื่องที่ประดิษฐ์ขึ้น จะสามารถทำงานแทนคนได้ โดยใช้แรงงานคนเพียงคนเดียวคือคนที่ต้องเทหอยลงเครื่องคัดแยก ก็สามารถแยกหอยได้ในปริมาณและเวลาเท่ากัน ทุ่นแรงงานได้ ตั้ง 6 คน”

นอกจากจะเล่าถึงเครื่องที่ประดิษฐ์ขึ้นแล้ว เจ้าของผลงานยังเล่าว่า การคัดขนาดหอยมีความสำคัญไม่น้อยเลย เพราะนอกจากจะนำไปกำหนดราคา และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ว่าได้หอยในขนาดที่ต้องการและเป็นธรรมแล้ว หอยที่ถูกคัดออกหมายถึงที่มีขนาดเล็กเกินไป(ขนาดเล็กกว่า 1.5 ซม) ก็จะถูกนำไปปล่อยเพื่อขยายพันธุ์ต่อไป

และสำหรับกลุ่มเกษตรกร หรือผู้ที่สนใจก็สามารถสอบถาม ปรึกษาขอรายละเอียดไปได้ที่ ผศ.สุเมธ พลับพลา สาขาวิชาเครื่องกล คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มทร.ธัญบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 081-8661005

บิสกิตถั่วเขียวและสแนคเบญจรงค์ข้าว 5 สี กินเพื่อสุขภาพ

http://learning.eduzones.com/futurecareer/33034

20 กันยายน 2552

นักวิจัย ผลิตภัณฑ์อาหาร มก. พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ “บิสกิตถั่วเขียว” และ “สแนคเบญจรงค์ข้าว 5 สี” ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติ ใช้ไขมันและเกลือโซเดียมในปริมาณต่ำ เสริมแคลเซียมที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็ก พร้อมบรรจุภัณฑ์ทันสมัยดึงดูดใจผู้บริโภค

เนตรนภิส วัฒนสุชาติ นักวิจัยสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจและสังคมวิถีในการดำรงชีวิตของคนไทยได้รับอิทธิพลจากกระแสโลกาภิวัตน์ ส่งผลกระทบต่อการบริโภคอาหารที่ไม่สมดุลเกินปริมาณความต้องการของร่างกาย โดยเฉพาะอาหารที่มีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และโซเดียม (เกลือ) สูง ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ฯลฯ

“คณะนักวิจัย จึงเกิดแนวคิดวิจัยผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวต้นแบบ โดยการปรับปรุงสูตรให้เหมาะสมกับผู้บริโภคที่ส่วนใหญ่เป็นเด็ก และเยาวชนโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) ได้แก่

“บิสกิสถั่วเขียว” (Healthy Bean Biscuits) ทำจากถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ และถั่วเหลือง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารประเภทโปรตีนที่ได้จากพืชคุณภาพดี ราคาถูก มีโปรตีนร้อยละ 20 – 40 มีใยอาหาร โฟเลท วิตามิน และเกลือแร่สูง อีกทั้งการบริโภคถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานให้ดีขึ้น และทำให้ระดับโคเลสเตอรอช่วยป้องกันอาการท้องผูก โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของลในเลือดลดลง

ซึ่ง บิสกิตถั่วเขียวเพื่อสุขภาพ เป็นต้นแบบผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวเด็กเพื่อสุขภาพที่พัฒนาสูตรโดยการเติมถั่วเขียว หรือ ถั่วแดง ร้อยละ 40 ของน้ำหนักแป้ง โดยมีส่วนผสมโปรตีนเข้มข้น (Whey Protein Concentrate) และแคลเซียม เพื่อช่วยเสริมคุณค่าโภชนาการให้ครบถ้วน

และ “สแนคเบญจรงค์” ทำจาก ข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยมาทำการแปรรูปให้ได้ผลิตภัณฑ์ ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และเหมาะสำหรับเป็นขนมเด็กเพื่อสุขภาพ ข้าวที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลัก คือ ข้าวกล้องจากข้าวหอม และข้าวเจ้าหอมนิล ผ่านกระบวนการเอกซ์ทรูชัน (Extrusion Process) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพต่อการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะ พอง กรอบ และมีความปลอดภัย ต่อการบริโภค ซึ่งนอกจากข้าวแล้ว “สแนคเบญจรงค์” ยังประกอบไปด้วยวัตถุดิบอื่น ๆ ที่มีคุณค่า รวมทั้งสารสร้างสุขภาพ (Functional Food) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ทั้งนี้ได้มีการพัฒนารูปลักษณ์สะดุดตา และจูงใจผู้บริโภค โดยมีรูปร่างคล้ายโดนัทชิ้นเล็กแต่งเติมให้มีสีสันสะดุดตาจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ 5 สี ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง ใบหม่อน (mulberry) ขมิ้น (turmeric) และข้าวแดง (angkak) ซึ่งมีคุณประโยชน์ในด้าน การต้านอนุมูลอิสระ และลดโคเลสเตอรอลในร่างกาย เหมาะที่จะเป็นอาหารว่างสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยการพัฒนาสูตร ประกอบด้วย ข้าวกล้องจากข้าวหอม แป้งสาลี ข้าวโพด คอร์นกริต แป้งถั่วเหลืองพร่องไขมัน แป้งถั่วเหลืองไขมันเต็ม และแคลเซียมคาร์บอเนต เป็นต้น

นักวิจัย มก.กล่าวต่อว่า จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ขนมทางเลือกเพื่อสุขภาพทั้งสองชนิดนี้ก็คือ คุณค่าทางโภชนาการสารอาหาร ซึ่งมีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมต่ำกว่าสูตรทั่วไปที่จำหน่ายในท้องตลาด มีองค์ประกอบโปรตีนใน ปริมาณ ที่พอเหมาะและแคลเซียมร้อยละ 15 ของปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน โดยเพิ่มวัตถุดิบจากธรรมชาติ ได้แก่ ธัญพืช ถั่ว ฯลฯ ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เมื่อคิดปริมาณต่อขนาดบรรจุ 30 กรัม หรือหนึ่งหน่วยบริโภคผลวิเคราะห์สารอาหาร และฉลากข้อมูลโภชนาการ

“บิสกิตถั่วเขียว และ สแนคเบญจรงค์ข้าว 5 สี ที่พัฒนาขึ้นนี้เหมาะสำหรับเป็นต้นแบบให้ภาค อุตสาหกรรมทำการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมของบริษัทตนเองเพื่อจำหน่ายในท้องตลาดเนื่องจาก เป็นขนมทางเลือกใหม่ที่ลดน้ำตาล ไขมัน และโซเดียม ลงต่ำกว่าเกณฑ์อาหารอ้างอิงร้อยละ 25 ซึ่งเป็น ไปตามหลักเกณฑ์การรับรองอาหารลดน้ำตาล ไขมัน และโซเดียม ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงในการผลิตและ จำหน่ายให้กับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือเด็กและเยาวชน และสามารถวางขาย ในร้านสะดวกซื้อทั่วไป”

สำหรับผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่ผลิตขนมทางเลือกเพื่อสุขภาพในเชิงการค้า สามารถนำหลักการพัฒนาการปรับปรุงสูตรโดยการลดไขมัน น้ำตาล และโซเดียมให้ต่ำลง เพื่อให้ขนมที่ผลิตมีคุณภาพทางโภชนาการดีขึ้น ทั้งนี้สามารถเพิ่มธัญชาติ ผัก ผลไม้ ถั่วต่าง ๆ แหล่งสารอาหารโปรตีน และแคลเซียมที่เหมาะสมสำหรับเป็นอาหารมื้อว่างที่มีประโยชน์สำหรับเด็ก

ขณะนี้ ได้มีบริษัทเอกชนหลายแห่งเข้าร่วมโครงการผลิตผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ กับสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มก. และได้นำร่องผลิตขนมทางเลือกต่าง ๆ ออกสู่ตลาด เช่น บิสกิตถั่วแดงและถั่วเขียว ขนมผิงเกษตร ธัญพืชอบกรอบ สแนคข้าวโพดอบกรอบ ปลาแผ่นกรอบ และแครกเกอร์โฮลวีทผสมแป้งถั่ว นอกจากนี้เพื่อเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การอาหารและโภชนาการเพื่อสุขภาพ

** สอบถามรายละเอียดข้อมูลได้ที่ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 0-2942-8629-35

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์

แผงพลังงานแสงอาทิตย์จากเส้นผม

Filed under: Creative Ideas — jsoc @ 18:01

http://learning.eduzones.com/futurecareer/34927

15 ตุลาคม 2552

นักประดิษฐ์น้อยเชื่อแผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบใหม่ที่ใช้เส้นผมแทนซิลิคอน จะทำให้โลกมีพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญราคาย่อมเยากว่าที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันเกินครึ่ง

มิลาน คาร์กี วัย 18 ปี จากหมู่บ้านแห่งหนึ่งในแถบชนบทของเนปาล เชื่อว่าเขาได้ค้นพบทางออกในการพัฒนาพลังงานที่โลกต้องการแล้ว และว่าเส้นผมคนเราสามารถมาเป็นสื่อนำไฟฟ้าได้ และนี่อาจเป็นการปฏิวัติวงการพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

“ตอนแรกเลยผมแค่อยากผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองในบ้าน แล้วก็ขยายเป็นสำหรับหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ผมกำลังคิดถึงคนทั่วโลก” มิลาน นักเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งในกาฐมาณฑุ บอก

มิลานนำเส้นผมมาใช้แทนซิลิคอนราคาแพง เท่ากับว่าแผงพลังงานแสงอาทิตย์จะมีราคาถูกลงและเหมาะสมสำหรับชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารที่ไม่มีไฟฟ้าใช้

ในเนปาล หนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดของโลก ประชาชนมากมายไม่มีไฟฟ้าใช้ แม้แต่ในพื้นที่ที่น้ำไฟเข้าถึง ยังมีปัญหาขาดแคลนกระแสไฟฟ้าถึงวันละ 16 ชั่วโมง

แรกทีเดียวมิลานและเพื่อนร่วมชั้นเพียงแค่ทดลองสร้างแผงพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นมาเท่านั้น แต่ตอนนี้พวกเขาเชื่อว่านวัตกรรมนี้สามารถนำออกใช้และจำหน่ายในวงกว้างได้ โดยขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนศึกษาความเป็นไปได้

แผงพลังงานแสงอาทิตย์ของมิลานและเพื่อน ซึ่งผลิตพลังงานได้ 9 โวลต์ (18 วัตต์) มีราคาราว 23 ปอนด์ แต่หากผลิตออกมาจำนวนมาก เชื่อว่าราคาจะถูกลงเกินครึ่ง หรือเท่ากับแค่ 1 ใน 4 ของราคาแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ขายกันอยู่ขณะนี้

เมลานิน หรือจุดสีที่ทำให้ผมมีสี มีความไวแสงและยังทำหน้าที่เป็นสื่อนำไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี

แผงพลังงานแสงอาทิตย์ของวัยรุ่นเนปาลกลุ่มนี้สามารถใช้ชาร์จโทรศัพท์มือถือ หรือชุดแบตเตอรี่ที่ให้แสงสว่างได้ตลอดทั้งคืน

มิลานเริ่มความคิดในการผลิตกระแสไฟฟ้าตั้งแต่ยังเป็นเด็กชายอาศัยอยู่ในโคตัง พื้นที่ที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้โดยสิ้นเชิง

“แรกๆ ชาวบ้านไม่ค่อยเชื่อความสามารถของผม พวกเขาเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติมากกว่าวิทยาศาสตร์ แต่ตอนนี้พวกเขาเชื่อแล้ว”

เขาเริ่มต้นจากกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ แต่ต้นทุนแพงเกินไป เขาจึงค้นหาวิธีใหม่ๆ

มิลานที่มีโธมัส เอดิสันเป็นฮีโร่ บอกว่าตัวเองโชคดีที่พ่อแม่มีกำลังส่งเสียให้ได้เรียนหนังสือ ขณะที่ชาวบ้านอีกมากมายต้องออกไปทำงานตั้งแต่อายุน้อยๆ

เขาได้แรงบันดาลใจหลังจากอ่านหนังสือของสตีเฟน ฮอว์กิง นักฟิสิกส์คนดังที่อธิบายวิธีต่างๆ ในการสร้างพลังงานศักย์จากเส้นผม

“ผมได้รู้ว่าเมลานินเป็นหนึ่งในปัจจัยในการแปลงพลังงาน”

ในเนปาล คุณสามารถหาซื้อผมครึ่งกิโลกรัมได้ในราคาแค่ 16 เพนนี และใช้ได้นาน 2-3 เดือน ขณะที่ชุดแบตเตอรี่ราคา 50 เพนนีและใช้ได้แค่ไม่กี่คืน

มิลานบอกว่า คนทั่วไปสามารถเปลี่ยนเส้นผมในแผงพลังงานแสงอาทิตย์เองได้

สามปีหลังจากตีโจทก์แตก มิลานบอกว่าไอเดียนี้มีความสำคัญมากขึ้นจากความจำเป็นในการค้นหาพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในยุคที่แหล่งพลังงานเริ่มมีจำกัดและภาวะโลกร้อน

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ ไลฟ์สไตล์

นวัตกรรมใหม่เส้นใยสังเคราะห์ “ผักตบชวา ดูราวีร่า” (DURAWERA – SYNTHETIC WATER HYACINTH)

Filed under: Creative Ideas — jsoc @ 17:59

http://learning.eduzones.com/futurecareer/35255

22 ตุลาคม 2552

ใครจะคิดว่าวันหนึ่ง “เจ้าผักใบเขียว” ที่ลอยตุบป่องอยู่ตามคูคลอง อย่าง “ผักตบชวา” ที่หลายคนอาจคิดว่ามีไว้เพื่อเป็นอาหารให้สุกร หรือไม่ก็นำมาหมักทำปุ๋ยนั้น วันนี้จะอัพเกรดตัวเองขึ้นมาทำประโยชน์ได้ในแวดวงเฟอร์นิเจอร์ไทย โดยงานนี้ต้องปรบมือดังๆให้กับ บริษัทฮาวายไทยฯ ที่สามารถต่อยอดความสำเร็จจากหวายสังเคราะห์ เปิดตัวสุดยอดแห่งนวัตกรรมใหม่เส้นใยสังเคราะห์ “ผักตบชวา ดูราวีร่า” (DURAWERA – SYNTHETIC WATER HYACINTH) เป็นรายแรกของโลกที่ผลิตเหมือนธรรมชาติมากสุด

นายวิวัฒน์ วิภวพาณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทฮาวายไทย ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์สานและวัสดุถักทอจากเส้นหวายธรรมชาติ และหวายจากเส้นใยสังเคราะห์ภายใต้ชื่อ ดูราวีร่า “Durawera” เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทดำเนินการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ “ดูราวีร่า” มายาวนานกว่า 17 ปี ทำให้เป็นที่ไว้ใจของลูกค้าทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยล่าสุดบริษัทฯได้พยายามคิดค้นพัฒนาเส้นใยสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ลักษณะเป็นเส้นใยผักตบชวาเหมือนจริงมากที่สุด และสามารถนำมาผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่สวยงาม ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับการตอบรับเป็นอย่างมากทั้งตลาดอเมริกาและยุโรป ซึ่งนับว่าเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งของฮาวายไทยที่พยายามสรรหาสิ่งใหม่ๆ มาผลิตเป็นวัสดุให้แก่วงการนักออกแบบเป็นทางเลือกหนึ่งในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่อไป

“บริษัทฮาวายไทยฯ ได้พัฒนาเส้นใยผักตบชวามาตั้งแต่ปี 2005 จนปี 2007 ก็ได้เส้นใยที่เหมือนธรรมชาติมากที่สุด โดยเมื่อกันยายนที่ผ่านมาเราได้นำสินค้าไปร่วมแสดงภายในงาน International Casual Furniture & Acessories Market TM ที่ชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้เข้าร่วมชมงานเป็นอย่างมาก ซึ่งในปีหน้าเรามีแผนงานจะนำผลิตภัณฑ์ไปโชว์ที่ลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา และเมืองโคโลญจ์ ประเทศเยอรมัน เพื่อขยายฐานในตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น” นายวิวัฒน์กล่าว

สำหรับจุดเด่นของเส้นใยผักตบชวา ดูราวีร่านั้น นายวิวัฒน์บอกว่า ต้องยกให้กับความทนทานต่อทุกสภาวะอากาศทั้งร้อนจัด หนาวจัด ทนต่อลมฝน สีไม่ซีด มีความยืดหยุ่นได้ดี ทำความสะอาดง่าย ฝุ่นไม่เกาะ ที่สำคัญคือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้บริษัทฯ ได้นำไปทดสอบกับสถาบัน ATLAS WEATHERING SERVICES GROUP ที่สหรัฐอเมริกา สามารถทนความร้อนได้ถึง 50 องศาเซลเซียส คงทนต่อรังสียูวี และสภาวะอากาศที่หนาวจัดได้ไม่น้อยกว่า 5 ปี

ทั้งนี้ทางผู้ผลิตดูราวีร่ายังบอกอีกว่า ปัจจุบันสามารถผลิตเฟอร์นิเจอร์จากเส้นใยผักตบชวา ดูราวีร่าได้เฉลี่ยวันละ 30-40 ตัว โดยสินค้าทุกตัวจะเป็น Hand Made ทั้งหมด ทำให้ต้องใช้ระยะเวลานาน สินค้ามีความละเอียด และสวยงามมาก สำหรับในปีหน้าบริษัทฯ ยังได้เตรียมแผนเปิดตัวดีไซน์ใหม่ผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเส้นใยผักตบชวา ดูราวีร่า โดย ดีไซน์เนอร์ชื่อดังจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เคยฝากผลงานให้กับแบรนด์ระดับโลกมาหลายดีไซน์แล้ว อีกทั้งใน ยุโรป มีแบรนด์ระดับโลกมากมายที่ออกตัวว่าได้นำเส้นใยสังเคราะห์ ดูราวีร่า เป็นวัสดุหลักในการผลิตสินค้าออกสู่ตลาดภายใต้แบรนด์ “ดูราวีร่า” เพิ่มเติมอีกด้วย

และเพื่อสนับสนุนภูมิปัญญาคนไทยให้เป็นที่รู้จักและแพร่หลายในวงการดีไซน์ ทางศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC เลยถือโอกาสนี้้นำเส้นใยผักตบชวา ดูราวีร่า ไปบรรจุไว้ในศูนย์ฯ เพราะ ถือว่าเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่ทำได้เหมือนธรรมชาติมากที่สุด โดยจะจัดไว้ในกลุ่มผลงานจากพลาสติก ซึ่งเป็นหมวดที่ใหญ่ที่สุด

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ October 22, 2009, 1:45am

เครื่องวัดหยดน้ำเกลือ บลูทูธ

http://learning.eduzones.com/webter/35348

24 ตุลาคม 2552

เครื่องวัดหยดน้ำเกลือและส่งข้อมูลแบบบลูทูธ ผลงานวิจัยของ ดร.สุเมธ อ่ำชิต อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์อุตสาหกรรมและอุปกรณ์การแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) พร้อมด้วยทีมนักศึกษา นายธวัชชัย วงศ์กุนา นายศราวุธ วงค์ขัติ นายศาสตรา อยู่ดี โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อคิดค้นและพัฒนาเครื่องวัดหยดน้ำเกลืออัตโนมัติผ่านการส่งข้อมูลแบบบลูทูธ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการดูแลผู้ป่วยของพยาบาล เครื่องวัดหยดน้ำเกลือและส่งข้อมูลแบบบลูทูธนี้จะทำการตรวจนับหยดน้ำเกลือผ่านอินฟราเรดเซนเซอร์ แล้วส่งข้อมูลไปแสดงผลบนจอ LCD ที่บริเวณขวดน้ำเกลือ ในขณะเดียวกันนี้ยังส่งข้อมูลที่ได้ผ่านสัญญาณบลูทูธไปปรากฏที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เคาเตอร์พยาบาล โดยตัวเครื่องจะบอกถึงอัตราการไหลของน้ำเกลือเป็นมิลลิลิตรต่อเวลาหนึ่งนาที ปริมาตรและจำนวนหยดของน้ำเกลือต่อเวลาหนึ่งนาที ปริมาตรคงเหลือของน้ำเกลือในขวดน้ำเกลือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ และส่งสัญญาณเสียงเตือน เมื่อน้ำเกลือใกล้จะหมดหรือจำนวนหยดของน้ำเกลือต่อเวลาหนึ่งนาที

การทดสอบของสร้างเครื่องวัดหยดน้ำเกลือและส่งข้อมูลแบบบลูทูธ ในการวัดอัตราการไหลของน้ำเกลือและทำการนับจำนวนหยดของน้ำเกลือได้จริง และผลที่ได้อยู่ในเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 2 % งบประมาณที่ใช้ประมาณ 7,000 บาท ระยะเวลาในการสร้าง 1 ปี

เครื่องวัดหยดน้ำเกลือและส่งข้อมูลแบบบลูทูธ มีแนวคิดคล้ายกับเครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือด (Infusion Pump) โดยมีคุณสมบัติที่ง่ายต่อการใช้งานและสามารถนำมาติดตั้งกับชุดน้ำเกลือธรรมดาได้ นอกจากนี้เครื่องต้นแบบนี้ยังถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้สะดวกไม่ยุ่งยาก และยังสามารถบอกเตือนว่าน้ำเกลือใกล้หมด น้ำเกลือไม่ไหลหรือจำนวนหยดน้ำเกลือไหลมากเกินไปอีกด้วย

เครื่องต้นแบบนี้มีแนวความคิดที่ต้องการอำนวยความสะดวก และเพิ่มความทันสมัยในการดูแลผู้ป่วยของพยาบาล เพื่อให้พยาบาลหรือผู้ดูแลผู้ป่วยได้มีเวลาในการทำหน้าที่อื่นๆ ได้มากยิ่งขึ้น จึงได้ทำการพัฒนาและสร้างเครื่องวัดหยดน้ำเกลือและส่งข้อมูลแบบบลูทูธ เพื่อช่วยให้พยาบาลหรือผู้ดูแลผู้ป่วยได้รับทราบข้อมูลและสถานะในการให้น้ำเกลือแก่ผู้ป่วย ผ่านทางการส่งข้อมูลแบบบลูทูธ ทำให้ไม่ต้องคอยมาตรวจสอบปริมาณน้ำเกลือที่เตียงผู้ป่วย และเมื่อน้ำเกลือใกล้จะหมดก็จะส่งสัญญาณเตือนไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เคาท์เตอร์พยาบาล

นอกจากนี้เครื่องวัดหยดน้ำเกลือและส่งข้อมูลแบบบลูทูธที่พัฒนาขึ้นนี้ยังสามารถเฝ้าระวังให้ในกรณีที่เข็มน้ำเกลือหลุดก็จะส่งสัญญาณเตือนว่าน้ำเกลือไหลมากเกินไป และเครื่องก็จะส่งข้อมูลมาที่ตัวรับที่เคาท์เตอร์พยาบาลว่าเป็นผู้ป่วยเตียงไหน พยาบาลหรือผู้ดูแลผู้ป่วยสามารถเข้ามาตรวจสอบแก้ไขได้ทันเวลา เพราะในปัจจุบันหากเกิดความล่าช้าในการที่จะมาเปลี่ยนน้ำเกลือแต่ละครั้งก็ไม่ทราบเวลาที่แน่นอนของน้ำเกลือว่าจะหมดเมื่อไหร่ ทำให้พยาบาลหรือผู้ดูแลผู้ป่วยต้องคอยตรวจสอบระดับน้ำเกลือเป็นระยะๆ และในการให้น้ำเกลือแต่ละครั้งก็ใช้ระยะเวลานานจึงเป็นการเสียเวลาในการมาตรวจเช็คปริมาณน้ำเกลือบ่อยครั้ง นอกจากนี้ในโรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยที่มีบุคลากรน้อย ยังมีความต้องการเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกในการดูแลผู้ป่วย

ดร.สุเมธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องมีการพัฒนาเครื่องวัดหยดน้ำเกลือและส่งข้อมูลแบบบลูทูธในเชิงพาณิชย์นั้นต้องพัฒนาเน้นให้การรับส่งข้อมูลให้เร็วกว่าเดิมและสามารถรองรับผู้ป่วยได้คราวมากๆ และเพื่อสะดวกในการใช้งานมากขึ้นโดยพัฒนาการส่งข้อมูลแบบ Wireless LAN และช่วยประหยัดเวลามาก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร.สุเมธ อ่ำชิต อาจารย์ประจำ ภาควิชาฟิสิกส์อุตสาหกรรมและอุปกรณ์การแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โทรศัพท์ 0-2913-2500 ต่อ 4407 กด 2 หรือ 089-188-8309

ที่มา : ขวัญฤทัย ศรีวัฒนพล หัวหน้างานประชาสัมพันธ์ มจพ.

เห็ดในโอ่ง เพื่อบริโภค ในครัวเรือน

Filed under: Creative Ideas — jsoc @ 17:56

28 กันยายน 2552

http://learning.eduzones.com/futurecareer/33847

หลายคนต่างก็ทราบดีว่าอาชีพการเพาะเห็ดชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเห็ดฟางซึ่งมีวิธีเพาะหลากหลายรูปแบบ ที่สะดวกและเป็นที่นิยมกันมากในขณะนี้ก็คือการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าพลาสติกแบบไม่ใช้โรงเรือนหรือการเพาะเห็ดฟางในกระสอบ โดยใช้แรงงานไม่มากและต้นทุนไม่สูงมากนัก

สำหรับเห็ดชนิดอื่น ๆ อาทิ เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดภูฏาน เห็ดหูหนู ส่วนใหญ่จะซื้อเห็ดถุงมาเปิดดอกและการเพาะเห็ดประเภทนี้มีความจำเป็นจะต้องสร้างโรงเรือน ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าถ้าจะลงทุนในการเพาะเห็ดประเภทนี้ในเชิงพาณิชย์จะต้องมีการตรวจสอบเรื่องการตลาดให้ดีเสียก่อน แต่ถ้าจะเพาะเพื่อการบริโภคในครัวเรือนแบบเศรษฐกิจพอเพียง ลดความยุ่งยากและไม่ต้องลงทุนสร้างโรงเรือนและใช้วัสดุเหลือใช้ในครัวเรือนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ คือ โอ่งแตกหรือร้าวนำมาเพาะเห็ด จึงได้เกิดวิธีการ “เพาะเห็ดโอ่งไม่ต้องใช้โรงเรือน”

คุณสถาพร ตะวันขึ้น เกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม ได้เริ่มต้นด้วยการเพาะเห็ด โดยซื้อก้อนเชื้อมาเปิดแต่พบว่าจะต้องมีการลงทุนและมีความยุ่งยากในการสร้างโรงเรือน ถึงแม้มีข้อมูลว่าการเพาะในโรงเรือนเห็ดจะออกดอกได้ดี แต่ดูแล้วไม่ค่อยสะอาดจึงได้พยายามค้นหาวิธีการให้ที่ลงทุนต่ำ มีวิธีการเพาะที่ง่ายและสะอาดปลอดภัย ได้ดอกเห็ดที่มีคุณภาพดี ที่บ้านคุณสถาพรมีโอ่งแตกอยู่และไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์จึงได้นำมาทดลอง เพาะเห็ด

วิธีการเพาะเห็ดโอ่งจึงเกิดขึ้นโดยไม่ต้องใช้โรงเรือนโดยเน้นเพื่อการบริโภคในครัวเรือน เพราะจะได้เห็ดที่มีความสด คุณภาพดีและรสชาติอร่อย โดยใช้โอ่งเก่า โอ่งแตกและโอ่งร้าวเป็นที่เพาะ สำหรับวัสดุอื่น ๆ ก็ไม่ยุ่งยากเพียงแต่ซื้อก้อนเชื้อเห็ดที่ต้องการจะเพาะ กระสอบป่านใส่ข้าวสารหรือตาข่ายพรางแสงสีดำและบัวรดน้ำเท่านั้น ขั้นตอนการเพาะอันดับแรกจะต้องเลือกสถานที่ใช้เพาะควรเป็นใต้ร่มไม้หรือบริเวณที่มีร่มเงา เมื่อได้สถานที่แล้วก็วางโอ่งในลักษณะเอียงนอนลงกับพื้นนำตะแกรงวางก้อนเชื้อเห็ดตามขนาดของโอ่งด้านล่าง นำก้อนเชื้อเห็ดมาวางบนตะแกรงที่เตรียมไว้ในโอ่ง

โดยใช้ก้อนเชื้อเห็ดตามขนาดของโอ่ง รดน้ำสะอาดวันละ 1 ครั้ง ใช้กระสอบป่านหรือตาข่ายพรางแสงสีดำคลุมปากโอ่ง คลุมไว้นานประมาณ 1-2 อาทิตย์ จะเริ่มเก็บเห็ดออกมารับประทานได้เป็นประจำทุกวัน เก็บเห็ดได้ทุกวันจนกว่าจะหมดนานประมาณ 1-3 เดือน คุณภาพของเห็ดที่เพาะได้ในโอ่งมีคุณภาพดีไม่แพ้ที่เพาะในโรงเรือน.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์

มทร.ธัญบุรี คิดกระดูกเทียมจากพลาสติกชีวภาพ

http://blog.eduzones.com/newdiary/36184

07 พฤศจิกายน 2552

การรักษาคนไข้ด้วยการฝังกระดูกเทียม เมื่อกระดูกจริงงอกใหม่ ต้องผ่ากระดูกเทียมออกซึ่งนับว่าคนไข้ต้องผ่าตัดอีกครั้ง เพื่อลดขั้นตอนการรักษา คนไข้ไม่ต้องเจ็บตัวหลายครั้ง และเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีให้ได้มาตรฐาน ไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี(มทร.ธัญบุรี) จึงพัฒนากระดูกเทียมจากพลาสติกชีวภาพ ที่สามารถย่อยสลายในร่างกายได้ประสบผลสำเร็จ

ผศ.สมหมาย ผิวสะอาด คณะบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (มทร.ธัญบุรี) อธิบายว่า โดยปกติ กระดูกเทียมที่ฝังเข้าไปในร่างกาย จะต้องถูกผ่าออกเมื่อกระดูกจริงงอกขึ้นมาใหม่ซึ่งคนไข้ต้องผ่าตัดหลายครั้ง แต่สำหรับกระดูกเทียมที่ย่อยสลายได้จะช่วยลดขั้นตอนการรักษาเพราะแพทย์จะผ่าตัดใส่กระดูกเทียมเพียงครั้งเดียว จากนั้น กระดูกเทียมจะค่อยๆย่อยสลายในร่างกายพร้อมๆกับเซลล์กระดูกใหม่งอกขึ้นมาแทนกระดูกเทียมในที่สุด ทั้งนี้ในส่วนของทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยกำลังอยู่ระหว่างการหา ทีมแพทย์ที่สนใจนำผลงานไปศึกษาและทดสอบเพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด “กระดูกเทียมจากพลาสติกชีวภาพ เป็นการสังเคราะห์พลาสติกพอลิแลคติกแอซิด(PLA)และไฮดรอกซี่อะพาไทท์(HAP) ด้วยกระบวนการไฮโดรเทอร์มอล ซึ่งได้คุณสมบัติเป็นที่น่าพอใจ พลาสติกที่ได้ คือสามารถรับน้ำหนักได้ดี ย่อยสลายได้ด้วยเอนไซน์ในร่างกายโดยไม่มีการต่อต้านใดๆในร่างกาย”

อัตราส่วนผสมการขึ้นรูประหว่าง HAP:PLA ที่เหมาะสมคือ 40:60 ซึ่งมีความทนทาน รับน้ำหนักได้ดี ทั้งนี้ในส่วนผสมดังกล่าวจะไม่ละลายในตัวทำละลาย ข้อดีคือ ในกระบวนการขึ้นรูปกระดูกเทียมเราจึงใช้วิธีการขึ้นรูปเชิงกล ซึ่งนอกจากรับน้ำหนักได้ดี ได้มาตรฐานเชิงพลาสติกแล้ว ยังไม่มีสารตกค้าง และเป็นพิษต่อร่างกาย เมื่อฝังกระดูกเทียมในร่างกายผู้ป่วย เพราะการขึ้นรูปกระดูกเทียมโดยทั่วไป จะใช้พลาสติกที่ไม่ย่อยสลาย ดังนั้นในการขึ้นรูปจะต้องใช้ตัวทำละลาย ซึ่งในตัวทำละลายนี้เองที่มีสารก่อมะเร็ง ก่อให้เป็นพิษต่อร่างกาย

ทั้งนี้ ผศ.สมหมาย ได้บอกอีกว่า โครงการนี้ได้รับทุนวิจัยจากสำนักคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ปี 2551 ซึ่งทีมวิจัยไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ เพราะเราได้มีโครงการวิจัยและพัฒนาต่อยอดด้านการขึ้นรูป เพื่อให้ได้กระดูกเทียมพลาสติกที่มีประสิทธิภาพ และมาตรฐานสูงสุด ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคข้อ และกระดูกให้แก่แพทย์ออโธปิดิกส์ต่อไปในอนาคต

อันตรายในตับหมู ไข่เยี่ยวม้า ปาท่องโก๋

http://blog.eduzones.com/racchachoengsao/36685

17 พฤศจิกายน 2552

ภัยจากอาหารบางชนิด

- ไข่เยี่ยวม้า ถ้ากินมากและบ่อย อาจเกิดพิษจากสารตะกั่ว การดูดซึมแคลเซียมลดน้อยลง ขาดแคลเซียม ทำให้กระดูกผุได้

- ตับหมู 1 กิโลกรัม มีคอเลสเตอรอลกว่า 400 มิลลิกรัม ถ้ามีมากและนานทำให้หลอดเลือดแข็งตัว เสี่ยงต่อโรคหัวใจ,หลอดเลือดทางสมอง,มะเร็ง

- เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้ การหมักมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรค และมีสารย่อยโปรตีน ไฮโดรเจนซัลไฟล์ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

- เนื้อสัตว์ย่าง เกิดสารเบนโซไพริน ก่อมะเร็ง

- บะหมี่สำเร็จรูป ทำให้ขาดสารอาหาร เกิดการสะสมสารพิษในร่างกาย

- ปาท่องโก๋ ใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่ว เป็นพิษต่อเซลล์สมอง ความจำเสื่อม คอแห้ง เจ็บคอ

- ผงชูรส ไม่ควรกินเกิน 6 กรัมต่อวัน จะทำให้กรดกลูตามิกในเลือดสูง ซึ่งมีผลต่อการทำงานของประจุแคลเซียมและแมกนีเซียม ทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์

- ผักโขม ผักปวยเล้ง มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้การขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมากเกิดภาวะขาดแคลน

- ผักดอง เกิดการสะสมเกลือโซเดียม หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูง เป็นโรคหัวใจง่าย

- เมล็ดทานตะวัน มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว กินมากทำให้มีการสะสมไขมันที่ตับได้

ขอบคุณข้อมูล : สะกิด.คอม

มหิดล-เอ็มเทค ทำเสื้อเกราะ กันกระสุน เอ็ม-16

Filed under: Military + Police Enforcement — jsoc @ 17:42

http://blog.eduzones.com/futurecareer/36273

10 พฤศจิกายน 2552

นักวิจัยมหิดลร่วมมือเอ็มเทค พัฒนาเสื้อเกราะกันกระสุนปืนเอ็ม-16 ไรเฟิล สำเร็จ ราคาต้นทุนถูกกว่านำเข้าเกือบครึ่ง ปตท. ให้ทุนอุดหนุนผลิต 100 ตัวแรก นำไปมอบให้ตำรวจและทหารในพื้นที่ชายแดนใต้ นักวิจัยเตรียมต่อยอดพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นและหนักน้อยลง เพิ่มความคล่องตัวให้ผู้สวมใส่ขณะปฏิบัติหน้าที่

ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) แถลงผลสำเร็จการพัฒนาเสื้อเกราะกันกระสุนจากโลหะ เซรามิกส์ และพลาสติก เมื่อวันที่ 5 พ.ย.52 ที่ผ่านมา พร้อมจัดพิธีส่งมอบเสื้อเกราะกันกระสุนให้แก่ บริษัท พีทีที โพลิเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ในกลุ่ม ปตท. จำนวน 100 ตัว เพื่อนำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารใช้ป้องกันตัวขณะปฏิบัติราชการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ดร.กุลจิรา สุจิโรจน์ นักวิจัยเอ็มเทค กล่าวว่า เสื้อเกราะกันกระสุนที่พัฒนาขึ้นนี้เป็นเสื้อเกราะชนิดแข็ง ประกอบด้วยแผ่นกระจายแรงอยู่ด้านนอก และแผ่นดูดซับแรงอยู่ด้านใน

แผ่นกระจายแรงทำจากเซรามิกส์และโลหะ ทำหน้าที่ละลายหัวกระสุน คุณสมบัติของเซรามิกส์ที่เบาและแข็งสามารถทำให้หัวกระสุนที่มีความเร็วสูงแตกออกเป็นชิ้นเล็กๆ ได้ และความแข็งช่วยกระจายแรงได้ดี ส่วนแผ่นดูดซับแรงผลิตจากแผ่นโพลิเมอร์คอมโพสิทจากเม็ดพลาสติกเอชดีพีอี (HDPE) ซึ่งมีความแข็งแรงสูง ทำหน้าที่ลดแรงกระแทกที่เหลือ

เสื้อเกราะดังกล่าวมีน้ำหนักประมาณ 9 กิโลกรัม ประกอบด้วยเกราะแผ่นสอด 2 แผ่น คือ ด้านหน้าและด้านหลัง เกราะแผ่นสอดมีลักษณะเป็นแผ่นโค้งและเหมาะกับสรีระของคนไทย ผ่านการทดสอบคุณภาพจากองพลาธิการทหารและสรรพาวุธ สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วว่ามีประสิทธิภาพการป้องกันภัยของเกราะบุคคลในระดับ 3 ตามมาตรฐานเอ็นไอเจ (National Institute of Justice: NIJ) สหรัฐอเมริกา คือ สามารถป้องกันกระสุนปืน 7.62 ม.ม., ปืนเอ็ม-16 และปืนไรเฟิลได้ ซึ่งเป็นอาวุธสงครามที่ใช้กันอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ด้าน รศ.ดร.ทวีชัย อมรศักดิ์ชัย ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้วิจัยแผ่นดูดซับแรงจากโพลิเมอร์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เสื้อเกราะกันกระสุนนี้มีอายุการใช้งานนานกว่า 5 ปี หากยังไม่ถูกกระสุนปืน และนานกว่าเสื้อเกราะกันกระสุนโดยทั่วไปที่ผลิตจากเส้นใยเคฟลาร์ ทั้งนี้เพราะแผ่นโพลิเมอร์ HDPE คอมโพสิทมีความทนทานต่อความชื้นและแสงแดดมากกว่า แต่ปกติแล้วจะไม่นำเสื้อเกราะที่ถูกกระสุนปืนแล้วกลับมาใช้อีก

ทั้งนี้ เสื้อเกราะกันกระสุนที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทยชุดนี้มีต้นทุนการผลิตประมาณ 30,000 บาทต่อชุด ซึ่งต่ำกว่าเสื้อเกราะกันกระสุนนำเข้าจากต่างประเทศที่มีป้องกันได้ในระดับเดียวกันเกือบเท่าตัว โดยเอ็มเทคและมหิดลร่วมกันวิจัยพัฒนาและผลิตขึ้นเป็นจำนวน 100 ตัว เพื่อมอบให้กับ บริษัท พีทีที โพลิเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ 5.5 ล้านบาท พร้อมวัตถุดิบเม็ดพลาสติก โดยจะนำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารใช้ป้องกันตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

รศ.ดร.ทวีชัย บอกอีกว่าขั้นต่อไปจะพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เส้นใยโพลิเมอร์ HDPE มีความแข็งแรงมากขึ้น 2 เท่า ด้าน ดร.กุลจิรา ก็เตรียมพัฒนาแผ่นกระจายแรงให้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและมีน้ำหนักน้อยลง 20-30% เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้สวมใส่ขณะปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งจะพัฒนาหมวกกันกระสุนด้วย

อย่างไรก็ตาม เสื้อเกราะกันกระสุนถือเป็นยุทธภัณฑ์อย่างหนึ่ง ซึ่งการผลิตและการครอบครองจะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงกลาโหมเท่านั้น ซึ่งทีมวิจัยจะพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเสื้อเกราะให้ทันกับเทคโนโลยีอาวุธสงคราม ส่วนผลงานที่สำเร็จและจดสิทธิบัตรแล้วนั้นวางแผนจะถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน เพื่อให้มีการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้มีราคาถูกลงได้อีก และผู้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีจะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงกลาโหมด้วย

สแตมป์ ทั่วทั้งชาติคือสีแดง แพงสุดในการประมูลในจีน

Filed under: General knowledges — jsoc @ 17:40

08 พฤศจิกายน 2552

http://blog.eduzones.com/futurecareer/36214

แสตมป์แดนมังกรรุ่นเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ซึ่งเกิดความผิดพลาดในการออกแบบ จนถูกเรียกเก็บในวันเดียวกับที่ออกวางจำหน่ายนั้น ล่าสุดมีผู้ประมูลซื้อไปด้วยราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับแสตมป์ของจีนในการประมูลที่ฮ่องกงเมื่อวันอาทิตย์ (1 พ.ย.)

นักประมูลชาวเอเชีย ซึ่งมิได้มีการเปิดเผยนามรายหนึ่ง คว้าแสตมป์เมื่อปีพ.ศ.2511 ซึ่งหายากดวงนี้ไปครอง โดยยอมควักกระเป๋าจ่ายเป็นเงินจำนวนถึง 3,680,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 15,675,000 บาท

ส่วนแสตมป์แบบเดียวกัน แต่ขนาดเล็กกว่าอีก 6 ดวง มีผู้ประมูลไป รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,930,000 ดอลลาร์ฮ่องกง

แสตมป์มีความผิดพลาดตรงที่รูปภาพในแสตมป์มิได้ระบุว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน ผู้ออกแบบคือนายหวัง เหว่ยเซิง โดยเขาและผู้ออกแบบคนอื่น ๆ ได้รับมอบหมายให้ออกแบบแสตมป์หลายชุดในช่วงที่จีนมีการปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อกลางทศวรรษ1960 และเป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองขนานใหญ่ ซึ่งดำเนินมานานถึงหนึ่งทศวรรษบนแผ่นดินใหญ่

แสตมป์ของนายหวังนั้น เขาวาดภาพแรงงานผู้หนึ่งกำลังถือหนังสือ ซึ่งเต็มไปด้วยถ้อยคำ ที่คัดมาถ้อยคำของท่านผู้นำเหมา เจ๋อตง โดยมีแผนที่ประเทศจีนสีแดงเป็นฉากหลัง ทว่านายหวังลืมระบายสีแดงตรงไต้หวัน ด้วยความเผลอเรอนี้เอง แสตมป์จึงถูกเรียกคืน หลังจากเพิ่งวางจำหน่ายได้เพียงครึ่งวันเท่านั้น

“ผมวิตกกังวลมาเป็นเวลานานทีเดียวครับว่าจะถูกจับขังคุก” นายหวังเล่าให้ฟัง ขณะชมการประมูล

“เจ้าหน้าที่บอกผมว่ามันเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ แต่สุดท้ายก็ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น” เขากล่าวอย่างโล่งอก

‘MosHouse’ มิติใหม่ กำจัดยุง เชือดด้วยธรรมชาติ

Filed under: Creative Ideas — jsoc @ 17:39

06 พฤศจิกายน 2552

กล่องกระดาษรูปทรงเหมือนบ้าน ดูภายนอกอาจเรียบง่าย แต่แท้จริงแล้ว เป็นมิติใหม่ในการดักจับ “ยุงลาย” ต้นเหตุแห่งโรคไข้เลือดออก มีจุดเด่นดักจับและทำลายวงจรชีวิตยุงลายได้ครบวงจรจากกระบวนการธรรมชาติ โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ ไฟฟ้า หรือสารเคมีที่จะเป็นอันตรายต่อคน ถือเป็นนวัตกรรมใหม่หนึ่งเดียวของประเทศ และของโลกด้วย

ผลงานดังกล่าวเป็นของหนุ่มรุ่นใหม่อย่าง “รุ่งฤทธิ์ กฤตยพงษ์” รองกรรมการผู้จัดการบริษัท โก กรีน จำกัด ไอเดียมาจากส่วนตัวชอบสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ ที่ผ่านมาเคยประดิษฐ์สินค้าได้สิทธิบัตรหลายตัว ประกอบกับมารดา (รศ.ดร.ปัทมาภรณ์ กฤตยพงษ์) ทำหน้าที่หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อความเป็นเลิศ พาหะและโรคที่นำโดยพาหะ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีข้อมูลความรู้ และงานวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ที่เป็นพาหะนำเชื้อโรคอยู่จำนวนมาก ดังนั้น อยากนำความรู้ดังกล่าวมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม

“ผมคิดว่า ทุกวันนี้ ปัญหาโลกร้อน และสุขภาพเป็นกระแสที่ทุกคนให้ความสนใจ ทำให้เกิดบริษัท โกกรีน จำกัดขึ้น ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนกับสถาบันการศึกษา เพื่อจะนำผลงานวิจัยต่างๆ มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ โดยผลงานชิ้นแรกที่พัฒนาขึ้น คือ MosHouse หรือบ้านยุง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยดักจับยุงลาย ภายในบ้าน เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นโรคที่ใกล้ตัวคนและมีอันตรายสูง จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่าในหนึ่งปี จะมีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกถึงกว่า 50 ล้านคนทั่วโลก และมีอัตราเสียชีวิตจากโรคนี้ถึง 15% ดังนั้น สินค้าที่พัฒนาขึ้น น่าจะมีประโยชน์ช่วยลดความเสี่ยงการติดโรคได้”

เจ้าของไอเดีย อธิบายถึงการออกแบบเป็นกล่องกระดาษรูปทรงห้าเหลี่ยมคล้ายบ้าน สีดำสลับแดง ภายในจะบรรจุถาดกระดาษสำหรับเติมน้ำเปล่าที่ต้องผสมกับผงชีวภาพ และมีแผ่นกาวชนิดพิเศษวางขวางกึ่งกลางกล่อง ทั้งหมดล้วนมีประโยชน์ต่อกระบวนการดักจับยุงลาย ซึ่งอาศัยหลักธรรมชาติ สร้างสภาพแวดล้อมที่ยุงชอบล่อให้มาติดกับดัก โดยไม่ต้องใช้สารเคมี หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าใดๆ เลย

กล่าวคือ สีแดงและดำจะเป็นสีที่ยุงลายชอบอยากบินเข้ามา ขณะที่ความชื้นของน้ำและกลิ่นของผงชีวภาพจะยั่วเย้าล่อให้ยุงลายเข้ามาวางไข่ และเมื่อบินเข้ามาแล้ว ด้วยดีไซน์ที่มีเหลี่ยมมุมต่างๆ จะทำให้ยุงบินออกยากมาก และเมื่อบินไปเกาะบนแผ่นกาว จะถูกติดไม่สามารถหนีหลุดได้เลย ส่วนไข่ที่ลงไปในน้ำจะไม่สามารถเพาะเชื้อต่อได้ เนื่องจากในน้ำที่ผสมผงชีวภาพจะมีสารกำจัดลูกน้ำ เท่ากับตัดวงจรแพร่เชื้อของยุงลายอย่างเบ็ดเสร็จครบวงจร

สำหรับการใช้งานควรวางไว้ตามมุมมืดที่ไม่มีลมพัด ตรวจสอบระดับน้ำเพื่อรักษาความชื้นไว้เสมอ อย่าปล่อยให้แห้ง ส่วนผงชีวภาพที่ใส่ในน้ำ เป็นผงสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติ กำจัดเฉพาะลูกน้ำ ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่น โดยควรเติมผงชีวภาพทุกๆ 45 วัน เฉลี่ยแล้ว บ้านยุงมีอายุใช้งานประมาณ 2 เดือน

ด้านประสิทธิภาพในการดักจับยุงลายนั้น จากการทดสอบในห้องทดลอง ปล่อยยุงลายไว้ 15 ตัวปรากฏว่า ทั้งหมดเข้ามาติดในบ้านยุง อย่างไรก็ตาม ในการใช้งานจริงจะต้องมีปัจจัยอื่นๆ มาเป็นตัวแปรด้วย เช่น จุดที่ตั้ง กระแสลม เป็นต้น ซึ่งจากการทดลองวางในสถานที่จริง ตามบ้านในชนบทที่มายุงชุม ปรากฏว่า โดยเฉลี่ยจะดักจับยุงได้ประมาณ 3-4 ตัวต่อวัน

“สิ่งสำคัญที่ผมอยากบอกกับผู้ใช้บ้านยุง คือ อุปกรณ์นี้ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไข้เลือดออกภายในบ้านของตัวเอง ไม่ได้มุ่งจับยุงรำคาญ ซึ่งข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า คนที่ติดเชื้อไข้เลือดออกกว่า 90% จะได้รับเชื้อภายในบ้าน หรือสวนของตัวเอง ซึ่งโดยทั่วไปจะพบยุงลายที่อยู่ในบ้านไม่กี่ตัว ดังนั้น หากสามารถดักจับยุงลายเหล่านี้ได้ ก็จะลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้สูง”

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงบ้านยุงสามารถดักยุงได้ทุกชนิด แต่เนื่องจากสีที่ใช้ และผงชีวภาพถูกออกแบบมามุ่งดักจับยุงลายในบ้านโดยเฉพาะ ดังนั้น จะใช้ได้ผลดีที่สุดกับยุงลายบ้าน ทว่า ในอนาคตจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อดักจับยุงชนิดอื่นๆต่อไป เช่น บ้านยุงสำหรับดักจับยุงลายสวน ซึ่งเป็นพาหะของโรคไข้ชิคุนกุนยา เป็นต้น

แม้ว่า ภายนอกบ้านยุงจะดูเรียบง่าย แต่แท้จริงแล้ว เป็นนวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยและพัฒนามากว่า 1-2 ปี ใช้งบประมาณไปแล้วหลักแสนบาท

หัวใจสำคัญในการทำงานมาจาก 3 องค์ประกอบ คือ 1. กาวชนิดพิเศษ อายุใช้งานยาวนานนับปี คุณสมบัติเมื่อยุงเข้าไปติดแล้วจะไม่สามารถหลุดออกมาได้เลย 2. ผงชีวภาพซึ่งเป็นสูตรลับ และ3.การดีไซน์รูปแบบ ทั้งหมดเป็นนวัตกรรมใหม่ รายแรกของไทยและของโลก ซึ่งจดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อยแล้ว

และจากความพิเศษดังกล่าว ผลงานบ้านยุง ได้คว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 2 รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม 2009 จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

ในส่วนการทำตลาดนั้น รุ่งฤทธิ์ แจงว่า เนื่องจากสินค้าประเภทนี้ ต้องการการอธิบายข้อมูลต่างๆ เบื้องต้นจึงเน้นผ่านการขายตรง ซึ่งจะสื่อสารกับผู้บริโภคได้ดีกว่า เช่น ทีวีไดเร็กซ์ แคตตาล็อกสินค้า และเว็บไซต์ เป็นต้น เตรียมออกสู่ตลาดจริงในเดือนธันวาคม 2552 นี้ ราคาขายปลีกที่ชุดละ 295 บาท และหลังจากนั้น เมื่อสินค้าเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมากขึ้น จะขยายสู่การวางตามร้านค้า และห้างสรรพสินค้า จากนั้น จะขยายสู่ตลาดต่างประเทศต่อไป

รุ่งฤทธิ์ ทิ้งท้ายว่า อนาคตจะผลักดันสินค้านวัตกรรมอื่นๆ ตามมา โดยให้อยู่ภายใต้แนวคิดเดิม คือ นำผลงานวิจัยที่มีประโยชน์มาต่อยอดสู่การตลาด สร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต ซึ่งจะเป็นการนำผลงานจากหิ้งมาสู่ห้างอย่างเป็นรูปธรรม
โทร.0-2441-0227

หลอดไฟไล่ยุง “ชิว ชิว” เส้นทางปั้นเถ้าแก่

Filed under: Creative Ideas — jsoc @ 17:36

http://blog.eduzones.com/futurecareer/35469

25 ตุลาคม 2552

ปัจจุบันการทำการค้าของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ เอสเอ็มอีคนไทย มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งมีทั้งโอกาส และเสียโอกาสไปพร้อมๆ กัน อยู่ที่ว่าจะรู้จักปรับตัวและหาโอกาสในช่องว่างที่มีอยู่ไม่มากนี้อย่างไร

สิ่งหนึ่งที่พบได้และดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย คือ การที่ผู้ผลิตหันมาเป็นผู้ค้าเอง หลังจากที่สินค้าจากประเทศจีน เริ่มทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพราะแทนที่จะผลิตแข่ง หันมานำเข้าและเป็นผู้ขายเพียงอย่างเดียว เพราะได้ต้นทุนที่ต่ำกว่าการผลิตเอง

นายอริย์รัช โรจน์นิรันดร์ เจ้าของ บ.ชิวชิว จก.

นายอริย์ธัช โรจน์นิรันดร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิว ชิว จำกัด หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศ เล่าว่า สำหรับบริษัท ชิว ชิว จำกัด ได้ก่อตั้งมาได้ประมาณ 3 ปี ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าจากหลายประเทศ โดยเลือกสินค้าอุปโภค บริโภคที่มีความแปลกใหม่ เพราะเป็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค อาทิ เช่น หลอดไฟไล่ยุง น้ำมันมะรุม ชุดบาร์ซิลิโคนแทนการเสริมทรวงอกด้วยการผ่าตัด เป็นต้น

ช่องทางการจัดจำหน่าย มาจากการบอกกันแบบปากต่อปาก หรือ การขายผ่าน เซเว่นแคตตาล็อค รวมถึงการออกงานแสดงสินค้า ขายผ่านเว็บไซต์ และเนื่องจากสินค้าของเราเป็นสินค้าที่แปลกใหม่ หรืออยู่ในกระแสความนิยม จึงค่อนข้างจะได้รับความสนใจจากลูกค้าค่อนข้างมาก ข้อดีของการเป็นตัวแทนจำหน่ายสามารถทำตลาดแบบไม่ต้องลงทุนมาก และเป็นบริษัทเล็ก สามารถที่จะเลือกสินค้ามาขายได้หลากหลาย อันไหนไม่ประสบความสำเร็จเราก็ไม่ทำต่อ ไปหาของใหม่เข้ามาขายได้ตลอด โดยไม่ต้องสต็อกสินค้าจำนวนมาก

ที่สำคัญปัจจุบันสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนมีสินค้าใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง และราคาค่อนข้างถูก บางครั้งราคาถูกกว่าสินค้าที่เราผลิตเองเสียอีก ทำให้เราได้ผลตอบแทนจากกำไรต่อหน่วยในระดับที่พึงพอใจ ประมาณ 30-50% จุดเริ่มต้นของการมาเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าจากต่างประเทศ มาจากการที่ผมต้องการทำการค้า เริ่มมองหาสินค้า โดยการไปเดินงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ และพบเห็นสินค้าที่น่าสนใจ และตรงกับความต้องการของตลาดเมืองไทย เมื่อมีการ ตกลงราคากันแล้ว ถ้าพอใจก็ทำการค้าร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องมีข้อผูกมัดมากนัก เป็นสิ่งดีสำหรับบริษัทเล็กอย่างเราในการปรับตัว ”

สำหรับ หลอดไฟไล่ยุง สินค้านวัตกรรมจากประเทศจีน ที่ผลิตออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่อยู่ในเขตร้อนชื้น ที่ต้องเจอปัญหาเรื่องของยุงและแมลงรบกวนต่างๆ ที่นอกจากสร้างความรำคาญ และยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และจุดเริ่มต้นของหลอดไฟไล่ยุง มาจากเดิมเราทำมูลนิธิเพื่อสุนัขจรจัด และสุนัขที่เรารับมาดูแล เจอปัญหาเรื่องของยุงที่มากัด เป็นที่มาของ โรคพยาธิหัวใจที่พบได้มากในสุนัขทั่วไป และเมื่อซื้อมาใช้ปรากฎว่าไล่ยุงได้จริง จึงตัดสินใจหันมาเป็นตัวแทนจำหน่าย

หลังจากนั้น เริ่มทำตลาดแบบให้ลูกค้าได้ทดลองนำไปใช้ และบอกกันแบบปากต่อปาก ปรากฎว่าผลตอบรับออกมาดีมาก จึงคิดว่าน่าจะทำตลาดอย่างจริงจัง โดยเริ่มมองหาตัวแทนจำหน่ายในต่างจังหวัดที่ต้องการรับสินค้าของเราไปจำหน่าย คุณสมบัติของตัวแทนจำหน่ายไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน เพียงแค่สนใจ มาสั่งสินค้าจากเราขั้นต่ำ 50 หลอด ก็เป็นตัวแทนจำหน่ายได้แล้ว การันตีว่าถ้าทำอย่างจริงจังรายได้ต่อเดือนไม่น่าต่ำกว่า 10,000 บาทขึ้นไป และสามารถทำเป็นรายได้เสริมในช่วงวิกฤตเช่นนี้ได้

ปัจจุบันมีผู้สนใจทำหลอดไฟไล่ยุง กันออกมาหลายแบรนด์ แต่ส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากที่เดียวกัน แต่มาทำตรายี่ห้อของตัวเอง ช่องทางการขายส่วนใหญ่จะเห็นในอินเตอร์เน็ต และการออกงานแสดงสินค้า ราคาในปัจจุบันก็จะแตกต่างกัน ซึ่งตรงจุดนี้เองน่าจะเป็นข้อได้เปรียบของเราเพราะพยายามจะตั้งราคาที่ไม่สูง และต่ำกว่าที่มีอยู่ในท้องตลาด และจุดขายของเราอีกอย่างคือเราเป็นบริษัทมีตัวแทน ลูกค้าเชื่อใจได้ว่าได้ของแท้ เพราะปัจจุบันสินค้าในอินเตอร์เน็ตมีของปลอมออกมาขายจำนวนมาก

โดยราคาของเราอยู่ที่ 350 บาท สำหรับหลอดตะเกียบ และหลอด สั้น และ 370 บาท สำหรับหลอดยาว อายุการใช้งานประมาณ 3,000 ชั่วโมง สามารถไล่ยุงได้ในระยะ 12 เมตรถึง 15 เมตร สินค้าได้ผ่านการทดสอบและมีใบรับประกันจากเจ้าของลิขสิทธิ์สินค้าในประเทศสหรัฐอเมริกาว่าไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ การทำงานของหลอดไฟจะให้ลำแสงสเปคตรัมสีเหลือง ที่รบกวนสายตาของยุงหรือแมลงจะไม่ชอบ และก็จะบินหนีไปในที่สุด ต่างจากโคมไฟกันยุง สีฟ้า สีม่วง ซึ่งจะล่อยุงให้วิ่งเข้าไป ยุงก็จะโดนไฟช็อต และตายไปในที่สุด ส่วนลำแสงของหลอดไล่ยุงจะเป็นแสงสีเหลือง นอกจากไล่ยุงแล้ว ได้มีการทดสอบว่าเมื่อใช้หลอดไฟนี้ประมาณ 7 วัน แมลงสาบที่เคยอยู่ในบ้าน ก็หายไปด้วย

กลุ่มลูกค้าที่ผ่านมาจะมาจากในต่างจังหวัด ในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์ เช่น ฟาร์มไก่ โค ควาย หรือ ติดให้กับสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัข ที่เลี้ยงอยู่นอกบ้าน ซึ่งคนเลี้ยงสุนัขและรักสุนัขเพิ่มขึ้น ทำให้เราได้ลูกค้าในกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก ที่ผ่านมาส่วนใหญ่ลูกค้าจะทดลองซื้อไปใช้ก่อนจะกลับมาซื้อใหม่ เมื่อใช้ได้ผล ลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือ กลุ่มผู้ปฏิบัติธรรม หรือ พระสงฆ์ ที่ต้องนั่งปฏิบัติธรรมในตอนกลางคืน จำเป็นต้องใช้ โดยมากลูกค้าซื้อไปถวายพระในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา

นายอริย์รัช กล่าวในตอนสุดท้ายว่า การทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต หรือ เป็นตัวแทนจำหน่ายประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน ถ้าเราเข้าใจความต้องการของลูกค้า และเลือกขายแต่สินค้าที่มีคุณภาพเท่านั้น

โทร. 0-2746-6988 , 08-5340-8481

อีเบย์ผุด ดิจิตัล แมกกาซีน

Filed under: Computer+Technology + Gadgets — jsoc @ 17:34

http://blog.eduzones.com/futurecareer/36693

17 พฤศจิกายน 2552

เจาะเทรนด์ผู้ซื้อผู้ขายกว่า 90 ล้านคน ชี้ความนิยมและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ดึงนักเขียนชื่อดังเขียนบทความบทวิเคราะห์แบบเจาะลึก…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท อีเบย์ อิงค์ ประกาศเปิดตัว “ดิ อินไซด์ ซอร์ส” (The Inside Source) นิตยสารดิจิตัลคู่มือนักช้อปออนไลน์ ด้วยข้อมูลเจาะลึกพฤติกรรมการใช้จ่ายและเลือกซื้อสินค้าทั้งผู้ซื้อผู้ขายกว่า 89 ล้านคน บนเว็บไซต์อีเบย์ พร้อมอัพเดทบทความและบทวิเคราะห์จากนักข่าว รวมถึง นักเขียนที่เป็นสมาชิกของอีเบย์ พร้อมส่วนเสริมพิเศษที่นำเสนอภาพแบบเรียลไทม์ของกิจกรรมการซื้อ-ขายผ่านตลาดอีเบย์ อาทิ สินค้าและคำค้นหาที่ได้รับความนิยม โดยผู้สนใจสามารถติดตามได้ที่ www.theinsidesource.com

นายอลัน มาร์กส์ รองประธานอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กรของอีเบย์ กล่าวว่า ด้วยข้อมูลสินค้ากว่า 200 ล้านรายการ ข้อมูลผู้ขายกว่า 25 ล้านคน และสถิติการซื้อสินค้าในแต่ละวัน ดิ อินไซด์ ซอร์สยังเปิดเผยถึงรายละเอียดอื่นๆ อาทิ กระแสความนิยม และการตัดสินใจซื้อสินค้า นอกจากนี้ บทบรรณาธิการยังได้รับการบริหารจาก เมอริดิธ บาร์เนท อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสื่อดิจิตัล บริษัท ไลฟ์ไทม์ ดิจิตัล ด้วยเนื้อหาครอบคลุมไลฟ์สไตล์ แฟชัน เทคโนโลยี รถยนต์ บ้านและสวน ป๊อปคัลเจอร์ รวมถึง การดำเนินชีวิตอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากนักเขียนที่เคยทำงานให้แก่นิตยสารชั้นนำ อาทิ Lucky , W , Allure , Daily Candy และ The New Yorker เป็นต้น

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ November 17, 2009, 3:45pm

เหรียญบาทใหม่ ของจริง แต่หยอดตู้ไม่ได้

Filed under: General knowledges — jsoc @ 17:32

http://blog.spufriends.com/spufcontent5/1522

29 กันยายน 2552

กรมธนารักษ์ยืนยันเหรียญบาทรุ่นใหม่ไม่ปลอมแต่มีน้ำหนักเบา-แวววาวกว่าเหรียญชุดเดิม เผยได้หารือตู้โทรศัพท์สาธารณะ และตู้หยอดเหรียญทุกชนิดแก้ไข คาดใช้ได้กลางปี 53

วันนี้ (23 ก.ย.) นายเทวัญ วิชิตะกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า เหรียญ 1 บาท รุ่นใหม่ที่ได้ปรับปรุงชนิดโลหะ และลักษณะรูปแบบเหรียญ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้สอยมากขึ้นนั้น ข้อสังเกตของจริงมีน้ำหนักเบากว่าและแวววาวสวยงามกว่าเหรียญชุดเดิม โดยล่าสุดกรมธนารักษ์ได้นำเหรียญ 1 บาทใหม่ออกใช้ในท้องตลาดแล้วเกือบ 100 ล้านเหรียญ ซึ่งยังมีจำนวนไม่มาก เมื่อเทียบกับเหรียญ 1 บาทเดิมที่มีใช้อยู่ในตลาดอยู่แล้วประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญ ส่วนตู้โทรศัพท์สาธารณะ และตู้บริการเครื่องหยอดเหรียญทุกประเภท ได้มีการหารือกับผู้ประกอบการแล้วจะเร่งปรับแก้ระบบเพื่อรองรับเหรียญรุ่นใหม่ และให้ประชาชนผู้ใช้บริการได้รับความสะดวก คาดกลางปี 2553 จะสามารถรับเหรียญได้ทั้ง 2 รุ่น

“ล่าสุดต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา กรมธนารักษ์ได้เชิญผู้ประกอบการตู้โทรศัพท์สาธารณะ และผู้ประกอบการเครื่องหยอดเหรียญร่วมประชุมหารือและรับทราบรายละเอียด เกี่ยวกับการออกใช้เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเหรียญ 1 บาท และ 5 บาท ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องปรับปรุงตู้หยอดเหรียญให้สามารถรับเหรียญใหม่ได้ด้วย เช่น ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ และตู้ขายสินค้า ซึ่งสรุปผลการหารือผู้ประกอบการจะปรับระบบเครื่องให้สามารถรองรับการใช้ เหรียญทั้งรุ่นเดิมและรุ่นใหม่ได้ โดยคาดว่าจะแก้ไขเครื่องให้แล้วเสร็จ ประมาณกลางปี 2553” อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าว

นายเทวัญ กล่าวต่อว่า กรมธนารักษ์ได้นำเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชุดใหม่ ได้แก่ เหรียญ 25 สตางค์ 50 สตางค์ 1 บาท 2 บาท 5 บาท และ 10 บาท ออกใช้ โดยได้ปรับปรุงโลหะ และลักษณะรูปแบบของเหรียญ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้สอย ขณะนี้มีใช้อยู่ในท้องตลาดแล้วประมาณ 500 ล้านเหรียญหรือราว 2.8 % ของปริมาณเหรียญชุดเดิมที่มีอยู่ประมาณ 1.8 หมื่นล้านเหรียญ โดยเหรียญชุดใหม่ ราคา 10 บาท มีประมาณ 1.5 ล้านเหรียญ เหรียญ 5 บาท ประมาณ 67 ล้านเหรียญ เหรียญ 2 บาท ประมาณ 154 ล้านเหรียญ เหรียญ 1 บาท ประมาณ 80 ล้านเหรียญ เหรียญ 50 สตางค์ ประมาณ 71 ล้านเหรียญ และ 25 สตางค์ ประมาณ 120 ล้านเหรียญ

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

มช. คลอดเตาเมี่ยง ยุคใหม่ ประหยัดพลังงาน

Filed under: Creative Ideas — jsoc @ 17:31

29 กันยายน 2552

http://blog.spufriends.com/spufcontent5/1528

สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คิดค้นเตานึ่งเมี่ยงยุคใหม่ประหยัดพลังงาน ลดเวลาทำงาน ประหยัดค่าใช้จ่าย พร้อมเพิ่มคุณภาพเมี่ยง นำร่องชาวบ้านป่าเหมี้ยง จ.ลำปาง เป็นแห่งแรก ช่วยแก้ปัญหาการบุกรุกป่าเพื่อนำต้นไม้มาทำฟืนได้ถึงปีละกว่า 240 ตัน

ผศ.ดร.ชัชวาลย์ ชัยชนะ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน มช. เผยว่า “สถาบันฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาโครงการภายใต้กลไกพลังงานสีเขียว (Green Energy Mechanism) โดยการสนับสนุนของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อคิดค้นและปรับปรุงเตานึ่งเมี่ยงเพื่อการประหยัดพลังงานให้แก่ชาวบ้านป่าเหมี้ยงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั้งในด้านพลังงานและคุณภาพ

บ้านป่าเหมี้ยง ตั้งอยู่บนภูเขาสูงในเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ขนาด 132 ครัวเรือน ชาวบ้านประกอบอาชีพปลูกเมี่ยงเป็นหลัก เตานึ่งเมี่ยงแบบเดิมที่ชางบ้านใช้กันอยู่จะใช้พลังงานจากฟืนจำนวนมากและต้องใช้ฟืนขนาดใหญ่ ทั้งยังควบคุมไฟยาก เพราะต้องใช้เปลวไฟลนก้นหม้อตลอดเวลา เพื่อรักษาความร้อนและอุณหภูมิของเตานึ่งเมี่ยง ชาวบ้านจึงต้องมีคามชำนาญเพื่อให้ได้เมี่ยงที่มีคุณภาพ

รวมไปถึงรูปทรงของหม้อต้มแบบเดิมที่มีการถ่ายเทความร้อนน้อย ทำให้น้ำเดือดช้าจึงสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากสถาบันฯ จึงได้คิดค้นวิธีประหยัดพลังงานโดยออกแบบถังผลิตไอน้ำเพื่อนำไปแทนของเดิมที่ใช้ปีบขนาด 20 ลิตร โดยให้ถังผลิตไอน้ำใหม่มีพื้นที่ผิวถ่ายเทความร้อนเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าของพื้นที่เดิม และติดตั้งปล่องเพิ่มแรงดูดเปลวไฟผ่านท่อไฟ

หลังการทดลองและทดสอบ พบว่าเตานึ่งเมี่ยงประหยัดพลังงานใช้ฟืนเพียง 7-10 ก.ก. สำหรับนึ่งเมี่ยง 25 ก.ก.ซึ่งจากเดิมต้องใช้ฟืนถึง 20–25 ก.ก. ซึ่งเท่ากับลดปริมาณการใช้ฟืนลงได้ถึง 60–65% นอกจากนี้มีข้อดีคือการรักษาอุณหภูมิของเตาค่อนข้างคงที่ แตกต่างจากเตาแบบเดิมที่อุณหภูมิของเตาแกว่งขึ้นลงทำให้ได้เมี่ยงที่มีคุณภาพขึ้น เตานึ่งแบบใหม่มีพื้นที่ถ่ายเทความร้อนเพิ่มขึ้น 4 เท่า ทำให้น้ำเดือดเร็วขึ้นกว่าแบบเดิม 10-15 นาที ทำให้ลดเวลานึ่งเมี่ยงลงได้ 30 นาที รวมไปถึงสีและคุณภาพเมี่ยงดีขึ้น สะอาด และไม่มีสารเคมีตกค้าง

หลังจากที่สถาบันฯ ได้ทดลองจนเป็นที่พอใจแล้ว จึงได้จัดอบรมให้ความรู้โดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญและสอนวิธีการสร้าง เตานึ่งเมี่ยงประหยัดพลังงานแก่ชาวบ้าน โดยแบ่งเป็น 3 รุ่น รวม 83 ครัวเรือน

“คาดว่าหากชาวบ้าน ใช้เตานึ่งเมี่ยงประหยัดพลังงาน จะช่วยลดการใช้ฟืนเชื้อเพลิงถึงปีละกว่า 4,000 บาท ต่อหลังคาเรือน ซึ่งชาวบ้านจะสามารถคืนทุนในระยะเวลาอย่างต่ำเพียง 3 เดือน ที่สำคัญชาวบ้านป่าเหมี้ยงจะเป็นหมู่บ้านตัวอย่างที่ช่วยลดปัญหาการบุกรุกป่าเพื่อนำต้นไม้มาทำฟืนได้ถึงประมาณปีละ 240 ตันและช่วยให้การใช้พลังงานของประเทศทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”

“นาโนซิงค์ออกไซด์” แก้ไขปัญหายางพาราขึ้นราที่ทำแผ่นยางดิบราคาตก ได้แผ่นยาง ขาวใส ไร้เชื้อรา

Filed under: Creative Ideas — jsoc @ 17:30

http://blog.spufriends.com/spufcontent5/1531

29 กันยายน 2552

นักเรียนสุราษฎร์หยิบปัญหาใกล้ตัวตั้งโจทย์สร้างนวัตกรรมจากอนุภาค “นาโนซิงค์ออกไซด์” แก้ไขปัญหายางพาราขึ้นราที่ทำแผ่นยางดิบราคาตก ได้แผ่นยาง ขาวใส ไร้เชื้อรา คว้ารางวัลชนะเลิศนวัตกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์จากวิทยาลัยนาโน ลาดกระบัง

น.ส.อรอนงค์ แซ่ฮั่น นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนกาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี เผยกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ว่าทางบ้านมีอาชีพกรีดยางและได้เห็นปัญหาแผ่นยางดิบที่ได้จากการตากน้ำยาง นั้นขึ้นรา ซึ่งทำให้ยางแผ่นราคาตก และชาวสวนยางจะแก้ปัญหาโดยกรีดแผ่นยางส่วนที่ขึ้นราทิ้ง หากแผ่นยางขึ้นราเกินครึ่งแผ่นก็จะขายไม่ได้

จากปัญหาดังกล่าวจึงเป็นโจทย์ให้เธอและเพื่อนๆ ร่วมห้องอีก 3 คน ในการประดิษฐ์นวัตกรรมจากอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ ที่จัดขึ้นโดยวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง ทั้งนี้คณะกรรมการกำหนดให้ผู้เข้าประกวดประดิษฐ์นวัตกรรมใช้อนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ ที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อรา ทนความร้อนและป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตหรือยูวี

นักเรียนทั้ง 4 คนได้ร่วมกันผลิตน้ำยางที่ผสมอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ หลังจากได้รับการถ่ายถอดความรู้จากวิทยาลัยนาโนเกี่ยวกับคุณสมบัติของอนุภาคดังกล่าว และเลือกคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อรามาใช้ในการแก้โจทย์ปัญหาแผ่นยางดิบขึ้นรา

วิธีการคือผสมอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ลงในน้ำยางและใช้เครื่องจักรคนให้เข้า กัน และทดลองในสัดส่วน 2 กรัม 3 กรัม และ 4 กรัม ผสมเข้ากับน้ำยาง 150 มิลลิลิตร และน้ำกลั่น 100 มิลลิลิตร ซึ่งได้แผ่นยางตัวอย่างขนาด 20×20 เซนติเมตร ผลจากการผสมนาโนซิงค์ออกไซด์ลงในน้ำยาง ทำให้ได้น้ำยางสีขาว ใสแบบที่ชาวสวนยางเรียกว่า “เป็นแก้ว” และที่สำคัญไม่มีเชื้อรา

นอกจากผสมผงซิงค์ออกไซด์ในน้ำยางแล้วนักเรียนสุราษฎร์ทั้งสี่คนยังทดลองผสมน้ำผักบุ้งลงน้ำยาง ซึ่งตามภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้นน้ำผักบุ้งมีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อราในแผ่นยางได้ อย่างไรก็ดี น.ส.กนกพร เพิ่มทรัพย์สิน อาจารย์ที่ปรึกษาของนักเรียนกลุ่มนี้บอกถึงปัญหาในการถ่ายทอดความรู้ให้กับชุมชนว่า ชาวสวนยังไม่กล้าทดลองใช้นาโนซิงค์ออกไซด์เทาไหร่นัก เนื่องจากกลัวการใช้สารเคมี

ผลการตัดสินรางวัลรอบชิงชนะเลิศเมื่อวันที่ 4 ก.ย.52 ที่ผ่านมา แผ่นยางที่ผสมนาโนซิงค์ออกไซด์ของทีมนักเรียนโรงเรียนกาญจนดิษฐ์นี้ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทนวัตกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์ ซึ่งนอกจากผลงานนี้แล้วยังมีนวัตกรรมอื่นๆ ที่ประยุกต์ใช้นาโนซิงค์ออกไซด์ตามข้อกำหนดของกรรมการ

อาทิ หน้ากากอนามัยเคลือบอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศนวัตกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์และรองชนะเลิศ นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ น้ำยาเช็ดกระจกจากน้ำยาปรับผ้านุ่มผสมนาโนซิงค์ออกไซด์ที่ได้รับรางวัลรอง ชนะเลิศนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ และอิฐผสมอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศนวัตกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ และรางวัลความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น

นายอรรถวุฒิ บริบูรณ์ ครูผู้ช่วย โรงเรียนศรีรัตนวิทยา จ.ศรีสะเกษ ผู้ประดิษฐ์นวัตกรรมหน้ากากอนามัยเคลือบอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ กล่าวกับทีมข่าว ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า แม้หน้ากากอนามัยแบบผ้าที่ทำขึ้นมานั้นจะไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสได้ แต่การเคลือบสารนาโนซิงค์ออกไซด์ ช่วยป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียได้ที่หมักหมมจากความชื้นและสารคัดหลั่งของ ผู้ใช้ได้

ด้าน นางเสวย ศรีตะเขต อาจารย์โรงเรียนเกษมสีมาวิทยาคาร จ.อุบลราชธานี ผู้ผลิตน้ำยาเช็ดกระจกจากน้ำยาปรับผ้านุ่มผสมอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ กล่าวว่าเคยอ่านหนังสือพบว่าเราใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มทำความสะอาดกระจกได้ จึงคิดประยุกต์ผสมอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ลงไป ซึ่งได้น้ำยาทำความสะอาดกระจกที่ช่วยกำจัดคราบได้นาน 1 สัปดาห์และมีฝุ่นเกาะน้อย

ส่วนอิฐผสมนาโนซิงค์ออกไซด์ซึ่งเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่เข้าร่วมประกวดและได้ รับรางวัลในเวทีนี้ด้วยนั้น นายศุภชาติ ศรีตะเขต อาจารย์โรงเรียนสะพือวิทยาคาร จ.อุบลราชธานี กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ว่า ได้เลือกคุณสมบัติทนความร้อนของซิงค์ออกไซด์มาใช้ปรับปรุงคุณสมบัติของอิฐ ซึ่งในท้องถิ่นมีโรงงานผลิตอิฐตามภูมิปัญญาดั้งเดิมอยู่ โดยเขาได้ผสมอนุภาคซิงค์ออกไซด์กับดินหมักที่ใช้ผลิตอิฐก่อนขึ้นรูปแล้วนำไป เผา พบว่าจากปกติที่ใช้เผาอิฐนาน 7 วัน ลดลงเหลือ 2 วัน ช่วยให้ประหยัดแกลบสำหรับเผาอิฐและลดต้นทุนการผลิตได้

สำหรับการประกวดนวัตกรรมจากอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์นี้ รศ.ดร.จิติ หนูแก้ว คณบดีวิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง กล่าวว่าเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดความรู้ด้านนาโนเทคโนโลยีลงสู่ชุมชนผ่าน ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฎ 4 แห่ง ใน จ.นครสวรรค์ จ.อุบลราชธานี จ.กาญจนบุรี และ จ.สุราษฎร์ธานี โดยนักวิจัยจากวิทยาลัยออกไปถ่ายทอดความรู้ให้กับคณะครูผ่านความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยราชภัฎ แล้วจัดให้มีการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นผลงานของครูและนักเรียนระดับมัธยมศึกษา

ทั้งนี้เหตุผลที่กำหนดให้ผู้เข้าประกวดสร้างนวัตกรรมจากนาโนซิงค์ออกไซด์ นั้น รศ.ดร.จิติกล่าวว่า เนื่องจากมีบริษัทเอกชนในไทยที่สามารถผลิตซิงค์ออกไซด์ได้ปริมาณมากในรูปผลิตภัณฑ์พลอยได้จากอุตสาหกรรมหลักที่ทำอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นการพัฒนานาโนเทคโนโลยีโดยใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศ อีกทั้งยังมีต้นทุนถูก และซิงค์ออกไซด์ยังไม่เป็นอันตรายต่อคน โดยซิงค์ออกไซด์ในรูปที่คนทั่วไปรู้จักคือ “คาลามายด์”

“ตะเกียบอนามัย”อันตรายกว่าที่คิด (ดาราเดลี่)

Filed under: General knowledges — jsoc @ 17:29

07 พฤศจิกายน 2552

อุปกรณ์หนึ่งในการกินก๋วยเตี๋ยวที่จะขาดเสียไม่ได้เลย ก็คือ “ตะเกียบ” โดยผู้ประกอบการร้านอาหาร ส่วนใหญ่นิยมใช้ “ตะเกียบอนามัย” ชนิดใช้แล้วทิ้ง

ฟัง ชื่อแล้วทําให้มั่นใจว่าจะได้ตะเกียบที่สะอาด ปลอดภัย แต่แท้จริงแล้วตะเกียบชนิดนี้เป็นที่สะสมของสารเคมีอันตรายหลายชนิด โดยเฉพาะ “สารฟอกขาว” ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้แช่ถั่วงอก ที่มีสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นส่วนประกอบ เมื่อสารชนิดนี้ถูกน้ำร้อน หรือของที่มีอุณหภูมิสูงจะเปลี่ยนเป็นสารซัลฟูริก ชนิดเดียวกับที่ใช้ในแบตเตอรี่รถยนต์

เมื่อเราใช้ตะเกียบที่มีสารฟอกขาวในอาหารที่ร้อนจัด เช่น สุกี้ หม้อไฟ หมูกระทะ เป็นต้น จะทําให้สารดังกล่าวละลายออกมาจากตะเกียบ ปะปนในอาหาร

ใน รายที่แพ้ง่าย หรือเป็นโรคหอบหืดจะมีอาการแสดงทันทีที่ได้รับสารนี้เข้าไป ส่วนในคนที่ร่างกายแข็งแรงจะยังไม่แสดงอาการ แต่จะค่อย ๆ สะสมในร่างกาย ทําให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง จึงมีโอกาสเกิดโรคต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าปกติ เพราะร่างกายไม่มีภูมิต้านทาน หากได้รับสารสะสมนานเข้าอาจกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็ง

เพื่อความปลอดภัยเมื่อต้องใช้ตะเกียบ วิธีการที่ช่วยให้เราเลี่ยงจากพิษภัยของสารเคมีในตะเกียบ เมื่อต้องใช้ตะเกียบกินของร้อน ๆ สามารถป้องกันได้ด้วยการนําตะเกียบไปแช่ในน้ำร้อนก่อนประมาณ 3-4 นาที แล้วเทน้ำทิ้งไป จึงค่อยนําตะเกียบมาใช้

แต่ในความเป็นจริงการแช่ตะเกียบตามร้านอาหาร หรือร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางค่อนข้างยุ่งยาก และคนขายไม่อยากทําให้

เตือน อย่าตื่นโฆษณา ซื้อกล้า ‘พญาคชราช’ ไปปลูก

Filed under: General knowledges — jsoc @ 17:28

29 กันยายน 2552

นักวิชาการกรมป่าไม้ออกโรงเตือนคนตื่นแห่ปลูกต้น “พญาคชราช” อ้างเป็นไม้โตเร็ว ปลูก 5 ปีก็ตัดไปขายได้ราคาดี แท้ที่จริงต้องปลูกถึง 10 ปี แถมปลวก มอดไม้ชอบกิน หวั่นคนตกเป็นเหยื่อโฆษณาชวนเชื่อ..

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. นายนิคม แหลมสัก นักวิชาการป่าไม้คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้พยายามโฆษณาเกินจริงเพื่อขายต้นกล้าของต้นปอหูช้าง หรือที่มาตั้งชื่อใหม่ว่า “พญาคชราช” อ้างว่าเป็นไม้โตเร็ว มด ปลวก มอดไม่กิน และนำมาปลูกเพียงแค่ 5 ปีก็สามารถนำไปขายได้ มีแหล่งรับซื้อที่พร้อมจะรับซื้อไม้ดังกล่าวในราคาสูงตลอดเวลา เพราะเป็นสินค้าที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง

นายนิคม กล่าวว่า ความจริงแล้วต้นไม้แต่ละต้นก็มีประโยชน์อยู่ในตัวมันเอง ตามปกติ ต้นปอหูช้าง หรือพญาคชราชก็เป็นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งมีใบกลมๆ คล้ายรูปหัวใจ สูงเต็มที่ประมาณ 15-30 เมตร เนื้อไม้คล้ายไม้สักทอง จึงอยากเตือนประชาชนและเกษตรกรที่กำลังจะหลงเชื่อโฆษณาดังกล่าวว่าต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะอาจจะถูกหลอกได้ ที่สำคัญคือไม้ดังกล่าวต้องใช้เวลาปลูกถึง 10 ปี ไม่ใช่ 5 ปี จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และมดมอดปลวกกินตามปกติ อีกทั้งเป็นไม้ที่มดมอดปลวกชอบกินด้วย ไม่ได้เป็นดังที่มีการโฆษณาชวนเชื่อแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีความพยายามที่จะผลักดันกล้าไม้ชนิดใหม่เพื่อชักชวนให้เกษตรกร หรือบุคคลทั่วไปซื้ออยู่เรื่อยๆ เช่น ก่อนหน้านี้ ก็จะเป็นต้นตะกู ซึ่งมีคนหลงไปซื้อต้นกล้ามาจำนวนมาก แต่เมื่อโตขึ้นจะเอาไปขายปรากฏว่าบริษัทที่เคยอ้างว่าจะรับซื้อกลับปิดบริษัทหนีไป ความเดือดร้อนก็ตกอยู่ที่คนซื้อ เพราะไม่รู้จะเอาไปขายให้ใคร

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์

นิสิตคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลระดับโลก จากผลงานการออกแบบตู้เย็นขนย้ายมวลสาร ให้เป็นผลิตภัณฑ์ในอีก 90 ปีข้าวหน้า

Filed under: Creative Ideas — jsoc @ 17:18

http://news.sanook.com/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%95-844578.html

6 พ.ย. 52 13.20 น

โดย : รัชดา ธราภาค

นิสิตคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ คว้ารางวัลระดับโลก จากผลงานการออกแบบตู้เย็นขนย้ายมวลสาร ให้เป็นผลิตภัณฑ์ในอีก 90 ปีข้าวหน้า

นับตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา อีเลคโทรลักซ์ ได้จัดโครงการประกวด ออกแบบผลิตภัณฑ์ ‘ดีไซน์ แล็บ’ ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีเพื่อให้นักเรียนนักศึกษาด้านออกแบบได้แสดงศักยภาพ ทางความคิดสร้างสรรค์ โดยการดีไซน์นวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ซึ่งแต่ละปี หัวข้อจะแตกต่างกันออกไป

ในปีนี้ หัวข้อได้แก่ “การออกแบบผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตในอีก 90 ปีข้างหน้า” โดยนักศึกษาจากทั่วทุกมุมโลกจะส่งผลงานเพื่อร่วมแข่งขันผ่านทางเว็บไซต์www.electroluxdesignlab.com และมีการประกาศผลการตัดสินไปเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ณ ศูนย์การจัดนิทรรศการ 100% Design กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และนับเป็นครั้งแรกที่จัดให้มี People’s Choice Award ซึ่งเป็นรางวัลที่ได้รับการโหวตสูงสุดจากผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั่วโลก

ในส่วนของประเทศไทย โครงการ ‘อีเลคโทรลักซ์ ดีไซน์ แล็บ’ ถูกจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์, ศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ (TCDC) และภาคเอกชนร่วมเป็นกรรมการตัดสินผลงาน

* อาหารสดใหม่จาก Teleport Fridge

‘อ๋อง’ ดุลยวัต วงศ์นาวา นิสิตชั้นปีที่ 5 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับ People’s Choice Award รวมทั้งรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ระดับประเทศ จากผลงานการออกแบบ Teleport Fridge หรือ ‘ตู้เย็นขนย้ายมวลสาร’ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ เรื่อง ‘สตาร์ เทรค’ ซึ่งตัวเอกของเรื่องสามารถเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ โดยใช้เทคนิค ‘เทเลพอร์ต’

สิ่งที่ทำให้เขากวาดคะแนนโหวตจากผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั่วโลก ส่วนหนึ่งมาจากการอธิบายที่มาของแนวคิดในการสร้างนวัตกรรมชิ้นนี้อย่างเป็น ระบบ โดยเขาพยากรณ์แนวโน้มของเมืองในอนาคตว่าจะมีความแออัดจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การจราจรและโลจิสติกส์จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ในขณะที่แหล่งอาหารอยู่ไกลออกไป ดังนั้น หาก ‘เทเลพอร์ต’ เกิดขึ้นได้จริงในวันข้างหน้า ก็จะช่วยให้ผู้บริโภคในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยการเลือกซื้ออาหารสดใหม่จากแหล่งผลิตทำให้ประหยัดเวลา ลดความสิ้นเปลืองพลังงานในการขนส่ง เพราะเพียงคลิกหน้าจอ ของที่สั่งซื้อก็จะมาปรากฏที่ตู้แช่

“ผมเน้นดีไซน์ให้มีส่วนโค้งเว้า โดยส่วนที่ยื่นออกมาจะเป็นส่วนที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้มากที่สุด เช่นหน้าจอที่ใช้สั่งอาหาร รวมทั้งลิ้นชักที่ดึงอาหารออกมา ให้เห็นชัดว่าตรงนี้จะเป็นจุดที่ใช้งานมากที่สุด” อ๋อง ขยายความด้านดีไซน์ ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เขานำความรู้ด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เรียนมาใช้ เพื่อการดีไซน์เครื่องใช้ไฟฟ้า

* AROKA คาถาสุขภาพดีแห่งอนาคต

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ระดับประเทศ เป็นของ ‘เมย์’ ธนารัตน์ คงสุภาศิริ กำลังทำปริญญาตรีใบที่ 2 ในคณะออกแบบผลิตภัณฑ์ สถาบันราฟเฟิล ดีไซน์ ด้วยผลงาน เครื่องแนะนำอาหารเพื่อสุขภาพ AROKA Healthy Menu

จากการหาข้อมูลเพื่อตอบโจทย์ของการประกวดครั้งนี้ทำให้ ‘เมย์’ ได้ย้อนกลับไปดูวิถีการกินอยู่ของคนยุคก่อนหน้า เพื่อคาดคะเนแนวโน้มในอนาคต

“สังคมไทยในอดีตเป็นสังคมแห่งการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่ปัจจุบัน กลายเป็นความเร่งรีบ กินแบบรีบๆ ทำให้เกิดโรคต่างๆ ก็เลยคิดว่าเป็นไปได้มั้ยที่จะเรารู้ว่าร่างกายกำลังขาดสารอาหารอะไร หรือได้รับสารอาหารชนิดไหนมากเกินไปอยู่”

‘เมย์’ นำฟอร์มของ ‘หม้อยาไทย’ มาประยุกต์กับสัญญลักษณ์ Infinity เพื่อสร้างเครื่องมือตรวจวัดสุขภาพ โดยผู้ใช้ต้องยืนบน ‘แผ่นสแกนเท้า’ เพื่อให้เครื่องทำการประมวลผลก่อนแสดงในรูปแบบกราฟสุขภาพ เพื่อแนะนำอาหารที่ต้องการในแต่ละวัน และสามารถสั่งซื้ออาหารผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที

“โจทย์ของการประกวดค่อนข้างท้าทาย สุดขั้วมาก เพราะต้องใช้จินตนาการถึงอนาคตในอีกเกือบ 100 ปีข้างหน้า แต่หลังจากลองรวบรวมข้อมูลดูแล้ว คิดว่าถึงรูปแบบการใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร ร่างกายและความต้องการมนุษย์ก็ยังเหมือนเดิม เรายังต้องกินอาหารและต้องการมีสุขภาพที่ดีเหมือนกันไม่ว่ายุคสมัยใด” เมย์ พูดถึงข้อคิดที่ได้จากการทำงานในครั้งนี้

* Temp-plate ร้อน-เย็นในแผ่นเดียว

ส่วนผลงานออกแบบ ‘แผ่นควบคุมอุณหภูมิ’ Temp-plate ของ ‘แป้ง’ มุทิตา ต่อทีฆะ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ระดับประเทศ

“คิดว่าอีก 90 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าคงมีการแข่งขันกันอย่างสูง ทำให้อายุการใช้งานสั้นลงจนกลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง”

‘แป้ง’ จินตนาการว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าของศตวรรษหน้าอาจจะมาในรูปแบบของ ‘แพกเกจจิ้ง’ โดยอาศัยนาโนเทคโนโลยี ซึ่งทำให้สามารถควบคุมอุณหภูมิของกระดาษให้ร้อนหรือเย็นลงได้ตามต้องการ ที่จะทำให้เจ้าอุปกรณ์ชนิดนี้สามารถมาทำหน้าที่แทนตู้เย็นและไมโครเวฟในคราว เดียว

“สมมติว่าเราซื้อพิซซ่ามาแล้วกินไม่หมด เราก็ใช้ Temp-plate ถนอมอาหารแทนตู้เย็น พอจะกินก็ปรับให้อุณหภูมิสูงเพื่ออุ่น กินหมดแล้วก็ทิ้งไปเลย” แป้งคิดว่าจุดที่ทำให้ผลงานของเธอชนะใจกรรมการ น่าจะอยู่ตรงการเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มาในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ซึ่งไม่ซ้ำใคร

ถามว่านอกจากรางวัลแล้ว เธอได้อะไรจากการร่วมส่งผลงานเข้าประกวดในครั้งนี้

“ได้ฝึกภาษาอังกฤษค่ะ” แป้งตอบทันทีพร้อมเสียงหัวเราะ

“มันยากมาก เพราะปกติทำงานส่งก็เขียนเป็นภาษาไทย แต่นี่ต้องเอามาแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็ทำให้ได้รู้ศัพท์ใหม่ๆ ซึ่งเป็นศัพท์เทคนิคเพิ่มขึ้นเยอะแยะเลยค่ะ” เจ้าของผลงาน Temp-plate สรุปบทเรียนที่ได้จากกิจกรรมครั้งนี้อย่างภาคภูมิใจ

ผู้ได้ปริญญากิตติมศักดิ์จาก มธ. ตั้งแต่ปี 2548

2548
1 นายชาตรี โสภณพนิช คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต 3 พฤษภาคม 2549

2549
ไม่มี

2550
ไม่มี

2551
1 นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ คณะนิติศาสตร์ นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 27 เมษายน 2552 ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์
2 นายมนู เลียวไพโรจน์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี บริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 27 เมษายน 2552 ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์
3 ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ คณะรัฐศาสตร์ รัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การระหว่างประเทศ) 27 เมษายน 2552 ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์
4 รองศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ จุนอนันตธรรม คณะเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 27 เมษายน 2552 ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์
5 นางดาราวรรณ ธรรมารักษ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 27 เมษายน 2552 ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์
6 นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ พัฒนาชุมชนดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 27 เมษายน 2552 ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์
7 ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุชาติ อินทรประสิทธิ์ คณะแพทยศาสตร์ แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 27 เมษายน 2552 ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์
8 นายแพทย์หทัย ชิตานนท์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ สาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ 27 เมษายน 2552 ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์
9 ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดา วิบูลย์สวัสดิ์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การจัดการวิศวกรรม) 27 เมษายน 2552 ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์
10 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร วิทยาลัยนวัตกรรม วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การบริหารเทคโนโลยี) 27 เมษายน 2552 ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์

2552
ยังไม่มี

วิทยาลัยสหวิทยาการ – ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สหวิทยาการ) มธ.

วิชาบังคับ 18 หน่วยกิต

IG844 วิจัยภาคสนาม

IG832 ปรัชญาวิทยาศาสตร์

IG845 บัณฑิตสัมมนา

IG821 ญาณวิทยา

IG843 ระเบียบวิธีวิจัย

IG810 ปรัชญามนุษยศาสตร์
———————————-
วิชาบังคับเลือก 6 หน่วยกิต

IG826 ทฤษฎีสังคม

IG827 ปรัชญาการเมือง

IG829 ปรัชญาเศรษฐศาสตร์

IG828 ปรัชญากฎหมาย

IG899 การศึกษาเฉพาะเรื่อง
——————————–
IG900 วิทยานิพนธ์
DISSERTATION 48 น.ก.

วิทยาลัยสหวิทยาการ ปริญญาโท โครงการพิเศษ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สตรีศึกษา)

วิชาบังคับ 15 หน่วยกิต

WS602 ความรู้เบื้องต้นทางสตรีศึกษา

WS662 บัณฑิตสัมมนา

WS661 ระเบียบวิธีวิจัยในแนวสตรีศึกษา

WS603 วิวัฒนาการแนวคิดและทฤษฎีสตรีนิยม

WS601 ฐานแนวคิดและเครื่องมือสู่ศาสตร์สตรีศึกษา

————————————————-
วิชาเลือก 12 หน่วยกิต

WS626 ผู้หญิงกับกฎหมาย

WS645 มิติหญิงชายกับนโยบายสังคม

WS629 ผู้หญิงกับศิลปวัฒนธรรม

WS646 มิติหญิงชายกับการวางแผน

WS647 มิติหญิงชายกับการบริหารความขัดแย้ง

WS616 ร่างกาย ความเป็นหญิงชาย และเรื่องทางเพศ

WS627 ผู้หญิงกับเศรษฐกิจ

WS628 ผู้หญิงกับสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

WS665 สัมมนาประเด็นปัญหาปัจจุบันด้านสตรีศึกษา

WS625 ภาวะผู้นำทางสังคมและการเมืองของผู้หญิง

WS618 การศึกษาเชิงเปรียบเทียบเรื่องการเคลื่อนไหวทางสังคมของผู้หญิง

WS666 หัวข้อวิจัยส่วนบุคคล

WS615 ประวัติศาสตร์ของผู้หญิงและการวิเคราะห์ในแนวสตรีนิยม

WS617 บุรุษศึกษา
———————————————-
WS800 วิทยานิพนธ์ 12 น.ก.

รัฐศาสตรมหาบัณฑิต มธ. เอกบริหารรัฐกิจ

วิชาบังคับร่วม 9 หน่วยกิต
PO641 มิติทางเศรษฐกิจและสังคมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

PO600 วิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์

PO621 สัมมนาปัญหาการเมืองการปกครองของไทย

วิชาบังคับเฉพาะสาขาบริหารรัฐกิจ 12 หน่วยกิต

PO690 นโยบายสาธารณะและการวิเคราะห์นโยบาย

PO680 ทฤษฎีการบริหารรัฐกิจและการจัดการ

PO670 สัมมนาการคลังสาธารณะและงบประมาณ

PO671 สัมมนาการจัดการทรัพยากรมนุษย์

วิชาเลือก 9 หน่วยกิต

PO800 วิทยานิพนธ์ 12 น.ก.

ผู้ปกครองห้ามบังคับลูกให้เรียนตามใจคุณเด็ดขาด

เพราะมันโคตรทรมานเลยที่ต้องเรียนสาขา/คณะที่ตัวเองไม่ชอบ เกรดก็ออกมาไม่สวยเพราะไม่มีใจรักที่จะเรียน แต่เรียนเพราะโดนบังคับมา อย่าลืมว่า ลูกคุณนะที่เรียนไม่ใช่ตัวคุณเอง ฉะนั้นอย่ามาเสือกบังคับให้เรียนเด็ดขาด เห็นมาหลายคนเลยที่เรียนรัฐศาสตร์ มธ.ตอนนี้ที่ถูกพ่อแม่บังคับให้เรียนสาขาเอกที่ไม่ชอบ เช่น คนนึงชอบเอกปกครองแต่พ่อแม่ดันให้เรียนเอกบริหารรัฐกิจ แบบนี้เรียนยังไงก็ไม่ได้ดีเพราะไม่ชอบ

อย่างเราเองก็จะลงรัฐศาสตร์ที่นี่ไว้เป็นอันดับ 1 แล้วแท้ๆแต่โดนกล่อมว่าเรียนแล้วไม่มีอนาคต เชอะ..พวกตาถั่วทั้งหลาย ผมไม่ใช่คนโง่นะเฟ้ย เดี๋ยวก็หางานได้เองอยู่แล้วแหละ ไม่ต้องเป็นห่วงไป เลยต้องมาลงนิติของที่นี่เป็นอันดับ 1 ซะนี่ ชิ… เรียนไม่ได้เพราะโคตรยาก จำมาตราไม่ได้อีก เวรกรรม ยากจริง ไม่ชอบด้วยก็ยิ่งไปกันใหญ่

ประกาศนียบัตรบัณฑิต (บัณฑิตอาสาสมัคร) มธ.

วิชาที่เรียน

GV521 การพัฒนาชนบทไทย

GV512 เทคนิคการทำงานในชนบท 2 น.ก.

GV520 ความรู้ว่าด้วยสังคมไทย

GV511 การศึกษาวิจัยทางสังคม

GV510 จิตวิทยาสังคม

GV530 การปฏิบัติงานสนาม 8 น.ก.

GV540 สารนิพนธ์ Mini-thesis 6 น.ก.

ต้องมีหัวคิดเปลี่ยนเรื่องช่วงที่นนทุกรำตามนางอัปสรแปลงสิ…

Filed under: Writing ideas — jsoc @ 16:36

ยังไม่เคยเห็นแม้แต่เรื่องเดียวที่มีการดัดแปลงช่วงนี้ให้ต่างออกไปจากเนื้อเรื่องเดิม สิ่งที่นักเขียนแต่ละคนควรทำคือ คิดให้ต่างออกไป อย่าดำเนินเรื่องตามขนบเดิมเพราะมันน่าเบื่อและไม่มีอะไรใหม่

สิ่งที่เราคิดได้ คือ ถ้านนทุกมันเป็นคนรอบคอบและไม่บ้าจี้รำตามพระนารายณ์ล่ะจะเป็นไง ถ้านางอัปสรแปลงหลอกนนทุกไม่ได้ล่ะจะเกิดอะไรขึ้น เหอๆ ต้องแบบนี้สิถึงจะน่าลุ้นหน่อย ไม่ใช่คิดอะไรไม่ออกก็เขียนไปตามเนื้อเรื่องเดิมๆต่อไป ใช้ไม่ได้นะแบบนั้น

และต้องเปลี่ยนทศกัณฐ์ให้กลายมาเป็นตัวดำเนินเรื่องหลักบ้าง ให้เรื่องเดินไปตามมุมมองของเจ้านี่ดูบ้าง ให้คนอ่านได้เห็นความชั่วร้ายของฝ่ายดีอย่างหนุมานและพระรามบ้าง

เราอยากให้เจ้าตัว 10 หน้า 20 มือนี่มาเป็นเทพอสูรให้กับตัวเอกในนิยายเรา โดยพระเอกจะสามารถใช้พลังของทศกัณฐ์บางส่วนตามระดับการยอมรับในพลังของทศกัณฐ์ที่เจ้าพระเอกมี ยิ่งเชื่อมั่นมากก็ยิ่งปลดล็อคพลังได้มาก รวมถึงของวิเศษที่เป็นของทศกัณฐ์มาแต่เดิมด้วย

เกร็ดตัวละครในรามเกียรติ์-เอาไว้แต่งนิยาย

Filed under: Writing ideas — jsoc @ 16:28

http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://student.nu.ac.th/Ramakian/rama/Rr09.gif&imgrefurl=http://student.nu.ac.th/Ramakian/123/pic3.htm&usg=__M14Dqm1_rL_gRCQITA9f2Ge1rwo=&h=467&w=658&sz=230&hl=th&start=26&um=1&tbnid=Jm9IOMWoL1GFrM:&tbnh=98&tbnw=138&prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595%26ndsp%3D20%26hl%3Dth%26sa%3DN%26start%3D20%26um%3D1

….ชมพูพาน เป็นลิง กายสีหงส์ชาด เกิดจากพระอิศวรนำเหงื่อไคลของพระองค์มาทำการชุบขึ้น มีความรู้เรื่องยาต่าง ๆ สำหรับเป็นแพทย์ประจำกองทัพของพระราม ชมพูพานเคยรับพระบัญชาของพระราม ออกช่วยงานสงครามหลายครั้ง

สุครีพ เป็นแม่ทัพแต่มุทะลุเมื่อถูกท้าทาย เช่น ให้ถอนต้นรังจนหมดแรง จนโดนหนีบรักแร้จับไปเมืองลงกา

นิลพัท เป็นลิง กายสีน้ำรัก (สีดำสนิท) มีเขี้ยวแก้วเช่นเดียวกับหนุมานมีฤทธิ์เดชเก่งกล้ามาก เมื่อพระรามให้พวกวานรทำถนนข้ามไปกรุงลงกา นิลพัทกับหนุมานเกิดทะเลาะวิวาทและต่อสู้กัน แต่ไม่มีใครเอาชนะได้ เพราะต่างก็มีฤทธิ์เดชเท่าเทียมกัน

พาลี สู้กับใครจะได้กำลังของอีกฝ่ายมาครึ่งหนึ่ง

พระอินทร์ คือ เทวดาผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กายสีเขียว มีพระเนตรถึงพันดวง ใช้วัชระ(สายฟ้า) เป็นอาวุธ มีช้างเอราวัณเป็นพาหนะ พระองค์มีมเหสี 4 องค์ คือ สุจิตรา สุธรรมา สุนันทา และสุชาดา
พระอินทร์เป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของมนุษยโลก ยามใดที่มีเรื่องเดือดร้อนขึ้นบนโลกมนุษย์ อาสนะของพระองค์ที่เคยอ่อนนุ่มก็จะแข็งกระด้าง หรือบางครั้งก็ร้อนจนไม่สามารถประทับอยู่ได้ พระอินทร์มีชื่อเรียกอย่างอื่น เช่น ท้าวสหัสนัยน์ ท้าวโกสีย์ ท้าวสักกะ เทวราช อมรินทร์ ศักรินทร์ มัฆวาน เพชรปาณี เป็นต้น

พระอิศวร คือเทวดาผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ มีกายสีเขียว แต่พระศอเป็นสีดำเพราะเคยดื่มยาพิษ มีพระเนตรถึง 3 ดวง ดวงที่ 3 อยู่กลางพระนลาฏ ซึ่งตามปกติจะหลับอยู่เนื่องจากพระเนตรดวงที่ 3 นี้มีอานุภาพร้ายแรงมาก หากลืมขึ้นเมื่อใดจะเผาผลาญทุกอย่างให้มอดไหม้ได้
พระมเหสีของพระองค์ คือ พระอุมา มีพระราชโอรสด้วยกัน 2 พระองค์ คือ พระขันทกุมารและพระพิฆเณศ พระอิศวรมีนาคเป็นสังวาล มีพระจันทร์เป็นปิ่น อาวุธประจำพระองค์คือตรีศูล (หลาวสามง่าม) พาหนะของพระองค์ คือ โคอุศุภราช พระองค์ยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น พระศุลี พระศิวะ พระภูเตศวร พระตรีเนตร พระสยมภู พระมหาเทพ พระวิศานาถ พระมเหศวร เป็นต้น

พระอุมา เป็นมเหสีของพระอิศวร มีสองภาคคือภาคใจดีกับภาคดุร้าย พระอุมาในภาคใจดีเป็นหญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงามมาก ส่วนในภาคดุร้ายจะมีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวมีหัวกะโหลกมนุษย์ห้อยที่พระศอ มี 10 กร แต่ละกรถืออาวุธต่าง ๆ กัน ทั้งยังมีจิตใจโหดเหี้ยมมากแม้แต่พระอิศวรเองก็ยังเกรงพระอุมาในภาคดุร้ายนี้ พระนามของพระอุมาในภาคดุร้ายมีชื่อเรียกอย่างอื่นเช่น ทุรคา กาลี จัณฑี เป็นต้น

อสุรพัต เป็นบุตรของหนุมานกับนางเบญกาย มีหน้าเป็นลิง แต่ศีรษะและตัวเป็นยักษ์ กายสีเหลืองเลื่อม ๆ เมื่อพิเภกซึ่งเป็นตา ถูกท้าวจักรวรรดิกับไพนาสุริยวงศ ์จับไปขังไว้

อินทรชิต เป็นยักษ์มีกายสีเขียว เป็นโอรสของทศกัณฐ์กับนางมณโฑเดิมชื่อรณพักตร์ เมื่อสามารถรบชนะพระอินทร์ได้ ทศกัณฐ์พอใจมากจึงเปลี่ยนชื่อให้ว่า “อินทรชิต อินทรชิตมีชายาชื่อสุวรรณกันยุมา มีโอรส 2 องค์ คือ ยามลิวัน และกันยุเวก มีศรนาคบาศ ศรพรหมาสตร์ และศรวิษณุปาณัมเป็นอาวุธ ทั้งยังสามารถแปลงกายเป็นพระอินทร์ได้อีกด้วย พระพรหมเคยประทานพรว่า เวลาจะตายต้องตายบนอากาศ และอย่าให้ศีรษะขาดตกถึงพื้น มิฉะนั้นจะกลายเป็นไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก ต้องใช้พานแว่นฟ้าของพระพรหมมารองรับ โลกจึงจะปลอดภัย ดังนั้นเมื่อพระลักษมณ์จะแผลงศรไปตัดคออินทรชิต จึงตรัสสั่งให้องคตเอาพานแว่นฟ้ามาคอยรับ

กุมภกรรณ เป็นยักษ์กายสีเขียว มีหอกโมกขศักดิ์เป็นอาวุธ ได้ชื่อว่ากุมภกรรณ (หูหม้อ) เพราะมีร่างกายใหญ่โตจนเอาหม้อใส่ไว้ในหูได้

ไมยราพ เป็นยักษ์ มีกายสีม่วงอ่อน เป็นญาติของทศกัณฐ์ ปกครองเมืองบาดาลอยู่ มีอาวุธ คือ กล้องยาสะกด ใช้สำหรับเป่าเพื่อสะกดให้กองทัพของข้าศึกหลับใหล ไมยราพถอดดวงใจใส่ตัวแมลงภู่ ซ่อนไว้บนยอดเขาตรีกูฏ จึงไม่มีใครฆ่าให้ตายได้

วิรุณจำบัง เป็นยักษ์ กายสีมอหมึก (สีขาวเจือดำ) เป็นบุตรของพญาทูษณ์แห่งกรุงจารึก จึงเป็นหลานของ ทศกัณฐ์ มีม้าคู่ใจชื่อนิลพาหุ ม้าตัวนี้มีอิทธิฤทธิ์ สามารถหายตัวได้ วิรุณจำบังยกทัพไปช่วยทศกัณฐ์ทำศึ่กกับพระราม โดยขี่ม้านิลพาห ุหายตัวเข้าไปในกองทัพของพระราม ลอบฆ่าพวกไพร่พลลิงตายไปเป็นจำนวนมาก

สุพรรณมัจฉา เป็นลูกของทศกัณฐ์กับนางปลา รูปร่างท่อนบนของนางจึงเป็นมนุษย์ ส่วนท่อนล่างเป็นปลา เมื่อพระรามสั่งหนุมานให้พาบริวารลิงขนหินมาถมสมุทร เพื่อทำถนนข้ามไปกรุงลงกาทศกัณฐ์ก็สั่งให้นางสุพรรณมัจฉากับพวกปลาทั้งหลาย ช่วยกันขนหินไปทิ้ง หนุมานมีความสงสัยดำน้ำลงไปดูจึงพบนางสุพรรณมัจฉา ทั้งสองมีความรักต่อกัน นางจึงยอมเป็นภรรยาของหนุมาน ต่อมานางสุพรรมัจฉาตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายชื่อมัจฉานุ

16/11/2009

กินเกิดกลิ่น-กินกลบกลิ่น

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27379

04 พฤศจิกายน 2552

อาหารการกินมีผลทำให้เกิดกลิ่นปาก แต่จะมีกลิ่นฉุนมาก ฉุนน้อย หรือจะสามารถขจัดกลิ่นออกไปได้โดยง่ายหรือยากก็ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่รับประทานเข้าไปด้วย

ยกตัวอย่างอาหารที่รู้กันดีว่าจะทำให้เกิดกลิ่นปาก อย่าง กระเทียม พืชสมุนไพรมากประโยชน์ แต่ส่งกลิ่นฉุนอย่างฉกาจ แถมยังเป็นพืชชนิดที่จำเป็นกับการปรุงอาหารส่วนใหญ่ และยังมีหัวหอมแดง หัวหอมใหญ่ ต้นหอม ที่รับประทานแล้วจะทิ้งกลิ่นฉุนชัดเจนไว้พอ ๆ กับกระเทียม

ส่วนพืชผักที่ได้รับการกล่าวขานเข้าขั้นถ้ารับประทานแล้วควรลดการเจื้อยแจ้วเจรจา นั่นคือ สะตอ ลูกเนียง ลูกเหรียง และกระถิน นอกจากนี้ยังมีกุยช่าย ชีส รวมทั้งอาหารประเภทมากโปรตีน เนื้อ นม ไข่ ถั่ว เต้าหู้ แต่กลิ่นอาจจ่อเจือจางลงไปสักหน่อย

ตรงกันข้ามกับอาหารที่ช่วยกลบกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์ มีทั้ง อะโวคาโด อาเซลนัท น้ำมะนาว ใบสะระแหน่ ใบกะเพรา ใบผักชีฝรั่ง กานพลู โยเกิร์ตไขมันต่ำ หรือลองกลั้วปากด้วยน้ำยาบ้วนปากจากธรรมชาติสูตรเปรี้ยวซ่า ที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้ด้วยตนเอง เพียงเตรียมน้ำขิงคั้นสด 1 ช้อนช้า น้ำมะนาว 2 ช้อนชา และน้ำอุ่น 1 แก้ว ผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วกลั้วปากวันละครั้งหลังการแปรงฟันในตอนเช้า เพื่อกลิ่นปากที่สะอาดให้ความรู้สึกสดชื่น.

อย.เตือนอย่าเชื่อโฆษณากาแฟลดอ้วน ชี้ยิ่งกินยิ่งเผละ

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27370

04 พฤศจิกายน 2552

อย.เตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป ที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง ทำให้เข้าใจว่ามีผลในการลดน้ำหนัก หรือทำให้หุ่นดี เพราะกาแฟเป็นอาหาร ไม่ใช่ยาลดความอ้วน มิหนำซ้ำหากดื่มมากแทนที่จะผอม กลับยิ่งอ้วนจากการเติมน้ำตาล ครีม หรือ นมในกาแฟ

นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปจำนวนมากอวดอ้างสรรพคุณ ว่า มีผลในการลดน้ำหนัก เช่น โฆษณาแสดงตัวอย่างบุคคลก่อนและหลังใช้ผลิตภัณฑ์ ว่า ทำให้น้ำหนักลดลงภายในระยะเวลาหนึ่ง หรืออ้างว่า เป็นโปรแกรมเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เช่น เดิมน้ำหนัก 80 กิโลกรัม เมื่อบริโภคผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูปนี้แล้ว น้ำหนักลดลง 15 กิโลกรัม ภายใน 2 สัปดาห์ หรือการโฆษณาโดยใช้ผู้แสดงแบบเป็นผู้หญิงอ้วน หรือผู้หญิงรูปร่างดี แล้วทำให้เข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีผลในการลดน้ำหนัก เป็นต้น ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างและโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง เพื่อจูงใจให้ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ก่อนการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กาแฟ ขอให้ผู้บริโภคอ่านฉลากให้ถี่ถ้วน โดยต้องมีฉลากภาษาไทยแจ้งส่วนผสม ระบุชื่อผู้ผลิตอย่างชัดเจน และมีเลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย อย.ซึ่งแม้ว่าที่ฉลากจะมีการระบุส่วนประกอบว่า มีไฟเบอร์ คอลลาเจน แอลคาร์นีทีน หรือ โครเมียม

แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยทางวิชาการ ยืนยันว่า สารดังกล่าวมีผลในการลดน้ำหนัก หรือทำให้ผิวสวย หรือเพิ่มความงาม ส่วนเลขสารบบอาหารที่แสดงบนฉลากอาหารเป็นเพียงการประเมินความปลอดภัยเบื้องต้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ สถานที่ผลิต และส่วนประกอบเท่านั้น ไม่ได้รับรองการโฆษณา แต่อย่างใด และ อย.ไม่อนุญาตให้กล่าวอ้างสรรพคุณลดความอ้วน ในขณะที่หากดื่มมาก อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ จากการเติมน้ำตาล ครีม หรือนมในกาแฟ อีกทั้งทำให้หัวใจทำงานหนัก เนื่องจากได้รับกาเฟอีนมากเกินไป โดยเฉพาะในรายที่มีความไวต่อกาเฟอีน และที่ร้ายไปกว่านั้นผู้บริโภคบางรายอาจได้รับอันตรายจากการเจือปนของยาบางชนิดที่ลักลอบใส่ในผลิตภัณฑ์ เช่น ยาไซบูทรามีน จะทำให้เกิดผลข้างเคียง คือ ปวดศีรษะ ปากแห้ง นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วขึ้น เป็นต้น

หาก อย.ตรวจพบการกระทำผิดของอาหารประเภทกาแฟ เช่น ลักลอบผสมยาแผนปัจจุบันจะจัดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากเป็นการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือโฆษณาสรรพคุณอันเป็นเท็จหรือหลอกลวงต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการที่กระทำผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติอาหารได้ในเว็บไซต์ http://www.fda.moph.go.th โดยเข้าไปที่หัวข้อ ข่าวผลการดำเนินคดี

อย่างไรก็ตาม อย.มีมาตรการในการเฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายของผลิตภัณฑ์อาหาร พร้อมทั้งมีมาตรการในการแจ้งเตือนผู้ประกอบการและอบรมให้ความรู้ เพื่อให้รับทราบและระมัดระวังเรื่องการโฆษณาให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง หรือหากพบปัญหา อย.จะเชิญผู้ประกอบการมาพบรวมถึงการประชุมชี้แจง และขอความร่วมมือจากเอเจนซี่ สมาคมโฆษณาฯ และสื่อที่ลงโฆษณาด้วย

รองเลขาธิการ (อย.) กล่าวในตอนท้ายว่า ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์กาแฟที่อ้างผลในการลดน้ำหนักมักจะมีราคาที่สูงมากซึ่งทำให้ผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อสิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ การลดน้ำหนักสามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงด้วยการหมั่นออกกำลังกายอย่างเหมาะสมต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที รับประทานอาหารให้หลากหลายครบทั้ง 5 หมู่ รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส นอกจากจะทำให้มีสุขภาพดีแล้ว ยังทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้ยั่งยืนด้วย หากผู้บริโภคพบเห็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์กาแฟที่หลอกลวงและโอ้อวดเกินจริง หรือฉลากผลิตภัณฑ์ไม่ชัดเจน ไม่มีภาษาไทย หรือได้รับผลข้างเคียงจากบริโภคผลิตภัณฑ์กาแฟ ขอให้ร้องเรียนมายังสายด่วน อย.โทร.1556 หรือเดินทางมาร้องเรียนที่ศูนย์เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนผลิตภัณฑ์สุขภาพ ชั้น 1 อาคารสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อ อย.จะได้ตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วัคซีนไทยถอยไกลจากฝั่งฝัน

04 พฤศจิกายน 2552

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27375

หมุนเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไป 3 เดือน หนังสือพิมพ์ทุกฉบับพาดหัวข่าวให้ความหวังประเทศไทย จะพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ขึ้นเอง

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเปิดโรงงานต้นแบบนำร่องทดลองผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และเยี่ยมชมความพร้อมของโรงงานต้นแบบ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยตนเอง เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ยิ่งจุดประกายความหวังว่า ไทยสามารถหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ด้วยลำแข้งตัวเอง

ตลอดช่วง 100 กว่าวันที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ และเจ้าหน้าที่ประจำห้องปฏิบัติการโรงงานต้นแบบผลิตวัคซีนทำงานกันอย่างทุ่มเท เพื่อรับมือกับโอกาสเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะกลับมาฟาดหัวฟาดหางในช่วงฤดูหนาว

ยิ่งกว่านั้น พวกเขาแข่งกับเวลาที่บีบคั้น หลังจากนักวิจัยหลายประเทศทยอยออกมาประกาศผลสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลียที่เริ่มทดลองวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่กับมนุษย์แล้ว ทันทีที่มีผลยืนยันว่า วัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพและปลอดภัย เช่นเดียวกับทีมวิจัยจากเนเธอร์แลนด์ยืนยันผลทดลองฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในสัตว์มีความปลอดภัย

โนวาร์ติส ผู้ผลิตยารายใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ เริ่มทดลองวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในมนุษย์ครั้งแรก ฟากสหรัฐเองก็ออกมาเผยผลการทดลองวัคซีนหวัด 2009 ว่าปลอดภัย จีนก็เช่นกันเริ่มการทดลองวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ผลิตเองเป็นครั้งแรก ในอาสาสมัครกว่า 2,000 คน ในเมืองไท้โจว มณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของประเทศ หลังจากออกจากจุดสตาร์ทพร้อมกับโรงงานต้นแบบของไทย

“ปัญหาไม่ได้มีแค่จุดเดียว แต่ยิ่งเดินหน้าก็ยิ่งพบปัญหาตามมาเป็นเงาตามตัว การทดสอบวัคซีนในประเทศไทยไม่สามารถทำได้เลย ห้องปฏิบัติการ Molecular Biology ของเราไม่แพ้ประเทศอื่น แต่ห้องปฏิบัติการทดสอบของประเทศไทย ยังไม่มีศักยภาพเทียบเท่าต่างประเทศ ซึ่งแปลว่า เราไม่มีทางทำได้” นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติกล่าว

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันในแวดวงการแพทย์และวงการวิจัย แม้จะไม่เต็มปากนัก เมื่อถูกตั้งคำถามว่าไทยมีศักยภาพผลิตวัคซีนใช้เองในระดับโรงงานแค่ไหน เนื่องจากการขยายระดับการผลิตจากโรงงานต้นแบบไปสู่ระดับโรงงานจริงไม่ใช่เรื่องง่าย

ดูเหมือน นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานบอร์ดองค์การเภสัชกรรม (อภ.) มองปัญหาและอุปสรรคในการผลิตวัคซีนใน 2 เรื่อง คือ ความเสถียรของวัคซีน และการสร้างการกระตุ้นภูมิสำหรับวัคซีน

“การทดลองวัคซีนของไทย ถือเป็นครั้งแรกและต้องมีการเรียนรู้ไปทุกขั้นตอน จำเป็นต้องใช้เวลา” นพ.วิชัยกล่าว

ปัจจุบัน ไทยมีโรงงานผลิตวัคซีนได้ที่มีศักยภาพอยู่แล้ว คือ โรงงานของกรมปศุสัตว์ ที่ อ.ปากช่อง เป็นโรงงานผลิตวัคซีนเชื้อเป็นสำหรับสัตว์ที่ได้มาตรฐาน มีผู้เชี่ยวชาญพร้อมเปลี่ยนไลน์การผลิตวัคซีนเชื้อเป็นสำหรับมนุษย์ ทว่า ข้อเสนอดังกล่าวถูกปฏิเสธ

ขณะเดียวกัน อภ. ตัดสินใจก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนระดับอุตสาหกรรม ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี สำหรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เชื้อตายเป้าหมายเพื่อผลิตวัคซีนสำรองสำหรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เชื้อตาย ปริมาณ 2 ล้านโด๊สต่อปี

หากเกิดการระบาดใหญ่ อภ.ยังมีแผนสำรองใช้เทคโนโลยีผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เชื้อเป็นชนิดพ่นทางปากจากโรงงานผลิตวัคซีนชนิดเชื้อเป็นแห่งที่ 2 ที่ อภ. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เนื่องจากมีความพร้อมทั้งเรื่องบุคลากร และโครงสร้างของโรงงานที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว โดยองค์การเภสัชกรรมจะเข้าไปลงทุนติดตั้งระบบต่างๆ มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควร หรือนานหลายปีกว่าที่จะเดินเครื่องผลิตได้

“เราต้องเข้าใจว่าการผลิตวัคซีนในประเทศไทยยังเป็นเรื่องใหม่ ต่างจากต่างประเทศที่เขาผลิตวัคซีนในระดับอุตสาหกรรมหลังจากที่ได้เชื้อต้นแบบทำได้ง่ายกว่า มีผู้เชี่ยวชาญ มีความพร้อมเทคโนโลยี หรือแม้แต่สัตว์ทดลองที่สามารถนำมาทดสอบได้ทันที แต่ไทยไม่มี” นพ.ประสิทธิ์ ให้คำตอบสุดท้าย

หัวใจสำคัญของการพัฒนาวัคซีนที่ถูกมองข้ามไป คือ สัตว์ทดลอง ที่ต้องได้มาตรฐานการเลี้ยง และต้องแน่ใจว่าปลอดเชื้อโรคทุกชนิด แต่ไทยยังไม่มีห้องปฏิบัติการสัตว์ทดลองปลอดโรค จึงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับโรงงานต้นแบบผลิตวัคซีนของไทย และทำให้การทดลองวัคซีนหยุดสนิทอยู่ในขั้นตอนการทดสอบในสัตว์ ไม่ต้องพูดถึงการทดลองในมนุษย์

แม้โอกาสที่ไทยผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้สำเร็จถอยห่างออกไป แต่กระทรวงสาธารณสุขมียาต้านไวรัสสำรองอยู่เพียงพอ รวมวัคซีนชุดแรก 2 ล้านโด๊ส รวมถึงประชาชนส่วนหนึ่งสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ด้วยตนเองจากการระบาดรอบก่อน จึงยังไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อวัคซีนมารอไว้จำนวนมาก เนื่องจากองค์การอนามัยโลกปรับสูตรวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกรอบปี

มองในแง่ดี การทดลองวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ถือว่าเป็นจุดออกสตาร์ทที่ดีสำหรับทีมนักวิจัยไทย อย่างน้อยผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดได้มองเห็นจุดอ่อนสำคัญ ที่ต้องแก้ไขชัดเจนขึ้น นำไปปรับปรุงระบบให้พร้อมกว่าที่เป็นอยู่

ถึงเวลานั้น จะพูดคำว่า “พร้อม” ได้เต็มปากเต็มคำ

โอกาสเสี่ยง”มะเร็งจากมลพิษทางอากาศ”

04 พฤศจิกายน 2552

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27376

ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯทรงเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการโรคมะเร็งแห่งชาติ ครั้งที่ 10 หัวข้อ “ผสมผสานทีมมะเร็งอย่างสมดุลเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า (Harmonization of Cancer Teams for a Better Cancer Care) ซึ่งจัดโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2552 เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น โดยมีนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัด สธ. นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และข้าราชการ เฝ้าฯรับเสด็จ

ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ มีพระดำรัสว่า โรคมะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญยิ่งของประเทศ เนื่องจากเป็นโรคร้ายแรงที่ทำลายชีวิตมนุษย์และเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในแต่ละปีจำนวนมาก จึงถือว่าเป็นการบั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศชาติไม่น้อย การป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งให้ได้ผลดีนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากประชาชน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และบุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ

ปัจจุบันในแต่ละประเทศล้วนตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงก่อตั้งสถาบันหรือสมาคมเพื่อดำเนินการค้นคว้าวิจัยและต่อต้านโรคมะเร็งกันอย่างจริงจัง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CRI) ศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (CCC) ก็เป็นองค์กรหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นเช่นกัน เพื่อประสานความร่วมมือกับนักวิจัยระดับชาติและนานาชาติในการค้นคว้าวิจัย เพื่อต่อสู้กับโรคมะเร็งให้กับประชาชนชาวไทยและประเทศชาติ

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงบรรยายพิเศษเรื่อง โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งจากมลพิษทางอากาศ (Cancer Risk from Exposure to Air Pollution) ว่า มลพิษทางอากาศ เป็นปัญหาสำคัญของสิ่งแวดล้อม องค์การอนามัยโลกคาดประมาณว่า มลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 8 แสนคนทั่วโลกในทุกๆ ปี และ 2 ใน 3 ของจำนวนการตายนั้นเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนาในทวีปเอเชีย โดยผลกระทบต่อสุขภาพเป็นทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง

โดยในประเทศใหญ่ๆ ของเอเชีย อากาศเป็นพิษในชุมชนส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ รวมทั้งการเผาไหม้ของธูป ซึ่งจะมีสารก่อมะเร็งปะปนอยู่ เช่น Polycyclic aromatic hydrocarbons (PAHs) เบนซิน และ 1,3 -บิวทาไดอีน (butadiene) ได้ศึกษาการได้รับสารก่อมะเร็งในกลุ่มเด็กนักเรียน ตำรวจจราจร คนเดินถนนและคนทำงานในวัด โดยตรวจหาเครื่องหมายโมเลกุล พบว่า คนเหล่านี้ได้รับสารก่อมะเร็งในปริมาณสูง โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในเมือง และตำรวจจราจร

ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยในสาขาดังกล่าว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ฯ ทรงรับการถวายรางวัล 2009 Ramazzini ซึ่งเป็นรางวัลที่ได้รับการคัดเลือกจากนักวิทยาศาสตร์นานาประเทศ โดยได้ลงมติมอบแก่นักวิทยาศาสตร์ที่มีบทบาทโดดเด่นในระดับนานาชาติทั้งด้านงานวิจัยและงานวิชาการในการป้องกันรักษาสุขอนามัยสาธารณชน

ขณะนี้ ประเทศไทยโรคมะเร็งมีแนวโน้มพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งมีมะเร็งมากกว่า 100 ชนิดที่สามารถเกิดขึ้นกับอวัยวะในร่างกาย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ติดต่อกันมา 7 ปี ในปี 2550 มีคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทุกชนิด 53,434 ราย คิดเป็นร้อยละ 14 ของผู้เสียชีวิตทุกสาเหตุ มีผู้ป่วยรายใหม่ปีละ 120,000 ราย

มะเร็งที่พบในผู้ชายมากที่สุดได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่/ทวารหนัก ร้อยละ 17 รองลงมาคือ มะเร็งปอด ร้อยละ 16 และมะเร็งตับ ร้อยละ 11 พบมากที่สุดในอายุ 65-69 ปี ส่วนในผู้หญิงพบมะเร็งเต้านมมากที่สุด ร้อยละ 43 รองลงมา มะเร็งปากมดลูก ร้อยละ 16 และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ร้อยละ 9 พบมากในอายุ 50-54 ปี กระทรวงสาธารณสุขจึงต้องพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการป้องกันซึ่งเป็นการลงทุนที่ให้ผลคุ้มค่าที่สุด เนื่องจากร้อยละ 40 สามารถป้องกันได้

โดยการป้องกันจะเน้นที่การรณรงค์ปรับพฤติกรรม 4 เรื่องใหญ่ ได้แก่ ลดการสูบบุหรี่ เหล้า กินอาหารสุขภาพ เพิ่มผักผลไม้ให้ได้วันละครึ่งกิโลกรัม ออกกำลังกายให้ได้วันละ 30 นาที

ไข่ไก่-ผักสดเสริมไอโอดีนลดโรคเอ๋อ

04 พฤศจิกายน 2552

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27374

นักเทคนิคการแพทย์อุดรใช้สารโปแตสเซียมไอโอไดด์เข้มข้นเลี้ยงไก่ ให้ผลิตไข่ไอโอดีน แถมผสมน้ำรดผักเพิ่มไอโอดีนได้ด้วย แก้ภาวะโรคเอ๋อสำเร็จ

พญ.จินตนา ว่องวิไลรัตน์ นักเทคนิคการแพทย์ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุดรธานี เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยพบภาวะการขาดสารไอโอดีนมากในหมู่บ้านชนบท และหมู่บ้านห่างไกลของเขตที่สูงในภาคเหนือ และหลายจังหัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากประชาชนไม่มีอาหารทะเลกิน เกลือที่ใช้บริโภคก็จะเป็นเกลือสินเธาว์ และดินที่เพาะปลูกพืชต่างๆเป็นดินที่ขาดธาตุไอโอดีน

พืชผักที่ชาวบ้านปลูกไว้กินจึงขาดสารไอโอดีนด้วย และพบอีกว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ประสบปัญหาภาวการณ์ขาดสารไอโอดีนรุนแรงกว่าภาคอื่นๆ

สารไอโอดีนมีความสำคัญต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา การทำงานของกล้ามเนื้อร่างกาย การพัฒนาของสมองโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและความเฉลียวฉลาด

จากการวิเคราะห์ข้อมูลทารกแรกเกิด 4 จังหวัด ในเขตตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขที่ 10 จำนวน 38,187 ราย ผลการตรวจอยู่ในกลุ่มเสี่ยง 842 ราย ทารกมีผลการตรวจยืนยันผิดปกติและกลับมารักษาไม่ให้เป็นโรคปัญญาอ่อนได้ 49 ราย อย่างไรก็ตามกิจกรรมดังกล่าวยังไม่สามารถบรรลุถึงวัตถุประสงค์

เนื่องจากไม่สามารถติดตามทารกที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงกลับมาตรวจยืนยันและรักษาได้ครบทุกราย และการล่าช้าในการนำทารกกลับมาให้แพทย์ตรวจรักษาภายใน 13 วัน ยิ่งตามทารกกลัมมาช้าเท่าใด เด็กก็จะเสียไอคิวไปเรื่อยๆ และหากไม่ได้รับการติดตามกลับมารับการรักษาก็จะกลายเป็นเด็กปัญญาอ่อนในที่สุด

ปีนี้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุดรธานี ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข และมหาวิทาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้ทดลองใช้รูปแบบของนวัตกรรมการแก้ปัญหาโรคเอ๋อและภาวะการขาดสารไอโอดีนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ในพื้นที่ตำบลนาพู่ อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี

โดยบูรณาการผ่านองค์การบริหารส่วนตำบลนาพู่ และได้รับผลสำเร็จทั้งการตอบรับในรูปแบบของวิธีการดำเนินกิจกรรมตลอดจนเทคโนโลยีที่ใช้ถ่ายทอดให้กับชุมชน และผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งสามารถเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์อาหารให้มีธาตุไอโอดีนสูงเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน

” ไข่ไก่ที่ผลิตจากฟาร์มไก่ในชุมชน ที่ได้รับอาหารเลี้ยงแม่ไก่ไข่ และเสริมอาหารด้วยสารโปแตสเซียมไอโอไดด์ เข้มข้นสูง จะทำให้ไข่ไก่มีปริมาณไอโอดีนเพิ่มสูงขึ้น และนำไข่ไปต้มให้อาสาสมัครในชุมชนตำบลนาพู่จำนวน 124 คน กินกับอาหารเช้า 5 วันต่อเนื่องกัน พบว่าค่าระดับไอโอดีนในปัสสาวะมีสูงขึ้นจากค่าปกติก่อนที่จะเริ่มทดลอง ซึ่งจุดเด่นของนวัตกรรม นี้ คือความคงตัวของธาตุไอโอดีน ที่อยู่ในรูปของสารประกอบทางอินทรีย์ในเซลล์ของไข่แดง มีความคงตัว และไม่เสื่อมสลายเมื่อถูกความร้อน จากการนำไปต้มให้สุก”พญ.จินตนากล่าว

ส่วนการเสริมไอโอดีนในพืชผักพื้นบ้าน และพืชผักที่คนในท้องถิ่นนิยมกิน เช่น ผักบุ้งจีน ผักกาดเขียวกวางตุ้ง ผักคะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดหอม ต้นหอม กะเพรา สะระเหน่ โหระพา เมื่อใช้การฉีดพ่นใบพืชด้วยสารละลายโปแตสเซียม ไอโอเดต ซึ่งเป็นสารประกอบทางอนินทรีย์ ในอัตราส่วนและช่วงก่อนการเก็บเกี่ยว เพียง 1-2 ครั้ง

พบว่าพืชผักที่ปลูกจะนำธาตุไอโอดีนไปสะสมในส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยมีการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในรูปของสารประกอบทางอินทรีย์ มีความคงตัวและไม่เสื่อมสลายเมื่อถูกความร้อนและแสงแดด หรือเมื่อนำไปปรุงอาหารด้วยความร้อน

พืชผักเสริมไอโอดีนที่ได้ จะมีปริมาณพอเพียงต่อระดับความต้องการสารไอโอดีนของร่างกายคนเรา 120-150 ไมโครกรัมต่อวัน จึงนับว่าประสบความสำเร็จในการเสริมไอโอดีนในไข่ไก่และพืชผักสดเป็นครั้งแรกของประเทศ โดยจะมีการดำเนินการวิจัยเพิ่มเติมในเรื่องนี้ต่อไป

ยุโรปสนเจลล้างมือไทย เร่งขึ้นทะเบียน อย.ต่างแดน คาดยอดสั่งซื้ออื้อ

04 พฤศจิกายน 2552

อภ.เผยยุโรปสนใจเจลล้างมือสัญชาติไทย เร่งขึ้นทะเบียน อย.เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน คาดมียอดสั่งซื้ออื้อ ระบุสำรองยาพร้อมรับมือหวัด 2009 ระบาดซ้ำ 35 ล้านเม็ด

นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวถึงการสำรองยาโอเซลทามิเวียร์ที่ใช้ในการรับมือกับการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 รอบ 2 ว่า ขณะนี้คาดว่ามียาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ หรือ ยาโอเซลทามิเวียร์ในโรงพยาบาลในพื้นที่ต่างๆ และคลังยาของ อภ.รวม 35 ล้านเม็ด และมีวัตถุดิบที่จะผลิตยาเพิ่มได้อีก 40 ล้านเม็ด

ส่วนยาโอเซลทามิเวียร์สำหรับเด็ก ขณะนี้มีอยู่ในคลังยาของ อภ.30,000-40,000 เม็ด ซึ่งสามารถกระจายยาให้กับโรงพยาบาลหรือพื้นที่ที่ต้องการได้ทันที หากมีการแจ้งมาที่หน่วยของ อภ.ในพื้นที่ และยังผลิตเพิ่มได้หากมีความต้องการเพิ่ม

นพ.วิทิต กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ประเทศในแถบยุโรปมีความสนใจเจลล้างมือของไทย จึงเตรียมให้ดำเนินการขึ้นทะเบียนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน ซึ่งคาดว่าหากผ่านการขึ้นทะเบียนแล้ว จะมียอดสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก สร้างรายได้ และสร้างการยอมรับมาตรฐานการผลิตเทียบเท่าสากล

ส่วนการสำรองเจลล้างมือและหน้ากากอนามัยเพื่อรับมือการระบาดรอบ 2 ขณะนี้มีเพียงพอทั้งเจลล้างมือและหน้ากากอนามัย รวมทั้งได้ติดต่อกลุ่มโอท็อปบางจังหวัดผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้า นำกลับมาใช้ซ้ำได้ ช่วยประหยัดค่าใช้

คุณค่าของสารอาหารต่างๆ

13 พฤศจิกายน 2552

ช่วงที่ผ่านมามีโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชนิดหนึ่งชี้ชวนให้ดื่มเพิ่มพลังสมองทำนองกินปุ๊บความจำดีฉลาดล้ำทันโลกขึ้นมาทันที

หลังจากพิสูจน์แล้วขอยืนยันนั่งยันว่า จริงครับ พอกินแล้วฉลาดทันทีเลยว่า “ไม่น่าซื้อมากินเลย”

ร่างกายมนุษย์อาจดูเหมือนเครื่องยนต์กลไก แต่มันไม่ใช่เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลที่พอเติมน้ำมันออกเทนสูงเข้าไปวิ่งปรู้ดปร๊าดโดยพลัน รู้ไว้ว่า ของมันต้องใช้เวลาดูดซึมและสะสม

เพิ่มความจำ ใน 5 สัปดาห์

มีงานวิจัยจากออสเตรเลียพบว่า หลังทดสอบให้ผู้หญิงรับประทานสารโฟเลต หรือผักโขมต้ม 1 ถ้วยตวง ประมาณ 750 ไมโครกรัม ช่วยให้ความจำแม่นยำขึ้น นักโภชนาการยังแนะนำให้สตรีมีครรภ์กินอาหารเสริมพวกกรดโฟลิก หรืออาหารที่มีสารโฟเลตจากธรรมชาติช่วยป้องกันทารกคลอดออกมาพิการ

ลดกรดโฮโมไซสไตน์ใน 6 สัปดาห์

วารสาร American Journal of Clinical Nutrition เคยตีพิมพ์ผลการวิเคราะห์งานวิจัยที่หาความสัมพันธ์ระหว่างวิตามินบีกับโฮโมไซสไตน์ ซึ่เงป็นกรดอะมิโนตัวหนึ่งในร่างกายที่พบว่าหากร่างกายมีระดับโฮโมไซสไตน์สูง เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสองตีบ โรคหลอดเลือดหัวใจ

หลังจากให้อาสาสมัครกินอาหารเสริมโฟเลต 800 ไมโครกรัมทุกวันเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ พบว่าช่วยลดระดับความเข้มข้นของโฮโมไซสไตน์ลงถึง 23% แต่ไม่ควรรับประมาณเกินวันละ 1,000 ไมโครกรัม แหล่งอาหารโฟเลตหาได้จากเนื้อ ปลา ไข่ และนม

บำรุงหัวใจใน 2 สัปดาห์

โอเมก้า 3 กรดไขมันสำคัญเป็นแหล่งสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เอาง่ายๆ ช่วยให้ผิวเนียนสวย และช่วยลดน้ำหนักร่างกาย ช่วยให้อารมณ์แจ่มใส และลดโอกาสเกิดไขข้ออักเสบ

โอเมก้า 3 พบได้ในน้ำมันปลา อย่างพวกแซลมอน, แมคาเรล และแอนโชวี ในพืชก็มีเหมือนกันอย่างพวกผักโขม, วอลนัท ประโยชน์ของโอเมก้า 3 ที่รู้จักกันมาที่สุดคือช่วยป้องกันโรคหัวใจ หลังรับประทานแซลมอนร่างกายหัวใจจะได้รับประโยชน์โดยพลัน แต่มันอยู่ได้ไม่นานถ้าคุณไม่รับประทานพวกกรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นประจำตุนให้ได้ระดับบำรุงสุขภาพ

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า หากร่างกายพร่องโอเมก้า 3 และคุณเริ่มกินปลาที่มีไขมันสัปดาห์ละ 3 ออนซ์ หัวใจคุณจะแข็งแรงขึ้นใน 4-8 สัปดาห์

3 เดือน ฟื้นฟูสมองเสื่อม

ผู้เชี่ยวชาญอเมก้า 3 จากศูนย์วิจัยอายุรวัฒน์จกาคิวเบค แคนาดา บอกว่า โอเมก้า 3 ยังมีประโยชน์ต่อพลังสมอง และพัฒนาการสมองด้วย งานวิจัยหลายผลงานพบว่า อัตราเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยอัลไซเมอร์สอาจทำนายได้จากการบริโภคปลาของประชากร งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร Neuroscience Research ระบุว่า ผู้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมอ่อนๆ หลังจากให้รับประทานโอเมก้า 3 นาน 3 เดือนพบว่าระบบความจำระยะสั้นดีขึ้น ยังมีอีกงานวิจัยที่พบว่า ผู้ป่วยที่คิดฆ่าตัวตาย และซึมเศร้ามีอาการดีขึ้นหลังรับประทาน โอเมก้า 3 วันละ 2.1 กรัม นาน 3 เดือน กินแซลมอน 3 ออนซ์หนึ่งมื้อได้โอเมก้า 3 เกือบ 2 กรัม

1 ปีสายตาเฉียบแหลม

ลูเทียน พืชที่มีสารแคโรตินอยด์ช่วยบำรุงสายตาและเลนส์ตา มีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันเช่นกัน จากการศึกษาโดยศูนย์แพทย์นอร์ท ชิคาโกพบว่า ผู้ป่วยสูงวัยที่มีอาการสายตาเสื่อมมีสายตาดีขึ้นหลังกินลูเทียนวันละ 12 มิลลิกรัมนาน 1 ปี ถ้าหาพืชชื่อแปลกหูลูเทียนกินไม่ได้ให้หาพวกผักใบเขียวอี๋อย่างพวกผักโขมครึ่งถ้วยก็ช่วยได้ ผักอื่นที่หาแคโรตินอยด์บำรุงได้ก็มีพวกถั่ว, บรอคโคลี และข้าวโพด

2 ปีเสริมกระดูกแข็งแรง

วิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดี ร่างกายได้รับแคลเซียมเพื่อเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และลดโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุน วารสารการแพทย์ JAMA รายงานผลศึกษาให้อาสาสมัครรับประทานวิตามินดี 700 – 800 หน่วยร่วมกับแคลเซียมนาน 2 ปี พบว่าช่วยลดภาวะกระดูกบางได้ 26% วิตามินดีพบได้ในนมและซีเรียล ปลาและไข่ก็มี หรือไม่สะดวกพวกอาหารเสริมก็หามาบำรุงได้ไม่อันตราย

แฉกลยุทธ์ใหม่”บุหรี่วิตามิน-บุหรี่ออร์แกนิค”ดึงดูดใจสิงห์อมควัน

12 พฤศจิกายน 2552

แฉธุรกิจบุหรี่ข้ามชาติหัวหมอ คิดกลยุทธ์ใหม่ ทำบุหรี่ผสมวิตามิน บุหรี่ออร์แกนิกขาย อ้างลดพิษจากบุหรี่ แถมชี้ช่องทำการตลาดเลี่ยงกฎหมายคุมบุหรี่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของอิมแพคเมืองทองธานี ได้ปิดประตูทางเข้าออกอาคารชาแลนเจอร์ โดยอนุญาตเฉพาะผู้มีบัตรเข้างานเอ็กซโปเข้าพื้นที่ภายในอาคารได้เท่านั้นแต่ไม่อนุญาตให้นำกล้องถ่ายรูปเข้าไปภายในงานได้ด้วย และไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปรายงานบรรยากาศภายในการประชุม

ทั้งนี้ ในการจัดงานดังกล่าว มีการจัดแสดงกลยุทธ์การทำการตลาดบุหรี่แบบใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ถูกดำเนินการทางกฎหมายของประเทศต่างๆ เช่น การคิดรูปแบบบรรจุภัณฑ์และสี และมีบุหรี่ชนิดใหม่ๆ จูงใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เช่น บุหรี่ผสมวิตามิน บุหรี่ออร์แกนิกที่อ้างว่าจะลดพิษจากในยาสูบมากขึ้น และมีแนวคิดจะใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาลบล้างข้อมูลทางวิชาการทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคภัยที่เกิดจากการสูบบุหรี่ เช่น มะเร็งปอด กล่องเสียง ช่องปาก เป็นต้น ซึ่งเป็นการพยายามจะชี้นำว่าบุหรี่ไม่มีอันตรายหรือบ่อเกิดของโรคต่างๆ รวมทั้งมีโซนแสงสินค้าระดมสมองคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อนำมาทำการตลาดด้วย

นักวิชาการ ชี้ “น้ำฝน” ปนมลพิษ ไม่เหมาะแก่การบริโภค

12 พฤศจิกายน 2552

นักวิชาการชี้ น้ำฝนอาจไม่เหมาะกับการบริโภค เพราะการขยายตัวของเขตเมือง และอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลให้น้ำฝนมีสภาพเป็นกรด เป็นด่าง อีกทั้งยังมีสารปนเปื้อนสูงด้วย

ผศ.สุนทรี ขุนทอง จากคณะทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา เปิดเผยว่า จากการเก็บตัวอย่างน้ำฝนตลอดระยะเวลา 12 เดือน ในเขตพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่แหลมฉบัง พบว่า น้ำฝนที่เก็บได้มีค่าความเป็นกรดเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 4 กว่าๆ จากค่าความเป็นกรดด่างของน้ำฝนที่ มีค่าเฉลี่ยที่ 5.6

ทั้งนี้ ค่าความเป็นกรดของน้ำฝนที่สูงขึ้น เนื่องจากบริเวณที่เก็บตัวอย่างเป็นพื้นที่ที่ล้อมรอบด้วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อาทิ นิคมแหลมฉบัง โรงกลั่นน้ำมันบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) โรงกลั่นน้ำมันบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โรงกลั่นน้ำมันเอสโซนิคม อุตสาหกรรมสหพัฒน์ นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง เป็นต้น ประกอบกับแถวถนนสุขุมวิทที่มีการจราจรคับคั่งในช่วงเช้าและเย็นด้วย จึงมีส่วนที่น้ำฝนจะเป็นกรดสูง

ส่วนการเก็บตัวอย่างน้ำฝนในพื้นที่มาบตาพุด หลังจากมีการร้องเรียนปัญหาน้ำในบริโภคไม่ได้ และพืชผลที่เสียหายจากน้ำในที่ตกลงมาจนใบหงิกงอ เพื่อนำมาวิเคราะห์ หาตัวอย่างของสารที่ปนเปื้อนในน้ำฝน ต้องใช้ระยะเวลา 1 ปี จึงจะวิเคราะห์และประมวลผลได้ โดยผลที่ออกมาจะใช้เป็นข้อมูลเฝ้าระวังเพื่อใช้ในการควบคุม และการวางแผนขยายโรงงานในพื้นที่ต่อไป

ผศ.สุนทรี กล่าวอีกว่า หลายพื้นที่ทั่วประเทศของไทย พบว่า น้ำฝนไม่เหมาะสมกับการนำมาใช้ดื่มกินได้อย่างบริสุทธิ์เหมือนในอดีตแล้ว เนื่องจากมีการขยายตัวของอุตสาหกรรม และความเจริญเติบโตของเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำฝนทั่วประเทศไม่เพียงแต่แนวโน้มที่มีค่าความเป็นกรดสูงเท่านั้น แต่ยังรวมเอามลพิษอื่นๆ อยู่ในน้ำใน เช่น จ.พระนครศรีอยุธยา น้ำฝนมีค่าความเป็นด่างมากผิดปกติ เพราะอยู่ใกล้โรงปูนซีเมนต์ ส่วน จ.เชียงใหม่ มีปริมาณฝุ่นละอองสูงเพราะต้องเจอกับปัญหาหมอกควันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พื้นที่เกษตรกรรม น้ำในจะมีการตรวจพบสารฟอสเฟต แอมโมเนียสูง เช่น กรณี จ.สงขลา จะมีการปนเปื้อนของแอมโมเนียสูง เพราะมีอุตสาหกรรมน้ำยางพารา เป็นต้น ทั้งนี้ เชื่อว่า อนาคตสังคมชนบทที่เคยรองน้ำฝนไว้บริโภคเก็บในโอ่ง คงจะต้องเลิกไปในที่สุด

แพทย์เตือน…คันเรื้อรังรักษาไม่ตรงจุด โรคทรุดทั้งภายใน-ภายนอก

12 พฤศจิกายน 2552

“อาการคัน” เป็นอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นได้กับผิวหนังของคนทุกคน แทบทุกคนแก้ไขเบื้องต้นด้วยการ “เกา” หากยังไม่หายบางคนอาจจะเอายาหม่องป้าย หนักๆ เข้าเรื้อรังอาจจะแวะไปร้านขายยา ถามเภสัชขอซื้อยามาใช้เอง และในภาวะเร่งรีบอย่างสังคมในปัจจุบัน น้อยคนที่มีอาการคันแล้วจะยอมลางานไปพบแพทย์ ถ้าไม่หนักหนาสาหัสจริงๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีข้อมูลน่าห่วงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ระบุว่า ผู้ป่วยคันเรื้อรังร้อยละ 10-50 พบว่ามีโรคทางกายภายในที่เป็นสาเหตุของอาการคันร่วมด้วย!!!

นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์โรคผิวหนัง ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยในบทความวิชาการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ (วารสารคลินิก) ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2552 นี้ว่า ผู้ป่วยคันเรื้อรังร้อยละ 10-50 พบว่ามีโรคทางกายภายในที่เป็นสาเหตุของอาการคันร่วมด้วย จึงควรได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการรักษาที่เหมาะสม

การตรวจที่อาจทำคือ การตรวจนับเม็ดเลือด, ตรวจค่าครีอาตินีน และ BUN ในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคไต, การตรวจหาเอ็นซัยม์ตับ, ตรวจหาระดับฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์, ตรวจหาระดับน้ำตาล, ตรวจอุจจาระ ถ้าพบเลือดอาจเป็นมะเร็งระบบทางเดินอาหาร พบไข่พยาธิอาจคันจากการติดเชื้อพยาธิ, การตรวจหา HIV antibody ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นเอดส์, การขูดผิวหนังเพื่อหาเชื้อราหรือหิด และการตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

ดังนั้น การรักษาอาการคันจากโรคภายในจึงขึ้นกับสาเหตุ หากไม่รักษาสาเหตุต้นตอของโรคภายใน อาการคันก็ไม่หายขาดและโรคภายในก็จะทรุดลงเรื่อยๆ ในผู้ป่วยที่คันจากโรคไตแพทย์อาจพิจารณาฉายแสงยูวีบี, ให้ยาทาลดอาการคันเฉพาะที่, ยากิน, การล้างไตช่วยลดอาการคันลงได้, ในรายที่คันจากโรคตับมียาเฉพาะเช่น cholestyramine, อาการคันจากโรคเลือดจากการขาดเหล็กแก้ไขด้วยการเสริมเหล็ก แพทย์อาจให้ยา aspirin ในผู้ป่วยโรคเลือดข้นผิดปกติที่มีอาการคัน, อาการคันจากต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเป็นผลจากผิวแห้ง รักษาด้วยครีมให้ความชุ่มชื้น และเสริมฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์

นพ.ประวิตรเตือนว่า พบบ่อยว่าผู้ที่คันเรื้อรังอาจหาซื้อยามากินเอง เช่น ยาชุด, ยาสมุนไพร, ยาหม้อ, ยาแผนโบราณ, ยาลูกกลอน, ยาพระ โดยผู้ที่ใช้ส่วนใหญ่เข้าใจว่าปลอดภัย แท้จริงแล้วอาจมีอันตรายได้เช่นกัน พบว่ายาชุด, ยาสมุนไพรหลายขนาน มีการเจือปนสารอันตรายเช่น สเตียรอยด์ และสารหนูลงไป สเตียรอยด์ขนาดสูงทำให้หน้าบวมเป็นดวงจันทร์, คอมีหนอก, ผิวแตกลาย, ผิวฝ่อ, เลือดออกในกระเพาะอาหาร, กระดูกผุ, ติดเชื้อง่ายขึ้น,น้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีอาการทรุดลง การใช้สเตียรอยด์อาจทำให้อาการดีขึ้นช่วงแรก แต่เมื่อไม่ได้รักษาตรงจุดในที่สุดโรคจึงทรุดลง และยังมีข้อแทรกซ้อนจากยาอีกมาก

ผู้ป่วยที่คันเรื้อรังจึงควรรับการตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด เพื่อการวินิฉัยและหาสาเหตุร่วมจากโรคภายในอย่างตรงจุด

13/11/2009

ใครเคยไปสมัครงานที่ BP education center บ้างคะ

Filed under: Management knowledge — jsoc @ 15:41

http://www.jobbkk.com/th/relax/webboard/viewtopic.php?id=5843

ไปสมัครงานและสอบสัมภาษณ์ที่ BP education center มาค่ะ
เราสมัครตำแหน่งประชาสัมพันธ์หลักสูตรการศึกษา เค้าบอกว่าเราผ่านการสอบสัมภาษณ์และเริ่มงานได้ทันที แต่ต้องเสียค่าใช้จ่าย 3,990 บาทก่อนทำงาน เป็นค่าเรียนกับทางสถาบัน 1 คอร์ส (3,500 บาท) และค่าทำบัตรพนักงาน (390 บาท) ซึ่งผู้สัมภาษณ์บอกว่าได้คืนแน่นอนเมื่อทำงานแล้ว เค้าบอกว่าการทำงานที่นี่เป็นระบบ binary (เหมือนขายตรงไงไม่รู้)
เราจะมีผู้ช่วย 2 คน ทำงานแทนเรา (โดยทางเค้าจะเป็นคนหาผู้ช่วยมาให้เราเอง) เราอาจต้องลงไปทำบ้างในกรณีที่ผู้ช่วยแนะนำลูกค้าไม่ได้ แล้วถ้ามีลูกค้ามาลงเรียนกับเราเค้าจะให้เราคู่ละ 500 บาท และถ้ามีคนมาสมัครเรียนกับเรามากบริษัทจะให้เราสูงสุดไม่เกิน 3,500 บาทต่อวัน (ถ้าเกินนั้นเค้าบอกว่าจะให้ผู้ช่วยเราแทน) และนอกจากรายได้ส่วนนี้แล้วยังมีรายได้จากทางอื่นอีกมากมาย
แต่ช่วงทดลองงานนี้จะไม่มีเงินเดือนให้ เราจะได้แต่ค่าคอมฯ อย่างเดียว เราฟังแล้วก็ไม่แน่ใจว่าแล้วเราจะหาลูกค้าได้จริงหรือเปล่า แต่เค้าก็บอกว่าเค้ามีลูกค้าประจำมาลงเรียนอยู่แล้ว แต่เราก็ยังกลัวอยู่ดีเพราะถ้าเราหาลูกค้าไม่ได้นั่นหมายถึงเงินที่เราต้องเสียให้เค้าไปฟรีๆ 3,390 บาท แถมยังต้องมาเสียเวลาแล้วก็ไม่ได้ค่าตอบแทนจากการทำงานอีกด้วย เพื่อนๆคิดว่าไงบ้างคะ เราอยากลองไปทำดูแต่ก็กลัวถูกหลอก

วันที่ : 05/09/2009
เวลา : 00:46:46 น.

อย่าเลย คุณเจอหลอกเเล้วละ ไม่มีบริษัทที่ไหนให้คุณเสียเงินเพื่อเข้าทํางานในครั้งเเรกหรอกนะ
มีเเต่ลูกเเชร์โซ่ กับ MLM ล่ะครับ

เคยไปสมัครงานที่นี้มาแล้วตอนแรกที่เข้าไปสมัครเขาบอกว่าเสียค่าสมัคร450บ.พร้อมเปิดคอร์สเรียน3300บ.เราได้แต่สมัครแต่ไม่ได้ลงคอร์สเรียนเนื่องจากเราเข้าไปเทรนงานได้2วันเราก็พบว่าเพื่อนคนที่ทำอยู่ก่อนหน้าเราแถมลงคอร์สเรียนไปแล้วเขาทำงานมา1สัปดาห์เขายังไม่ได้ลูกค้าเลยแถมเรายังรู้ว่าอีกว่าที่พี่เขาบอกว่าได้เงินเดือน8000บ.เป็นเรื่องที่โกหกคือต้องทำยอกให้ถึงเป้าจะได้เงินพร้อมค่าที่เราขายคอร์สได้เป็นการโกหกเราจึงรับไม่ได้ถ้าใครจะสมัครงานต้องคิดให้ดีก่อนตัดสินใจซึ่งเราได้สมัครงานมาตั้งแต่เดือนเมษาแล้ว

ผมตรวจดูมา พบว่า ที่นี่ ยังไม่ไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เลยอ่ะ เซงกะจะไป สมัครซะหน่อย แต่บริษัทเลื่อนลอยทางกฎหมาย ไม่เอาดีกว่า แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ดีน่ะครับ ใครชอบก็ไปครับ สิทธิส่วนตัว
แค่อยากบอกว่าจะทำอะไรก็คิดกันให้ดีๆๆก่อนน่ะครับ

เราเสียเงินค้ำประกันการทำงาน 3000 บาทแล้วบริษัทยังไม่เรียกให้เริ่มงานเลยบอกต้องรอผู้บริหารเซ็นรับรองก่อนตอนแรกบอกเราว่าด่วน ทำให้เราออกจากงานที่เดิมตอนนี้เซ็งจังจะถูกหลอกมั้ยคะแถมยังต้องมีคนค้ำประกันอีก ลืมบอกว่านี่แค่ตำแหน่งพนักงานรับโทรศัพท์นะ

ถึงกับเอาการศึกษามาทำเปนแชร์ลูกโซ่

จิงดิ เค้าเรียกเราไปสัมภาษณ์งานวันพุธนี้อ่ะ ตำแหน่งเดียวกันเลยอ่ะ
ของคุณมากนะคะสำหรับข้อมูล จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไป

เหมือนเราเลย เค้าก้อให้เราไปสัมภาษณ์วันพุธนี้เหมือนกัน

แต่ของเราป็นตำแหน่งประสานงานในออฟฟิศอ่ะ เราก้อคิดเหมือน

กานว่าทามมายมันแปลกๆ แค่ประสานงานแต่ให้เงินตั้ง

10,000-15,000 อ่ะ แถมตอนคุยนัดให้ไปสัมภาษณ์ เค้าก้อรีบๆ

พูดอ่ะ แล้วก้อวางเลย เราเลยไม่แน่จัยเลยโทรไปถาม1113 เค้า

ก้อบอกว่าไม่พบข้อมูลอ่ะ เราเลยลังเล เกือบจะไปแล้ว แต่โชคดี

ที่เรามาเห็นกระทู้ในนี้ก่อน ขอบคุณมากๆเลย ม่ายงั้นเราคงโดนหลอกอีกคน

12/11/2009

ดอนรามอน – โดเรมอนภาคเลวชั่วแบบขำๆ

Filed under: Manga+anime — jsoc @ 18:02

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8534285/A8534285.html

ขอแนะนำ “ดอนรามอน” สำหรับผู้ที่ต้องการวาดภาพหรือตัดสติ๊กเกอร์ โดราเอมอน

ดอนรามอนเป็นตัวละคร 1 ใน ทีมตัวละครของ ค่าย MUNDO CALICO

ซึ่งเป็นตัวละครที่ออกแบบและวาด โดย ค่าย MUNDO CALICO

ซึ่งตัวละคร ดอนรามอนนั้น ต้นสายปลายเหตุตอนแรกไม่ชัดเจน
ทราบแต่ว่า

ดอนรามอนมีหน้าที่ ทำให้ นาบิสต้า เด็กหนุ่มซึ่งกำลังโต ขึ้นมีอนาคตที่ดี ให้พังลง ตามสิ่งเร้าและสังคมในปัจจุบัน

ดอนรามอน เป็นการ์ตูน แนวเสียดสีสังคม ที่ได้รับความนิยมพอประมาณ ในสเปน

ดู ตัวอย่าง ตอน feisbuuk ( Face Book ) ครับ

http://www.mefeedia.com/video/16451568

ลักษณะ ข้อแตกต่างกับ โดราเอมอน คือ

ดอนรามอน มีคิ้ว
ไม่ใช้กระพรวน แต่แขวนกระดิ่ง
ไม่มีกระเป๋าหน้าท้องมีแต่ ช่องซิป
หนวดหยัก
จากคุณ : เจ้าหญิงน้อยแห่งอันดามัน
เขียนเมื่อ : 11 พ.ย. 52 11:17:00

สำหรับเนื้อเรื่อง เท่าที่เคยดูมา 4-5 ตอนยอมรับว่าขำมาก กับการแก้ปัญหาให้ โนบิตะ เอ้ย นาบิสต้า

โดยดอนรามอน จะแนะนำแต่วิธีแย่ๆ มาแก้ปัญหาให้ นาบิสต้าเสมอ

สำหรับคนที่กลัวลิขสิทธิ์ ขอแนะนำให้ เซฟภาพเก็บไว้ และใช้เป็นแบบวาด ก็ได้นะครับ เวลามีปัญหาก็งัดรูปขึ้นมาโชว์เลย

เพราะผมเชื่อว่าเจ้าของลิขสิทธิ์จริงๆ ไม่มาบ้าจี้ จับ รูปโดราเอมอนวาด บนผนังร้าน หรือสติ๊กเกอร์หรอกครับ

รับทำพื้นโรงงานแบบไม่มีเชื้อรา เงาวับตลอดเวลา

ไม่เกิดความชื้น ทนสารเคมี
www.central-flooring.com

02-384-6569
02-384-6290
02-753-8812-13

จะใช้บริการในอนาคต จาก นสพ.ฐานเศรษฐกิจ พ.ย.2552

เกร็ดความรู้ย่อยเดือน พ.ย. 52

วง 2NE1 หรือ Twenty-one สาวๆเกาหลีแจ่มมาก

พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน 2550

หุ่นยนต์ตรวจการณ์รอบๆอาคารแทนยามที่เป็นคน ที่สามารถตรวจระเบิดและกู้ระเบิดได้ทันที โดยจะเสริมแผ่นเกราะให้แข็งแรง และนำมาใช้กับบ.รักษาความปลอดภัยเวลาออกไปบริการลูกค้าตามสถานที่ต่างๆ

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก

การเรียนแบบบล็อค คอร์ส คือ เรียนวิชานึงจนจบแล้วค่อยเข้าสู่วิชาต่อไป
น. 31 นสพ.ประชาชาติธุรกิจ 12-15 พ.ย.2552

มาตรฐานฉลากเขียวของสิงคโปร์ [ Green Label Singapore ]

หลักเกณฑ์การประเมินอาคารเขียว LEED [ Leadership in Energy and Environment Design ] ของ สภาอาคารเขียวแห่งอเมกา [ U.S. Green Building Institute ] ของไทยก็มี สถาบันอาคารเขียวไทย

11/11/2009

พ.ร.บ.สถาบันความปลอดภัยและอื่นๆ

Filed under: Management knowledge — jsoc @ 17:12

ประชาชาติธุรกิจ 5-8 พ.ย.2552 หน้า 30

พ.ร.บ.สถาบันความปลอดภัย

ต้องห้ามไม่ให้มีระบบเหมาช่วงหลายช่วง ต้องบังคับให้บริษัทที่รับงานไปทำเอง

ในกฎหมายต้องระบุโรคที่เกี่ยวเนื่องจากการทำงานทุกรูปแบบไว้ด้วย เพื่อช่วยเหลือคนงานอย่างถึงที่สุด โรคที่มองไม่เห็น

ในกฎหมายก็ยังไม่คุ้มครองแรงงานชั่วคราวอยู่ดี

พ.ร.บ.เงินทดแทน 2537

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 แก้ไขเพิ่มเติม 2550

พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร 2551

—————–

ทฤษฎีภาคีรัฐ-สังคม [ Corporatism ]

—————

กลุ่ม YPO-Young Presidents” Organization ของไทยใน พ.ย.2552

—————-

คนคิดแบบดีไซน์ผ้าใหม่ๆต้องรอขั้นตอนการขอสิทธิบัตรปีกว่า ไม่ทันกับแฟชั่นที่อยู่แค่คราวละ 3 เดือน ช้าเกินไป

—————

สมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทย

สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลึกทุนไทย – DTRA

—————–
พานาโซนิค จะเทก โอเวอร์ ซันโย อิเล็กทริค เพื่อยึดครองธุรกิจแผงโซล่าร์เซลล์+แบตเตอร์รี่ที่ซันโยเป็นเจ้าตลาด

—————

มหกรรมโฆษณาภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก AdFest

————-

สหพันธ์การบริหารทรัพยากรบุคคลเอเชีย-แปซิฟิก

Asia-Pacific Federation of Human Resource มีสมาชิก 14 ประเทศ จัดงาน Asia-Pacific HR Congress 2010

กวีให้แง่คิด

จาก ศิลปวัฒนธรรม พ.ย.2544 หน้า 23

กวี เรื่อง ศิลาไม่จารึก โดย ละไมมาด คำฉวี

….ใครใคร่ค้าอนาคตค้า
ปัจจุบันหยาบช้า
ขโมยอดีตหากำไร

คำตอบของเราวิชา PH.424 ปลายภาค 1 /2552

คำถาม คือ inner sense ต่างจาก outer sense หรือไม่

ตอบ Imagination ใน A Deduction จะเป็นได้ต้องมี

Threefold synthesis อีกชื่อคือ three subjective sources of knowledge ประกอบด้วย

1.apprehension คือ directed immediately upon intuition และ imagination มี relation via intuition แต่ถูก cancel เอาไว้

2.reproductive คือ การผลิตซ้ำ difference ที่ฝังอยู่ใน temporal association of ordered multiplicity
ตัว reproductive มีความเป็นไปได้ที่จะคล้ายประสบการณ์มาก

3.recognition เป็น logical identity แต่ต้องมี conciousness ด้วย

ทั้ง 3 ข้อนี้มี ground คือ Spontaneity ซึ่งตัวมันทั้ง 3 นี้ทำให้เกิด Understanding และตัวมันจะต้องไปรวมเข้ากับ receptivity ใน synopsis a synthesis จึงจะสามารถสร้างเป็นความรู้ได้

องค์ประกอบต่อมา คือ Intuition ปกติถูก conceal เอาไว้ ตัว intuition เกิดจาก transcendental ground of the unity of conciousness in synthesis

และ pure intuition เป็น ground ของ sensibility [ a priori determination of sensibility ]แล้วส่งไปเป็น pure concept of understanding

อย่างไรก็ตาม imagination ไม่ใช่ mediator ระหว่าง sense และ understanding แต่เป็น transcendental of conciousness ถือเป็น common function of mind ที่มีอยู่เต็มไปหมด แต่ blind activity

ดังนั้น knowledge ต้องเป็น unity of apperception ที่ apperception จะเกิดไม่ได้ถ้าขาดการถักทอเชื่อมโยงกันของ imagination และ unity of apperception

เป็น ground ของ concept ทั้งปวง ทั้งยังเป็น conciousness ที่เข้าถึงความรู้อีกด้วย

ถ้าหาก อ. อุราซาว่า แห่ง Pluto จะแต่งการ์ตูนโดยอิงเนื้อหาจากโดเรม่อน /ชินจัง จะเป็นอย่างไรครับ

Filed under: Manga+anime — jsoc @ 15:54

จากคุณ : the scholar
เขียนเมื่อ : 10 พ.ย. 52 19:50:25

ว่าด้วยการฆาตกรรมนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังแห่งศตวรรษที่ 23
โดยผู้ต้องสงสัยเป็นหุ่นยนต์แมวสีฟ้าที่ไม่มีใบหู
ผู้ต้องหาหลบหนีข้ามเวลาไปมายังศตวรรษที่ 20 เพื่อมาพบกับ “เพื่อนเก่า” ที่จะช่วยไขคดีฆาตกรรม
โนบิตะ นักกีฬายิงปืนเหรียญทองโอลิมปิคหลายสมัย
ชิซูกะ พรีเซนเตอร์ครีมอาบน้ำชื่อดัง
ซูเนโอะ อัครมหาเศรษฐีหนุ่มผู้กำลังจะกระโดดเข้าสู่การเมือง
ไจแอนท์ เจ้าของแฟรนไชส์ ร้านขายผักชื่อดังที่มีบริการคาราโอเกะ
ทว่า เพื่อนทุกคนกลับเสียชีวีิตลงไปคนแล้วคนเล่าด้วยมือปริศนา
โนบิตะ ถูกปืนลั่นระเบิดหัวเละตาย
ชิซูกะ ถูกไฟช๊อตขณะถ่ายทำโฆษณาครีมอาบน้ำ (ขณะกำลังอาบน้ำด้วย Service กระจาย)
ซูเนโอะ โดนนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามส่งคนมาลอบสังหาร
ไจแอนท์ ถูกรัดคอในห้องคาราโอเกะปิดตาย

ใครคือฆาตกรตัวจริง ?
แมวสีฟ้าจะพ้นมลทินหรือไม่?
ผลงานฆาตกรรมสยองขวัญที่ไม่ต้องตัวเล็กลงหรือเอาชื่อญาติฝ่ายพ่อเป็นเดิมพัน
“ดร. เดคิสึงิเซนเซย์” นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชื่อดัง ก็ต้องไขคดีให้ได้!!!!!!!!!!!!!

แก้ไขเมื่อ 10 พ.ย. 52 20:53:20

แก้ไขเมื่อ 10 พ.ย. 52 20:38:39

แก้ไขเมื่อ 10 พ.ย. 52 20:37:55

จากคุณ : Zenithius

Setting พื้นฐาน : ตัวละคร และฉาก ต้องเป็นสไตล์อ.อุราซาว่า

- ตัวละครหลักๆจะต้องซีเรียส ควรทำหน้าเครียด และดูอมทุกข์ไว้ก่อน เพื่อเพิ่มน้ำหนักความจริงจังของเรื่อง….หากจะมีฉากฟิลกู๊ดแทรก อนุญาตให้ยิ้มอย่างเหงาๆแต่พองาม

- ตัวละครประกอบทุกตัวในเรื่อง ห้ามพูดจบประโยค ให้พูดค้างๆคา ดูเป็นปริศนา และดูน่าค้นหาไว้ก่อน และควรตัดประโยคพระเอกให้ทัน เช่น หากพระเอกทำหน้าเข้าใจ และพูดสรุปสถานการณ์มาซักประโยคนึง ให้รีบตัดประโยคประมาณว่า

“อา…ถ้าเรื่องเป็นอย่างนั้น จะดีซักแค่ไหนกันนะ…”
“… ยังหรอก บทสรุปของเรื่องน่ะ มันเพิ่งจะเริ่มต้น”
” ความพรั่นพรึงที่แท้จริง มันอยู่ลึกกว่าที่คุณจะคาดไว้นะ…”
ฯลฯ

- พระเอกกำลังทำหน้างงๆเครียดๆ อ้าปากค้างแล้ว….ช่องต่อไป ให้รีบตัดฉากไปที่อื่นทันที !!

- การใช้ตัวละครสำคัญจากต้นฉบับ มาเป็นตัวหลักในการเดินเรื่องฉบับดัดแปลง จะไม่น่าสนใจพอ…ควรเก็บตัวละครสำคัญเหล่านั้นมาเป็นตัวส่งบทให้พระเอกของเรื่องใหม่ และค่อยๆโผล่มาทีละคน จะมีอิมแพคมากกว่า

- พระเอกของเรื่อง จึงควรเลือกเอาตัวละครประกอบจากเรื่องเก่า (ที่ไม่เคยได้มีมิติอะไรมากมายมาก่อน) มาเป็นตัวเดินเรื่อง จะทำให้มีอิสระในการใส่บุคลิกในสไตล์อุราซาว๊า-อุซาว่า ได้ง่ายกว่า และไม่ขัดกับจินตนการของผู้อ่านฉบับดั้งเดิม

- แม้จะถนัดการเดินเรื่องแนวดราม่า แต่ถ้าเริ่มด้วยโทนสืบสวนอย่างเต็มๆ…พอถึงช่วงกลาง ที่จะต้องยกเอาโทนไซไฟเหนือจริงเข้ามาเสียบ มันจะกระชากอารมณ์ของคนอ่านมากเกินไป…จึงสมควรที่จะเปิดตัวให้ชัดเจนแต่แรก ว่านี่เป็น”แนวสืบสวน” ที่มีความเป็นไปได้ของ “โลกเหนือจริง” อยู่แล้ว

- ด้วยสองข้อด้านบน จึงน่าจะใช้ตัวเอกเป็นหนึ่งใน ตำรวจกาลเวลา ด้วยเซตติ้งอุราซาว่า…ประมาณว่าเป็นหนุ่มที่ตามไล่ล่าอาชญากรตัวฉกาจจากมิติในโลกอนาคตที่แสนห่างไกล

- คุณผู้ร้ายของเรา จะหล่อหรือเปล่าไม่เป็นไร… ขอให้มีฉากเปิดตัวโชว์เหนือ และฉากหยิบยกสิ่งประดิษฐ์เว่อร์ๆออกมาให้คนอ่านทึ่งเป็นระยะ…หากมีความสามารถในเชิงจิตวิทยาควบคู่ จะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษ

- อย่าลืมทำหน้าเครียด และดูอมทุกข์…อันนี้บังคับ

- ตัวละครประกอบทุกตัว จะดัดแปลงจากลายเส้นอ.ฟูจิโกะ ให้กลายเป็นลายเส้นอ.อุราซาว่า ชนิดที่แฟนๆมาเห็นต้องทึ่ง….กรุณานึกภาพคุณน้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และคุณลุงข้างลานว่าง…ในลายเส้นจริงจัง สเกลสมจริง

- ให้โควต้าคนละไม่เกินสองตอน สำหรับการใส่มิติให้กับตัวละครประกอบเหล่านั้น ซึ่งแน่นอน ว่าต้องเป็นฉากฟิลกู๊ด ดราม่าน้ำตาท่วม….และพระเอกต้องยิ้มเหงาๆ

- เริ่มเรื่องครึ่งแรกด้วยการปูพื้น”ฉาก” และ “ตัวละคร”ที่คนอ่านไม่คุ้นก่อน…การแบไต๋โชว์องค์ประกอบต้นฉบับมาเต็มๆตั้งแต่แรก จะดึงความสนใจคนอ่านไปจากเนื้อเรื่องใหม่เสียฉิบ

- จบเล่มแรกด้วยการเปิดตัวตัวละครเก่าที่คนอ่านลุ้นมานาน ในลุคใหม่ พร้อมคำพูดแนว Nostalgic เรียกเรตติ้ง

เช่นเป็นการวิ่งไล่ยิงกันกลางเมืองที่คุ้นเคย พระเอกของเรากำลังจะเสียที ถูกคนร้ายจ่อปืนอัดอากาศเล็งเข้ากลางหัว…แต่ฉับพลัน ฝั่งตรงข้ามก็ถูกยิงสวนเลือดกระเด็นจากหัวไหล่…ก่อนวิ่งหนีหายไป

พระเอกหันไปมองทิศทางต้นแหล่ง….เห็นชายหนุ่มเสื้อเหลือง สวมแว่น สะพายกระเป๋านักเรียน ถือปืนอัดอากาศในดีไซน์ยุคก่อนหน้า สมัยศตวรรษที่ 22 ยืนอยู่

“ปืนแบบนี้ผมก็พอจะยิงได้…แต่ถ้าจะให้เลือก…ผมถนัดพันด้ายมากกว่านะ”

*กรอบบรรยายใต้ภาพ* โนบิ โนบิตะ

ไทม์ พาโทรล – จบเล่มหนึ่ง
……ประมาณนั้นครับ เป็นเรื่องเป็นราวน่าดู ฮา

จากคุณ : .doc (Dot-Doc โอตาคุในเสื้อกาวน์)

ว้าวผมเคยคิดพลอตคล้ายค.ห.2ด้วยอ่ะครับแต่ไม่ได้ฆ่าพวกตัวเอกครับ คดีฆาตกรรมต่อเนื่องนักวิทยาศาสตร์ในศัตวรรษที่22 โดย
ที่นักวิทยาศาสตร์ทุกคนล้วนมีความเกี่ยวข้องในการสร้าง”โดราเอมอนตัวแรก”และนักวิทยาศาสตร์
ที่สิทธ์จะตกเป็นเหยื่อรายต่อไปคือด.ร.โนบิตะ(อันนี้อ้างอิงจากโดจินตอนจบของโดราเอมอนครับ)
ส่วนตัวเอกคือตำรวจกาลเวลาคนหนึ่ง(เอ่อพระเอกจากเรื่องตำรวจกาลเวลานีชื่อไรหว่า – - “ใช่”ปอง”ป่ะครับ)เข้ามาสอบสวนคดีนี้ และเขาก็ได้พบว่ามีองค์กรที่คิดว่าไทม์เเมชชีนยังไม่เหมาะกับยุคนี้(จากเเพท ออฟฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะซักเล่ม)
จึงได้ลงมือตามฆ่าเหล่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย(โดยอ้างอิงมาจากว่าการที่ซ่อมโดราเอมอนได้คือก้าวใหม่ของวิทยาศาสตร์มนุษย์ซึ่งจะมีผลต่อการผลิตไทม์เเมชีนขึ้นในอนาคต-อันนี้ก็อ้างอิงมาจากโดจินตอนจบ)

ยังคิดพลอตต่อๆไม่ออกแต่อยากให่รวมๆเพื่อนเก่าๆมาด้วยกันอีกครั้งน่ะครับคงจะยอดไปเลย

ชื่อเรื่องคือ 2112 มาจากปีเกิดโดราเอมอนน่ะครับ

แก้ไขเมื่อ 10 พ.ย. 52 21:25:00

แก้ไขเมื่อ 10 พ.ย. 52 21:22:28

แก้ไขเมื่อ 10 พ.ย. 52 21:20:45

จากคุณ : ต้นไม้ยักษ์สีเขียว

ลองแต่งบ้าง

อารมณ์ประมาณ 20th century boy เล่าเรื่องสลับกับย้อนความหลัง

โนบิตะในวัย 30 ปลายๆมีอาชีพเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆเหมือนพ่อ

ชีวิตประจำวันของโนบิตะ
ไปทำงานก็โดนเจ้านายต่อว่า
กลับมาบ้านก็โดนแม่บ่นเรื่องแมวที่โนบิตะเก็บมาเลี้ยง กับเรื่องที่ไม่ยอมแต่งงานสักที

เย็นวันหนึ่ง
โนบิตะบังเอิญเจอกับชิซูกะขณะกลับบ้าน
ชิซูกะแต่งงานมีลูกแล้ว
ทั้งคู่ก็ทักทายกันก่อนจะเดินจากไป

โนบิตะก็นึกถึงเรื่องในอดีตที่เคยแอบชอบชิซูกะ
พอนึกไปถึงตอนอยู่ประถม 4 โนบิตะก็รู้สึกว่าความทรงจำช่วงนี้มันขาดๆไป

วันหนึ่งญาติของโนบิตะ(เด็กผู้หญิงตอนหมึกเขียนลายมือ)มาเยี่ยมที่บ้าน
แกก็พาลูกที่หน้าเหมือนกับตัวเองตอนเด็กมาให้โนบิตะช่วยดู
โนบิตะก็นึกย้อนความหลังในตอนนี้ ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรขาดหายไป

หลานของโนบิตะจะวาดรูปเล่นแต่ไม่มีกระดาษ
โนบิตะขึ้นไปบนห้องเปิดลิ้นชักหากระดาษเก่าๆที่ไม่ใช้แล้ว
โนบิตะก็รู้สึกคุ้นๆ บางอย่าง

โนบิตะลงมาเห็นหลานจับแมวที่เลี้ยงไว้มาระบายสีฟ้า
แมวข่วนหลานของโนบิตะแล้ววิ่งไปชนตุ๊กตาล้มลุก

โนบิตะก็นึกความทรงจำที่หายไป นั่นก็คือโดราเอมอน

หลังจากนั้นโนบิตะก็ลองถามเรื่องโดราเอมอนจากคนในบ้าน
แต่ก็ไม่มีใครจำได้

จนกระทั่งไจแอนท์ชวนเพื่อนเก่าจัดงานดื่มสังสรรค์ที่บ้าน
คนที่มาก็มีโนบิตะ ไจแอนท์ กับก๊วนที่อยู่ทีมเบสบอลเดียวกัน 2 คน(คนอ้วน กับคนใส่หมวก)
ซูเนโอะ กับเดคิซูงิไม่มา

ในงานก็มีการพูดถึงเรื่องความหลังเก่าๆ
พูดถึงคนที่ไม่มา ซูเนโอะที่เป็นนักธุรกิจชื่อดัง เดคิซูงิเป็นอาจารย์มหา’ลัย
ชิซูกะที่เปรียบเสมือนมาดอนน่าของกลุ่ม สุดท้ายทุกคนก็แห้ว

ไจแอนท์ก็มีแอบๆแนะนำโนบิตะว่าไจโกะยังไม่มีแฟน

โนบิตะก็เล่าเรื่องโดราเอมอนให้ทุกคนฟัง
แต่ไม่มีใครเชื่อสักคนแถมยังหัวเราะที่โนบิตะยังเพ้อฝันเหมือนเด็กๆ

โนบิตะเมาแอ๋กลับมาบ้าน
พลางบ่นรำพึงรำพันถึงความทรงจำที่อยู่กับโดราเอมอนพลางเดินขึ้นไปที่ห้องนอน

โนบิตะก็ตะโกนบทพูดติดปาก โดราเอมอนนนนนนน
ทันใดนั้นลิ้นชักก็เปิดออก
มีเงาคนออกมา เป็นโดรามิเวอร์ชั่นนาโอกิ อุราซาว่า

โดรามิเล่าว่าโดราเอมอนถูกส่งมาปฏิบัติภารกิจกอบกู้ตระกูลโนบิเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน
ขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ด้วยดีนั้น
แต่อยู่ๆโดราเอมอนก็หายสาปสูญ
และช่องทางที่จะสามารถติดต่อกับยุคนี้ถูกบล็อกไว้
เพราะความทรงจำของทุกคนเกี่ยวกับโดราเอมอนถูกลบไปด้วย

จนกระทั่งเจอช่องทางหนึ่งนั่นก็คือโนบิตะที่เผอิญนึกเรื่องของโดราเอมอนออก
ทำให้โดรามิสามารถข้ามเวลามาในยุคนี้ได้

ภารกิจของโดรามิตอนนี้ก็คือพาโนบิตะในยุคนี้กลับไปในอดีต
เพื่อค้นหาช่วงเวลาที่โดราเอมอนหายสาปสูญ

เนื้อเรื่องก็จะเป็นการย้อนกลับไปในโดราเอมอนตอนสำคัญๆ
โดยผ่านมุมมองของโนบิตะในวัยกลางคน
มีฉากหนีการไล่ล่าของตำรวจกาลเวลา มีแก็งค์ตัวร้ายข้ามเวลาจากตอนพิเศษต่างๆ
มีฉากที่ต้องพาเพื่อนๆในวัยกลางคนกลับไปยุคอดีต

และที่สำคัญ ต้องมีฉากหักมุมตามสไตล์อาจารย์อุราซาว่า

จากคุณ : Nocturne
เขียนเมื่อ : 11 พ.ย. 52 14:34:42

World Embryo ในทรรศนะของข้าพเจ้า: อามามิ ริคุ…เด็กเลี้ยงแกะในคราบหมาป่า (2) “หมาป่า”{แตกประเด็นจาก A8523687}

Filed under: Manga+anime — jsoc @ 15:47

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8532404/A8532404.html

จากคุณ : Drake
เขียนเมื่อ : 10 พ.ย. 52 21:21:03
ถูกใจ : peTOUCHso, zerostream

กลับมาพบกันอีกครั้งในบทว่าด้วยตัวละครริคุช่วงที่ 2 (และช่วงสุดท้าย) นะครับ

เตือนไว้ก่อนสำหรับผู้ที่ไม่เคยอ่านเรื่อง World Embryo มาก่อนนะครับ ว่าจากนี้ไปจะมีศัพท์เทคนิคต่างๆ ภายในเรื่องหลุดออกมาบ้างแล้ว แต่ผมจะพยายามอธิบายในบทความให้กระจ่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม หากอ่านในนี้แล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ ก็ลองหาหนังสือตั้งแต่เล่ม 1 – 4 (เล่ม 4 ออกวันที่ 17 พ.ย. นะครับ) มาอ่านประกอบได้ครับ

และสำหรับผู้ที่ได้อ่านผ่านตากับเนื้อเรื่อง World Embryo มาแล้ว เนื่องจากในช่วงที่ 2 นี้จะมีการเท้าความเรื่องที่ค่อนข้างยาวพอสมควร เพราะผมพยายามเขียนให้ผู้ที่ไม่ได้อ่านเรื่อง World Embryo มาก่อนได้เข้าใจโลกทัศน์ของเรื่องไปด้วย และอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อเน้นให้เห็นถึงสิ่งที่ริคุต้องประสบต้องแบกรับตลอดทั้งเรื่อง จนเป็นเหตุให้เขาเลือกทางชีวิตดังที่เราๆ ท่านๆ ได้เห็นจนถึงตอนปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ รายละเอียดด้านการเท้าความจึงอาจจะเยอะไปสักนิด หากตรงส่วนนี้ทำให้บทความช่วงที่ 2 ดูเยิ่นเย้อขาดความน่าสนใจไปบ้าง ผมก็ขออภัยไว้ ณ ตรงนี้ด้วยนะครับ

อนึ่ง จะขอยกบางส่วนที่เคยเขียนไว้ในกระทู้ Review เรื่อง World Embryo มาประกอบการเล่าชีวิตช่วงครึ่งหลังที่เหลือของริคุนะครับ ถ้าทำให้รู้สึกว่าซ้ำซ้อนไปก็ขออภัยเช่นกันครับ

เคยมีสมาชิกท่านหนึ่งในบอร์ดพันทิพแสดงความเห็นไว้ว่า ริคุเป็นตัวละครที่ใกล้เคียงความเป็นตัวร้ายกลับใจมากกว่าพระเอกซะอีก

แม้จะจำไม่ได้ว่าท่านใดเป็นผู้กล่าวไว้ (ขออภัยจริงๆ ครับที่จำไม่ได้ เพราะผมหาจากกระทู้ World Embryo ที่เคยเก็บๆ ไว้ไม่เจอจำได้แต่ผู้พูดเป็นสมาชิกบอร์ดพันทิพเท่านั้น) แต่ที่แน่ๆ เหตุผลข้อนี้ผมเห็นด้วยเต็มๆ เลยละครับ

การ์ตูน ภาพยนตร์ หรือนิยายหลายต่อหลายเรื่อง มักเสนอภาพตัวละครแนวตัวร้ายกลับใจในรูปแบบของคนที่แสดงความเลว ความร้ายกาจ และความเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเอกหรือตัวละครอื่นๆ ในภายนอก แต่ภายในใจกลับซุกซ่อนความเป็นมนุษย์เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ภาพลักษณ์อันร้ายกาจเหล่านั้นเป็นเพียงผลลัพธ์จากเหตุบางอย่างซึ่งเลวร้าย เกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะทานทนแบกรับไว้เฉยๆ ได้ จนต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อลบล้างตัวต้นเหตุนั้นให้หายไป แม้ว่าจะต้องตกลงสู่ด้านมืดก็ตาม

และความเป็นมนุษย์ตรงนั้นเอง คือคีย์สำคัญที่จะช่วยดึงตัวละครแนวตัวร้ายกลับใจให้เปลี่ยนสถานะจาก “ตัวร้าย” มาเป็น “ฝ่ายพระเอก” ได้ในที่สุด

แน่นอนว่าตอนย้ายฝ่ายครั้งแรกๆ ฝ่ายตัวร้ายกลับใจก็ยังไม่ได้เปิดใจให้ฝ่ายพระเอกแบบเต็มร้อย ต้องมีเฉยมีชา มีเว้นระยะห่างจากพวกตัวเอกไม่ให้เข้าใกล้เกินไป เหมือน “หมาป่าเดียวดาย” ที่ไม่ยอมให้ใครที่ไม่คุ้นเคยเข้าใกล้ แต่เมื่อรู้จักกันนานวันเข้า ฝ่ายตัวร้ายที่กลับใจนั้นก็จะค่อยๆ กลืนเป็นหนึ่งเดียวกับฝ่ายพระเอกไปโดยที่ไม่ทันรู้ตัว

เรื่องเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับอามามิ ริคุ เช่นกัน

มาลองฟังอดีตของริคุกันต่อครับ

2 ปีผ่านไปนับจากวันที่อามาเนะ “เสียชีวิต” ริคุเติบโตขึ้นจากนักเรียนมัธยมต้นผู้แบกรับความเศร้ามาเป็นนักเรียนมัธยมปลายผู้เรียบร้อยและแสนจะธรรมดา โชคดีที่โรงเรียนมัธยมปลายที่ริคุเลือกสอบเข้านั้นแทบไม่มีใครรู้จักริคุ ริคุจึงเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งได้ไม่ยากนัก เขาเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ มีเพื่อนฝูง มีคนรู้จัก มีกิจกรรมต่างๆ ให้ได้เฮฮาตามประสาวัยรุ่น ชีวิตใหม่ครั้งที่ 2 ของริคุดูจะเรียบง่ายและสงบสุขไม่ต่างจากเมื่อช่วงปีแรกๆ สมัยเรียนมัธยมต้น

แต่ดังที่กล่าวไปแล้วในบทความช่วงที่ 1 ในส่วนลึกของจิตใจนั้น บาดแผลและความรู้สึกว่างเปล่าจากการจากไปของอามาเนะยังคงตกตะกอนอยู่ในหัวใจริคุไม่ได้เลือนหายไปกับกาลเวลา ท่าทางการใช้ชีวิตปกติเหล่านั้นเป็นเพียงเปลือกนอกที่เขาสร้างขึ้นเพื่อห่อหุ้มความรู้สึกด้านลบทั้งหลายแหล่ไว้เท่านั้น

แล้ววันหนึ่งก็มีเมล์แนบไฟล์ภาพฉบับหนึ่งส่งมาถึงริคุ ภายในเมล์มีเพียงภาพถ่ายของหญิงสาวคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนกับอามาเนะไม่มีผิดกำลังยืนอยู่ท่ามกลางอาทิตย์อัสดงโดยมีโรงพยาบาลคาซามะซึ่งกลายเป็นโรงพยาบาลร้างไปแล้วเป็นฉากหลัง

กับข้อความเพียงสั้นๆ ว่า “ตามหาชั้นให้พบ”

เมื่อนั้นเอง หัวใจที่กำลังจะตายอย่างช้าๆ ของริคุก็เริ่มทำงานอีกครั้ง เขามุ่งหน้าไปยังซากโรงพยาบาลคาซามะทันที หมายใจว่าอาจจะได้พบกับอามาเนะที่นั่นก็ได้

หากที่รอริคุอยู่ที่นั่นกลับไม่ใช่อามาเนะ แต่เป็น “คังชุ” (ผู้พิทักษ์โลงศพ) จำนวนมากมาย คังชุคือสัตว์ประหลาดที่เกิดจากมนุษย์ซึ่งติด “เชื้อ” บางอย่างซึ่งแพร่ไปตามสัญญาณของโทรศัพท์มือถือ ผู้ที่ติดเชื้อจะเปลี่ยนรูปร่างไปกลายเป็นสัตว์ประหลาดดุร้ายที่สูญสิ้นสามัญสำนึกของมนุษย์และออกโจมตีมนุษย์ด้วยกัน ริคุถูกฝูงคังชุรุมโจมตีจนเกือบเอาตัวไม่รอด วินาทีที่กำลังจะเสียท่านั้นเอง “โยเฮย์” อดีตเพื่อนสนิทในวัยเด็กที่จากกันไปถึง 6 ปี กับ “เรน่า” คู่หูของโยเฮย์ก็ปรากฏตัวขึ้นช่วยเหลือริคุจนรอดชีวิตมาได้

โยเฮย์ในวันนี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็น “ผู้ใช้จิงกิ” มนุษย์ผู้สามารถใช้ “จิงกิ” ไอเทมประหลาดที่สามารถหยุดอาการกลายร่างเป็นคังชุของผู้ติดเชื้อ และมอบพลังสำหรับต่อสู้กับเหล่าคังชุให้แก่ผู้ติดเชื้อเหล่านั้นได้ ทั้งคู่ทำงานให้กับ “F.L.A.G.” องค์กรซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย “NEFT” บริษัทมือถือรายใหญ่ของญี่ปุ่นเพื่อป้องกัน ปราบปราม และค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับคังชุ รวมถึงสืบสวนเพื่อสาวไปให้ถึง “แหล่งแพร่” อันเป็นต้นกำเนิดเชื้อคังชุ โยเฮย์กับเรน่าช่วยกันสกัดฝูงคังชุเอาไว้เพื่อเปิดทางให้ริคุหลบหนีไป ระหว่างที่หลบหนี ริคุได้พบกับรังไหมรังหนึ่งภายในสวนของโรงพยาบาล และถูกสถานการณ์บังคับให้นำรังไหมนั้นกลับไปบ้านด้วย

หลังจากนั้น 1 วันผ่านไป รังไหมนั้นก็ขาดออก ที่ออกมาจากรังไหมนั้นคือเด็กทารกเพศหญิงคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนอามาเนะในวัยเด็กราวกับพิมพ์เดียวกัน!!

ริคุสับสนมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งตัวจริงอันน่าเคลือบแคลงของเด็กหญิง ทั้งความทรงจำเกี่ยวกับคังชุที่ได้พบเจอ ทำให้ริคุระแวงว่าเด็กหญิงผู้นี้อาจเกี่ยวข้องอะไรกับพวกปีศาจเหล่านั้นก็ได้ แต่ด้วยหน้าตาที่เหมือนกับอามาเนะบวกกับกิริยาไร้เดียงสาของเด็กน้อย ริคุกับชิสึรุจึงตัดสินใจเลี้ยงเด็กคนนี้ไว้ที่บ้าน และตั้งชื่อให้ว่า “เนเน่” (เป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า “พี่สาว” ในภาษาญี่ปุ่น คล้ายๆ กับเวลาซาโตโกะจากแว่วเสียงเรไรเรียกซาโตชิที่เป็นพี่ชายว่า “นี้นี่” นั่นแหละครับ)

นับแต่วันนั้น ชะตาชีวิตของริคุ…รวมถึงคนรอบข้างของริคุก็บิดผันไปโดยสิ้นเชิง มีตัวละครมากมายเข้ามาเกี่ยวข้องกับเขาและคนรอบข้างตัวเขา ทั้งพวกคังชุที่มีเป้าหมายจะจับตัวเนเน่ ทั้งผู้ใช้จิงกิของ F.L.A.G. รวมถึง “ทาคาโอะ” ฆาตกรวัยรุ่นชื่อดังเจ้าของฉายา “ปีศาจ” และเป็นที่รู้จักของ F.L.A.G. ในฐานะ “นักล่าจิงกิ” ที่แย่งชิงจิงกิจากผู้ใช้มาแล้วนับไม่ถ้วน

รวมทั้ง “แหล่งแพร่” ผู้เป็นตัวการแพร่เชื้อคังชุ และเป็นหัวหน้าผู้บงการเหล่าคังชุก็พยายามจะเข้าหาริคุกับเนเน่เช่นเดียวกัน!!

ท่ามกลางวังวนแห่งความขัดแย้งนั้น ริคุต่อสู้ดิ้นรนเต็มที่เพื่อปกป้องเนเน่จากเหล่าคังชุที่พยายามจับตัวเนเน่ แต่มนุษย์ธรรมดาเพียงลำพังไม่อาจต่อกรกับปีศาจร้ายทั้งฝูงได้

แล้วริคุก็ถูกฆ่าตาย

เป็นเนเน่ที่ใช้พลังประหลาดชุบชีวิตริคุขึ้นมาจากความตายในสภาพของ “คังชุ” ริคุในร่างคังชุอาละวาดไล่ฆ่าฝูงคังชุที่รายล้อมรอบตัวจนหมดสิ้น แม้จะคืนสติได้ในที่สุดด้วยการช่วยเหลือจากโยเฮย์ แต่ริคุก็ถูก F.L.A.G. ควบคุมตัวอย่างแน่นหนาในฐานะ “หนูทดลองหายากที่กลายเป็นคังชุแล้วยังสามารถคงสติความเป็นคนเอาไว้ได้” โยเฮย์ตัดสินใจว่าจะช่วยริคุให้ได้ แม้จะต้องทรยศองค์กรก็ตาม หากในวันที่โยเฮย์พยายามหาทางช่วยริคุนั้นเอง ริคุกลับหาทางหนีออกจาก F.L.A.G. เสียเองเนื่องจากคำยุยงของแหล่งแพร่ และความไม่ซื่อสัตย์ของ “โทคิจิ ซาวาโกะ” ผู้อำนวยการของ F.L.A.G.

ตรงนี้อ่านเผินๆ หลายคนคงบอกว่าริคุโง่ที่หลงเชื่อคำยุของแหล่งแพร่อย่างง่ายดายถึงเพียงนั้น เพราะถึงแม้ตอนนั้นริคุจะยังไม่รู้ว่าเสียงที่แนะวิธีหนีให้ตนในตอนนั้นจะเป็นแหล่งแพร่ก็ตาม แต่หากคิดดูให้ดีๆ ก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก ว่าถึงพาเนเน่หนีไปตามคำแนะนำได้จริงก็ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าเจ้าของเสียงปลายสายนั้นจะไม่ใช่คนร้ายหรือคนอีกพวกที่คิดแสวงหาประโยชน์จากทั้งสองเช่นเดียวกับ F.L.A.G.

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องอย่าลืมเช่นกันว่าตอนที่ริคุพบกับคนของ F.L.A.G. นอกเหนือจากโยเฮย์กับเรน่าเป็นครั้งแรกนั้น ทางฝ่าย F.L.A.G. เองก็ไม่ได้ปฏิบัติกับริคุอย่างเป็นมิตรเท่าไหร่นัก เรียกว่าเห็นริคุเป็นคังชุก็ตรงเข้าเล่นงานทันทีโดยไม่มีการฟังอีร้าค่าอีรม ทั้งๆ ที่ตอนนั้นริคุยังมีสติของมนุษย์อยู่ในสภาพที่พอจะพูดคุยกันได้ เล่นงานเสร็จก็จับมัดแน่นตึ้บโยนขึ้นรถส่งถึงสำนักงานใหญ่ ครั้นมาถึงสำนักงานใหญ่ ผอ.ซาวาโกะก็โผล่มาโปรยยาหอมหลอกริคุว่าจะรักษาให้ แต่ความจริงคือเห็นริคุเป็นแค่หนูทดลอง และที่พูดนั้นก็แค่จะถ่วงเวลาล่อหลอกให้ริคุเผยเบาะแสสำคัญที่จะเชื่อมโยงไป ถึงแหล่งแพร่เท่านั้น

พูดง่ายๆ ก็คือ ในสายตาผอ.ซาวาโกะในตอนนั้น ริคุก็เป็นแค่เบี้ยเล็กๆ ตัวหนึ่งสำหรับใช้เดินทิ้งเพื่อล่อกินขุนที่มีชื่อว่า “แหล่งแพร่” นั่นเอง

จากที่กล่าวมาในข้างต้น แม้จะอ้างเหตุผลอย่างไร หากมองจากมุมของริคุแล้วคงบอกได้คำเดียวว่าสิ่งที่ F.L.A.G. กระทำกับเขานั้น “ร้ายกาจเกินจะรับไหว” จริงๆ

และนั่นอาจเป็นวินาทีแรกที่ริคุประทับตราฝังอยู่ในใจไปตลอดทั้งซีรี่ส์ว่า “ผู้หญิงคนนี้ (ซาวาโกะ) และ F.L.A.G. ซึ่งเป็นลูกไล่ของผู้หญิงคนนี้เชื่อถือไม่ได้” ก็เป็นได้

——————–

ในขณะที่ F.L.A.G. ได้ฝังความไม่เชื่อใจลงในตัวริคุ ตัวแหล่งแพร่ (ที่ยังติดสถานะ “ใครก็ไม่รู้” ตามการรับรู้ของริคุในตอนนั้น) ยังไม่ได้ทำอะไรที่แสดงว่าเป็นปฏิปักษ์กับริคุเลยแม้แต่อย่างเดียว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแม้แต่น้อย ที่ริคุในตอนนั้นจะเลือกเชื่อแหล่งแพร่มากกว่าคนของ F.L.A.G. และหลบหนีไปตามแผนของแหล่งแพร่

ระหว่างการหลบหนี ริคุได้เจอกับทาคาโอะซึ่งบุกเข้ามาจะชิงตัวริคุเช่นกัน ตอนนี้เองที่ริคุได้รู้จากปากของทาคาโอะว่าเนเน่นั้นคือ “คิวกิ” (เจ้าหญิงโลงศพ) และมีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้งกับพวกคังชุ แม้จะไม่ได้บอกรายละเอียดมาก แต่ริคุก็ได้รู้ว่า “หากเลี้ยงเนเน่ไปเรื่อยๆ จนเติบโตถึงวัย เนเน่ก็จะกลายเป็นพี่อามาเนะ”

ผลจากการหลบหนีครั้งนี้ ริคุต้องสูญเสียโยเฮย์ไปอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อโยเฮย์ยอมมอบจิงกิของตัวเองให้กับริคุเพื่อช่วยริคุจากการติดเชื้อคังชุ แต่ตัวโยเฮย์กลับต้องกลายเป็นคังชุไปเสียเอง เนื่องจากขาดจิงกิไว้คอยระงับอาการกลายเป็นคังชุ ริคุจำต้องหลั่งน้ำตาฆ่าโยเฮย์ด้วยมือตัวเอง ก่อนจะรุกไล่ทาคาโอะจนล่าถอยไป

หลังเหตุการณ์วุ่นวายสิ้นสุด ริคุถูกขอร้อง (ที่ค่อนไปในทางกดดันและขู่บังคับมากกว่า) ให้เข้าร่วมกับ F.L.A.G. ในฐานะผู้ใช้จิงกิขององค์การ แม้จะรู้สึกต่อต้านและไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่ริคุก็จำต้องยอมรับ เมื่อถูกเอาหนี้ที่ตัวเองติดค้างโยเฮย์ไว้มาลำเลิก ริคุจึงจำใจยอมทำงานเป็นลูกไล่ของ F.L.A.G. ที่ตัวเองชิงชังอย่างไม่มีทางเลี่ยง

ริคุถูกส่งตัวไปเข้าหน่วยย่อยของ F.L.A.G. ซึ่งเป็นหน่วยที่โยเฮย์เคยสังกัดอยู่ ที่นั่นเขาได้พบกับผู้ใช้จิงกิประจำหน่วยย่อยหลายคน ทุกคนเป็นเพื่อนรักของโยเฮย์ และไม่รังเกียจที่ริคุจะมาแทนที่ตำแหน่งของโยเฮย์เลย แต่ริคุกลับเลือกที่จะเว้นระยะห่างจากคนเหล่านั้น ไม่ไกลจนเกินกว่าจะพูดคุยสื่อสารแต่ก็ไม่ยอมเข้าใกล้ในระดับเปิดเผยความในใจหรือความรู้สึกที่แท้จริง เพราะตัวริคุนั้นถือ F.L.A.G. เป็นศัตรูต่อเป้าหมายแท้จริงของตัวเองนั่นคือ “ตามหาอามาเนะให้พบ” เขาเชื่อว่าหากคนของ F.L.A.G. ได้รับรู้ถึงความจริงเกี่ยวกับเนเน่ ทาง F.L.A.G. คงไม่ลังเลที่จะพรากเนเน่ไปจากเขาทันที ซึ่งหากเป็นแบบนั้น ก็เท่ากับว่าหนทางที่เขาจะได้พบกับอามาเนะอีกครั้งจะหายวับไปด้วย ยิ่งไม่นับว่าเนเน่จะถูกทดลองอย่างไร้มนุษยธรรมแบบไหน หากต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของผอ.ซาวาโกะ ผู้ทำได้ทุกอย่างโดยไม่เลือกวิธีการ ขอเพียงให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการก็พอ

มีเพียงเรน่า อดีตคู่หูของโยเฮย์ที่บัดนี้กลายมาเป็นคู่หูของริคุเท่านั้นที่รู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการต่อสู้ของริคุ แต่นิ่งเงียบไว้ไม่ยอมแจ้งให้องค์การหรือพรรคพวกในทีมเดียวกันได้รับรู้ (เพราะตัวเรน่าก็มี “เบื้องหลัง” อยู่เช่นกัน) แต่ริคุก็ใช่ว่าจะไว้ใจเรน่าเต็มที่ เนื่องจากเรน่าไม่ยอมเปิดเผยสาเหตุที่ยอมช่วยเหลือเขา ดังนั้น ริคุจึงยังถือว่าเรน่าเป็นพวกเดียวกับ F.L.A.G. อยู่ และอาจเปลี่ยนสถานะจากผู้ช่วยเหลือสมรู้ร่วมคิดไปเป็นศัตรูได้ทุกเวลา

ตัวจริงที่เป็นความลับของเนเน่ บวกกับประสบการณ์เลวร้ายที่มีต่อ F.L.A.G. มาตั้งแต่ต้น ทำให้ริคุพลอยฟ้าพลอยฝนไม่เชื่อใจคนของ F.L.A.G. คนอื่นๆ ไปหมด เพราะเกรงว่าจะถูกจับได้ว่ามีอะไรปิดบังอยู่

อาจเป็นวินาทีนี้ก็ได้ ที่คราบ “เด็กม.ปลายธรรมดา” ของริคุ ค่อยๆ พัฒนามาเป็นคราบ “หมาป่า” ที่โดดเดี่ยว ช่างระแวง และพร้อมจะแยกเขี้ยวใส่หากถูกฝ่ายตรงข้ามคุกคามมากๆ เข้า ริคุในยามนี้ไม่ต่างอะไรกับหมาป่าโทนที่ถูกบังคับให้เข้าร่วมฝูงหมาป่าที่มีชื่อว่า “F.L.A.G.” อย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ความจำเป็นบังคับให้เขาต้องยอมรับฝ่ายตรงข้ามเป็นเพื่อนร่วมฝูง เป็นพรรคพวกที่ต้องร่วมมือกันเพื่อทำภารกิจทั้งส่วนรวม (กำจัดคังชุ) และส่วนตัว (ทำให้เนเน่เติบโตเพื่อเป็นเบาะแสไปถึงตัวอามาเนะ) ให้สำเร็จ แต่ไม่จำเป็นต้องไปสนิทชิดเชื้อหรือญาติดีด้วยจนเกินควร ข้อหลังนี้ริคุเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าอย่าได้หละหลวมเป็นอันขาด แม้จะอยู่ต่อหน้าเรน่าผู้สมรู้ร่วมคิดก็ตาม

คาดว่าตรงจุดนี้เองที่เป็นจุดที่หลายคนน่าจะทั้งชอบและไม่ชอบริคุมากที่สุด คนที่ชอบอาจบอกว่าเป็นพระเอกที่คิดอะไรดาร์คไซด์ดี ดูแล้วมีอะไรน่าสนใจมากกว่าตัวละครแนวพระเอ๊กพระเอกจ๋า แต่คนที่ไม่ชอบอาจบอกว่าพระเอกอะไรไม่เห็นค่าของความเป็นเพื่อนเลย ทั้งๆ ที่ไม่มีเพื่อนคนไหนแสดงทีท่าว่ามีเจตนาร้ายให้เห็นชัดๆ เลยซักคน กลับตีตนไปก่อนไข้คิดเอาเองว่าหากเพื่อนรู้ความจริงจะทรยศเอาเรื่องไปปูด แต่อย่างที่ผมบอกไปข้างต้นนั่นแหละครับ ที่เรื่องเป็นแบบนี้ก็เพราะทาง F.L.A.G. (หรือถ้าจะให้เจาะจงกว่านั้นก็คือ “ผอ. ซาวาโกะ”) เป็นฝ่ายสร้างความไม่เชื่อถือให้กับริคุก่อน ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ริคุจะไม่เชื่อใจทาง F.L.A.G. จนถึงที่สุด เพื่อนๆ ร่วมหน่วยย่อยของริคุแม้จะเป็นคนดี แต่ด้วยฐานะและหน้าที่ของพวกเขาซึ่งเป็นคนของ F.L.A.G. แล้ว ถ้าหากทราบว่าเนเน่มีส่วนเกี่ยวข้องบางอย่างกับคังชุและแหล่งแพร่ ยังไงพวกเขาก็จำเป็นต้องรายงานให้ทางสำนักงานใหญ่รับทราบ ซึ่งริคุถือว่านั่นจะเป็นผลร้ายกับเนเน่มากกว่าเป็นผลดี

เดิมพันที่สูงเกินไป ความเสี่ยงที่จะผิดพลาดมีมากเกินไป รวมทั้งสิ่งที่จะสูญเสียถ้าเกิดพลาดขึ้นมาก็หนักหนาเกินไป ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้ริคุเลือกที่จะเป็น “หมาป่าเดียวดาย” จัดการเรื่องทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวไม่ยอมพึ่งพรรคพวกคนอื่นในกลุ่ม ด้วยความคิดที่ว่า “เกิดเชื่อใจแล้วโดนหักหลังเอาข่าวเรื่องเนเน่ไปบอกคนอื่นถึงขั้นต้องเสียเนเน่ไปตลอดกาลล่ะจะคุ้มกันมั้ยกับการยอมเสี่ยงเชื่อใจ…”

บางท่านอาจมองว่าการกระทำของริคุเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว แต่หากมองให้ชัดๆ ฝ่ายผอ. ซาวาโกะที่บีบบังคับริคุให้มาเป็นพวกเดียวกัน ฝ่ายแหล่งแพร่ที่พยายามเข้าหาริคุเพื่อหลอกใช้ หรือแม้แต่ฝ่ายหน่วยย่อยที่ลึกๆ ก็คาดหวังอะไรบางอย่างจากริคุในฐานะ “ตัวแทนของโยเฮย์” เองก็เห็นแก่ตัวเหมือนกัน แล้วแบบนี้ความเห็นแก่ตัวของริคุ…ที่เพียงแค่ต้องการพบคนที่รักอีกครั้ง…จะร้ายแรงสักแค่ไหน

สิ่งที่ริคุแสดงออกต่อ F.L.A.G. เกี่ยวกับเรื่องของเนเน่นั้น ก็คือสิ่งที่คนทั่วไปแสดงออกยามเมื่ออยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ลองง่ายๆ ด้วยการแทนตัวเองกับริคุ แล้วแทนที่เนเน่กับอามาเนะด้วยคนสำคัญที่สุดในชีวิตของตัวเอง แล้วสมมติให้สถานการณ์ตัวเองใกล้เคียงกับริคุ พบเจอเรื่องราวแบบเดียวกับที่ริคุพบเจอมาตลอด 16 ปีดูสิครับ แล้วจะเห็นภาพชัดขึ้นมาเขียวละ

อย่างไรก็ตาม แม้ภายนอกของริคุจะดูมืดมน หวาดระแวง และไม่ยอมเชื่อใจใครง่ายๆ เพียงใด แต่เนื้อแท้ของริคุก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ตัวตนภายในของเขายังคงเป็นเพียงเด็กขี้เหงาคนหนึ่งที่ต้องการความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจยิ่งกว่าใคร เนื่องจากชีวิตวัยเด็กที่ “ขาด” มากกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว มีพ่อมีแม่ (เลี้ยง) มีเพื่อนพ้องก็เหมือนไม่มี เพราะไม่มีใครที่เข้าใจหรือเติมเต็มหัวใจที่ขาดหายไปนั้นได้เลย ครั้นมีคนมาเติมเต็มส่วนที่ขาดให้จวนเจียนจะกลับมาเป็นคนปกติ คนๆ นั้นก็กลับถูกกระชากไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย ที่เมื่อเนเน่ซึ่งเป็นเหมือนตัวแทนของอามาเนะ และเป็นผู้เดียวที่อาจนำทางไปพบอามาเนะได้อีกครั้งปรากฏตัวออกมา ริคุจะเลือกคุ้มครองเนเน่จนถึงที่สุด ทั้งยอมทำตัวเป็น “เด็กเลี้ยงแกะ” เพื่อโกหกปิดบังข้อมูลของเนเน่ และใช้คราบ “หมาป่า” โดดเดี่ยวตัวเองจากคนรอบข้างเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลโดยไม่จำเป็น อันจะนำมาซึ่งอันตรายต่อเนเน่และต่อเป้าหมายของตัวเองได้ สำหรับริคุแล้ว เนเน่เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ริคุตะกายเกาะไว้เพื่อไม่ให้ตัวจมลงไปใน ทะเลแห่งความอาภัพของชีวิต ริคุจึงพยายามรักษาฟางเส้นนี้ไว้จนถึงที่สุด และออกอาการโกรธจนแทบคลั่งเมื่อผอ. ซาวาโกะเริ่มสงสัยเรื่องความผิดปกติของเนเน่และพรากเนเน่ไปจากเขาเพื่อทำการทดลอง และข่มขู่เขาให้พูดความจริงมา

ไม่เพียงแต่ควบคุมตัวเนเน่ไว้ดั่งสัตว์ทดลองเท่านั้น ซาวาโกะยังสั่งควบคุมตัวคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับริคุอย่างชิซึรุและสมาชิกหน่วยย่อยทุกคนอีกด้วย การกระทำทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ริคุหมดความอดทนและตัดสินใจแตกหักกับ F.L.A.G. ทันที เขาหลบหนีออกมาจากที่คุมขังได้ด้วยความช่วยเหลือของเนเน่ (ที่ได้ความช่วยเหลือจากแหล่งแพร่อีกต่อหนึ่ง) และใช้แผนเกลือจิ้มเกลือ จับผอ.ซาวาโกะไปสอบสวนรีดความจริงเรื่องการหายตัวไปของอามาเนะบ้าง โดยระหว่างการสอบสวนนี้เองที่ริคุแสดงความก้าวร้าวและเหยียดหยามซาวาโกะออก มาอย่างเต็มที่ราวกับจะปลดปล่อยความเก็บกดที่ต้องทนเป็นลูกไล่คนที่ตัวเองเกลียดมานาน

ไม่ต่างอะไรกับหมาป่าคลั่งที่ถูกปล่อยออกจากกรงให้หลุดออกไปไล่ขย้ำเจ้าของและผู้คุมขังที่โหดร้ายกับมันเลย

ช็อตเด็ดกระชากคอเสื้อด่าที่หลายๆ คน (รวมทั้งผมในตอนนั้น) ลงความเห็นว่าสแกนอังกฤษแปลคำด่าริคุได้สะใจพ่อแก้วแม่

————–

ว่าที่จริงตัวละครแบบริคุนั้นมีโอกาสพัฒนาไปเป็นตัวละครฝ่ายตรงข้ามกับแสงสว่างได้สบายๆ เพราะมีเงื่อนไขแทบจะครบถ้วนต่อการถูกดึงเข้าสู่ด้านมืด ซ้ำสถานการณ์ทั้งหลายแหล่รอบตัวก็ดูจะผลักดันให้ริคุตกต่ำลงไปถึงจุดนั้นเรื่อยๆ เสียด้วย

แต่ริคุก็ไม่ได้จมลงไปจนมิดตัว แม้จะหล่อเลี้ยงหัวใจตัวเองด้วยความคิดดุจปีศาจดังที่เคยงัดเอามาประกาศก้องให้ทั้งเรน่าในตอนที่ 26 และแหล่งแพร่ในตอนที่ 31 ฟัง (ช่วงเปิดเผยเรื่องราวของอามาเนะและช่วงเปิดเผยตัวจริงของเนเน่) แต่สุดท้ายริคุก็ไม่ได้กลายเป็นปีศาจไปจริงๆ เพียงแต่ก้ำกึ่งอยู่บนเส้นทางสนธยาระหว่างแสงสว่างกับเงามืดเท่านั้น

ผู้ที่คอยรั้งริคุไว้ระหว่างเส้นทางนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “โยเฮย์” นั่นเอง

ในเนื้อเรื่องที่ผ่านมา หากนับเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางด้านจิตใจแล้ว ถือว่าริคุได้โยเฮย์ช่วยเหลือไว้ถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกคือตอนที่สอนให้ริคุรู้จักสายสัมพันธ์ของเพื่อนเมื่อชั้นประถม ครั้งที่สองคือตอนที่ช่วยเตือนสติริคุที่กำลังหดหู่สิ้นหวังเมื่อได้รู้ว่าตัวเองจะคงสติในฐานะมนุษย์ได้เพียง 72 ชั่วโมงหลังกลายเป็นคังชุ และครั้งที่สามคือตอนที่มอบแก่นจิงกิของตนเองให้กับริคุ ก่อนจะตายจากไป ทิ้งคำพูดให้กำลังใจครั้งสุดท้ายไว้ว่า

“มองจากมุมมองของนายอาจจะไม่รู้ แต่แม้ในตอนนี้ก็มีคนมากมายที่พยายามช่วยเหลือนายอยู่ถึงขนาดพยายามความหาทุกวิถีทาง โลกเรามันก็เชื่อมถึงกันแบบนี้แหละ ตัวนายเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตใครสักคนมีความหมายเหมือนกัน”

นับว่าริคุยังค่อนข้างโชคดีอยู่บ้างที่ได้เพื่อนรุ่นพี่ดีๆ อย่างโยเฮย์คอยประคองจิตใจไว้ในห้วงวินาทีสุดท้าย หากไม่มีคำพูดของโยเฮย์ในวันนั้น บางทีริคุอาจจะถูกทาคาโอะปั่นหัว หรือร้ายกว่านั้นคือถูกแหล่งแพร่ล่อลวงจนเตลิดกู่ไม่กลับ กลายเป็นสัตว์ร้ายไปจริงๆ ก็ได้

ความช่วยเหลือครั้งสุดท้ายจากโยเฮย์นี้เองที่ทำให้ริคุยังรักษาพื้นฐานความดีงามในตัวไว้ได้บ้าง และทำให้ริคุเกิด “มโนธรรมเฉพาะหน้า” ขึ้นมาหลายครั้ง เช่น ตอนที่เขาแสดงความเห็นใจต่อเหยื่อที่ถูกคังชุเล่นงานจนสูญเสียสมดุลความทรงจำอย่างรุนแรง (ในเรื่องมีศัพท์เฉพาะเรียกว่า “ลอสท์รีบาวนด์ซินโดรม”) ตอนที่เขาพยายามพูดปลอบใจเรน่าที่เริ่มสับสนกับเบาะแสไปถึง “อดีต” ของตนเองในช่วงเล่มที่ 5 หรือตอนที่เขาพยายามพูดให้อากาซึมะ ยูอิ เพื่อนร่วมชั้นของตัวเองได้คืนดีกับเพื่อนที่ทะเลาะกัน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยูอิกำความลับยิ่งใหญ่ของริคุเอาไว้และใช้ความลับนั้นข่มขู่ริคุ ให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้พบกับทาคาโอะด้วยซ้ำ (และตัวริคุในตอนนั้นก็กำลังพยายามใช้สกิล “จับแพะชนแกะ” ระดับสุดยอดในการดึงยูอิไปให้พ้นทางเพราะเกรงว่าจะถูกดึงเข้ามาพัวพันกับเรื่องของพวกคังชุด้วย)

มโนธรรมเฉพาะหน้าเหล่านี้เองที่ช่วยดึงริคุไว้ไม่ให้จมดิ่งลงสู่ด้านมืดอย่างเต็มตัว เหมือนดังตัวละครที่มีปัญหาคล้ายๆ กันอย่างอนาคิน สกายวอล์คเกอร์ประสบมาแล้ว แม้ว่าในหลายๆ ครั้ง การแสดงมโนธรรมเหล่านั้นจะทำให้เขาดูคล้ายกับว่าเป็นคนโลเลไม่กล้าตัดสินใจเด็ดขาด ดังที่แหล่งแพร่เคยกล่าวค่อนขอดไว้ในเล่ม 4 ว่า

“ถ้านายยังคิดแต่จะโกหกเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บปวด หรือเพื่อต้องการรักษาสมดุลสองฝั่งละก็ ขอบอกไว้เลย นายไม่มีวันได้อะไรมาหรอก”

นอกจากมโนธรรมแล้ว ความสามารถในการทำหน้าที่ในฐานะผู้ใช้จิงกิของริคุก็ถือว่าอยู่ในขั้นดี ดังที่โยเฮย์เคยให้เครดิตไว้ว่า “หมอนี่ถึงจะดูอ่อนแอไม่เอาไหน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ทั้งความยึดมั่นทั้งแรงฮึดในภาวะวิกฤติของหมอนี่อยู่ในระดับที่ดูถูกไม่ได้เลย” แม้ช่วงแรกจะมีหลุดๆ ไปบ้างเพราะยังใหม่ต่อภารกิจและขาดการเตรียมใจที่เพียงพอ แต่เมื่อเขาตั้งสติได้ เขาก็สามารถรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม ดังที่เคยแสดงฝีมือในการปฏิบัติครั้งแรก ด้วยการวางแผนไล่ล่าคังชุไปพร้อมๆ กับกันคนธรรมดาออกจากที่เกิดเหตุได้ในเวลาเดียวกันโดยที่คนธรรมดาเหล่านั้นไม่รู้ตัวแม้แต่คนเดียวว่ามีการต่อสู้ถึงชีวิตอยู่ใกล้ๆ

อีกครั้งหนึ่งที่แม้จะนับไม่ได้ว่ายอดเยี่ยม แต่ก็ถือว่ารับมือกับสถานการณ์กะทันหันได้ทันท่วงที คือตอนที่ริคุเผชิญหน้ากับแหล่งแพร่ในตอนที่ 32 ของเล่ม 4 ซึ่งแม้จะลงเอยด้วยความล้มเหลวจนต้องให้พรรคพวกเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ แต่ก็ถือว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระหว่างต่อสู้ได้ไม่เลวเลย

น่าเสียดายจริงๆ ที่โยเฮย์มาด่วนตายไปเสียก่อน หากโยเฮย์ไม่ตายและริคุได้เข้าเป็นผู้ใช้จิงกิในหน่วยย่อยจริง เชื่อว่าโยเฮย์คงเป็นกาวใจช่วยประสานให้ริคุเชื่อใจเพื่อนคนอื่นๆ ในหน่วยย่อยได้ไม่ต้องมานั่งระแวงอย่างแน่นอน เป็นโอกาสให้ริคุได้สร้างบุคลิกที่มั่นคง และสามารถสานความสัมพันธ์กับคนอื่นในทางสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานให้ริคุสามารถแสดงความสามารถทั้งหลายที่หลบซ่อนอยู่ภายในออกมาได้โดยไม่ถูกด้านมืดของความเป็น “หมาป่า” และ “เด็กเลี้ยงแกะ” บดบัง

หากมองแต่ภายนอก ริคุคงเป็นได้เพียงเด็กอ่อนแอที่ไม่รู้จักโต ดีแต่เอาความสุขของตัวเองไปผูกมัดกับคนอื่น ไม่หาทางทำอะไรให้ตัวเองมีความสุขด้วยกำลังของตัวเอง หลายคนอาจมองเห็นริคุว่าเป็นไอ้จอมโกหก เป็นคนลวงโลก ดีแต่ใช้การโกหกขายผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ ไม่มีการวางแผนทำอะไรให้เป็นรูปธรรมมากกว่านั้น ไม่พยายามเข้าใจคนอื่น หรือพยายามทำให้คนอื่นเข้าใจตน สุดท้ายก็กลายเป็นคนที่ไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ต้องคอยให้คนอื่นถ่อสังขารมาช่วยอยู่ร่ำไป

แต่หากมองจากหลายสิ่งหลายอย่างที่ริคุผ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว ก็ต้องนับว่าเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ริคุต้องกลายมาเป็นแบบนี้ ในเมื่อสภาพแวดล้อมทุกอย่างไม่ได้เอื้ออำนวยให้เขามองหาความช่วยเหลือจากผู้คนรอบข้างได้เลย

น่าคิดว่าหากแม่ของริคุไม่ได้เสียชีวิตก่อนเวลาอันควร

หากพ่อของริคุไม่ได้เลี้ยงริคุมาอย่างห่างเหิน

หากอามาเนะยังคงอยู่กับริคุไม่ได้จากไปไหน

หากโยเฮย์ไม่ได้ตายในการต่อสู้กับทาคาโอะ

และหากผอ.ซาวาโกะไม่ได้ปฏิบัติต่อริคุอย่างตัวหมากเล็กๆ ตัวหนึ่งที่มีค่าแค่ใช้แล้วทิ้ง

ริคุจะกลายเป็น “เด็กเลี้ยงแกะในคราบหมาป่า” เช่นทุกวันนี้หรือไม่

ผลจากการยุทธการ “เตะแหลกแล้วแหกค่าย” ครั้งล่าสุดในตอนที่ 42 นอกจากทำให้ริคุกับ F.L.A.G. แตกหักกันจนยากจะประสานรอยร้าวได้ดังเดิมแล้ว ยังนำพาทั้งริคุ ทั้งซาวาโกะ ทั้งเนเน่ไปสู่ความจริงที่คาดไม่ถึงเบื้องหลังการกำเนิดของ F.L.A.G. และนำพาผู้อ่านเข้าสู่ปมปริศนาที่ลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

บางทีคำตอบของปริศนาเหล่านั้นอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางความเป็นไปของริคุหลังจากนี้ก็ได้

ว่าเขาจะกลายเป็นสิ่งใดต่อไป

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ก็เป็นอันว่าจบแล้วนะครับ สำหรับบทความว่าด้วยตัวละครจากเรื่อง World Embryo ตอนแรกที่กินเนื้อที่ไปถึง 2 ช่วงตอนนี้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้มีโอกาสเขียนถึงตัวละครตัวอื่นรึเปล่า เพราะตัวละครหลายตัวก็ยังไม่ได้เผยอดีตหรือเผยปมสำคัญมามากพอจะใช้เขียนอะไรได้ (เท่าที่ผมเล็งไว้ตอนนี้ก็มีโยเฮย์กับผอ.ซาวาโกะที่น่าเขียนถึงอยู่ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจชัวร์ๆ ว่าจะเขียนเมื่อไหร่นะครับ)

เหมือนเดิมนะครับ ใครมีข้อโต้แย้งหรืออยากติชม เสริม เพิ่มเติมอะไร เชิญคอมเมนต์ได้เต็มที่เลยนะครับ

*หมายเหตุ – มีข้อน่าสังเกตเล็กน้อยเกี่ยวกับชื่อเต็มของริคุครับ ชื่อ “อามามิ ริคุ” ประกอบด้วยตัวอักษร 3 ตัวที่มีความหมายดังนี้

อามามิ – ประกอบขึ้นจากตัวอักษร “ท้องฟ้า” และ “ทะเล”

ริคุ – แปลตรงตัวได้ว่า “บก, แผ่นดิน”

ท้องฟ้า ทะเล และแผ่นดิน เป็นส่วนประกอบที่เมื่อรวมกันออกมาแล้วจะสื่อความหมายถึงคำว่า “โลก” นั่นเอง ดังที่หลายๆ ที่กล่าวไว้ว่าโลกประกอบด้วย 3 ส่วน คือ อากาศและชั้นบรรยากาศ (ท้องฟ้า) ทะเล (น้ำ) และแผ่นดิน (เกาะและทวีปต่างๆ) นั่นแหละครับ ซึ่งตรงนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับชื่อเรื่อง World Embryo ก็เป็นได้

ส่วนจะเกี่ยวข้องยังไงนั้น คงต้องรอดูเนื้อเรื่องต่อไปครับ

ป.ล. – แถมท้ายเล็กน้อย พ่อของริคุก็ชื่อ “ไดจิ” ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นก็มีความหมายว่า “แผ่นดิน” เหมือนกับชื่อริคุเช่นกันครับ

สำหรับตัวอักษรชื่อนามสกุลของริคุกับพ่อก็ดูได้ในภาพข้างล่างนี่นะครับ

*********************

จริงๆภาพของริคุในตอนนี้ ผมมองซ้อนกับ “พ่อหมาป่า” มากกว่า หมาป่าธรรมดาครับ

เหมือนหมาป่าที่หารังของตัวเอง ครอบครัวของตัวเองที่เคยหายไปเจอแล้ว ดังนั้นเพื่อปกป้องสิ่งเหล่านี้ เขาพร้อมที่จะแยกเขี้ยวใส่ทุกคนที่ขวางหน้า

เป็นการแยกเขี้ยวใส่ทั้งๆที่ตัวเองก็หวาดกลัวแทบขาดใจเหมือนกัน แค่ใช้ความกร้าวภายนอกปกปิดไว้เท่านั้น

ริคุเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่มีมิตน่าสนใจครับ อยากดูตอนจบของเรื่องนี้จริงๆว่าริคุจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนแบบไหนในท้ายที่สุด

ริคุนั้นอ่อนแอเกินกว่าจะอยู่ในโลกที่โหดร้าย และอ่อนโยนเกินกว่าจะอยู่ในโลกที่ตลบแตลงนี้

เพราะไม่อาจพึ่งใครได้ ริคุจึงต้องสร้าง”เปลือก”ขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้
เปลือกที่สร้างจาก”คำโกหก” ทั้งๆที่รู้ว่าสุดท้ายเปลือกนั้นก็จะหนักจนทับตัวเองให้พังทลาย…..แต่ก็คงดีกว่าจะพังทลายไปในตอนนี้เพราะไร้ที่พึ่งพิง

ผมคิดว่าสิ่งที่อามาเนะหยิบยื่นให้ริคุในตอนนั้น มันคือสิ่งที่กลายเป็น”แก่น”ของหัวใจ-บางสิ่งที่แข็งแกร่งพอจะพึ่งพิงได้ แม้ในโลกที่ตนอ่อนแอเกินกว่าจะอาศัย

แต่สุดท้าย “สิ่งที่เป็นแกนของหัวใจ” กลับหายไปซะเฉยๆ ไม่มีแม้เวลาเตรียมใจ และยังไม่เข้มแข็งมากพอ
หัวใจที่ไร้แกนจึงว่างเปล่า และเจ็บปวดพอที่จะแบกเปลือกที่หนักกว่าตัวเองไว้ได้ และนั่นก็ทำให้ริคุยังไม่พังทลายไปโดยสมบูรณ์ – แต่ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าคงอยู่

แล้วในวันหนึ่งก็ได้พบ”ความหวัง” – สิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งใดๆ สิ่งที่เคยหลอมรวมเป็นหนึ่งกับหัวใจและจากไป

แม้จะอ่อนแอแค่ไหน แม้จะอ่อนโยนเพียงใด เพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุด แม้แต่ลูกแกะก็กลายเป็นหมาป่าได้

ถ้าเลือกซักเพลงให้ริคุ ก็ขอเป็น Resistance Line ของ WA2 ละครับ

หนังสือ/นิตยสารที่เรามีตอนนี้

Go Training พ.ย.2551

e-enterprise Vol.225

กฎหมายใหม่ – บริจาคไปแล้ว

Let’s Vol.11/1 ส.ค.2551

R.C.racing 27/2007,29/2007,31/2007

อุณมิลิต ส.ค.2551 เสียดายเล่มเก่าๆที่เคยซื้อมา ไม่น่าทิ้งเลย

Topgun Mission 56,58

ตัวประกัน 170.-

หน่วยสวาท LAPD 130.-

เรนเจอร์ 130.-

รัฐบาล(หน้า)ไหน ทำให้ “ไทย” ตกเป็น “เหยื่อ” ธุรกิจบุหรี่ข้ามชาติ?

05 พฤศจิกายน 2552

http://www.hitap.net/backoffice/news/news_display2.php?id=27381

Link : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000132619

ไม่น่าเชื่อว่า ทั้งๆ ที่ประเทศไทยพยายามรณรงค์กันแทบตาย ให้คนไทยเลิกสูบบุหรี่ แถมมีกฎหมายควบคุมการบริโภคยาสูบอยู่ แต่กลับเปิดโอกาสให้ธุรกิจอุตสาหกรรมบุหรี่ข้ามชาติเข้ามาจัดแสดงสินค้าในไทยได้แบบครบวงจรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า งานนี้ นอกจากเป็นการ “ตบหน้าตัวเอง” ของประเทศไทยที่จะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาเซียน เรื่องนโยบายการควบคุมยาสูบในปีหน้าแล้ว ยังเหมือนกับปล่อยปละ “เยาวชนคนรุ่นใหม่” ที่น่าจะเป็นอนาคตของชาติ ให้กลายเป็น “เหยื่ออันโอชะ” ของบริษัทบุหรี่ข้ามชาติด้วย แม้จะมีนักวิชาการและหลายภาคส่วนของไทยออกมาคัดค้าน-ต่อต้านงานแสดงสินค้ายาสูบครั้งนี้ แต่ยังไม่มีสัญญาณใดๆ จากรัฐบาล

คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายงานพิเศษ

สัปดาห์หน้า จะมีงานแสดงสินค้างานหนึ่งที่ไม่น่าปล่อยให้จัดขึ้นในเมืองไทย แต่ก็คงสายเกินไปที่จะมีใครห้ามไม่ให้จัด แม้จะมีกระแสคัดค้านจากหลายภาคส่วนหลายองค์กรก็ตาม นั่นคือ งาน “TABINFO ASIA 2009” หรืองานแสดงสินค้ายาสูบแบบครบวงจร ที่อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Tobacco Reporter

กระแสคัดค้านการจัดงานดังกล่าว ไม่เพียงแสดงออกด้วยการยื่นหนังสือถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทราบถึงผลกระทบของการจัดงานดังกล่าวในไทย พร้อมเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐเข้าไปสนับสนุน หรือเกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมใดๆ ของงานดังกล่าว แต่ยังมีการเข้าชื่อของประชาชน โดยเฉพาะบุคลากรด้านสาธารณสุข เพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านการจัดงานแสดงสินค้ายาสูบแบบครบวงจรในไทยด้วย โดยมีประชาชนเข้าชื่อเกินกว่า 5 หมื่นชื่อ

ลองไปดูกันว่า เหตุใดหลายภาคส่วนในสังคมจึงคัดค้านการจัดงานดังกล่าว? และเหตุใดบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ จึงเลือกที่จะมาจัดงานแสดงสินค้าที่คร่าชีวิตประชาชนในประเทศไทย?

ผศ.ดร.ปิยะรัตน์ นิ่มพิทักษ์พงศ์ แห่งคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร บอกถึงสาเหตุที่คัดค้านการจัดงานแสดงสินค้ายาสูบแบบครบวงจรในประเทศไทย ว่า เพราะบุหรี่เป็นสินค้าที่ทำลายสุขภาพและชีวิตประชาชนทั่วโลก และว่า การที่บริษัทบุหรี่ข้ามชาติเลือกมาจัดในประเทศไทย เพราะตลาดบุหรี่ในเอเชียยังเป็นตลาดที่ใหญ่มาก อุตสาหกรรมบุหรี่ข้ามชาติจึงเห็นลู่ทางที่จะเข้ามาหาลูกค้าหน้าใหม่ โดยเฉพาะ “เยาวชน”ซึ่งเป็นอนาคตของทุกประเทศ แต่บริษัทบุหรี่ข้ามชาติก็มองว่า เยาวชนคืออนาคตของบริษัทเช่นกัน

“ประเด็นก็คือการที่เขาพยายามที่จะขายบุหรี่ให้ได้มากขึ้น เพราะบุหรี่เราทราบกันว่าเป็นสินค้าที่ทำลายสุขภาพของประชาชนไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย ทั่วโลกโดยเฉพาะในทวีปเอเชีย งานนี้เป็นงานแสดงสินค้าของอุตสาหกรรมยาสูบนานาชาติ เป้าหมายหลักไม่ใช่ประเทศไทยอย่างเดียว ทั้งเอเชีย ที่เขาจะเอาผู้ค้าจากหลายประเทศเข้ามา และเข้ามาช็อปพวกสินค้าเหล่านี้ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เช่น บุหรี่ชูรส ซิการ์ที่ทำเป็นสีๆ พวกนี้เราดูสินค้าเรารู้ว่า เขา Target ใคร คือ เยาวชนกับผู้หญิง เพราะตลาดตรงนี้ยังเป็นตลาดที่ใหญ่มากในภูมิภาคเอเชีย เขาเห็นตรงนี้เขาก็เลยมาที่นี่ เพราะเขารู้ว่าคนที่สูบบุหรี่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เพราะฉะนั้นเขาต้องหาลูกค้าหน้าใหม่เข้ามาเติมเต็มในธุรกิจของเขา เพราะฉะนั้นเยาวชน มันมีเอกสารลับของบริษัทบุหรี่ที่กล่าวเลยว่า เยาวชนเนี่ยเป็นอนาคตของบริษัท เพราะต้องหาหน้าใหม่เข้ามาเรื่อยๆ นั่นคือ ทำไมถึงผลิตหรือพัฒนาสินค้าเพื่อที่จะเข้าถึงคนกลุ่มนี้”

ผศ.ดร.ปิยะรัตน์ ยังชี้ด้วยว่า แม้จะไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายที่บริษัทบุหรี่ข้ามชาติจะจัดงานแสดงสินค้ายาสูบครบวงจรในไทยได้ แต่บริษัทผู้จัดงานก็ต้องไม่ทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบของไทย ซึ่งขณะนี้ยังมีบางประเด็นที่ผู้จัดงานกับผู้เกี่ยวข้องของไทยเห็นไม่ตรงกัน จึงต้องตีความว่าถ้าทำ จะผิดกฎหมายของไทยหรือไม่ เช่น การโฆษณายี่ห้อบุหรี่ และการสูบบุหรี่ภายในงาน

“ในทางกฎหมายเนี่ย เป็นสินค้าที่ถูกกฎหมาย อันนี้เราต้องยอมรับประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสินค้าถูกกฎหมายอย่างเดียวที่ฆ่าคน มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนที่ใช้เนี่ยเสียชีวิตก่อนวัยอันควรตามงานวิจัย อย่างไรก็ตาม มันเป็นสินค้าถูกกฎหมาย เพราะฉะนั้นภาคธุรกิจที่มาจัดเนี่ย มันคงไม่ได้ผิดในลักษณะกฎหมายใดๆ ยกเว้นว่าเขาจะทำผิดกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบของประเทศไทย เช่น มาโฆษณายี่ห้อบุหรี่ในงาน ซึ่งผู้จัดเขาบอกว่าเขาทำได้ สามารถที่จะโฆษณาในงานได้ และสามารถสูบบุหรี่ในงานได้ด้วย ซึ่งตรงนี้กรมควบคุมโรคต้องเข้าไปดู ซึ่งกรมควบคุมโรคก็มีนโยบายที่จะเข้าไปเฝ้าระวังอยู่แล้ว จริงๆ แล้วการโฆษณาในงานเนี่ย ตามกฎหมายเราก็ทำไม่ได้ แต่ตรงนั้นกำลังตีความ เพราะเขาใช้คำว่า Private Event ตีความว่า Private Event เนี่ยมันคืออะไร เพราะเราจะมีข้อยกเว้นในกฎหมายหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขกำลังพิจารณา แต่เท่าที่ทราบกฎหมายเราเนี่ยไม่ได้มีข้อยกเว้น แต่ตรงนี้คงต้องดูในตัวบทกฎหมายอีกครั้ง คือ เขาบอกว่าสามารถสูบได้ในส่วนแสดงสินค้าที่เป็นฮอลล์ และเปิดเครื่องปรับอากาศ ซึ่งจริงๆ แล้วตรงนี้เรามีกฎหมายคุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่ภายใน โดยเฉพาะในที่ปรับอากาศอยู่แล้ว ซึ่งส่วนแสดงสินค้าก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในประกาศกระทรวงอยู่แล้วว่าจะต้องเป็นสถานที่ปลอดบุหรี่ เพราะฉะนั้นตรงนี้เขาทำอย่างไร กรมควบคุมโรคกำลังเข้าไปดู”

ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิต เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พูดถึงเหตุที่คัดค้านการจัดงานแสดงสินค้ายาสูบครบวงจรในไทยว่า ปัจจุบันมีคนไทยสูบบุหรี่ประมาณ 10 ล้านคนเศษ โดยเป็นผู้ชายประมาณ 90% ขณะที่ผู้สูบรายใหม่ที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะวัยรุ่น และว่า หลังจากมูลนิธิรวมทั้งภาครัฐได้มีการรณรงค์ถึงพิษภัยของบุหรี่และออกมาตรการเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ ทำให้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีผู้เลิกสูบบุหรี่แล้ว 4.6 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าที่ควรจะเป็นจริงๆ 4 ล้านคน และเมื่อจู่ๆ บริษัทบุหรี่ข้ามชาติจะมาจัดงานในไทย ย่อมทำให้การควบคุมการสูบบุหรี่ในไทยทำได้ยากขึ้น

“เครือข่ายวิชาชีพสาธารณสุชทั้งหมด ก็เห็นว่า การจัดงานนี้มันตรงข้ามและมันก็มาบั่นทอนความพยายามที่พวกเราพยายามทำงานกันอยู่ในการที่จะควบคุมการสูบบุหรี่ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมาแสดงจุดยืนว่าไอ้พวกนี้มันมาทำให้งานของเราทำยากขึ้นไปอีก ซึ่งที่เราทำๆ อยู่นี่เราก็เหนื่อยพอแล้ว คนทำก็น้อย งบประมาณก็น้อย และเรื่องที่ต้องทำอีกก็ตั้งเยอะ คนสูบบุหรี่ก็ยังไม่ลดลงเท่าที่ควร แต่ขณะเดียวกัน ธุรกิจก็จะมาโปรโมตสินค้าตัวนี้และมาโปรโมตในบ้านเรา เราก็คิดว่าเราต้องแสดงให้คนรู้ และเราก็เรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขไปเฝ้าระวังไม่ให้เขาทำอะไรที่มันฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมทั้งเราก็เรียกร้องให้รัฐบาลได้มีการให้นโยบายให้หน่วยงานรัฐเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ รวมทั้งที่สำคัญเราต้องการให้รัฐบาลได้ดำเนินตามมาตรา 5.2 ก็คือการให้ธุรกิจยาสูบให้ออกไปจากกระบวนกำหนดนโยบายสาธารณะของเรา และในมาตรา 5.3 มันก็ยังกำหนดต่อไปอีกว่า ไม่ให้หน่วยงานของรัฐร่วมกิจกรรมใดใดกับธุรกิจยาสูบ ไม่ให้หน่วยงานของรัฐรับการบริจาคจากธุรกิจยาสูบหรือรับของขวัญจากธุรกิจยาสูบ รวมทั้งไม่ให้หน่วยงานของรัฐเข้าไปร่วมกิจกรรมใดๆ ที่บริษัทบุหรี่บอกว่ามีกิจกรรมที่ทำเพื่อสังคมอันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเรียกร้องและทำ”

“(ถาม-เราคิดว่าเมื่องานนี้จัดในบ้านเราได้ จะทำให้จำนวนผู้สูบบุหรี่ในบ้านเราเพิ่มขึ้นอีกสักแค่ไหน?) มันคงประมาณไม่ได้ แต่มันมีผลกระทบแน่ คือรูปแบบการตลาดหรือสิ่งที่จะออกมาจากการระดมสมองของเขาเรื่องการทำตลาดในประเทศที่มีกฎหมายห้ามโฆษณาเข้มงวดอย่างประเทศไทย ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เขาจะมีออกมา ผลิตภัณฑ์ไร้ควันทั้งหลาย จริงๆ มันก็คือสถานการณ์ที่เขาจำลองขึ้นมา ก็คือ สถานการณ์ประเทศไทยนั่นเอง คิดว่า เขาจะทำตลาดอย่างไรในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมที่ค่อนข้างเข้มงวด ประเทศไทยก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งในการควบคุมที่ค่อนข้างเข้มงวด เพราะฉะนั้นเขาก็หาลู่ทางที่จะค้าขายให้ได้ ไม่ว่านโยบายจะเข้มงวดอย่างไร และบทเรียนที่เกิดขึ้นที่ 4 ปีก่อนที่เขาจัดที่กัวลาลัมเปอร์ ก็คือ หลังจากนั้น 1-2 ปี สินค้าทั้งหลายที่เขาแสดงอยู่ในที่นิทรรศการครั้งนั้น ก็ออกสู่ตลาดประเทศมาเลเซีย อันนี้ก็ย่อมมีส่วนที่จะกระทบทำให้การสูบบุหรี่มากขึ้น ซึ่งเป้าเขาคงอยู่ที่เอเชียและผลิตภัณฑ์ทั้งหลายที่จะมีการพัฒนาขึ้นมาก็คงจำหน่ายไปทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยไม่ใช่เฉพาะเอเชีย”

ศ.นพ.ประกิต บอกด้วยว่า คงไม่สามารถเรียกสำนึกจากเอกชนที่ยอมให้มีการจัดงานแสดงสินค้ายาสูบครบวงจรในไทยได้ เพราะงานใกล้จะมีขึ้นแล้ว แต่อยากเรียกสำนึกจากร้านค้าปลีกกว่า 5 แสนร้านที่ขายบุหรี่ในเมืองไทยขณะนี้มากกว่า ว่า ให้ปฏิบัติตามกฎหมายด้วยการไม่ขายบุหรี่ให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี และห้ามตั้งซองบุหรี่ ณ จุดขาย

ด้าน นพ.หทัย ชิตานนท์ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย ซึ่งเป็น 1 ในผู้ที่คัดค้านการจัดงานแสดงสินค้ายาสูบครบวงจรในไทย ก็ชี้ให้เห็นถึงเล่ห์กลของบริษัทบุหรี่ข้ามชาติที่หันมารุกรานและล่าเหยื่อในประเทศด้อยพัฒนา รวมทั้งประเทศไทยในครั้งนี้

“อุตสาหกรรมยาสูบเป็นอุตสาหกรรมที่ฆ่าคน อย่าลืมว่าคนในโลกเราเนี่ย ปีหนึ่งตาย 5.5 ล้านคน เนื่องจากผลิตภัณฑ์ยาสูบทั้งหลาย แล้วที่สำคัญ ก็คือ อุตสาหกรรมยาสูบเนี่ยเขาในประเทศที่เจริญแล้ว หรือประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างอเมริกา อย่างยุโรป คนสูบบุหรี่น้อยลงเรื่อยๆ เพราะรัฐบาลเขาเข้มแข็งมีมาตรการทุนที่จะดำเนินการ เพราะฉะนั้นคนสูบบุหรี่น้อยลงๆ เมื่อเป็นเช่นนี้บริษัทบุหรี่เขาก็ต้องออกมารุกรานประเทศที่ด้อยพัฒนาอย่างในทวีปเอเชียของเรา ทวีปแอฟริกา และในอเมริกาใต้ เพราะยังเป็นประเทศที่ยากจนและรัฐบาลไม่เข้มแข็ง ดังนั้น เขาก็ออกมา พูดง่ายๆ ว่า ออกมาล่าเหยื่อ ให้คนในประเทศที่กำลังยากจนเป็นเหยื่อของเขา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะในจำนวน 5.5 ล้านคนที่ตายเนี่ย 70% มันอยู่ในประเทศที่ยากจน ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำทุกอย่างไม่ให้เขาทำให้คนในประเทศยากจนตายสูบบุหรี่มากขึ้นและตายมากขึ้น อันนี้คือเหตุผลสำคัญ แล้วอุตสาหกรรมยาสูบเป็นอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยมาก และมีเล่ห์กลมาก โกหกมากที่สุด เขาทำทุกอย่างที่จะทำให้กิจการของเขาเจริญ ขายได้ดีขึ้น แล้วน้ำตามันตกอยู่กับคนที่ยากจนในประเทศยากจนทั้งหลาย”

นพ.หทัย ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เหตุที่ประเทศไทยกลายเป็นเหยื่อของบริษัทบุหรี่ข้ามชาติในครั้งนี้ เป็นเพราะการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยมีจุดอ่อน โดยเฉพาะสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ที่เป็นผู้อนุญาตให้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติสามารถจัดแสดงสินค้ายาสูบในไทยได้ โดยคิดแต่เรื่องรายได้ที่จะได้รับอย่างเดียว ไม่คิดถึงผลกระทบที่จะตามมา

“บริษัทบุหรี่เขามาติดต่อ สสปน.(สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ) นานเป็นปีแล้วที่จะมาจัดงานและจะมาเช่าเมืองทองธานี ซึ่งเราก็ไม่ทราบ และ สสปน.ก็ไม่เคยมาถามเรา ไม่เคยมาถามกระทรวงสาธารณสุข ว่า ความเห็นของท่านเป็นอย่างไร เราไม่ทราบจนกระทั่งเขาตกลงกันไปเรียบร้อยแล้ว คงเซ็นสัญญากันไปเรียบร้อยแล้วว่าจะมาจัด อันนี้ก็คือจุดอ่อนของระบบการทำงานของประเทศไทย เขาจะนึกถึงด้านเดียว เขาจะนึกว่าถ้ามีคนมาจัดงาน ประเทศก็จะมีรายได้มากขึ้น คนต้องเข้ามามากขึ้น มาพักโรงแรม มาทานอาหาร มาใช้จ่ายในประเทศของเราทำให้ประเทศไทยมีรายได้มากขึ้น แต่เขาไม่เคยนึกเลยว่าผลเสียหายอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเผื่อคนไทยสูบบุหรี่มากขึ้น คนไทยก็ต้องตายมากขึ้น รัฐบาลก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมากขึ้น เขาไม่ทราบ คนที่รับทำสัญญาจัดงานครั้งนี้ สสปน.เนี่ยเขาไม่ทราบ และนอกจากไม่ทราบแล้ว เขาก็ไม่สนใจจะถามใคร มันก็คล้ายๆ กับกระทรวงพาณิชย์นะ กระทรวงพาณิชย์ของเราเนี่ยเที่ยวได้ไปทำสัญญาการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ เยอะแยะไปหมด ในภูมิภาคอาเซียนที่เรียกว่าอาฟต้านี่ก็ 10 ประเทศในภูมิภาคนี้ก็ไปทำสัญญากับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน อินเดีย เต็มไปหมดเลย ก็โดยอ้างว่าเมืองไทยจะได้ขายสินค้ามากขึ้น แต่มากขึ้นแล้วเป็นบวกจริงหรือเปล่าก็ไม่ทราบ อะไหล่รถยนต์เราอาจจะขายได้มากขึ้นจริง แต่เรื่องอื่นเราก็เสียเปรียบประเทศอื่น”

นพ.หทัย ยังเผยด้วยว่า สสปน.หรือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ที่เป็นผู้อนุญาตให้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติสามารถเข้ามาจัดงานแสดงสินค้ายาสูบครบวงจรในไทยได้นั้น เป็นองค์กรมหาชนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ แต่ไม่แน่ใจว่า การอนุญาตดังกล่าวมีขึ้นในรัฐบาลใด แต่คงไม่ใช่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เพราะการขออนุญาตเข้ามาจัดงานในไทยต้องขอล่วงหน้าเป็นปีๆ ซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารประเทศยังไม่ถึง 1 ปี

เมื่อถามว่า คิดว่า จะมีวิธีป้องกันไม่ให้มีการจัดงานแสดงสินค้ายาสูบครบวงจรในไทยอีกได้อย่างไร นพ.หทัย บอกว่า ที่ตนวางแผนไว้ ก็คือ เรามีกฎหมายขององค์การอนามัยโลก และมีมาตรา 5.3 ที่บอกไว้ว่า ไม่ให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ให้ความร่วมมือกับบริษัทยาสูบในเรื่องใดบ้าง ซึ่งคงต้องนำมาตรา 5.3 มาแปลเป็นภาษาไทย แล้วตกแต่งให้ดี จากนั้นเสนอ ครม.ให้เห็นชอบเพื่อเป็นระเบียบให้ส่วนราชการต่างๆ ปฏิบัติตาม นั่นหมายถึง ต่อไป สสปน.ก็ไม่สามารถที่จะอนุญาตให้มีการจัดงานแสดงสินค้ายาสูบครบวงจรในไทยได้อีก ส่วนกระทรวงพาณิชย์ก็เช่นเดียวกัน ไม่สามารถไปเจรจาแล้วปล่อยให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ได้อีก

นพ.หทัย บอกด้วยว่า แม้การออกระเบียบดังกล่าวอาจจะต้องใช้เวลาดำเนินการ แต่อย่างน้อยหากทำสำเร็จ ก็จะช่วยให้ประเทศไทยมีเกราะป้องกันตัวจากการรุกรานของอุตสาหกรรมบุหรี่ข้ามชาติได้!!

แฉ บ.บุหรี่ เหลี่ยมจัดโฆษณาผ่าน facebook

Filed under: